ฉินหยีหนิงอยู่บนรถม้า ใบหน้าของเด็กสาวยังคงเป็สีแดงเข้ม เมื่อนางนึกถึงท่าทีทะเล้นกลิ้งกลอกของเหยาจือซี ฟันกับเหงือกของนางพลอยรู้สึกคันขึ้นมาทันใด ทว่าในสมองกลับมักจะมีบางภาพวนเวียนไปมาเสมอ
ภาพเหตุการณ์ที่เขาขู่เข็ญพลางถามนางอย่างเย่อหยิ่ง “ข้าเป็ใคร ทำไมข้าจะต้องบอกเ้าด้วย”
ภาพท่าทางที่เขารีบคว้ามือของนาง จับลูกศรแหลมซึ่งพุ่งตรงหมายเจาะลำคอของนาง
ภาพแผ่นหลังสูงใหญ่ของเขาบังอยู่ด้านหน้าของนาง
ไหล่ของเขาถูกแทงด้วยลูกธนู และเขาหันกลับมายักคิ้วมองนาง พร้อมรอยยิ้มยามเขาหักหางลูกธนูออก
ยิ่งคิดถึงมันมากเท่าไร นางก็ยิ่งกลัว
แม้ว่าชายผู้นี้จะมีวาจาน่ารังเกียจ มิหนำซ้ำเขามักจะกลั่นแกล้งนาง แต่เื่ที่เขาช่วยชีวิตของพวกนางโดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตัวเองนั้นเป็ความจริง มิฉะนั้นในวันนี้นาง ท่านแม่และท่านยายต่างก็ต้องตายในเซียนกูกวนแล้ว
“ปิงถาง อาการาเ็ของคุณชายเหยาไม่ได้มีปัญหามากใช่หรือไม่?”
ปิงถางกล่าวว่า “การาเ็ของคุณชายเหยาค่อนข้างร้ายแรงพอสมควร แม้ว่าลูกศรไม่ได้ทำร้ายเส้นเอ็นและกระดูก แต่เขาเสียเืมากเกินไป อีกทั้งยังมียาพิษที่ทำให้สมองเป็อัมพาตได้ เขาจะอ่อนแอมากในหลายวันนี้ จะต้องใช้เวลาสักพักในการรักษาถึงจะดี แต่ข้าสามารถรับประกันได้ว่า ไม่อันตรายถึงแก่ชีวิตอย่างแน่นอนเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงผ่อนคลายลงเพียงเล็กน้อย ก่อนพูดว่า “เรากลับไปที่ห้องเก็บของ ข้าจำได้ว่า ข้ายังมีโสมอายุเจ็ดสิบปีอยู่ด้วย ดังนั้นถ้าสามารถใช้ได้ ก็ใช้เถิด มิฉะนั้นข้าจะรู้สึกแย่”
ปิงถางยิ้มและพยักหน้า “คุณหนู มั่นใจได้ ยังมีข้าอยู่นะ”
“ข้าเชื่อใจเ้าแน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ในชีวิตของข้า ข้าได้รับการช่วยเหลือจากม้าป่าและได้รับการช่วยชีวิตจากสุนัข...แต่จำนวนครั้งที่ข้าได้รับการช่วยเหลือจากคนนั้นมีน้อยมากจนสามารถนับครั้งได้ แม่บุญธรรมของข้าช่วยชีวิตข้าและเลี้ยงดูข้าจนถึงอายุแปดขวบเท่านั้น น่าเสียดายนางเสียชีวิตก่อนที่ข้าจะตอบแทนความเมตตาของนางด้วยซ้ำ”
ฉินหยีหนิงเลื่อนสายตาไปจับจ้องพู่ห้อยเหนือหน้าต่าง จากนั้นสายตาของนางค่อยๆ มองไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ
“เมื่อข้าอายุเจ็ดขวบ แม่บุญธรรมของข้าป่วยหนัก เงินที่มีอยู่ในบ้านของพวกเราก็ถูกใช้หมดไปแล้ว ตอนนั้นข้าหมดหวังสิ้นหนทาง ข้าตัดสินใจจะขายตัวเป็บ่าวเพื่อช่วยแม่บุญธรรม ทว่าวันนั้นมีพี่ชายคนสวยผู้หนึ่งเดินผ่านบ้านของข้าเพื่อขอน้ำ เขาได้ให้เงินสิบเหลียงและเงินจำนวนสิบกว่าเหรียญ แม้วิธีการพูดจาของเขาจะไม่ดีนัก แต่ข้าสามารถเห็นความมีน้ำใจของเขา นี่เป็คนที่สองที่ช่วยเหลือข้า ข้า้าที่จะตอบแทนเขา แต่ข้าหาเขาไม่เจอแล้ว
และคนที่สาม ก็คือคุณชายเหยาในวันนี้”
ฉินหยีหนิงยิ้ม “แม้ว่าคนที่ข้าพบ เช่น ท่านพ่อ ท่านยายของข้า พวกเขาต่างก็ใจดีกับข้า แต่พวกเขาก็เป็คนในครอบครัวของข้า พวกเขาแตกต่างจากคนนอก ข้าไม่สามารถตอบแทนแม่บุญธรรมของข้ากับพี่ชายคนสวยคนนั้นได้ แต่ตอนนี้ข้าสามารถตอบแทนคุณชายเหยาผู้นี้ได้ มันเป็การป้องกันไม่ให้เขาเป็อะไรไปมากกว่านี้ นี่ไม่ถือว่าเป็การตอบแทนหรือ ถ้าในอนาคตมีอะไรเกิดขึ้นกับเขา ข้าก็จะทำให้ดีที่สุด”
ซงหลานกับชิวหลู่ต่างยิ้มพร้อมพยักหน้า ครั้นพูดถึงการตอบแทนบุญคุณ ปิงถางและซงหลานก็มีความรู้สึกเหมือนๆ กัน
ปิงถางกล่าวว่า “คุณหนูเป็คนจิตใจดีมีเมตตา รู้คุณต้องตอบแทน จะต้องได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทนแน่นอนเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงหัวเราะ “ข้าไม่้าสิ่งดีๆ เป็การตอบแทน ข้าแค่ขอให้ตนเองไม่ต้องรู้สึกผิดและไม่ต้องละอายใจก็เพียงพอแล้ว หลังจากนี้เราจะกลับไปที่โกดังเพื่อหายา แล้วเตรียมอาหารบำรุงร่างกายด้วย ปิงถางเ้าไปดูอาการให้คุณชายเหยาในวันพรุ่งนี้ ก็นำสิ่งของเ่าั้ไปด้วยก็แล้วกัน”
“พรุ่งนี้คุณหนูไม่ไปหรือ? ข้าคิดว่าคุณชายเหยา้าพบคุณหนูนะเ้าคะ”
ใบหน้าของฉินหยีหนิงร้อนขึ้นมาทันควันเมื่อประโยคดังกล่าวจบลง นางส่ายศีรษะปฏิเสธ “มีความแตกต่างระหว่างชายและหญิง อีกอย่างก็มีหยีเหนียงคนใหม่เข้ามาในบ้าน ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็อย่างไรบ้าง”
ครั้นนึกถึงฉาวหยีเหนียงที่กำลังจะเข้ามาอยู่ในบ้าน ฉินหยีหนิงรู้สึกว่าหัวของนางใหญ่ขึ้นมาทันที
ท่านแม่ต้องสร้างปัญหาขึ้นมาอีกครั้งเป็แน่ แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายเื่ราวอย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นต้นตระกูลของฉาวซื่อค่อนข้างมีอำนาจ นางเข้ามาเพราะหวงช่างเป็ผู้จับคู่ให้ อีกทั้งนางยังมีฉาวกั๋วจ้างและหวงโฮ่วเป็ผู้สนับสนุน ฉินหยีหนิงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ยิ่งใหญ่กว่าล่าวไท่จุนเสียอีก
รถม้าส่งถึงจวนฉิน ฉินหยีหนิงรีบพาปิงถาง ซงหลานและชิวหลู่เดินไปที่เรือนสื่อเซี่ยวอย่างเร่งรีบ
หลังผ่านประตูเรือน ก็เดินไปรอบๆ กำแพง เห็นเงาผ่านโถงทางเดิน จากนั้นลงบันไดก็สามารถเห็นตะเกียงสีแดงซึ่งแขวนอยู่ในลานเพื่อต้อนรับปีใหม่ ทำให้เรือนสื่อเซี่ยวมีความสว่างราวกับตอนกลางวัน แสงเจิดจ้าส่องอยู่ที่หน้าต่างของเรือนหลังใหญ่ มีเงาของคนหลายคนปรากฏจากหน้าต่าง ที่สำคัญแสงจากกรอบหน้าต่างก็ยืดเงาของซุนซื่อ แม่นมจินกับฉ่ายจู๋วที่กำลังคุกเข่าอยู่บริเวณลานบ้าน
ฉินหยีหนิงก้าวฝีเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถึงตัวมารดา นางก็ได้ยินเสียงหัวเราะรื่นเริงดังแว่วมาจากในห้อง
ภายในเรือนมีความอบอุ่นและความสนุกสนาน ก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างมากกับเงาร่างของซุนซื่อที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างโดดเดี่ยวบนพื้นดินในลานบ้าน นั่นยังทำให้ความโกรธเคืองของฉินหยีหนิงปะทุขึ้นมาอีกด้วย
“ท่านแม่ ล่าวไท่จุนลงโทษท่านโดยให้คุกเข่าหรือเ้าคะ?”
ซุนซื่อเงยหน้าขึ้นพร้อมร่องรอยเปียกโชกของน้ำตา ครั้นนางเห็นฉินหยีหนิง ประดุจดั่งเด็กที่ได้รับความเดือดร้อนเห็นบุพการีอย่างไรอย่างนั้น นางสะอึกเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “หยีเจี่ยร์ เ้ากลับมาแล้ว ล่าวไท่จุนบอกว่าข้า...บอกว่าข้าเป็แม่ศรีเรือนที่ดี ตนเองไม่สามารถมีลูกชายได้ แล้วไม่อนุญาตให้รับอนุอีก เื่ที่ข้าไม่ไปต้อนรับฉาวซื่อนั้น ข้าได้อธิบายแล้ว แต่ล่าวไท่จุนปฏิเสธที่จะรับฟัง ฮุ่ยเจี่ยร์ ฮุ่ยเจี่ยร์ยัง…” ในท้ายที่สุดซุนซื่อก็ส่งเสียงร้องไห้ครวญคราง
ฉินหยีหนิงรู้แจ้งถึงความเห่อเหิมของล่าวไท่จุนมาั้แ่ก่อนหน้านี้ นางไม่จำเป็ต้องถามใครทั้งนั้น ก็สามารถคาดเดาความคิดของล่าวไท่จุนได้
มันไม่มีอะไรมากไปกว่าจวนติ้งกั๋วกงได้ล่มสลายแล้ว ไม่จำเป็ต้องยกย่องซุนซื่ออีกต่อไป เพราะถึงอย่างไรก็ไม่สามารถช่วยให้หน้าที่การงานของฉินหวยหยวนเจริญรุ่งเรืองในราชสำนักได้
แม้ว่าครอบครัวฉาวจะถูกบริภาษตำหนิอยู่ข้างนอก แต่ฉาวไท่ซือเป็พ่อตาของหวงช่าง ถึงเขาจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง ทว่าเขายังมีพรรคพวกจำนวนมากในราชสำนัก อีกทั้งรากเหง้าความสัมพันธ์ก็ซับซ้อนไม่น้อย ไม่ใช่คนที่ฉินหวยหยวนที่มีรากเหง้าไม่มั่นคงจะสามารถเปรียบเทียบได้
แต่ตอนนี้ฉาวซื่อได้กลายเป็อนุภรรยาซึ่งฉินหวยหยวนได้รับมอบมาจากหวงช่าง
วิธีที่เชื่อถือได้มากที่สุดในการผูกสองความสัมพันธ์บนแผ่นดินนี้คือการแต่งงาน
ถึงก่อนหน้าจะมีแผนการร่วมมือระหว่างท่านอ๋องหนิงและจวนติ้งกั๋วกง ทำให้ฉาวไท่ซือกับฉินหวยหยวนมีความขัดแย้งกัน แต่ปัจจุบัน ฉินหวยหยวนกลายเป็บุตรเขยของฉาวไท่ซือ ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่ฉินหวยหยวนจะมีที่พึ่งที่ใหญ่โตมากกว่าเดิม
สำหรับเหตุการณ์คราวนี้เรียกได้ว่า ฉาวไท่ซือได้เพิ่มบุตรเขยที่ดี เื่ที่เคยเกิดก็ได้แก้ปัญหาแล้ว เพราะถึงอย่างไรตำแหน่งของฉาวไท่ซือได้ถูกส่งต่อให้บุตรเขยของตนเองอยู่ดี และไม่ได้ตกอยู่ในมือของคนนอกเสียหน่อย
เกรงว่าราชสำนักได้มีการปรับเปลี่ยนอีกครั้งแล้ว
และสิ่งที่ล่าวไท่จุนคิด ถ้านางยืนอยู่บนแท่นของล่าวไท่จุน ย่อมสามารถเข้าใจได้
หากไม่ได้ใช้โอกาสตอนที่รับอนุเข้าบ้าน เหยียบย่ำพวกนางสองแม่ลูกอย่างแรงๆ ต่อหน้าฉาวซื่อ แล้วจะแสดงการต้อนรับที่ดีต่อฝ่ายนั้นได้อย่างไร
อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ ถือว่าไม่มีความใส่ใจคนอื่นมากเกินไปแล้ว
แต่นี่คือความจริง
ไม่ใช่แค่ท่านแม่ของนางที่ไม่มีที่พึ่ง ตอนนี้นางในฐานะหลานสาวของติ้งกั๋วกงก็กลัวว่าจะได้รับผลกระทบไปด้วย
“ท่านแม่อย่าร้องไห้เลย” ฉินหยีหนิงก้มลงเช็ดน้ำตาของซุนซื่อด้วยแขนเสื้อของนาง แล้วกอดมารดาไว้ในอ้อมแขนพลางตบหลังคล้ายอีกฝ่ายเป็เด็กเล็กๆ พร้อมกระซิบข้างหู
“ท่านแม่ ท่านจำไว้ว่า ตอนนี้เราไม่มีที่พึ่งอีกแล้ว จะต้องพึ่งตนเองทุกอย่าง ไม่ว่าล่าวไท่จุนจะทำอย่างไร ฮุ่ยเจี่ยร์จะทำอย่างไร ท่านพ่อจะเลือกอย่างไร ข้ากับท่านผูกติดอยู่ด้วยกัน ข้าเป็ลูกสาวของท่าน และเป็ของท่านตลอดไป ข้าจะปกป้องท่านและถ้ามันไม่ดี ข้าก็จะอยู่ข้างๆ ท่านนะเ้าคะ”
ซุนซื่อพยักหน้ารับ ใบหน้ายังคงเจื่อนซีดเพราะอารมณ์เคว้งคว้าง
แม่นมจินกับฉ่ายจู๋วอยู่ข้างๆ หลังจากที่ได้ยินคำพูดของฉินหยีหนิง น้ำตาก็ไหลพรากลงมาอีกครั้ง
ในขณะเดียวกันแม่นมฉินและจี๋เสียงกำลังหัวเราะพูดคุย พวกนางได้ยกผ้าม่านก่อนเดินออกมา
เมื่อเห็นฉินหยีหนิงกลับมาแล้ว นางก็ปิดม่านพร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อคำนับและส่งเสียงกระซิบกระซาบรายงาน “คุณหนูสี่ท่านกลับมาแล้ว ขอเวลาพูดคุยด้วยหน่อยนะเ้าคะ”
