ความจริงราเม็งไม่ได้แปลกหน้าสำหรับที่นี่เลย ที่เมืองเจียงเฉิงมีร้านราเม็งเยอะมาก แต่ราเม็งที่ร้านนี้มีขั้นตอนและวัตถุดิบที่หลากหลายมากกว่า เพราะเหตุนี้ราเม็งสูตรนี้จึงไม่มีร้านไหนสามารถเลียนแบบได้เลย
เซียวปิงนวดแป้งให้เป็ก้อนกลมๆ จากนั้นก็ม้วนมันจนกลายเป็เส้นขนาดกำลังพอดี เขานำแป้งเส้นยาวขึ้นวางบนเขียงก่อนจะใช้มีดในมือตัดไปที่เส้นแป้งนั้น จนมันกลายเป็ก้อนๆ ขนาดเท่ากัน
บางทีอาจเป็เพราะ้าจะบอกให้ทุกคนรู้ว่า ราเม็งที่ร้านนี้แตกต่างจากร้านอื่น ดังนั้นการทำราเม็งทุกครั้งทางร้านจะทำที่กลางโถงในร้านนั่นเลย เพื่อให้คนอื่นๆ และลูกค้าทุกคนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาตัวเอง
ขณะที่เซียวปิงกำลังทำเส้นอยู่ ลูกค้าทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างก็จับจ้องมาทางเขา และอ้าปากค้างด้วยความตะลึง ั้แ่การนวดแป้ง ปั้นแป้ง ตัดแป้ง ม้วนแป้งทุกขั้นตอนล้วนลื่นไหล ราวช่ำชำนาญมานานราวมายากลที่น่าอัศจรรย์...
...หลี่ชุนหลานขณะทำเส้นราเม็งจะให้ความรู้สึกเชี่ยวชำนาญ ส่วนเซียวปิงให้ความรู้สึกราวกำลังสร้างงานศิลปะ ใครจะไปคิดว่าการทำเส้นราเม็งจะให้ผลลัพธ์ราวเป็งานศิลปะเช่นนี้
การนวดให้ได้แป้งที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ไม่ใช่เื่ง่ายเลย โดยเฉพาะหากมือที่นวดนั้นเป็มือของผู้หญิง ซึ่งไม่มีกำลังมากเฉกเช่นมือของผู้ชาย ดังนั้นหลังจากคุณพ่อซูเพ่ยหย่าเสียไป ก็ไม่มีใครสามารถทำเส้นราเม็งได้ดีเท่าเซียวปิงอีกแล้ว
เย่จื่อนั่งมือเท้าคางกะพริบตาปริบๆ มองเซียวปิง ส่วนเพื่อนสาวอีกสองคนที่ด้านข้าง ก็เอาแต่ส่งสายตาเป็เชิงถึงกันพลางแอบหัวเราะไปพลาง สวี่เหวินถิงก็แกล้งโดยการพูดดัดเสียงแบ๊ว “ดูเหมือนคุณน้องเย่จื่อจะชอบคุณพี่ปิงเข้าให้แล้วสิ อัศวินกับสาวงาม หนุ่มหล่อสู้ชีวิตกับสาวสวยบ้านรวยนี่มันนิยายชัดๆ”
เฉินหยวนหยวนเองก็เอาแต่มองเซียวปิงด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มเช่นกัน เธอพูดรับเพื่อน “หน้าตาเขาหล่อจริงๆ นั่นแหละ แถมยังดูมาดแมนอีกด้วย น่าเสียดายที่เป็แค่เด็กรับจ้างในร้าน...”
เพิ่งพูดจบเฉินหยวนหยวนก็หัวเราะและพูดขึ้นอีก “แต่ก็ไม่เห็นจะเป็อะไร ที่บ้านเย่จื่อของเรามีเงินล้นเหลือเลย รวยเป็อันดับต้นๆ ของเจียงเฉิงเชียว แค่สืบทอดกิจการอะไรสักอย่างก็มีเงินเยอะจนใช้สิบชาติก็ไม่หมดแล้ว ยัง้าให้ผู้ชายมาเลี้ยงอีกหรือไง?”
ขณะพูดจู่ๆ เฉินหยวนหยวนก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล จึงรีบปิดปากสนิท...และเย่จื่อก็มองมาทางเธอ จริงๆ ด้วยเย่จื่อขมวดคิ้วน้อยๆ เฉินหยวนหยวนเห็นดังนั้นจึงได้แต่แลบลิ้นถาม “เย่จื่อเธอโกรธเหรอ?”
“เปล่า” เย่จื่อพูดท่าทางเฉยๆ “อย่าพูดถึงที่บ้านฉันได้ไหม ที่บ้านคือที่บ้านฉันก็คือฉัน”
เฉินหยวนหยวนแลบลิ้นออกมาหลายครั้ง สวี่เหวินถิงที่อยู่ข้างๆ จึงพูดขัด “เย่จื่อเธอชอบเขาแล้วจริงๆ เหรอ? พวกผู้ชายในมหา’ลัยตามจีบเธอเยอะขนาดนั้น เธอยังไม่แม้แต่จะสนใจด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ฉันยังไม่เห็นว่าเธอจะสนใจผู้ชายคนไหนเลยนะ”
เย่จื่อหันกลับไปมองเซียวปิงดังเดิม ดวงตาคู่นั้นของเธอราวกับมีหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่ ทำให้ไม่มีใครดูออกเลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ จนกระทั่งเซียวปิงยกราเม็งถ้วยใหญ่ออกมา ดวงตาคู่เดิมของเธอจึงจะกลับมาโค้งดังเดิม ที่มุมปากนั่นก็กระดกขึ้นเล็กน้อยราวกำลังอารมณ์ดี
เซียวปิงยกถ้วยราเม็งมาวางบนโต๊ะหน้าเย่จื่อ ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างเธอ จากนั้นหลี่หงพนักงานในร้าน ก็ยกถ้วยราเม็งถ้วยใหญ่อีกสองถ้วยตามเข้ามา
“ดื่มอะไรดี?” เซียวปิงพูดยิ้มๆ
เย่จื่อพูดระคนหัวเราะ “พี่ติดเลี้ยงฉันตั้งมือหนึ่ง คงไม่ได้คิดจะเอาราเม็งแค่ถ้วยเดียวมาใช้ให้หรอกใช่ไหม?”
“มื้อนี้ฉันเชิญเพื่อนเธอเอาไว้ มื้อหน้าฉันค่อยเลี้ยงเธอคนเดียว...”
“ความหมายของพี่ก็คือ มื้อนี้ตั้งใจจะเลี้ยงเพื่อนฉันล่ะสิ?”
“ถูกแล้ว” เซียวปิงหัวเราะ
เย่จื่อเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน” นี่...พวกเธอสองคนจะดื่มอะไรดี วันนี้คนอื่นเขาตั้งใจจะเลี้ยงพวกเธอ ถึงขั้นยอมลงมือเข้าครัวเองเลยนะ”
สวี่เหวินถิงมองคนทั้งสองหยอกล้อกัน เธอรู้สึกว่าคนทั้งสองน่าขันจึงกลั้นยิ้มกล่าว “เอาเครื่องดื่มมาสักสองขวดก็พอค่ะ”
“เอาเครื่องดื่มอะไรดี?”
“อะไรก็ได้ค่ะ”
เย่จื่อพูดอย่างไม่แยแส “ฉันก็อะไรก็ได้”
เซียวปิงดีดนิ้วดังเป๊าะมองไปยังหลี่หง แล้วะโกล่าว “น้องหงเอาชาดำมาอีกสามขวดเก็บเงินกับฉัน”
หลี่หงขานรับ ก่อนจะนำเครื่องดื่มที่สั่งมาวางบนโต๊ะ
สวี่เหวินถิงเองก็เป็คนหน้าตาดีคนหนึ่ง บวกกับอายุก็ยังน้อยทั้งยังเป็วัยรุ่นสมัยใหม่อีก เธอมองตาปริบๆ ไปยังเซียวปิง ดวงตากลมโตของเธอเปี่ยมไปด้วยความกระชุ่มกระชวยเธอกล่าว “พี่ปิงรีบบอกมาสิ พวกพี่รู้จักกันนานเท่าไร แล้วรู้จักกันได้ยังไง..เถอะน่า...นะพี่ปิง~~”
สวี่เหวินถิงพูดพลางบิดตัวไปมา จงใจจะทำให้ดูเหมือนเด็กน้อยเอาแต่ใจ แต่ก็ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจและยากที่จะปฏิเสธได้ลงคอ
เฉินหยวนหยวนพูดเสริม “นั่นสิพี่ปิงเล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ ระหว่างพวกพี่สองคนมีประวัติอะไรกันมาก่อนใช่ไหม?”
เย่จือมองเพื่อนทั้งสองก่อนจะอมยิ้มนิดๆ ตอบ “ถามเื่ที่เหมือนจะมีแต่ก็ไม่มีอะไรแบบนี้ต่อหน้าฉันไม่ค่อยดีมั้ง?”
เฉินหยวนหยวนหัวเราะ “ในเมื่อไม่มีอะไร งั้นเธอก็ไม่จำเป็ต้องกลัวพี่ปิงจะเล่าอะไรออกมาน่ะสิ?”
เซียวปิงมองดูหญิงสาวทั้งสามโต้เถียงกันราวกับเด็กๆ ตัวเขาเองก็ราวกับเด็กลงไปหลายปี จนสุดท้ายเื่ก็ลามมาถึงตัวเขาจนได้ เซียวปิงหยุดหัวเราะเมื่อเห็นสาวทั้งสามกำลังจ้องมองมายังเขา ราวรอคำตอบของเขาอยู่
เซียวปิงลูบไปที่จมูกตัวเองแล้วหัวเราะแห้งๆ ออกมา เย่จื่อเห็นเซียวปิงลำบากใจจึงกล่าวว่า “พูดไปเถอะ ยังไงก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว”
“งั้นฉันเล่าล่ะนะ ที่จริงเื่ตอนที่เรารู้จักกันก็ธรรมดาทั่วไปแหละ ตอนนั้นเย่จื่อโดนพวกโรคจิตรังแกอยู่ฉันก็เลยเข้าไปช่วย”
เื่อัศวินขี่ม้าขาวช่วยเ้าหญิงที่สุดแสนจะโรแมนติก กลับถูกเซียวปิงเล่าแบบชุ่ยๆ แค่นั้น เขาไม่ได้โอ้อวดหรือ้าคำชื่นชมใดๆ เลย เย่จื่อหันมองเซียวปิงด้วยสายตาหลากหลายก่อนจะก้มหน้าลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เซียวปิงหัวเราะแล้วพูดต่อ “ตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเธอก็ถูกเติมเต็มแล้วสินะ? รู้สึกว่ามันทั้งไร้สาระแล้วก็น่าเบื่อมากเลยล่ะสิ? ต่างกับเ้าชายขี่ม้าขาวกับเ้าหญิงสโนไวท์ในเทพนิยายมากเลยใช่ไหมล่ะ?”
เซียวปิงพูดจบ จึงพบว่าสาวทั้งสองกำลังมองมาทางเขาตาเป็ประกาย เฉินหยวนหยวนที่กล้าแสดงออกมากกว่า หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือบ้าๆ บอๆ นั่นเอง เธอราวกำลังเพ้อฝันอยู่อย่างไรอย่างนั้น พลางถามด้วยใบหน้าตาตื่นเต้น “นี่มันอัศวินกับเ้าหญิงในชีวิตจริงชัดๆ คุณพี่ปิงฝ่ากองทัพนับร้อยนับพันไปช่วยเด็กน้อยผู้น่ารัก เอาไปเขียนเป็นิยายได้เลยนะเนี่ย”
สวี่เหวินถิงสุขุมและเป็ผู้ใหญ่มากกว่าเฉินหยวนหยวน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะมือปิดปากกล่าว “คุณพี่ปิงกับเด็กน้อยผู้น่ารักนี่มันคู่รักฟ้าประทานชัดๆ”
เซียวปิงหัวเราะแห้งๆ “พวกเธออย่าพูดไปเรื่อยเลย ระวังเย่จื่อจะโกรธเอานะ”
สวี่เหวินถิงอมยิ้มบางๆ ถาม “พี่กลัวเธอโกรธขนาดนั้นเลย? งั้นพี่ก็รักเธอน่ะสิ? ฉันได้ยินมาว่า พวกผู้ชายที่เป็ทหารส่วนมากจะมีนิสัยแข็งกร้าว ไม่รู้จักคำว่ากลัวนอกเสียจากจะเป็ผู้หญิงที่ตัวเองรัก...”
ในที่สุดเย่จื่อที่นั่งข้างๆ ก็ทนฟังต่อไปไม่ไหว เธอกระแอมสองทีกล่าว “ฉันขอแก้ข่าวนิดหนึ่ง เป็เพราะพี่ปิงชื่อเซียวปิงต่างหากทุกคนเลยเรียกว่าพี่ปิง อีกอย่างฉันเรียกเขาว่าพี่ปิงต่างหากไม่ใช่คุณพี่ปิง...ถึงแม้ก่อนหน้านี้พี่ปิงจะเคยเป็ทหารมาก่อนก็เถอะ”
พูดมาจนถึงประโยคสุดท้าย ขนาดเย่จื่อเองก็ยังไม่มีความมั่นใจที่จะพูดต่อไปเลย ในหัวของเธอมีแต่คำพูดของสวี่เหวินถิงลอยวนเวียนอยู่ ‘พวกผู้ชายที่เป็ทหารส่วนมากจะมีนิสัยแข็งกร้าว ไม่รู้จักคำว่ากลัวนอกเสียจากจะเป็ผู้หญิงที่ตัวเองรัก...’
เดิมทีเย่จื่อเพียง้าอธิบายที่มาของชื่อพี่ปิงเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าคำพูดเ่าั้จะไปจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นในใจสาวทั้งสองขึ้นมา ผู้หญิงล้วนชอบผู้ชายที่เป็ทหารทั้งนั้น โดยเฉพาะถ้าผู้ชายหล่อล่ำที่เพิ่งถอนตัวจากการเป็ทหารคนนั้นกำลังนั่งตรงหน้าตน
สาวๆ ทั้งสองต่างก็ถามโน่นถามนี่อย่าตื่นเต้นไม่หยุด เซียวปิงเลยเลือกเล่าเื่ที่ไม่สำคัญไปนิดหน่อย เขาเล่าแค่ว่าตัวเองเป็ทหารที่ถอนตัวออกมาแล้ว แล้วก็เื่ตอนออกไปปฏิบัติภารกิจซึ่งเขาเลือกเล่าแต่เื่ที่เขาคิดว่าเล่าง่ายมากที่สุด แต่ถึงกระนั้นสาวทั้งสองก็ยังตื่นเต้นกับมัน และส่งเสียงร้องอึ้งๆ ออกมาตั้งหลายหน
เย่จื่อชันมือนุ่มเล็กของเธอขึ้นเท้าคาง แล้วฟังเื่เล่าของเซียวปิงอย่าตั้งใจด้วยท่าทีสงบ และั์ตามีแสงประกายระยิบระยับ
อีกด้าน เซี่ยหลุนยังคงนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ แดนาา์เขตเหนือเขานั่งรอที่นี่ั้แ่ตอนบ่ายสาม ดื่มทั้งน้ำทั้งชาไปไม่รู้กี่แก้วต่อกี่แก้วแล้ว เขาต้องนั่งรออยู่แต่ที่นี่ั้แ่บ่ายสามจนถึงตอนนี้ซึ่งเป็เวลาสองทุ่มแล้ว ความโกรธในใจเขาถูกจุดประกายขึ้นมา นี่มันหยามกันชัดๆ หากเป็เวลาปกติเขาคงจะลุกเดินออกไปให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่ตอนนี้นอกเสียจากไอ้าา์เขตเหนือนี่แล้ว เขาก็คิดไม่ออกว่ามีใครในเขตทางเหนือที่จะสามารถจัดการกับเซียวปิงได้อีก
แต่เมื่อลงเรือแปะก็จำต้องตามใจแปะ!
เซี่ยหลุนคิดครวญในใจ รอให้เขาสะสางเื่ของเซียวปิงก่อนเถอะ เื่ความอัปยศในวันนี้เขาจะต้องหาทางเอาคืนอย่างสาสมเลยคอยดู
ตอนนั้นในที่สุดโถงรับแขกที่เงียบสงัดก็มีผู้ย่างกรายเข้ามา สาวใช้ในชุดเดรสยาวสีแดงสองคนเดินตัวตรงขณะก้าวเท้าเข้ามา เมื่อทั้งสองมาหยุดลงหน้าเซี่ยหลุน พวกเธอก็ยิ้มหวานพลางเอ่ย “คุณเซี่ยคะ เทพธิดาแห่งดอกพิโอนีเพิ่งจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ท่านเข้าไปคุยในห้องได้เลยค่ะ”
ห้อง?
เซี่ยหลุนกลืนน้ำลายลงคอ ลมหายใจถี่ขึ้นเขายันตัวลุกขึ้นแล้วเดินตามสาวใช้ทั้งสองไป เพราะนั่งมาเป็เวลานานขาทั้งสองจึงรู้สึกชาไปหมด ตอนเขาเพิ่งลุกจากที่นั่งก็เกือบจะเซล้มไปครั้งหนึ่ง แล้วจนเมื่อเดินไปสักพักจึงจะหายดี
ขณะที่เดินตามสาวใช้ตรงหน้าไป ในใจก็เอาแต่คิดหาตำตอบเทพธิดาแห่งดอกพิโอนี เรียกฉันเข้าไปในห้องเธอทำไม?
เซี่ยหลุนไม่กล้าคิดอะไรเลยเถิด ทั่วทั้งเจียงเฉินไม่มีใครกล้าคิดเกินเลยกับเธอเลยสักคน เพราะแม้ในชื่อเธอจะมีคำว่าเทพธิดาอยู่ แต่วิธีที่เธอกระทำกลับน่ากลัวยิ่งกว่านางปีศาจเสียอีก
แต่การจะห้ามใจให้ไม่คิดนั้นช่างยากเหลือเกิน แม้จะไม่เคยมีใครได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเทพธิดา แต่กลับเล่าขานกันว่าเธอมีรูปโฉมงดงามราวเทพธิดาดูยั่วยวนดึงดูด ราวปีศาจจิ้งจอก1...ยิ่งเป็ผู้หญิงที่ไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเองก็ยิ่งปลุกเร้าความ้าในจิตใจผู้ชายได้ดี...เทพธิดาแห่งดอกพิโอนีที่ไม่เคยมีใครพบเห็นนี้ ถูกวาดฝันโดยผู้ชายในเจียงเฉินไปหลากหลายรูปแบบแล้ว...ยิ่งในหัวพวกผู้ชายลามกคงวาดฝันว่าได้เสพสุขสำราญกับเธอไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว...ตามจินตนาการและกามารมณ์ในตัวมัน
เซี่ยหลุนเดินตามสาวใช้มาจนถึงฉนวนยาวทั้งสองข้าง ล้วนเต็มไปด้วยดอกพิโอนีหลายสีหลายพันธุ์ ทั่วทั้งฉนวนตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกพิโอนีและกลิ่นคละคลุ้งเช่นนี้ ก็ทำให้หัวใจทั้งดวงของเซี่ยหลุนร้อนระอุขึ้นมาทันที
ที่สุดฉนวนมีประตูสีชมพูอยู่บานหนึ่ง สาวใช้ทั้งสองหยุดฝีเท้าลงก่อนจะก้าวเบาๆ เข้าไปยืนหน้าประตูนั้น
ก๊อกๆ
“ท่านเทพธิดาคุณเซี่ยมาถึงแล้วค่ะ” เธอพูดเสียงเบาอย่างระมัดระวัง
“เชิญ” เสียงที่ดังออกมาช่างอ่อนหวานและยั่วเย้าอารมณ์ได้ดียิ่งนัก เพียงพยางค์สั้นๆ แค่พยางค์เดียวกลับทำให้ั้แ่หัวจรดเท้าเซี่ยหลุนราวกับมีกระแสไฟฟ้าทะลุผ่าน เปลวเพลิงในจิตใจเขาถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง...
...เปลวไฟแห่งกามลุกโชนทั่วใจ
**********************************************
1 ปีศาจจิ้งจอก : ที่เปรียบว่าเป็ปีศาจจิ้งจอก เพราะคนจีนมีความเชื่อว่าปีศาจจิ้งจอกมีรูปโฉมงดงามมากๆ แล้วยังมีเสน่ห์ดึงดูดยั่วยวนเก่ง...เพราะว่ากันว่าในสมัยก่อนพวกปีศาจจิ้งจอกจะมายั่วยวนผู้ชายให้หลง แล้วดูดพลังงานจากร่างกายคนเลยเชื่อกันว่าต้องเป็ผู้หญิงที่สวยสะเด็ดแน่ๆ
