เซียวปิงเดินกินอะไรเรื่อยเปื่อยข้างนอก จนเมื่อเขามาถึงบ้านซูท้องฟ้าก็มืดแล้ว...ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ที่นี่ก็คือบ้านชั่วคราวของเซียวปิงแล้ว
ตามที่ซูเสียวเสี่ยวบอก ห้องนอนที่อยู่เยื้องไปทางขวาจากห้องน้ำก็คือห้องของซูเพ่ยหย่า หรือก็คือห้องที่เขาจะต้องอยู่นับจากนี้ เดิมเซียวปิงอยากจะลองค้นหาหลักฐานรอบๆ บ้านดูแต่พอมาคิดอีกทีแบบนั้นมันคงจะดูไร้มารยาทเกินไป ดังนั้นเมื่ออาบน้ำเสร็จเซียวปิงจึงกลับไปที่ห้องเตรียมจะเข้านอน
เซียวปิงทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ก่อนจะสังเกตเห็นรูปถ่ายของซูเพ่ยหย่าที่หัวเตียง เขาหยิบรูปนั้นขึ้นมา ภายในกรอบรูปเป็รูปถ่ายของสาวสวยผู้มีหุ่นเซ็กซี่เร่าร้อน แต่ขณะเดียวกันก็มีกลิ่นอายของความเป็วัยรุ่นแทรกซึมอยู่ ซึ่งเมื่อเทียบกับซูเสียวเสี่ยวแล้วหญิงในรูปดูมีความมั่นใจและกล้าแสดงออกมากกว่า
เมื่อเห็นรูปนี้จู่ๆ เซียวปิงก็รู้สึกเศร้าโศกขึ้นมาในใจ เขาถอนหายใจแล้ววางกรอบรูปกลับเข้าที่เดิม
เช้าวันรุ่งขึ้นเซียวปิงเริ่มต้นเช้าวันใหม่ โดยการไปที่ร้านบะหมี่ก่อนเป็ที่แรก ร้านทั้งร้านถูกเก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อย โต๊ะและเก้าอี้ที่ถูกทุบเสียหายและกระจกที่เคยแตกกระจัดกระจาย ก็ถูกเปลี่ยนไปหมดแล้ว เซียวปิงเดินวนดูภายในร้านรอบหนึ่ง แล้วกล่าวชมไปยังหวังกุ้ยจือที่อยู่ข้างๆ “ไม่เลวเลย ทำงานกันเร็วจริงๆ อย่างนี้ก็เปิดร้านได้แล้วใช่ไหมครับ?”
“นี่เป็ผลงานของทุกคนทั้งนั้นค่ะ” ก่อนหน้านี้หวังกุ้ยจือได้รับคำสั่งจากคุณนายซูหลี่ชุนหลานเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ว่าให้พวกเขาทำตามคำสั่งของเซียวปิง ที่ตอนนี้อยู่ในฐานะผู้จัดการร้านชั่วคราว ดังนั้นแม้ว่าเซียวปิงจะอายุยังน้อยและพวกเขาเองก็ยังไม่ได้รู้จักกันดี แต่หวังกุ้ยจือก็ยังแสดงท่าทีเคารพต่อเขาเป็อย่างมาก “ผู้จัดการคะ ให้ฉันเรียกพนักงานทุกคนมารวมกัน แล้วแนะนำให้คุณรู้จักสักหน่อยไหมคะ?”
“แนะนำสักหน่อยก็ดีครับ ต่อไปจะได้สะดวกเวลาทำงานด้วยกัน อีกอย่างน้าหวังครับ น้าอายุมากกว่าผมอยู่มาก แถมยังเป็พนักงานเก่าแก่ของที่นี่อีก ต่อไปน้าหวังเรียกผมว่าเสี่ยวปิงก็พอครับ”
หวังกุ้ยจือเมื่อเห็นว่าเซียวปิงเป็คนนิสัยดีเป็กันเอง แน่นอนว่าเธอก็ดีใจไม่น้อย ทั้งยังรู้สึกโล่งอกไปมากอีกด้วย ก่อนหน้านี้เธอยังกังวลว่าผู้จัดการร้านคนใหม่จะรับมือได้ยาก แต่ดูจากตอนนี้แล้วเธอคงกังวลมากเกินไปเอง เหตุนี้เธอจึงเรียกพนักงานทุกคนมารวมกัน
พนักงานอีกสองคนที่เหลือ เซียวปิงเองก็เคยเจอตอนก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้รู้จักกันเท่านั้น
จากการแนะนำตัวของทั้งสองคน เซียวปิงก็พอรู้ว่าพนักงานสองคนนี้ชื่อจางจิ้งและหลี่หง หลังจากเรียนจบจากมหาลัยได้ไม่นาน พวกเขาก็ออกมาหางานทำจนเจอที่นี่ ทั้งสองอายุน้อยกว่าเซียวปิงประมาณสองสามปีได้ โดยปกติแล้วหวังกุ้ยจือจะรับผิดชอบงานในครัว หลี่ชุนหลานที่เป็เ้าของรับผิดชอบราเม็งซึ่งเป็เมนูขึ้นชื่อของทางร้าน ส่วนเด็กสาวที่เหลือจางจิ้งจะรับผิดชอบเื่การเก็บเงินลูกค้า และหลี่หงรับผิดชอบเื่การบริการต่างๆ ภายในร้าน
ด้วยความที่เซียวปิงก็อายุมากกว่าหญิงสาวสองคนนั้นไม่มาก บวกกับเขาเองก็ไม่ใช่คนที่ถือตัวเย่อหยิ่งอะไร ดังนั้นทั้งสามจึงสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากเหลียวดูเวลา เซียวปิงเดินตรงไปยังหวังกุ้ยจือ เขากล่าวกับเธอว่า “วันนี้ตอนเที่ยงพวกน้าก็เปิดร้านไปก่อนเดี๋ยว ผมจะต้องออกไปข้างนอกสักพัก ที่โรงพยาบาลยังมีเื่ต้องสะสางอีกหน่อยน่ะครับ”
“เอางั้นก็ได้เธอไปเถอะ พวกเราจัดการในร้านเอง ส่วนเื่ราเม็งค่อยบอกให้พวกเขามากินกันวันหลังก็แล้วกัน”
“งั้นก็ลำบากทั้งสามท่านด้วยนะครับ” เซียวปิงพูดยิ้มๆ
เซียวปิงเดินออกจากร้าน แล้วโบกเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง
เขามาถึงที่สนามบินรอจนประมาณยี่สิบนาทีต่อมา ชายแก่ถือไม้ค้ำยันคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาเซียวปิง ที่ข้างตัวเขายังมีบอดี้การ์ดชายผิวดำคนหนึ่งเดินตามอยู่ไม่ห่าง
เซียวปิงเดินไปต้อนรับชายคนดังกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “จางเหล่า1ในที่สุดเซียนแห่งการแพทย์ก็มาถึงซะที”
ตาเฒ่าอายุครึ่งร้อยคนนี้ก็คือ เซียนแห่งการแพทย์ในตำนานจางอีจื่อนั่นเอง ส่วนผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาก็คือยอดฝีมือ ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากในเมืองจิง ตูฟรอย ว่ากันว่าฟรอยเคยเป็นักฆ่ามือดีที่สุดในองค์กรนักฆ่าในแอฟริกา เขาในตอนนั้นเห็นคนเป็แค่ผักแค่ปลา เขาฆ่าคนราวกับเป็แค่มดตัวหนึ่ง จนวันหนึ่งเขาที่ได้รับาเ็สาหัสแล้วถูกจางอีจื่อพบเข้าโดยบังเอิญ เขาได้รับการรักษาโดยจางอีจื่อหลังจากนั้น เขาก็อยู่ติดตามจางอีจื่อด้วยความจงรักภักดีตลอดมา จากนั้นเขาก็ไม่กลับแอฟริกาอีกเลย
จางอีจื่อกรอกตามองบนใส่เซียวปิงแล้วบ่น “น้องเซียวเอ๋ย...ั้แ่ที่นายถอนตัวออกไปหลายปีมานี้ นายติดต่อหาฉันน้อยมาก แต่ครั้งนี้กลับเชิญฉันที่อยู่ตั้งเมืองจิงตูมาหาถึงที่นี่ ความสัมพันธ์ระหว่างแกกับคนป่วยคนนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ”
เซียวปิงถอนหายใจ “เฮ่ย...เขาเป็แม่เพ่ยหย่า”
“อ้อเป็แม่ของเ้าเด็กเพ่ยหย่า? ช่างน่าเสียดายจริงๆ แม้ฉันจะเป็คนผ่าตัดเองไม่น่าจะมีเื่อะไร แต่แกก็คงจะรู้อยู่โรคมะเร็งตับอ่อนน่ะ ต่อให้การผ่าตัดจะสำเร็จไปได้ด้วยดี แต่ก็อยู่ได้อีกแค่ไม่นาน”
“ฉันรู้ดี...ทำเท่าที่ทำได้ แล้วยอมรับชะตากรรมที่ฟ้าลิขิตเถอะ”
“อืม...เื่การผ่าตัดฉันรับประกันได้เลยว่าสำเร็จแน่ แกวางใจได้เลย ส่วนเื่อื่นๆ...ชีวิตคนเราสุดท้ายก็ยากที่จะพ้นจากลิขิต์ไปได้! จริงสิ ทำไมเ้าเด็กเพ่ยหย่านั่นไม่ได้มากับนายด้วยล่ะ เธอเฝ้าไข้อยู่ในโรงพยาบาล?”
เซียวปิงใบหน้าหมองหม่น “เื่นี้ถ้าจะให้พูดคงต้องเล่ายาว พวกเราพูดไปเดินไปเถอะ”
ทั้งสามลงจากรถ หลังจากรถแล่นมาถึงหน้าโรงพยาบาล จางอีจื่อกล่าวด้วยใบหน้าหนักอึ้ง “จากที่เล่ามาตอนนี้ คนในครอบครัวเพ่ยหย่ายังไม่รู้เื่ของเธอ?”
“อื้ม...”
“เฮ่ย...คิดไม่ถึงเลยว่า เด็กที่ดีขนาดนั้นจะจากไปเร็วขนาดนี้...ในตอนนั้นฉันยังคิดว่าพวกนายจะกลายเป็คู่รักกันซะอีก...ช่างเถอะ เื่ที่ผ่านมาก็ปล่อยให้มันผ่านไป ในเมื่อแม่ของเพ่ยหย่ามีโรคหัวใจพ่วงด้วย งั้นก็อย่าเพิ่งบอกเื่โรคมะเร็งกับเธอเลย ปิดได้นานเท่าไรก็เท่านั้นแหละ”
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
“แล้วทีมหลงเหมินที่นายสร้างขึ้นล่ะ จะไม่กลับไปแล้วเหรอ?”
“ตอนนี้ผมยังอยากอยู่เงียบๆ อีกสักพัก ผมอยากดูแลครอบครัวของเพ่ยหย่าให้ดีก่อน อย่างน้อยก็่ที่คุณนายซูยังป่วยหนักอยู่”
ทั้งสองเดินไปพูดไป จนมาถึงชั้นที่คุณนายซูพักอยู่ พอเพิ่งขึ้นมาถึงชั้นสอง เซียวปิงก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เสียงคนทะเลาะโวยวายดังลอดออกมาจากห้องของคุณนายซู ใครไปรบกวนคุณน้าในเวลาแบบนี้กัน? ไม่รู้หรือไงว่าคุณน้าเพิ่งรอดจากการหัวใจวายมาได้แค่ไม่นาน ยังรับกับความรู้สึกหนักๆ ไม่ได้
ความโกรธในใจเซียวปิงปะทุออกมาอย่างแท้จริง เขารีบเดินก้าวยาวไปยังห้องนั้น จางอีจื่อเองก็เดินตามเขาไปเช่นกัน แต่เพราะต้องใช้ไม้เท้าในการเดินเหินจึงทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ช้ากว่าเซียวปิงมาก
หน้าประตูห้องพักมีพยาบาลยืนล้อมรอบอยู่ เสียวเป่ยในเสื้อกาวน์เองก็ยืนแทรกตัวอยู่ท่ามกลางพวกไทยมุงชุดขาวนั้นด้วย เมื่อเห็นเซียวปิงเดินมา ทั้งสองก็ส่งสายตาถึงกันก่อนเสียวเป่ยจะหายไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงหน้าประตูห้อง เขาก็ได้ยินเสียงซูเสียวเสี่ยวะโใส่นางพยาบาลสองคนตรงหน้าเธออยู่ “ทำไมกัน? ใช่ว่าพวกเราจะไม่จ่ายเงินค่ารักษาซะหน่อย มีเหตุผลอะไรทำไมจะต้องไล่พวกเราออกจากที่นี่ด้วย? พวกคุณได้รับสิทธิ์นี้มาจากใครมีสิทธิ์อะไร”
เซียวปิงเดินฝ่าฝูงคนเข้าไป เขาขมวดคิ้วมุ่น “เกิดอะไรขึ้น?”
ซูเสียวเสี่ยวชี้มือไปยังพยาบาลสองคนนั้นแล้วกล่าวว่า “พวกเขาสองคนจะให้แม่ออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับไปรักษาตัวที่บ้าน แต่ตอนเช้านี้หมอยังบอกให้แม่นอนพักอยู่แต่บนเตียงรอดูอาการในโรงพยาบาลไปก่อน แล้วเขามีสิทธิ์อะไรมาไล่เรา?”
หลี่ชุนหลานเองก็โกรธไม่น้อย เธอพิงตัวเองเข้ากับเตียง มือกุมหน้าอกทั้งยังหายใจแรง เซียวปิงเห็นดังนั้นจึงรีบร้อนเข้าไปพยุงเธอเอาไว้ “คุณน้าครับอย่าเพิ่งโมโหนะครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง”
ซูเสียวเสี่ยวมองพยาบาลสองคนนั้นเขม็ง “ใครเป็คนให้อำนาจพวกเธอ?” เธอถาม
“ฉันให้เอง!” เซียวปิงหันมองไปยังต้นเสียง ที่ทางประตูคนสูงอายุสองคนเดินเข้ามาภายในห้อง ชายทั้งสองล้วนแต่เป็คนอายุครึ่งร้อยกันแล้ว คนหนึ่งสวมชุดกาวน์และแว่นสายตาเอาไว้ ส่วนอีกคนสวมชุดสูทกับรองเท้าหนัง ที่เื้ัคนทั้งสองยังมีบอดี้การ์ดอีกคนเดินตามเข้ามาด้วย
“ฉันเป็คณบดีของโรงพยาบาลนี้ชื่อโจวเจ๋อซ่าน ฉันเป็คนให้อำนาจกับพวกเขาเอง” ชายชุดกาวน์
เซียวปิงพูดแนะหลี่ชุนหลานทิ้งท้าย ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังชายที่เป็คณบดี พลางพูดเสียงร้าย “ฉันจ่ายตังค์ไปแล้ว อยู่รอดูอาการต่อมันก็เป็เื่ปกติ ยิ่งไปกว่านั้นอาการน้าหลี่ตอนนี้ก็ยังไม่หายดี ต่อให้คุณจะเป็คณบดีแล้วคุณมีเหตุผลอะไรจะให้เราออกจากโรงพยาบาลไม่ทราบ”
ชายชุดสูทหันมองเซียวปิงแล้วหัวเราะอย่างอวดดี “แกคือเซียวปิงสินะ ฉันชื่อเซี่ยหลุนเป็พ่อของเซี่ยกู้เฉิง”
เซียวปิงตาสว่างในที่สุด เขาก็เข้าใจเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้แล้ว เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ ลูกเป็ยังไงพ่อก็เป็อย่างนั้น...หมาแก่ตระกูลเซี่ยก็ชอบใช้อำนาจข่มเหงคนอื่น ช่างเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนเลยจริงๆ
ัมีเกล็ดผกผัน2 ใครตามใครรอดใครคิดนอกใครตาย!
เซียวปิงถอนหายใจ มองหลี่ชุนหลานด้วยความรู้สึกผิดผสมกับจนปัญญา “น้าหลี่...คิดไม่ถึงเลยว่าผมจะทำให้น้าเดือดร้อน...เสียวเสี่ยวเธอดูแลคุณน้าให้ดี เื่นี้ฉันจะจัดการเอง”
ซูเสียวเสี่ยวไม่คิดว่าเซียวปิงจะสามารถทำอะไรได้ เขาก็แค่ทหารที่ถอนตัวแล้วคนหนึ่ง จะไปทำอะไรได้? ในสนามรบตัววัดระดับความสามารถของทหาร คือความกล้าและความฉลาดเฉลียว แต่หากอยากเป็ใหญ่อยากมีที่ยืนในสังคม สิ่งที่จำเป็คืออำนาจและความเ้าเล่ห์ต่างหาก
แต่เมื่อได้สบเข้ากับสายตาของเซียวปิง หัวใจเธอก็กระตุกวูบด้วยความใ สายตาแบบนั้นต้องมีความมั่นใจมากขนาดไหนถึงจะมีได้นะ นั่นไม่ใช่สายตาที่ใครตั้งใจจะมีก็มีได้ เขาไม่ได้แสร้งแสดงออกมา แต่เป็สายตาที่แข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ที่มีในผู้ชายที่ประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งมันจะแสดงออกมาเองเมื่อที่เ้าตัวไม่ทันได้ระวัง
“เสี่ยวปิง...อย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลย อย่างมากก็แค่เปลี่ยนโรงพยาบาลเท่านั้นเอง”
“แม่คะหนูเชื่อในตัวพี่ปิง...”
ไม่รู้ว่าเป็เมื่อใดที่หัวใจของซูเสียวเสี่ยวเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
เซียวปิงยืนประจันหน้า เซี่ยหลุนเขาพูดอย่างราบเรียบ “ถ้าฉันเดาไม่ผิดแกคงทำไปเพราะเซี่ยกู้เฉิง”
เซี่ยหลุนบนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ที่อาจจะมีมากกว่าเซียวปิงเสียด้วยซ้ำ “ตอนนี้แกก็คงจะเข้าใจแล้วสินะ ว่าไอ้กระจอกอย่างแกไม่ควรมายุ่งกับคนตระกูลเซี่ย วัยรุ่นเอ๋ย...ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ รีบคุกเข่าลงแล้วขอร้องให้ฉันยกโทษให้ซะ ไม่งั้นฉันจะทำให้ทั้งเจียงเฉิงไม่มีที่สำหรับคนอย่างแก”
คุกเข่า? นี่มันชักจะหยามเหยียดกันมากเกินไปแล้ว!
ซูเสียวเสี่ยวหน้าถอดสี เธอพูดอย่างรีบร้อน “พี่ปิงห้ามทำเด็ดขาดนะ”
หลี่ชุนหลานเองก็โกรธจนแทบจะลมจับอยู่แล้ว “เสี่ยวปินเราไปกันเถอะ ในเมืองเจียงเฉิงใช่ว่าจะมีโรงพยาบาลแค่ที่นี่ที่เดียว ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็กลับบ้านเถอะ ยังไงตอนนี้น้าเองก็ไม่เป็อะไรแล้ว”
เซี่ยหลุนหัวเราะเย็นเยียบ “พื้นที่ทั้งหมดที่อยู่ในอาณาเขตเจียงเฉิง ไม่ว่าจะเป็ที่ไหนแค่ฉันใช้อำนาจที่มีอยู่ ไม่ว่าโรงพยาบาลไหนก็ไม่กล้ารับพวกแกเข้าหรอก หรือต่อให้แกจะออกจากเมืองเจียงเฉิงไป ฉันก็ยังมีวิธีอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนที่จะจัดการกับพวกแก ตราบจนพวกแกจะอยู่อย่างตายทั้งเป็”
เซียวปิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขามองเซี่ยหลุนด้วยสายตาสงสารจับใจ ราวกับผู้ที่กำลังจะถูกจับขึ้นเขียงไม่ใช่ตนเอง แต่เป็อีกฝ่ายต่างหาก “งั้นก็คงจะน่าเสียดาย สิ่งที่ฉันทนไม่ได้มากที่สุดก็คือการมาทำร้ายคนในครอบครัว ญาติมิตรหรือเพื่อนของฉัน...”
“ทนไม่ได้แล้วแกจะทำอะไรได้?” เซี่ยหลุนพูดอย่างเหยียดหยาม
เซียวปิงไม่ได้ตอบ แต่ส่งสายตาที่ทั้งเย็นะเืมืดมน และเต็มไปด้วยความอาฆาตไปให้แทน ทำเอาเซี่ยหลุนราวตกลงไปในนรกขุมลึก หัวใจเขาราวจะหยุดเต้น ความหนาวที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนเข้าปกคลุมเซี่ยหลุน จนถึงกับสั่นเขาะโถอยหลังไปด้วยใบหน้าขาวซีด โจวเจ๋อซ่านเห็นดังนั้นจึงรีบโผเข้าไปประคองเซี่ยหลุนเอาไว้ “คุณเซี่ย...คุณเซี่ยครับ...คุณเป็อะไรไป?”
ใบหน้าของเซี่ยหลุนทั้งขาวทั้งซีด ก่อนความอายจะกลายเป็ความโกรธ...เขาชี้หน้าเซียวปิงแล้วะโอย่างโมโหสุดขีด “คณบดีโจว ไอ้คนไม่รู้จักประมาณตัวเองแบบนี้ไม่จำเป็ต้องไว้หน้าอะไรอีกแล้ว ให้มันไสหัวออกไปซะ ลากมันไสหัวออกไป!”
โจวเจ๋อซ่านไม่เข้าใจว่า เหตุใดเซี่ยหลุนจึงมีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้ “ได้...ได้ครับ ผมจะเรียกรปภ.ผมจะเรียกให้มาเดี๋ยวนี้เลย” เขารีบร้อนตอบ
พูดจบเขาก็หมุนตัวกลับไป ก่อนจะะโใส่นางพยาบาลดังลั่น “ยังมายืนทำบ้าอะไรอยู่ตรงนี้ยังไม่รีบไปเรียกรปภ.อีก”
เหล่าพยาบาลใเสียจนแทบจะกรีดร้องออกมา แต่ก็ยังรีบทำตามคำสั่งนาย ขณะที่พวกเธอกำลังจะวิ่งออกไปตามคำสั่ง เซียวปิงก็โพล่งขึ้น “รอเดี๋ยวก่อน”
“แกจะทำอะไร” โจวเจ๋อซ่านพูดเสียงร้าย
เซียวปิงมองโจวเจ๋อซ่านพลางยิ้มหวาน “คณบดีโจวนี่เป็โรงพยาบาลของรัฐฯ แล้วโรงพยาบาลก็มีไว้บริการประชาชน คุณคิดว่าจะสามารถปิดบังความจริงเื่นี้ไปได้เหรอ?”
โจวเจ๋อซ่านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่วนราวกับกำลังหัวเราะเยาะในความโง่เขลาเบาปัญญาของเซียวปิง “นี่เป็โรงพยาบาลของฉัน แน่นอนว่าต้องมีฉันเป็ใหญ่”
“คุณเป็คณบดีของที่นี่ก็จริง แต่หากคุณทำผิด ทำสิ่งที่ขัดกับความเป็คนและจรรยาบรรณในสายงานของตัวเอง คุณก็ต้องได้รับโทษจากคนที่มีอำนาจมากกว่าเช่นกัน”
โจงเจ๋อซ่านพูดอย่างเย่อหยิ่ง และแสดงสีหน้ารังเกียจออกมา “ใครจะลงโทษฉันแกเหรอ?”
เซียวปิงเบี่ยงสายตาไปมองที่ด้านนอก คนอื่นๆ จึงหันไปมองตามเขาเช่นกัน...จางอีจื่อถูกประคองเอาไว้โดยฟรอย ทั้งสองค่อยๆ เดินเข้ามาในห้องทีละก้าวอย่างช้าๆ เมื่อโจวเจ๋อซ่านได้เห็นคนตรงหน้าชัดๆ ก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตะลึง ไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเองเขาพูดเสียงสั่น “จาง...จาง...ท่านผู้อวุโสจางท่านมาได้ยังไงครับ?”
***************************************
1 จางเหล่า : จางเหล่ามาจากจาง (สกุลจาง) + เหล่า (แปลว่าแก่) ถ้าแปลรวมกันก็จะแปลว่าผู้าุโจางค่ะ แต่เพราะมันยาวเกินไป บวกกับชื่อนี้ก็ออกมาบ่อยมาก ทางผู้แปลจึงขอเรียก ‘จางเหล่า’ ทับศัพท์ต่อไปนะคะ ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่เข้าใจค่ะ
2 ัมีเกล็ดผกผัน : เป็สำนวนค่ะ ตามตำนานของจีนเล่าว่าที่คอของัจะมีเกล็ดอันหนึ่งที่ไม่เหมือนพวกอยู่ คือมันจะหันไปข้างตรงกันข้ามกับเกล็ดที่เหลือค่ะ แล้วเล่ากันว่าถ้าใครไปแตะโดนเกล็ดๆ นั้น ัก็จะฆ่าคนคนนั้นทันที สำนวนนี้เลยใช้เปรียบกับขอบเขตหรือขีดจำกัดหรือจุดที่เป็จุดห้าม ที่ไม่สามารถแตะต้องหรือยุ่งเกี่ยวได้ของแต่ละคนค่ะ ประมาณว่าถ้าเราไปยุ่งเกี่ยวหรือล้ำเส้นจุดที่เป็จุดนั้นของคนคนนั้น แล้วพวกเขาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงกลับมาค่ะ
