ใบหน้าโกรธเกรี้ยวของใครบางคนปรากฏขึ้นในระยะประชิด เฟิ่งสือจิ่นพยายามนึกอยู่นานถึงคิดออกว่าคนผู้นี้คือใคร นางพูดอย่างไม่ใส่ใจ “โอ้โฮ นี่มันองค์หญิงเจ็ดไม่ใช่หรือ องค์หญิงก็มาเที่ยวงานประกวดยอดบุปผาด้วยหรือนี่?”
เดิมที ซูเหลียนหรูกับเฟิ่งสือจาวอยู่บนเรือลำเดียวกัน ตอนที่เฟิ่งสือจาวไปหาเฟิ่งสือจิ่นที่เรือ เพราะในเรือของซูเหลียนหรูยังมีคนอื่นอยู่ด้วย นางจึงไม่สะดวกที่จะเข้ามายุ่งเื่นี้ เลยไม่ได้ไปกับเฟิ่งสือจาว คิดไม่ถึงว่าเพียงไม่นาน นอกจากเฟิ่งสือจิ่นจะทำร้ายตบตีเฟิ่งสือจาวแล้ว ยังผลักนางตกลงไปในน้ำอีก ซูเหลียนหรูสนิทสนมกับเฟิ่งสือจาวมาั้แ่เด็ก แถมยังเกลียดเฟิ่งสือจิ่นเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้นางโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ เมื่อไม่มีใครรั้งห้ามได้ เรือสำราญจึงจำต้องเปลี่ยนทิศทาง ล่องตามเรือของเฟิ่งสือจิ่นมาอย่างที่เห็น วันนี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องแก้แค้นแทนเฟิ่งสือจาวให้จงได้
เฟิ่งสือจิ่นถูกล็อกร่างเอาไว้จึงไม่อาจตอบโต้ใดๆ กลับไปได้ ซูเหลียนหรูยืนอยู่ไม่ไกล และเหวี่ยงมือตบหน้าเฟิ่งสือจิ่นสุดแรง เอาคืนแทนเฟิ่งสือจาวอย่างสาสม
ซูเหลียนหรูพูดด้วยท่าทางรังเกียจ “เ้ามันเป็งูอสรพิษ เป็สตรีที่มีจิตใจชั่วช้าเสียยิ่งกว่าสัตว์ร้ายตัวไหน บังอาจนัก ถึงกล้าทำร้ายสือจาวเช่นนี้ แถมยังผลักนางจนตกน้ำอีก! หากคืนนี้ข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย นางไม่ตายด้วยฝีมือของเ้าไปแล้วหรือ?” ซูเหลียนหรูเขย่าเฟิ่งสือจิ่นแรงๆ จนนางเวียนหัวไปหมด เฟิ่งสือจิ่นเม้มปากแน่น เพราะดื่มสุรามากเกินไป จึงเรอใส่ซูเหลียนหรูอย่างไม่อาจหักห้าม สีหน้าของนางในตอนนี้ดูทรมานเป็อย่างมาก คล้ายกำลังจะอาเจียนออกมาแล้ว
อีกด้าน หลิวอวิ๋นชูที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะหรือจะยอมให้เฟิ่งสือจิ่นถูกรังแก เมื่อเห็นดังนั้น เขาก็รีบคลานออกมาจากใต้โต๊ะแล้วพุ่งเข้าไปหาเฟิ่งสือจิ่นทันที แต่เพราะหลิวอวิ๋นชูเองก็ดื่มจนร่างกายอ่อนระทวยเช่นกัน จึงเสียหลักเข้าไปชนกับซูเหลียนหรูจนอีกฝ่ายเกือบจะล้มลง ซูเหลียนหรูเซถอยไปหลายก้าว เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าเป็หลิวอวิ๋นชู นางก็โกรธจนแทบจะะเิ “หลิวอวิ๋นชู เ้าไปกินดีหมีหัวใจเสือมาหรือ ถึงกล้าวิ่งเข้ามาชนข้าเช่นนี้” นางชี้หน้าหลิวอวิ๋นชูด้วยนิ้วที่สั่นเพราะความโกรธ
หลิวอวิ๋นชูพูดด้วยท่าทางมึนเมา “หากเ้าไม่ทำร้ายนางก่อน ข้าจะวิ่งเข้ามาชนเ้าทำไม?”
ซูเหลียนหรูะโสั่งลูกสมุน พลางชี้นิ้วมาที่หลิวอวิ๋นชูและเฟิ่งสือจิ่น “พวกเ้าทุกคน ซ้อมสองคนนี้ให้หนัก!”
บัดนี้ เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูเมาจนแทบไม่ได้สติแล้ว พวกเขามีความกล้าหาญและเืร้อนอยู่ในตัว แต่หมัดที่เหวี่ยงออกไปกลับอ่อนเปลี้ย ไร้เรี่ยวแรง มีหรือจะสู้กับลูกสมุนของซูเหลียนหรูได้ ในตอนแรก หลิวอวิ๋นชูประกาศฐานะของตนออกไป ทำให้ลูกสมุนเ่าั้เกรงกลัวไม่น้อย จึงไม่กล้าเข้ามาทำร้ายพวกเขาอีก แต่ซูเหลียนหรูกลับพูดขึ้นอีกครั้งอย่างไม่กลัวเกรง “จะไปกลัวทำไม หากเกิดเื่อะไรขึ้นมา ข้าจะเป็คนรับผิดชอบเอง!”
เหตุนี้ ลูกสมุนจึงรุมเล่นงานคนทั้งสองจนพวกเขาล้มหมอบอยู่บนพื้น หลิวอวิ๋นชูส่งเสียงร้องดังลั่น อาจเพราะถูกตีจนเ็ปมากจริงๆ หลังร้องครางอยู่หลายครั้ง เมื่อเห็นว่าลูกสมุนหลายคนกำลังทั้งถีบทั้งเตะเฟิ่งสือจิ่นอย่างไม่ยั้งมือ เขาก็รวบรวมพลังทั้งหมดที่มีเพื่อวิ่งเข้าไปหา แล้วกอดร่างของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ในอ้อมแขน... วินาทีนั้น เขาไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น เขารู้แค่ว่าคนเป็เพื่อนกันต้องมีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน
หลิวอวิ๋นชูนอนทับร่างของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้พลางพูดปลอบนาง “ไม่ได้มีเื่ต่อยตีเช่นนี้มาตั้งนานแล้ว ฝีมือที่เคยมีเลยลดน้อยลงไปสักหน่อย... อย่ากลัวไปเลย รอให้พวกเขาตีจนเหนื่อยแล้ว ข้าค่อยแก้แค้นพวกเขาแทนเ้า...”
ซูเหลียนหรูยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย แล้วยกเท้าถีบไปที่ใบหน้าของหลิวอวิ๋นชูเต็มแรง นางเหยียบบี้ใบหน้าของหลิวอวิ๋นชูพลางพูดขึ้น “หากเ้าไม่ใช่พวกเดียวกับนาง ข้าอาจจะยอมปล่อยเ้าไปก็ได้ แต่ตอนนี้พวกเ้าสองคนอยู่บนเรือลำเดียวกันแล้ว ทั้งหมดนี้ เ้าเป็คนรนหาที่เอง!”
ผิวหน้าเนียนนุ่มของหลิวอวิ๋นชูถูกรองเท้าของซูเหลียนหรูบี้จนกลายเป็แผลถลอก เืที่มีเศษดินผสมอยู่ไหลซึมออกมาจากรอยแผล เฟิ่งสือจิ่นมองรองเท้าที่เหยียบอยู่บนใบหน้าของหลิวอวิ๋นชูตาไม่กะพริบ เมื่อซูเหลียนหรูเห็นดังนั้นก็รู้สึกสะใจมากจนอธิบายไม่ถูกเลยทีเดียว นางออกแรงที่เท้าให้หนักยิ่งขึ้นพลางบอก “เฟิ่งสือจิ่น เ้าเห็นหรือยัง และนี่ก็คือจุดจบของการมาคบค้ากับคนต่ำทรามอย่างเ้า ที่เขามาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็เป็เพราะเ้าคนเดียว!”
หมัดกับฝ่าเท้ามากมายที่ร่วงลงบนร่างของเฟิ่งสือจิ่นไม่ทำให้นางรู้สึกเ็ปเลยแม้แต่น้อย นางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าตนลุกขึ้นยืนได้อย่างไร นางดึงกริชเล่มหนึ่งออกมาจากหน้าอกของตนเอง โยนปลอกกริชลงบนพื้น แล้วแทงกริชคมไปที่ขาและแขนของลูกสมุนทั้งหลายเต็มแรง นางทำทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่วและช่ำชอง คล้ายเคยทำเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เือุ่นๆ ไหลท่วมคมกริชและมือทั้งสองข้าง จู่ๆ นางก็รู้สึกเหมือนตนเคยทำเช่นนี้มาก่อน แม้จะผ่านมานานแสนนานแล้วก็ตาม
ผู้คนรอบข้างส่งเสียงอุทานขึ้นอย่างตกตะลึง แม้แต่ซูเหลียนหรูก็ยังใจนทำอะไรไม่ถูก นางถอยหลังกลับไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ พื้นเรือมีรอยเืเลอะเปื้อนอยู่เต็มไปหมด เฟิ่งสือจิ่นลุกขึ้นยืน นางรวดเร็วจนแม้แต่ลูกสมุนที่อยู่รอบๆ ก็ยังตั้งรับไม่ทัน เฟิ่งสือจิ่นเคยเมามายจนไม่ได้สติก็จริง แต่บัดนี้นางสร่าง และมีสติมากอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ร่างบางพุ่งตรงเข้าไปหาซูเหลียนหรูอย่างรวดเร็วราวกับอินทรีที่เตรียมจะล่าเหยื่อ นางจับคอเสื้อที่ทำมาจากผ้าหรูหราของอีกฝ่าย แล้วยกกริชขึ้นสูง เตรียมจะแทงมันลงบนร่างตรงหน้า!
หลิวอวิ๋นชูเงยหน้าขึ้นไปเห็นเหตุการณ์พอดี วินาทีนั้น จู่ๆ ความมึนเมาก็มลายหายไปจนหมด เขาใจนิญญาแทบจะหลุดออกจากร่างกาย ได้แต่กรีดร้องสุดเสียง “เฟิ่งสือจิ่น!”
นางต้องไม่รู้แน่ๆ ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หากนางแทงกริชลงไปจริงๆ นางเองก็ต้องตายเหมือนกัน!
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเหลือเกิน ในตอนที่กริชของเฟิ่งสือจิ่นกำลังจะแทงลงมา ซูเหลียนหรูใกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนหน้าซีดเผือด สองเท้าอ่อนแรง นางส่งเสียงร้องออกมาไม่ได้ด้วยซ้ำ ทว่าในตอนที่กริชของเฟิ่งสือจิ่นเพิ่งจะััโดนคอเสื้อของซูเหลียนหรู จู่ๆ ก็มีเสียงหวีดหวิวดังขึ้น วัตถุหนึ่งฝ่าผ่านห้วงอากาศ ลอยผ่านราตรีที่มืดมน แล้วกระแทกลงบนกริชของเฟิ่งสือจิ่นอย่างจัง เฟิ่งสือจิ่นรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ามีบางสิ่งพุ่งมาปะทะกับกริชของนาง แรงะเืจากการกระแทกทำให้ง่ามมือทั้งเจ็บทั้งชาไปหมด ฝ่ามือจึงคลายแรงลงโดยสัญชาตญาณ ทำให้กริชคมร่วงลงบนพื้นเรือ
เวลาคล้ายจะหยุดนิ่งลงชั่วขณะ
ทุกคนบนเรือต่างก็รู้สึกโล่งอกกับสิ่งที่เกิดขึ้น เฟิ่งสือจิ่นหอบหายใจหลายครั้ง ก่อนจะก้มลงไปมองเบื้องล่าง บนพื้นเรือที่เต็มไปด้วยรอยเืมีกริชของนางตกอยู่ ที่ข้างกัน ยังมีดอกไม้ดอกหนึ่งตกอยู่ด้วย มันเป็ดอกกุหลาบที่มีสีแดงสดราวกับเืข้นๆ ของใครบางคน
สิ่งที่พุ่งมากระทบกริชของนางเมื่อครู่คือดอกไม้งั้นหรือ?
ซูเหลียนหรูรีบสลัดตัวออกมาจากการพันธนาการของเฟิ่งสือจิ่น แต่เพิ่งถอยหนีไปได้ไม่กี่ก้าวนางก็ขาอ่อน และล้มลงไปนั่งอยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพ นางหายใจหอบ สูดเอาอากาศที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นคาวเืเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ โซ่ที่คล้องเรือทั้งสองลำเข้าด้วยกันก็สั่นขึ้นเบาๆ เฟิ่งสือจิ่นหันไปมองตามเสียง พบว่าร่างหนึ่งจับราวกั้นของเรือเอาไว้ แล้วะโข้ามมายังเรือลำนี้ได้อย่างง่ายดาย ร่างของเขาถูกราตรีบดบังจึงมองเห็นไม่ชัดนัก เห็นแค่โครงร่างเพียงคร่าวๆ กับชายเสื้อที่ถูกสายลมพัดจนปลิวไสวเท่านั้น ไหล่กว้าง เอวเล็ก ร่างกายสูงโปร่ง ท่าทางในการเดินแลดูทรงพลังทว่าก็ทรงเสน่ห์เหลือเกิน
เสียงฝีเท้าของเขาดังชัดขึ้น เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินเป็เหมือนเสียงกลองที่ทำให้ใจผู้ฟังสั่นะเืได้เสมอ เมื่อเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าก็เริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าของเขาปรากฏอยู่ต่อหน้าคนทั้งหลายในที่สุด ชุดหรูหราที่สลักลวดลายอย่างประณีตแลดูงดงามจนไร้ที่ติ เส้นผมยาวจรดเอว ดวงตายกเชิดคล้ายกำลังยิ้มอยู่ตลอดเวลา ให้ความรู้สึกเหมือนเป็ดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางทะเลสาบไม่มีผิด เขาเพียงคนเดียวก็ทำให้ดวงดาราบนฟ้าหมองแสงลงอย่างสิ้นเชิง
เขาโดดเด่นจนสรรพสิ่งรอบด้านกลายเป็เพียงภาพพื้นหลังไปโดยปริยาย เฟิ่งสือจิ่นคิดว่าชายที่งดงามเฉกเช่นหลิวอวิ๋นชู ถือเป็ชายที่หายากเต็มทีแล้ว คิดไม่ถึงว่าชายตรงหน้า นอกจากจะงดงามแล้ว ยังดูอ่อนโยนและน่าดึงดูดกว่าหลิวอวิ๋นชูเสียอีก เพียงแต่ ใบหน้าของเขาละม้ายคล้ายกับซูเหลียนหรูถึงห้าส่วนเลยทีเดียว
เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือใคร ซูเหลียนหรูก็มีท่าทีดีอกดีใจคล้ายเจอตัวช่วย นางรีบลุกขึ้นยืน แล้วดึงชายเสื้อของคนผู้นี้เอาไว้ น้ำตาเริ่มไหลพรากราวกับธารน้ำ นิ้วสวยชี้มาที่เฟิ่งสือจิ่นอย่างโกรธแค้น นางพูดด้วยเสียงสะอึกสะอื้น “พี่รอง ท่านยังไม่เห็นว่านางบังอาจเพียงใด เมื่อครู่ นางคิดจะฆ่าข้า!” พูดจบก็หันไปสั่งกับลูกสมุนคนอื่นๆ ด้วยความโกรธเกรี้ยว “พวกเ้า ยังไม่รีบจับตัวโจรใจทรามคนนี้เอาไว้อีก!”
ผู้ที่จะถูกซูเหลียนหรูเรียกว่า ‘พี่รอง’ ได้ นอกจากองค์ชายสองแห่งแคว้นจิ้น ซูจื่อฉินแล้ว ยังจะเป็ใครไปได้อีก องค์ชายสอง ซูจื่อฉินกับองค์หญิงเจ็ด ซูเหลียนหรูเป็พี่น้องร่วมท้องกัน ทั้งสองล้วนเป็บุตรของพระสนมเต๋อด้วยกันทั้งคู่ ซูเหลียนหรูเองก็ทั้งรักทั้งติดพี่ชายคนนี้มากกว่าใคร
