“ท่านพ่อ้าช่วยพวกเรา แต่สายเกินไปแล้ว ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ จึงคิดหาวิธีอื่น นั่นคือในชั่วพริบตาที่พวกเราถูกส่งต่อออกมา จึงเคลื่อนย้ายพวกเราไปยังสุสานบรรพชนสกุลลวี่”
“ตอนนั้นข้าแปลกใจมาก เพราะถึงแม้ท่านพ่อจะเป็เซียนนภา แต่ไม่ชำนาญพลังกฎแห่งมิติ ผู้ที่พาเราเคลื่อนย้ายไปไกลขนาดนี้ได้ในชั่วพริบตา ย่อมต้องเป็ยอดฝีมือในวิถีกฎแห่งมิติแน่นอน!”
“ท่านพ่อบอกข้าว่าผู้ที่ช่วยพวกเราคือหญิงชราเมื่อครู่นี้ รวมทั้งมุกที่ใช้เก็บซากิญญาเสี่ยวเยว่ก็เป็นางที่มอบให้ ว่ากันว่าเป็ของล้ำค่าของเผ่ามารที่ใช้หล่อเลี้ยงจิตมาร ‘มุกแสงมาร’”
“สำหรับยอดฝีมือผู้าุโท่านนี้ ข้าเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งใจ จึงถามท่านพ่อเกี่ยวกับข้อมูลของนาง ท่านพ่อบอกเพียงว่า ยอดฝีมือท่านนี้ไม่ใช่คนในเขตแดนนี้ ส่วนอื่นๆ เขาปฏิเสธที่จะพูดถึง”
“ยอดฝีมือท่านนี้ยังทิ้งของล้ำค่าผนึกมารไว้ให้ชิ้นหนึ่ง นั่นคือตราประทับมารทมิฬ รวมทั้งวิชาลับในการผนึกจิตมารอย่างไรที่ไม่ทำให้ร่างกายาเ็ เพื่อสลัดพ้นจากการไล่ล่าของพรรคเทพโลหิต และเพื่อบรรลุความปรารถนาสุดท้ายของเสี่ยวเยว่ ข้ากับท่านพ่อตัดสินใจผนึกจิตมารของเ้า ให้เ้ากลายเป็มนุษย์ธรรมดา ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างแท้จริง”
“ท่านพ่อมองดูเ้าด้วยความเมตตา จากนั้นก็ประทับตราประทับมารทมิฬลงในสมองของเ้าเบาๆ ต่อมาห้าร้อยปีเต็ม ท่านพ่อใช้วิชาลับที่ยอดฝีมือท่านนั้นทิ้งไว้ให้ ผนึกจิตมารของเ้าได้อย่างสมบูรณ์ เ้าในตอนนั้นเหมือนกับทารกมนุษย์ธรรมดาทั่วไป”
“เมื่อทำทุกอย่างนี้จนเสร็จสิ้น ข้าก็สมควรไปจากแคว้นซื่อสุ่ย ไปจากสกุลลวี่เสียที ด้วยความช่วยเหลือของท่านพ่อ ข้าพาเ้ากลับไปยังเมืองเล็กๆ บนขอบเขตอาณาจักรอู่ฟางที่เสี่ยวเยว่เคยอาศัยอยู่ ซึ่งเวลานี้ ที่ที่เสี่ยวเยว่เคยอยู่ มีหมู่บ้านใหม่ถูกสร้างขึ้น นั่นคือหมู่บ้านซื่อจี้”
“ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงพาเ้าตั้งถิ่นฐานอยู่ที่หมู่บ้านซื่อจี้ ข้ากลายเป็ครูสอนหนังสือของโรงเรียนเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้าน มองดูเ้าค่อยๆ เติบโตช้าๆ เหมือนเด็กทั่วไป ข้ารู้ว่าเสี่ยวเยว่ต้องดีใจมากแน่ๆ”
“จากนั้นตอนที่เ้าอายุได้สามขวบ ข้าต้องแปลกใจที่พบว่า เ้าฝันถึงฉากในขณะที่พวกเราอยู่ในมิติส่งต่อ! ตอนนั้นข้าหวาดกลัว กลัวว่าจิตมารของเ้ากำลังจะตื่นขึ้น ถ้าเป็แบบนี้ผลลัพธ์คงเลวร้ายจนไม่กล้าคิด ในคืนนั้นข้าจึงใช้วิชาลับ เสริมพลังของผนึกให้มั่นคงใหม่อีกครั้ง โชคดีที่หลังจากนั้นมา เ้ากลายเป็เด็กธรรมดาทั่วไปอย่างสมบูรณ์ ข้าก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง”
“ตอนที่เ้าเจ็ดขวบ วันหนึ่งหลังจากที่เ้ากลับถึงบ้าน ก็ยืนยันหนักแน่นว่า้าไปฝึกเซียน ตอนนั้นจู่ๆ ความหวาดกลัวที่ยากจะอธิบายผุดขึ้นในหัวใจข้า ชั่วขณะนั้นข้านึกถึงวันที่ถูกไล่ล่าสังหาร นึกถึงการจากลากับเสี่ยวเยว่ชั่วนิรันดร์ ข้ากลัว! ข้ากลัวว่าสุดท้ายเ้าจะเดินบนเส้นทางที่ดูเหมือนสวยงาม แต่ความจริงกลับเป็ทางตันที่ไม่อาจหวนกลับคืน!”
“เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ข้าตีเ้าอย่างรุนแรง! เ้ารู้ไหมว่าตอนนั้นข้าปวดใจเพียงใด! หนึ่งเดือนเต็ม ข้าไม่กล้าพบหน้ากับิญญาของเสี่ยวเยว่ ข้าละอายใจนัก!”
“หลังจากนั้นแม้เ้าจะไม่พูดถึงเื่ฝึกเซียนอีก แต่ในใจข้าเหมือนมีอะไรบางอย่างคอยปิดกั้น รู้สึกอึดอัดอยู่เสมอ ข้ารู้ว่าภายในก้นบึ้งหัวใจข้ายังคงไม่ยินยอม ข้าหวังเป็อย่างยิ่งว่าเราสามคนจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน! ข้าอยากพาเ้ากลับสกุลลวี่ได้อย่างสง่าผ่าเผย ให้เหล่าผู้าุโได้เห็นหน้าค่าตาเ้า!”
“แต่ไม่มีเื่ใดที่สำคัญไปกว่าการที่เ้าได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข มองดูเ้าเติบโตขึ้นทุกวัน ข้าจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะให้เ้ามีชีวิตเหมือนอย่างคนธรรมดาบนโลกใบนี้”
กล่าวจบลวี่ลี่เหรินน้ำตาไหลนองหน้า ริมฝีปากลวี่เหลียงสั่นระริก ทว่ากลับไม่เอ่ยวาจาใดๆ ออกมา ผ่านไปครู่ใหญ่ ลวี่เหลียงซุกมุกแสงมารเข้าไปในอกอย่างทะนุถนอม จากนั้นคุกเข่าโขกศีรษะด้วยความเคารพยิ่งแก่บิดาสามครั้ง
“ท่านพ่อ! ข้าตัดสินใจแล้ว! ข้าจะไปจากที่นี่ กราบเข้าสำนักที่ไม่ด้อยกว่าพรรคเทพโลหิต รอให้ความสามารถของข้าแข็งแกร่งพอ ข้าจะให้ครอบครัวเราได้กลับสกุลลวี่ที่ซื่อสุ่ยอย่างมีเกียรติ!” ดวงตาลวี่เหลียงฉายแววเป็ประกาย “ท่านพ่อโปรดอนุญาตให้ข้าพาท่านแม่ร่วมทางไปด้วย ข้าเสียเวลาไปห้าร้อยปี ดังนั้นวันเวลาที่เหลือ ข้าอยากอยู่กับท่านแม่ให้มากขึ้น นอกจากนี้สิบปีให้หลัง อย่างน้อยข้าต้องทำให้ิญญาของท่านแม่รวมกันได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง!”
“อะไรนะ! ที่เ้าพูด ปะ เป็ความจริงหรือ?!” ลวี่ลี่เหรินตกตะลึง “ตามที่ท่านปู่ของเ้าบอก ในตอนนั้นทั้งสามแดนมีวิธีหล่อเลี้ยงิญญามากมาย แต่การฟื้นฟูิญญาได้อย่างแท้จริงมีเพียงไม้ฟื้นิญญา ซึ่งเป็ของล้ำค่าแห่ง์และปฐีเท่านั้น! แต่ทั้งหมดล้วนเป็สมบัติลับของสำนักใหญ่! ระ หรือว่า…” เขารู้ว่าบุตรชายได้พบกับโอกาสอันยิ่งใหญ่ แต่ไม่คาดคิดว่าจะยิ่งใหญ่เสียจนใกล้เคียงกับไม้ฟื้นิญญา
“ท่านพ่อ ข้าบอกได้เพียงว่า ทุกอย่างต้องรออีกสิบปีจึงจะเห็นผล ดังนั้นท่านโปรดอนุญาตให้ข้าพาท่านแม่ไปด้วย ข้าไม่มีทางขาดสติไปแคว้นซื่อสุ่ยหาเื่ใส่ตัว ข้าในตอนนี้้าเพียงแค่เพิ่มความสามารถให้สูงขึ้นเท่านั้น!” น้ำเสียงของลวี่เหลียงแ่เบา ทว่าแน่วแน่มั่นคงเป็อย่างยิ่ง
ในเวลานี้ ลวี่ลี่เหรินรู้สึกโล่งใจในบัดดล เ้าหนูที่รู้จักแต่สร้างปัญหาหาคนนั้น เติบใหญ่แล้วจริงๆ! ความไม่ยินยอมในใจตนเอง ดูเหมือนจะกลายเป็ความคาดหวังอย่างหนึ่ง ใช่แล้ว คำพูดของลวี่เหลียงทำให้หัวใจที่หลับใหลของเขาค่อยๆ ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
ครู่ใหญ่ ลวี่ลี่เหรินพยักหน้า พลางเดินเข้าไปตบไหล่ลวี่เหลียง กล่าวชัดถ้อยชัดคำว่า “ดี! ไปเถอะ! ในตัวเ้ามีสายเืสกุลลวี่ หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งแคว้นซื่อสุ่ย และมีสายเืเสวียนหลี ตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งในแดนมาร! ย่อมเป็บุรุษที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มาแต่กำเนิด!” ทันใดนั้น ลวี่ลี่เหรินหันกาย พลางหยิบกล่องยาวๆ กล่องหนึ่งที่อยู่้าสุดของชั้นวางหนังสือลงมา
“เดิมทีข้าคิดว่าของเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อันใดต่อชีวิตข้า แต่ดูจากเวลานี้มอบให้เ้าใช้น่าจะเหมาะสมที่สุด” ลวี่ลี่เหรินพูดไปพลาง เปิดกล่องไปพลาง ด้านในมีของสามชิ้น เป็ห่อผ้าเล็กๆ ม้วนหนังสือและแส้
ลวี่ลี่เหรินหยิบแส้ขึ้นมาลูบเบาๆ ใบหน้าเผยความรู้สึกคิดถึงเื่ราวในอดีต จากนั้นเขาก็ยื่นแส้ให้ลวี่เหลียง “เหลียงเอ๋อร์ นี่คือมรดกตกทอดคุณภาพขั้นเซียนของสกุลลวี่ ‘แส้ตีเทพ’ โจมตีิญญาศัตรูได้โดยตรง ตามที่ท่านปู่ของเ้าบอกไว้ หากิญญาแข็งแกร่งถึงขั้นเซียนนภา ถึงขนาดดึงิญญาของศัตรูออกจากร่างได้! ตอนนี้ข้ามอบมันให้เ้า หวังว่าจะมีประโยชน์กับเ้าในอนาคต”
“ม้วนหนังสือเล่มนี้ คือแผนที่รวมทั้งการแนะนำกลุ่มอำนาจหลักของอาณาจักรอู่ฟางโดยสังเขป เป็สิ่งจำเป็ที่สุดสำหรับเ้าในตอนนี้ ในห่อผ้าเล็กๆ นี้มีหินธาตุคุณภาพกลางร้อยก้อน ท่านปู่เ้ายัดเยียดให้ข้าตอนข้าพาเ้าออกจากสกุลลวี่ ของเหล่านี้อยู่กับข้าก็ไม่มีประโยชน์อันใด เ้าเอาไปทั้งหมดเลยเถอะ!” ลวี่ลี่เหรินมองดูลวี่เหลียงที่สูงเท่าเขาด้วยความรัก ภายในใจเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ ‘เสี่ยวเยว่เห็นหรือยัง? ลูกชายของเราเติบใหญ่แล้วจริงๆ!’
ลวี่เหลียงรับของเหล่านี้มาด้วยความตื่นเต้น ภายในใจเต้นรัวดุจคลื่นโหมซัดสาด! ประจวบเหมาะราวกับว่าอยากนอนหลับก็เจอหมอนหนุน! ของเหล่านี้ล้วนเป็สิ่งจำเป็สำหรับเขาในยามนี้ โดยเฉพาะม้วนหนังสือเล่มนั้น คาดว่าข้อมูลอ้างอิงของสำนักที่ตน้าเข้าก็อยู่ในนั้นเช่นกัน
ทันใดนั้น ปัญหาหนึ่งพลันบังเกิดขึ้นในใจลวี่เหลียง ทำให้หัวใจเขาสั่นสะท้านอย่างไม่มีเหตุผล อายุขัยของท่านพ่อยังเหลืออีกเท่าไร? จะรอจนกว่าข้าจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นได้ไหม?
“ท่านพ่อ ความจริงข้ากลับมาครั้งนี้ไม่ได้รีบร้อนจากไปนัก ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้พบหน้าท่านมาหลายปี ข้าอยากอยู่บ้านอีกสักพัก” ลวี่เหลียงเกาศีรษะด้วยความเคอะเขิน ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงคิดหาข้ออ้างไร้เหตุผลเช่นนี้ออกมาได้
“เด็กโง่! เ้าคิดอะไรอยู่ทำไมข้าจะไม่รู้? วางใจเถอะ ไม่ว่าอย่างไรตอนท่านปู่ของเ้าลงมือ พ่อของเ้ายังอยู่ในขั้นผันแปร่ต้น ท่านปู่ได้คิดคำนวณไว้แล้ว อายุขัยของข้าไม่ได้สูญเสียไปมากนัก หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันให้อยู่อีกหลายหมื่นปีก็ไม่มีปัญหา” ลวี่ลี่เหรินหัวเราะร่า “ไปเถอะ! ไม่ต้องแบกรับภาระใดๆ! เ้าแค่จดจำไว้ว่า ต่อไปหากอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยหรือได้รับาเ็ก็กลับมาที่นี่ ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ข้ากับแม่เ้าก็พอใจมากแล้ว”
สามวันหลังจากนี้ ลวี่เหลียงยังคงดึงดันอยู่เป็เพื่อนบิดา ่เวลาที่ลวี่เหลียงหายตัวไปก่อนหน้านี้ ลวี่ลี่เหรินบอกกับคนอื่นๆ ว่า เขาไปบ้านญาติที่อยู่ห่างไกล หลายวันนี้มีคนแวะเวียนมาพบเห็นลวี่เหลียง ต่างก็คิดว่าเขากลับมาจากบ้านญาติแล้ว
สามวันผ่านพ้นไป ลวี่เหลียงกล่าวอำลาท่านพ่อ เตรียมตัวออกเดินทางท่องโลกภายนอก แต่ก่อนอื่นลวี่เหลียงยังต้องไปสถานที่แห่งหนึ่ง นั่นคือวัดเหล่าจวินที่อยู่หลังเขาของหมู่บ้าน ที่นั่นเขาอยากเจอสหายเก่าคนหนึ่ง
ภายในวัดเหล่าจวิน ลวี่เหลียงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน กวาดสายตามองไปทั่ว ทั้งหมดของที่นี่ล้วนคงเดิมดังเช่นก่อนที่เขาจากไป
หนึ่งชั่วยามต่อมา จิตของลวี่เหลียงตรวจสอบได้ว่ามีปราณที่อ่อนแอสายหนึ่งกำลังวิ่งมาทางนี้ ขณะเดียวกันเสียงเคลื่อนไหวแ่เบาพลันดังแว่วมาจากนอกประตูวัด ลวี่เหลียงหมุนตัวกลับไป เห็นเพียงลิงน้อยตัวหนึ่งวิ่งตรงเข้ามา มันเพิ่งเคยเห็นลวี่เหลียงเป็ครั้งแรก มันหยุดฝีเท้าลงด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย พลางดึงแถบผ้าสีเทาสายหนึ่งออกมาจากด้านหลังในทันที
“ฮ่าๆ สหายเก่า ที่แท้เป็เ้าเองหรือ? เอ๋ ไม่เจอกันห้าปี ไฉนข้าถึงรู้สึกว่าเ้าตัวเล็กลงกว่าแต่ก่อนล่ะ? อืม ดูเหมือนลมปราณก็ไม่เหมือนเดิม…” ขณะที่ลวี่เหลียงยังคงประหลาดใจอยู่นั้น ดวงตาลิงน้อยพลันเป็ประกาย จากนั้นก็ไม่สนใจลวี่เหลียงอีก มันร้อง “เจี๊ยกๆๆ” แล้ววิ่งหนีไป
ลวี่เหลียงที่กำลังงุนงงดูเหมือนจะเข้าใจในบัดดล ยามนี้จิตของเขารู้สึกถึงลมปราณที่อ่อนแอหกสายกำลังวิ่งตรงดิ่งมาทางนี้ หนึ่งในนั้นเป็ลมปราณที่ลวี่เหลียงคุ้นเคย
ชั่วพริบตาเดียว ลิงตัวโตสองตัวเล็กอีกสี่ ทั้งหกตัวสูงต่ำไม่เท่ากัน ต่างวิ่งตรงเข้ามาในวัด ลิงตัวโตที่แข็งแรงที่สุดพอเห็นลวี่เหลียงก็พุ่งตรงไปเกาะบนไหล่ของลวี่เหลียงด้วยความตื่นเต้นดีใจ พลางขยี้เส้นผมของเขาไม่หยุด ลิงน้อยในตอนนั้นมักจะล้อเล่นกับลวี่เหลียงเช่นนี้หลังจากที่ได้เจอหน้ากันเสมอ
“เยี่ยมมาก! เ้ามีครอบครัวแล้ว! ทั้งยังมีลูกอีกสี่ตัว! ยินดีด้วย!” ลวี่เหลียงจับจูงมือลิงตัวโตอย่างดีอกดีใจ อวยพรพวกเขาจากหัวใจ ลิงห้าตัวที่เหลือพลันโอบล้อมเข้ามา จ้องมองลวี่เหลียงด้วยความตื่นเต้นระคนประหลาดใจ
หลังจากหยอกล้อกันครู่หนึ่ง ลวี่เหลียงก็ปล่อยลิงตัวโตลง ตบไหล่ของมันไปพลางหัวเราะไปพลาง กล่าวว่า “สหายรัก ข้ามาคราวนี้เพื่อกล่าวอำลาเ้า ข้าต้องออกเดินทางไปไกลแสนไกล คงอีกนานกว่าจะได้กลับมา ก่อนไปข้าอยากเจอเ้า หนึ่งเพื่อย้อนวันวาน สองเพื่อขอบใจเ้าที่นำพาข้ามายังสถานที่แห่งโอกาสนี้ ตอนนี้ข้าขอมอบโอกาสให้เ้าบ้าง ถ้าหากเ้าคว้าไว้ได้ วันหน้าเรายังมีโอกาสได้พานพบกันอีก!”
กล่าวจบ เบื้องหน้าลวี่เหลียงพลันปรากฏยาเม็ดสิบสองเม็ด แบ่งเป็สองข้างด้านซ้ายและด้านขวา ลวี่เหลียงวางยาเม็ดเหล่านี้ใส่ลงในมือทั้งสองของลิงตัวโต กล่าวเอื่อยๆ ว่า “ในมือซ้ายของเ้าเป็ยายืดอายุขัยหกเม็ด กินหนึ่งเม็ดจะยืดอายุได้ร้อยปี ส่วนในมือขวาของเ้าเป็ยาสรรพชีวิตหกเม็ด กินหนึ่งเม็ดจะบังเกิดรากจิตขึ้น พวกเ้าทุกตัวกินไปหนึ่งเม็ด หลังจากนี้จะเลือกอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับพวกเ้าเองแล้ว”
จบคำ ลวี่เหลียงโบกมือลาครอบครัวสหาย พลันหายวับไปจากที่นั่น ลิงตัวโตตะลึงงัน ทว่าก็เข้าใจในทันที มันโบกไม้โบกมือไปทางที่ที่มีแต่ความว่างเปล่า จากนั้นก็พาครอบครัวตัวเองจากไป
……………………
ประมาณหมื่นปีต่อมา ภายในเขตวิหคแดง หนึ่งในสี่เขตใหญ่ในแดนอสูร ระหว่างทิวเขาแห่งหนึ่ง ได้ถือกำเนิดเซียนอสูรฝีมือร้ายกาจขึ้น ต่อมามันได้บุกเบิกสร้างหมู่บ้านเผ่าพันธุ์อสูรขนาดใหญ่ขึ้นมา
สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้คือ บนลานกว้างกลางหมู่บ้านแห่งนี้มีรูปปั้นเผ่ามนุษย์ตั้งตระหง่านอยู่ เมื่อใดก็ตามที่อสูรเดินทางผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ ต่างพากันคารวะด้วยความเคารพ
ยอดฝีมือเซียนอสูรท่านนี้ ทุกครั้งที่กลับมาจากข้างนอก ก็มักจะนั่งเหม่อลอยเงียบๆ ด้านหน้ารูปปั้น สายตาจับจ้องไปที่แถบผ้าสีเทาสายหนึ่งบนขาขวาของรูปปั้นที่พลิ้วไหวตามสายลม
……………………
อดีตมีวาสนาได้เป็สหาย อนาคตต่างประสบความสำเร็จ ก้าวสู่เส้นทางเซียนและอสูร เฝ้าอธิษฐาน ขอพานพบสหายเก่าอีกคราจากหัวใจ
