เมื่อผู้ช่วยออกไป เดิมทีฉินซีตั้งใจจะไล่เฉินเจวี๋ยออกไปนอนที่ห้องหนังสือตามเื่ตามราว แต่พอเฉินเจวี๋ยเข้าไปมองดูเพียงเล็กน้อย เขาก็เดินออกมาพร้อมกับพูดขึ้นด้วยความสงบนิ่งและแฝงความไม่ใส่ใจเอาไว้ “เครื่องนอนด้านในฝุ่นเกาะหมดแล้ว”
ฉินซีกระตุกมุมปาก ก่อนจะคิดขึ้นได้ว่าปกติเตียงนั้นก็ไม่มีคนมานอนอยู่แล้ว เขาจึงเปิดประตูห้องนอนของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ “คุณเฉิน คืนนี้… มานอนกับผมก็แล้วกันครับ”
เฉินเจวี๋ยหยักหน้า ใบหน้าของเขาไม่ได้เผยความดีใจให้เห็นอย่างที่ฉินซีคิดเลยสักนิด เขาอดกลั้นอารมณ์เอาไว้ และเพราะเป็แบบนั้น ฉินซีจึงไม่ได้ปฏิเสธที่จะนอนด้วยกันกับเขา เมื่อตัดเื่ราวไม่คาดฝันของชาติก่อน และเื่ที่เกือบถูกเฉินเจวี๋ยรับเลี้ยงในชาตินี้ออกไป แต่เดิมฉินซีก็ไม่ได้รู้เื่ชายแท้หรือเกย์นัก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้หลีกเลี่ยงอะไร และโชคดีที่เขาเชื่องช้าในเื่นี้มาก เช่นนั้นเฉินเจวี๋ยย่อมไม่มีทางเอาเปรียบเขาตรงจุดนี้
เฉินเจวี๋ยและฉินซีต่างก็เป็คนไม่เื่มาก เตียงหลังนี้ดูราวกับจงใจทำมาตามขนาดที่ทั้งสองคนนอนได้พอดี ในคืนนั้นทั้งสองไปทานอาหารง่ายๆ ที่ร้านอาหารใกล้ๆ หลังจากนั้นก็ขึ้นเตียงไปนอนด้วยกัน
เฉินเจวี๋ยไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน เขาไม่เคยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ราคาถูก กำแพงรอบๆ สีก็เริ่มจะลอกไปบ้างแล้ว เตียงที่อยู่ใต้ตัวเองก็ไม่นุ่มและไม่ใหญ่พอ โคมไฟในห้องนอนก็เป็แบบถูกๆ แสงที่ส่องมาก็จ้าจนแสบตา แต่เมื่อเฉินเจวี๋ยนอนลงไป เขากลับรู้ว่ากลิ่นของที่นอน และกลิ่นจากตัวของฉินซี ทำให้เกิดความอบอุ่นกระแสหนึ่งอย่างน่าประหลาด
แปลกจริงๆ...
เฉินเจวี๋ยอดหัวเราะเยาะตัวเองในใจไม่ได้ ทำไมเขาถึงมีความคิดที่เป็สุนทรีย์แบบนี้ขึ้นมาได้กันนะ?
ฉินซีไม่คุ้นชินที่ข้างกายมีคนมานอนด้วย โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้นคือคนที่ตัวเองเชิดชูในชาติก่อน เขารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นระรัว ความรู้สึกแบบนี้ทำให้ยากที่จะหลับใหล ฉินซีจึงอดพลิกตัวไม่ได้
เฉินเจวี๋ยรู้ได้ทันทีว่าฉินซียังไม่หลับ
“จริงสิ นายยังจำคนที่โจมตีนายที่หน้าโรงแรมได้อยู่ไหม?” น้ำเสียงของเฉินเจวี๋ยดังขึ้นท่ามกลางความมืด มันทั้งใสกังวานและน่าฟัง
“เอ๋?” ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย เขาเกือบลืมเื่นี้ไปแล้ว เมื่อนึกย้อนกลับไปอยู่นาน ก่อนจะคิดขึ้นได้ว่า ตอนที่เพิ่งจะมีข่าวฉาวกับจงซิ่งอู๋ แล้วเหลียนเหล่ยอาศัยสถานการณ์เหยียบย่ำเขา มีชายหญิงกลุ่มหนึ่งเข้ามาที่หน้าประตูโรงแรมและราดน้ำมันเครื่องใส่เขา “ผมจำได้ว่าคนพวกนั้นถูกส่งตัวไปที่สถานีตำรวจแล้วใช่ไหมครับ?”
เฉินเจวี๋ยส่งเสียง “อืม” ออกมา “ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ตอนที่ลูกน้องฉันบอก ฉันอยู่ต่างประเทศ ก็เลยไม่ทันได้บอกนาย”
เดิมทีฉินซีตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากเื่นี้ไปซ้ำเติมเหลียนเหล่ย แต่กลับยังไม่ทันได้ใช้ เหลียนเหล่ยก็จัดการฆ่าตัวเองเสียก่อน
“ใครเป็คนสั่งมาเหรอครับ?” ฉินซีถาม
“แฟนคลับของจงซิ่งอู๋กับเหลียนเหล่ยร่วมกันวางแผน พวกเขาอยากสั่งสอนนายสักหน่อย” พอพูดมาถึงตรงนี้ สายตาของเฉินเจวี๋ยก็กลายเป็เย็นเฉียบ สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าใครสั่งสอนใครกันแน่
“แล้วตอนนี้พวกเขาเป็ยังไงครับ?”
“อยู่ในคุก” เฉินเจวี๋ยพูดเสียงเรียบ
การกระทำของพวกเขาถือเป็การจงใจทำร้ายร่างกาย แต่เพราะทำไม่สำเร็จ ประกอบกับในกลุ่มนั้นมีคนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็คงจะได้รับโทษสถานเบา แต่เนื่องจากมีเฉินเจวี๋ยเข้าไปยุ่งเกี่ยว เื่ราวจึงต่างออกไป
“ถูกลงโทษกี่ปีเหรอครับ?” ฉินซีไม่ได้รู้สึกว่าทำเกินไปเลยแม้แต่น้อย คนพวกนั้นไม่มีแม้แต่ศีลธรรมขั้นพื้นฐาน พวกเขาเพียง้าจะสั่งสอนคนคนหนึ่ง ถึงได้นำน้ำมันเครื่องสาดใส่ร่างเพื่อจุดไฟเผา ถ้าพวกเขาทำสำเร็จ ตอนนี้ก็คงจะไม่มีฉินซีอยู่แล้ว สำหรับคนแบบนี้ ไม่ว่าจะบรรลุนิติภาวะหรือไม่ ไม่ว่าจะทำร้ายได้สำเร็จหรือไม่ ฉินซีก็คิดว่าพวกเขาควรได้รับการลงโทษ มีเพียงต้องคนพวกนี้ได้ลิ้มรสความทรมานเท่านั้น ถึงจะรู้ว่าอะไรคือการควบคุมตนเอง
การให้อภัยไม่อาจแลกความสำนึกผิดมาได้!
จากการสั่งสอนของชาติก่อน ฉินซีจึงเข้าใจเื่นี้เป็อย่างดี
“มี 2 คนที่ถูกลงโทษ 7 ปี ส่วนคนที่เหลือ 3 ปี”
“มากพอแล้วครับ” ฉินซีหลับตาลง ก่อนจะเริ่มกล่อมตัวเองให้หลับ
เฉินเจวี๋ยหันหน้าไปเล็กน้อย ผ้าม่านที่ปิดหน้าต่างเอาไว้เพียงครึ่งบานไม่อาจปิดกั้นแสงไฟจากด้านนอกได้ แสงไฟสลัวส่องเข้ามาพาดผ่านใบหน้าของฉินซีไม่ยอมละจากไป เฉินเจวี๋ยยกมุมปากขึ้นอย่างไม่ทันรู้สึกตัว ฉินซีหน้าตางดงามโดดเด่น แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังต้องด้อยไป เฉินเจวี๋ยมองอยู่สักพัก ก่อนจะหลับตาลงตามไป
ฉินซีไม่คาดหวังว่าหยางกุ้ยเฟินจะช่วยเื่ที่ต้องใช้สมองให้เขาได้ ดังนั้นการไปเข้าร่วมการออดิชั่นเื่ [ต้นกล้า] ในครั้งนี้ เขาจึงเป็ฝ่ายจัดเตรียมข้อมูลเอง และเพื่อที่จะเข้ากับลักษณะของตัวละครในบท เขาจะต้องแก้ไขรูปลักษณ์ของตัวเองเสียหน่อย เขารู้ดีว่ารูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองโดดเด่นเกินไป บางครั้งมันก็ไม่ใช่เื่ดี เพราะว่าการจะสามารถ่ชิงหัวใจของอีกฝ่ายได้ั้แ่ครั้งแรกที่มองมานั่น ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ฝังแน่นต่อคนอื่นได้ง่าย
เขาใช้เครื่องสำอางประเภทที่สร้างแสงเงา ทำให้โครงหน้าของตัวเองดูนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็เปลี่ยนไปใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่าย ไม่ต้องใส่เครื่องประดับ เมื่อเป็แบบนี้ พอมองดูแล้วก็ดูสะอาดสะอ้าน หากใส่แว่นกรอบดำหนาๆ สักอันล่ะ? แว่นตาแบบนั้นสามารถซื้อที่ร้านขายเครื่องประดับด้านล่างได้
ฉินซีเดินออกมาจากห้องนอน เฉินเจวี๋ยที่ตื่นขึ้นมานานแล้วกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะด้านข้าง นี่เป็ความเคยชินหนึ่งของเขา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เมื่อตื่นขึ้นมา ก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ ฉินซีฉวยหนังสือพิมพ์ในมือของอีกฝ่ายไป “คุณเฉินยังทานอาหารเช้าไม่เสร็จนะครับ”
เฉินเจวี๋ยขมวดคิ้วฉับ “ตอนทานอาหารเช้าอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วยไม่ได้เหรอ?”
ฉินซีชี้ไปที่น้ำเต้าหู้และฮะเก๋าตรงหน้าเขา “เปล่าครับ ผมแค่กังวลว่าคุณเฉินจะลืมทานน่ะ”
“ขอบคุณที่เตือน” เฉินเจวี๋ยปล่อยให้เขาเอาหนังสือพิมพ์ของตัวเองไปอย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็ค่อยๆ ทานอาหารเช้าต่ออย่างเชื่องช้า เฉินเจวี๋ยกำลังคิดว่า ไม่รู้เขาคิดไปเองหรือเปล่า แต่พอนอนด้วยกันคืนหนึ่งแล้ว เขากับฉินซีก็ดูสนิทกันมากขึ้น
ผู้ช่วยเข้ามารายงานตั้งนานแล้ว เขานั่งมองนาฬิกาข้อมืออยู่บนโซฟา ก่อนจะถามเฉินเจวี๋ยขึ้น “เ้านาย พวกเราจะไปเมืองN กันวันนี้หรือพรุ่งนี้ครับ?”
“คุณจะไปแล้วเหรอครับ?” ฉินซีหันไปมองเขา
“คงทำให้นายผิดหวังแล้วล่ะ ตอนนี้ฉันจะยังไม่ไปไหนชั่วคราว” เฉินเจวี๋ยพูดพร้อมกับหันหน้าไปตอบผู้ช่วยเสียงเรียบ “สถานที่ที่วุ่นวายและเละเทะอย่างเมืองN ฉันจะไม่ไปร่วมแล้วล่ะ ฉันไม่ได้มีหน้าที่คอยตามเช็ดล้างให้พวกเขา”
ผู้ช่วยปิดปากลง เขารู้ว่า่นี้เฉินเจวี๋ยไม่อยากออกไปจากเมืองหนิงชื่อนัก ตอนที่เฉินเจวี๋ยอยากจะยุ่ง เขาก็จะยุ่งมาก แต่ถ้าเขาไม่อยากยุ่งละก็ ไม่ว่าเื่อะไรก็ไม่มีทางขัดขวางการพักผ่อนของเขาได้ และแม้ว่าเขาจะไม่ทำงานสักวัน เครือเฉินเจวี๋ยก็ไม่มีทางพังทลาย
ฉินซีรู้ว่าผู้ช่วยอาจจะมีอะไรอยากพูดกับเฉินเจวี๋ยอีก แต่เขาอยู่ที่นี่ก็เลยไม่ค่อยสะดวก ฉินซีเรียกหยางกุ้ยเฟินมา “พวกเราออกเดินทางไปออดิชั่นกันเถอะ”
“ออดิชั่นเหรอคะ?” ใบหน้าของหยางกุ้ยเฟินเต็มไปด้วยความสับสน “แต่… แต่ว่าพี่หยางไม่ได้บอกฉันเลยนะคะ”
“ถ้ารอให้เขาบอกเธอ ทุกอย่างก็คงจะสายไปแล้วล่ะ ไปเถอะ ฉันเป็คนหาการออดิชั่นครั้งนี้มาเอง ลงชื่อไปเรียบร้อยแล้วด้วย” ฉินซีพูดพร้อมกับเดินออกจากประตูไป หยางกุ้ยเฟินจึงรีบตามไปอย่างว่องไว
ฉินซีลงไปเลือกแว่นกรอบสีดำทรงโบราณหน่อยๆ ที่ร้านขายเครื่องประดับด้านล่างตึกมา เมื่อลองใส่ดูแล้ว ั์ตาที่งดงามและเปล่งประกายก็ถูกบดบังลงไปบ้าง ความรู้สึกที่ส่งออกมาจากตัวเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
หยางกุ้ยเฟินมองเขาด้วยความตะลึงงัน เธออ้าปากค้างอยู่นานราวกับว่าคางจะตกลงมาให้ได้ “...ฉิน ฉินซี นาย… นายสุดยอดเลย ทำไมอยู่ๆ ก็เปลี่ยนไปได้ล่ะ… อย่างกับคนละคนแหนะ!” หยางกุ้ยเฟินมองฉินซีตาไม่กะพริบ แม้จะคิดอยู่เนิ่นนาน แต่ก็นึกคำอื่นมาชมเชยเขาไม่ได้
ฉินซีส่องกระจกด้วยความพึงพอใจต่อรูปลักษณ์ในตอนนี้
สิ่งที่เขา้าคือ การสร้างภาพลักษณ์เมื่อแรกเจอกับหลี่ซิ่ว! เขา้าให้หลี่ซิ่วรู้สึกว่าเขาคือตัวละครหลักในเื่ต้นกล้าอย่าง โจวกู่ ั้แ่ครั้งแรกที่เห็น!
ฉินซีโบกรถแท็กซี่คันหนึ่ง ก่อนจะพาหยางกุ้ยเฟินเข้าไป หยางกุ้ยเฟินขมวดคิ้วเข้าหากันและพูดบ่นราวกับแม่บ้านแก่ๆ “แค่ไปออดิชั่นพวกเรายังต้องนั่งแท็กซี่ไป มันจะไม่สิ้นเปลืองไปหน่อยเหรอคะ? ดูเหมือนว่าบริษัทจะไม่ให้เบิกเงินด้วยนะ”
ฉินซีไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร “ฉันเป็ดารานะ” ่นี้อัตราการปรากฏตัวหน้ากล้องของเขาก็ไม่น้อย ถ้าไปเบียดขึ้นรถเมล์ ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
หยางกุ้ยเฟินค่อยกลืนคำพูดลงไปอย่างเงียบงัน
ฉินซีอดส่ายหน้าไปมาไม่ได้ ดูเหมือนว่าการสั่งสอนผู้ช่วยคนนี้คงจะวุ่นวายอยู่บ้าง
วิทยาลัยภาพยนตร์ของหลี่ซิ่วไม่ได้อยู่ห่างจากที่นี่มากนัก เพียงประมาณ 40 นาทีก็มาถึงแล้ว การออดิชั่นของหลี่ซิ่วถูกจัดขึ้นที่ห้องเรียนห้องหนึ่งในวิทยาลัย ฉินซีลงมาจากรถ ก่อนจะพาหยางกุ้ยเฟินเข้าไป หยางกุ้ยเฟินเดินเข้าไปพร้อมกับถอนใจด้วยความตื่นตาเบาๆ “ว้าว นั่นXXXนี่!”
“ว้าว นั่นไม่ใช่XXเหรอ? ฉันเพิ่งจะดูละครโทรทัศน์ของเขาไปเอง!”
ฉินซี “...เงียบหน่อย”
หยางกุ้ยเฟินเม้มปากลงสนิท
ในตอนนั้น การที่ฉินซีมาเดินอยู่ในวิทยาลัยดึงดูดความสนใจของผู้คนไม่น้อย อย่างไรเขาก็เป็คนแปลกหน้า ทั้งยังจงใจแต่งตัวให้ดูบ้านๆ ดูสะอาดสะอ้าน ดังนั้นจึงดึงดูดสายตาของผู้คนมากมาย แม้เขาจะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีคนจำเขาได้
“นั่น… นั่นฉินซีใช่ไหม?”
“ใช่ๆ นั่นฉินซี! พระเ้า ฉินซี! ฉินซีมาที่วิทยาลัยของพวกเราเหรอ?”
“ฉินซี พระเ้า เทพบุตรของฉัน! ทำยังไงดี? เข้าไปขอลายเซ็นได้ไหม?”
หยางกุ้ยเฟินใจนนิ่งไป “...ฉินซี นาย... นายดังขนาดนี้เลยเหรอ?”
ฉินซีไม่รู้เลยว่า เด็กสาวที่ไม่ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับวงการบันเทิงสักนิดแบบนี้ เข้ามาเป็ผู้ช่วยในบริษัทได้อย่างไร เขาไม่ได้พูดอะไร และเดินเข้าไปด้านในด้วยความนิ่งเฉย ด้วยท่าทางนี้ทำให้เด็กสาวที่อยากจะเข้ามาหาเขา ก็ล้มเลิกความพยายามไปตามๆ กัน แต่ในวิทยาลัยการแสดงก็ยังมีคนใจกล้าอยู่ กลุ่มหญิงสาวยืนล้อมเขาด้วยสายตาแวววาวดูประหลาดใจ เห็นเช่นนั้นฉินซีก็รีบส่งยิ้มให้อีกฝ่ายทันที “รบกวนขอทางหน่อยนะครับ ผมมีเื่ด่วน ขอบคุณครับ”
อีกฝ่ายถูกรอยยิ้มนี้ทำเอามึนหัวไป จากนั้นก็รีบหลีกทางให้เขา
“นายนี่สุดยอดไปเลย...” หยางกุ้ยเฟินร้องออกมาด้วยความใจากด้านหลัง
ฉินซีเพิ่มความเร็วของฝีเท้า ไม่นานนักก็เดินมาถึงสถานที่ที่ตั้งใจจะมา แม้จะไม่ได้มีคนสนใจเื่ต้นกล้านัก ทว่าสิ่งที่ไม่ขาดแคลนเลยในวิทยาลัยภาพยนตร์ก็คือ ‘นักแสดง’ ดังนั้นจึงมีคนจำนวนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูห้องเรียนเพื่อรอการออดิชั่น และการมาเยือนของฉินซี ดูๆ ไปก็น่าแปลกใจอยู่
เมื่อเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าประตูหันมาเห็นเขา ก็อดร้องออกมาด้วยความใไม่ได้ “ฉินซี!”
แม้ว่าฉินซีจะไม่ใช่พวกที่เรียนการแสดงมาโดยตรง แต่เขาก็ดูต่างจากพวกนักศึกษาในวิทยาลัยภาพยนตร์อยู่ เขามีละครที่ออกอากาศแล้ว และยังเรียกได้ว่าเป็ละครที่กำลังโด่งดัง แถม่นี้เขายังปรากฏตัวในวิดีโอข่าวบ่อยๆ ดังนั้นเกรงว่าแม้จะเทียบกับนักศึกษาที่เรียนเฉพาะทางแล้ว พวกเขาก็ยังคงต้องใช้สายตาแบบที่ใช้มองรุ่นพี่มองมาที่เขา
ฉินซีพยักหน้าให้อีกฝ่าย แล้วไปต่อแถวรอคิวออดิชั่นเงียบๆ
เพราะการมาเยือนของเขา ทำให้คนที่มาออดิชั่นเสร็จแล้วไม่ยอมจากไป หรือแม้แต่บางคนก็มาเพราะได้ยินข่าว พวกเขาอยากจะมาดูว่าคนหน้าใหม่ในวงการบันเทิงที่มีชีวิตรอดกลับมาจากข่าวฉาว ทั้งยังเฉิดฉายยิ่งขึ้นอีกมีลักษณะเป็อย่างไร ดังนั้นใน่เวลานั้น นอกสถานที่ออดิชั่นเื่ต้นกล้าก็มีคนเข้ามามากมาย
ไม่นานด้านในก็ขานเรียกชื่อฉินซี ฉินซีส่งข้าวของของตัวเองให้หยางกุ้ยเฟิน จากนั้นก็ก้าวเข้าไปในห้องเรียน
หลังจากเดินเข้าไปแล้ว ฉินซีก็เพิ่งเห็นว่าภายในห้องเรียนนั้นว่างเปล่า ภายในนั้นมีเพียงโต๊ะหนึ่งตัว ด้านหลังโต๊ะมีหญิงสาววัย 20 กว่าปีนั่งอยู่ เธอสวมใส่ชุดสูทกระโปรงสีดำ บนใบหน้าประดับแว่นตา การแต่งกายของเธอคล้ายคลึงกับการแต่งกายที่เรียบง่ายของฉินซีมาก ฉินซีสังเกตเห็นความประหลาดภายในแววตาของอีกฝ่ายยามที่เห็นเขาเดินเข้ามาเป็ครั้งแรก เธอคือหลี่ซิ่ว! ฉินซีมั่นใจในทันที
เมื่อมองไปยังด้านข้างของหลี่ซิ่ว ตรงนั้นก็ยังมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยใส่ชุดกระโปรงยาวสีขาวยืนอยู่ ฉินซีเดาว่าอีกฝ่ายคงจะเป็เพื่อนของหลี่ซิ่ว และน่าจะลงทุนกับภาพยนตร์เื่นี้ด้วยเล็กน้อย แต่หลังจากนี้มันกลับทำเงินได้มหาศาล
คิดไม่ถึงว่าในสถานที่ออดิชั่นจะมีเพียงพวกเธอสองคน
แม้แต่ผู้ช่วยสักคนก็ไม่มี...
แต่ฉินซีกลับไม่ได้รู้สึกดูถูกเหยียดหยาม เพราะเขารู้ถึงความสามารถของหลี่ซิ่วดี
หลี่ซิ่วพยักหน้าให้เขา “แสดงอะไรก็ได้มาสักตอนเถอะ”
ฉินซีนิ่งไป เขาคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเริ่มต้นอย่างผิดแปลกแบบนี้ เขาถามขึ้น “แสดงอะไรเหรอครับ?”
“นายอยากแสดงอะไร ก็แสดงอันนั้นแหละ” หลี่ซิ่วปล่อยท่าทีสบายๆ คนด้านนอกห้องเรียนเริ่มมีคนหัวเราะเยาะอย่างอดไม่ได้ พวกเขารู้สึกว่าการกระทำของหลี่ซิ่วค่อนข้างจะไม่จริงจังเอาเสียเลย
ฉินซีเองก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา คิดไตร่ตรองในสมองสักพักว่าจะแสดงอะไรให้สามารถจับใจของหลี่ซิ่วได้เร็วที่สุด? หลี่ซิ่วชอบการแสดงที่ซ่อนอารมณ์เอาไว้ภายใน! เมื่อในใจของเขาเกิดความคิดขึ้นมา ก็เงยหน้าขึ้นถาม “มีกระดาษให้ผมยืมสักแผ่นไหมครับ?”
หลี่ซิ่วส่งกระดาษขาว และปากกาแท่งหนึ่งมาให้โดยไม่พูดอะไร
ฉินซีฉีกกระดาษออกเป็สองส่วน ครึ่งบนเขียนบทบาทและฉากที่ตัวเองจะแสดงลงไป ส่วนอีกส่วนก็เก็บเอาไว้
เขาเขียนเอาไว้ว่า “ในยุค70 ยุวปัญญาชนที่มีฐานะทางบ้านดีเยี่ยมคนหนึ่งถูกส่งไปยังชนบท เขามีเด็กสาวในหมู่บ้านที่แอบชอบพออยู่ แต่ใจกลับเฝ้าหวังถึงชีวิตที่สุขสบายภายในเมือง”
หลี่ซิ่วรับกระดาษที่เขาเขียนเสร็จแล้วมา เธอเพียงดูเล็กน้อย จากนั้นก็อดเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้ หลี่ซิ่วคิดว่าชายวัยรุ่นคนนี้ดูเด็กมาก จนไม่น่าจะแสดงบทบาทนี้ได้ แต่เธอไม่รู้เลยว่า ที่ชาตินี้ฉินซีมีชีวิตกลับคืนมาอีกครั้งนั่น ก็เพื่อทำในสิ่งที่คนคาดไม่ถึงโดยเฉพาะ
