เมื่อเห็นสวนหุนซามาปรากฏอยู่ตรงหน้าเหยาโม่หว่านไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตนเองอย่างไร นางตั้งใจสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาเป็พิเศษเพื่อกำจัดขุนนางที่เป็ปรปักษ์กับเย่หงอี้โดยอาศัยชะตาฟ้ามาเป็ข้ออ้างบังหน้าในการอธิบายเหตุผลนางคิดเพื่อเขาขนาดนี้ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงต้องพบจุดจบเช่นเดียวกับสุนัขล่าเนื้อที่ต้องตายหลังกระต่ายม้วยมรณ์[1]
“โอ้โห...เป็สวนที่งดงามมากเลย นี่คือต้นอะไรหรือเพคะพระสนม” ทิงเยว่มองทิวทัศน์เบื้องหน้าอย่างตะลึงลานอดร้องอุทานออกมาไม่ได้ ต้นทรายิญญาในสวนผลิดอกเบ่งบานเต็มต้น ยามทอดสายตามองไป คล้ายเห็นเป็แพรหิมะสีเงินยวงห่มคลุมอยู่บนกิ่งก้านสาขา
“ต้นทรายิญญาผลิดอกเบ่งบานตลอดสี่ฤดูกาล ยั่งยืนมิโรยรา กลิ่นหอมอ่อนจางแต่สร้างสุนทรียารมณ์ กลีบบุปผาสีขาวนุ่มนวลดุจปุยนุ่น”เหยาโม่หว่านปล่อยมือจากเ้าปุกปุย ก่อนเยื้องย่างเข้าไปด้านใน
“พระสนมสวนแห่งนี้มีต้นกำเนิดเชื่อมโยงกับดวงดาวบนท้องฟ้าจริงหรือเพคะ?” ทิงเยว่ยังคงติดใจสงสัยคำอธิบายของเหยาโม่หว่านเมื่อคืนนี้จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ลองทายดูสิ?”เหยาโม่หว่านทอยิ้มบางๆ ขณะทอดสายตาไปที่ต้นทรายิญญาตัวแทนชะตาชีวิตของเย่หงอี้ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในตำแหน่งทิศเหนือ
“บ่าวทายไม่ถูกหรอกเพคะ”ทิงเยว่เดินตามหลังอยู่สองก้าว พอเห็นเหยาโม่หว่านไม่เอ่ยปาก จึงไม่เซ้าซี้ถามซ้ำ ถึงต้นทรายิญญาจะเป็ตัวแทนถึงสิ่งใดก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสาวใช้คนหนึ่งเช่นนาง สิ่งที่นางต้องทำคือปกป้องเ้านายของตนเองอย่างดีที่สุดทิงเยว่คิดเช่นนี้
เมื่อเดินมาถึงต้นทรายวิญาณที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งทิศเหนือเหยาโม่หว่านเอื้อมมือมาลูบคลำผิวััลำต้นที่ทั้งนุ่มลื่น เนียนละเอียดไร้ตำหนิราวกับผิวกายของสตรีอย่างอดไม่ได้เพื่อหล่อเลี้ยงต้นไม้ต้นนี้ให้เจริญงอกงาม นางต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจไปไม่รู้เท่าไรแต่มาบัดนี้...
เหยาโม่หว่านหยิบเข็มเงินออกมาจากแขนเสื้อหลังจากนั้นก็จ้วงแทงเข้าไปที่ลำต้นไม่ยั้งถึงสิบกว่าครั้ง จนกระทั่งสาแก่ใจจึงเก็บเข็มลง
“พระสนมทรงทำอะไรเพคะ”ทิงเยว่ตื่นตระหนกกับการกระทำที่หุนหันพลันแล่นผิดปรกติของเ้านายเอ่ยถามด้วยความงุนงง
“อีกสองวันเ้าจะรู้เอง”ริมฝีปากของเหยาโม่หว่านโค้งขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็เดินไปยังตำแหน่งที่ไม่ไกลนัก แล้วหยิบห่อผงยาที่เตรียมมาเป็อย่างดีออกจากแขนเสื้อโปรยใส่โคนต้นทิงเยว่สีหน้าฉงน แต่ไม่กล้าถามเซ้าซี้ สิ่งที่เ้านายตัดสินใจทำย่อมจะมีเหตุผลของตนเอง
เมื่อถึงยามค่ำเหยาโม่หว่านเรียกอินเสวี่ยออกมากำชับสั่งการสองสามประโยค หลังจากนั้นก็ทิ้งทิงเยว่กับหลิวสิ่งไว้ที่ตำหนักแล้วออกไปยังตำหนักหวาชิงเพียงลำพัง
ภายในตำหนักหวาชิงไฉ่อิ๋งยืนตัวสั่นงันงกมองเ้านายที่กำลังคลั่งอาละวาดขว้างปาสิ่งของจนระเนระนาดอยู่ห่างๆไม่กล้าเฉียดเข้าไปใกล้
“นังสารเลวเหยาโม่ซินตัวตายไปแล้วยังสร้างความเดือดร้อนทำให้ฝ่าาเกิดความหวาดระแวงในตัวเปิ่นกงอีก เป็ิญญาคอยตามหลอกหลอนไม่ไปไหนเสียที”เพียงแค่นึกถึงสีหน้าท่าทางเ็าของเย่หงอี้ในห้องทรงพระอักษรเมื่อตอนกลางวัน เหยาซู่หลวนก็รู้สึกเดือดพล่านทั้งที่ตอนนั้นทรงเคยตรัสไว้อยู่เป็นัยว่าหากเหยาโม่ซินตายเมื่อไร ตำแหน่งหวงโฮ่วของนางย่อมไร้คู่แข่งแต่ตอนนี้เล่า นอกจากจะชวดเป้าหมาย ยังสูญเสียความโปรดปราน แล้วนางจะยินยอมสมัครใจได้อย่างไร
“พระสนมโปรดสงบอารมณ์ก่อนเถิดเพคะอาจเป็เพราะฝ่าาทรงกำลังกริ้วอยู่ ตามความเห็นของบ่าว ฝ่าายังคงใส่พระทัยพระนางมิเช่นนั้นคงไม่เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็หวงกุ้ยเฟย ยามนี้ตำแหน่งหวงโฮ่วยังว่างอยู่พระสนมเป็ผู้ถืออำนาจสูงสุดในวังหลัง นี่ก็เพียงพอจะแสดงให้เห็นว่าฝ่าาทรงให้ความสำคัญกับท่านอย่างมากแล้วนะเพคะ”ไฉ่อิ๋งปลอบประโลมอย่างระมัดระวังวาจา
“ฮึ!ในสายตาของพระองค์เห็นแต่นังโง่เหยาโม่หว่านมากกว่า ทุกคราที่นังตัวหายนะนั่นประสบเคราะห์ภัยฝ่าาก็จะรีบไปหาทันที ครานี้นังนั่นเอ่ยถึงเหยาโม่ซิน เปิ่นกงแค่ไปเตือนสติ ฝ่าากลับโยนความผิดมาลงที่ศีรษะของเปิ่นกงเสียอย่างนั้นไม่รู้จริงๆ ว่านังปัญญาอ่อนนั่นมีอะไรดีนักหนา ถึงทรงหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้นเยี่ยงนี้”เหยาซู่หลวนถลึงตาจนแทบะเิ สะบัดแขนเสื้อปาถ้วยน้ำชาลงพื้นแตกกระจาย
“บ่าวเองก็ไม่เข้าใจในจุดนี้เหมือนกันแม้เหยาเฟยจะหน้าตาสะสวย แต่ก็เป็เพียงคนเขลาเบาปัญญา ไฉนฝ่าาถึงได้หลงใหลนางนัก”ไฉ่อิ๋งโคลงศีรษะเอ่ยปากถึงสิ่งที่ข้องใจ
“นี่แน่ะ!เหยาฟงเหยาเฟยอันใด แค่หญิงโง่ปัญญาอ่อนคนหนึ่ง” เหยาซู่หลวนสบถออกมาอย่างเข่นเขี้ยวทันใดนั้น เหยาโม่หว่านในอาภรณ์หรูหราเต็มยศก็เดินนวยนาดเข้ามาในตำหนักหวาชิง
“พี่รองกำลังสนทนาอะไรอยู่หรือแว่วๆ เหมือนจะได้ยินชื่อของโม่หว่านด้วย” เหยาโม่หว่านใช้แววตาใสซื่ออาบไปด้วยรอยยิ้มมองเหยาซู่หลวน
“อ๊ะ...จะ...เ้ามาได้อย่างไร”เหยาซู่หลวนตื่นตระหนกที่ได้เห็นเหยาโม่หว่าน ทว่าน้ำเสียงยังคงขุ่นมัว
“ก็คิดถึงพี่รองน่ะซีทำไมล่ะ? พี่รองไม่ชอบโม่หว่านแล้วหรือ” พอเห็นสีหน้าเยียบเย็นปานน้ำแข็งของเหยาซู่หลวนเหยาโม่หว่านก็อดยิ้มเยาะไม่ได้ ตอนนี้เสแสร้งไม่ออกแล้วหรือไร?
“ย่อมไม่ใช่เช่นนั้นแล้วทิงเยว่ไปไหนเสียเล่า มิได้ตามมาด้วยหรือ?” เหยาซู่หลวนมองไปด้านหลังของน้องสาว เมื่อเห็นไม่มีคนตามมาค่อยโล่งอกเหยาโม่หว่านหูไม่ดี มิได้หมายความว่าขี้ข้าชั้นต่ำสองคนที่รับใช้นางจะหูหนวกตาบอดไปด้วย
“โม่หว่านอยากมาคุยเล่นกับพี่รองี้เีฟังพวกเขานินทาเื่จุกจิกไร้สาระ ก็เลยสั่งให้ไม่ต้องตามมา”
“นินทาไร้สาระ?พวกเขาชอบคุยเื่จุกจิกให้เ้าฟังอย่างนั้นหรือ แล้วเล่าอะไรบ้างล่ะ” เหยาซู่หลวนเก็บแววตาเ็าลงก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
...
เชิงอรรถ
[1]มาจากสำนวน วิหคสิ้นเกาทัณฑ์ซ่อน กระต่ายม้วยมรณ์ต้มสุนัขล่าเนื้อ หมายถึงหลังจากงานเสร็จสิ้นก็กำจัดผู้ที่สร้างผลงานทิ้งด้วยความหวาดระแวง
