“เมื่อครู่ทำไมพวกเธอไม่ช่วยฉันโต้แย้ง ปล่อยให้ฉันแสดงคนเดียวอยู่ได้!”
แต่ละคนเหมือนกับพวกสมองทึบ ยืนนิ่งตรงนั้นไม่ช่วยอะไรเธอเลยสักนิดนึกขึ้นมาก็ทำให้แม่เฒ่าเซี่ยโมโห
“แม่ พวกเรายังต้องค้าขายอยู่หน้าประตูเซี่ยนอีจงนะ...ถ้าโวยวายน่าเกลียดเกินไป มันจะไม่ดีต่อร้านนัก”
แม่เฒ่าเซี่ยกลอกตา อยากพูดว่านี่คือธุรกิจของน้องชายภรรยา แกจะร้อนรนไปเพื่ออะไรแม้จางหม่านฝูและเจียงเหลียนเซียงอยู่หน้าร้าน อย่างไรเสียก็ยังสามารถพักผ่อนที่ลานบ้านหลังร้านจางจี้ได้ทว่าคำพูดนี้ไม่ควรกล่าวต่อหน้าจางชุ่ย
แม่เฒ่าเซี่ยไม่ทราบว่า ‘จางจี้’ คือธุรกิจของเซี่ยฉางเจิงกับภรรยา แต่คนอื่นล้วนรู้อยู่แก่ใจเมื่อเห็นว่าเื่วันนี้ทำให้อาจารย์ใหญ่ซุนไม่พอใจมากทีเดียว จึงกังวลว่าจะกระทบต่อธุรกิจของจางจี้ด้วยเซี่ยฉางเจิงและจางชุยกล้าเสนอหน้ามากมายที่ไหนกัน?
เซี่ยฉางเจิงเรียกร้องความยุติธรรมเพื่อน้องชายได้ทว่าเซี่ยต้าจวินไม่แจ้งความแถมยังหายตัวไปอีกด้วย ปล่อยให้เซี่ยฉางเจิงลำบากใจอยู่ตรงนั้นอาจารย์ใหญ่ซุนเป็พยานบอกว่าเซี่ยต้าจวินฟันตนเองาเ็อีกพอคนจากสถานีตำรวจมาก็ไป เื่นี้จึงไม่สามารถใช้มาสร้างความเดือดร้อนแก่หลิวเฟินและเซี่ยเสี่ยวหลานได้ไม่ต้องพูดถึงว่าเซี่ยฉางเจิงฉุนเฉียวขนาดไหน
จนท้ายที่สุด อย่าว่าแต่จับหลิวเฟินไปเข้าคุกเลยกระทั่งค่ารักษาพยาบาลก็ขอคืนไม่ได้สักครึ่งเดียว ที่สำคัญคือเงินค่าโรงพยาบาลนั้นควักจากกระเป๋าของเซี่ยฉางเจิง!
อีกอย่างเขากับจางชุ่ยคือลุงและป้าสะใภ้ทั้งสองคนเสนอตัวออกมาติเตียนหลานสาวนี่มันเื่อะไร มีเพียงแม่เฒ่าเซี่ยที่มีคุณสมบัติพอจะต่อกรกับเซี่ยเสี่ยวหลาน...ทว่ากลับไม่ชนะ เซี่ยฉางเจิงจะพูดอะไรได้? ถ้าทั้งครอบครัวไม่รีบจากมาอาจโดนนักเรียนผู้โกรธกริ้วพวกนั้นตีสักหนึ่งยก! ั้แ่ย้ายเข้าตัวเมืองมาร้านค้าที่เซี่ยฉางเจิงซื้อของแผงไหนไม่ยกย่องเขาบ้าง เขาเพิ่งเคยอับอายขายหน้าเช่นนี้เป็ครั้งแรก
ระหว่างเซี่ยจื่ออวี้และหวังเจี้ยนหัวก็เกิดความขุ่นเคืองขึ้นเช่นกัน
ใจของหวังเจี้ยนหัวคิดไว้ คนนอกนินทาระคายหูก็ช่างปะไรเขาและเซี่ยจื่ออวี้ทรยศเซี่ยเสี่ยวหลานเื่ความสัมพันธ์จริงๆ แต่แม่เฒ่าเซี่ยกลับด่าทอเซี่ยเสี่ยวหลานต่อหน้าคนหมู่มากว่าเป็หญิงสกปรกยั่วยวนพี่เขยสุดท้ายก็ยียวนเซี่ยเสี่ยวหลานจนโมโห ทุกคนต่างเสียหน้ากันหมด
เซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวทิ้งท้ายว่าตนเองจะพบกับคนรักที่ดีกว่าแน่ทำเอาใบหน้าของหวังเจี้ยนหัวแสบร้อน
เซี่ยจื่ออวี้ก็เสียหน้าไม่แพ้กัน
แม้เธอจะลงมือแย่งชิงหวังเจี้ยนหัวไปจริง แต่เธอไม่มีทางยอมแบกชื่อเสียเช่นนี้แน่
เซี่ยเสี่ยวหลานดันพูดออกมาต่อหน้ามวลชน ในเมื่อหวังเจี้ยนหัวไม่คิดอธิบายด้วยตนเองเซี่ยจื่ออวี้จะปฏิเสธได้หรือ? หากเธอปฏิเสธเกรงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะล้วง ‘จดหมายรัก’ เ่าั้ที่ได้รับจากหวังเจี้ยนหัวออกมาอ่านกลางที่สาธารณะ...เซี่ยเสี่ยวหลานกล้ากระทำเื่ไร้ยางอายเช่นนี้แน่นอน!
จิตใจของคู่รักหนุ่มสาวไม่เบิกบาน หวังเจี้ยนหัวจึงถามเซี่ยจื่ออวี้ซ้ำ
“พวกเราจะไปกันเมื่อไร? ปิดภาคเรียนฤดูหนาวเหลือแค่สิบกว่าวันแล้วฉันยังต้องไปไร่สักรอบ”
“...วันมะรืนเถอะ เจี้ยนหัว เธอเห็นแล้วนี่ว่าในบ้านทะเลาะกันถึงขนาดนี้พวกเราอยู่อันชิ่งอีกหนึ่งวันก็แล้วกัน”
หวังเจี้ยนหัวตกลงโดยไม่เต็มใจ
เขาไม่เห็นด้วยก็ช่วยไม่ได้อยู่ดี เงินอุดหนุนค่าครองชีพที่สะสมไว้นั้นเขาได้ซื้อของขวัญให้คนตระกูลเซี่ยหมดแล้วเขาจะไปเยี่ยมเยียนบิดามารดาที่ไร่ย่อมต้องอาศัยเงินของเซี่ยจื่ออวี้เดิมทีหวังเจี้ยนหัวยังสามารุหลอกตัวเองได้ ทว่าหลังจากเซี่ยเสี่ยวหลานทวงเงินเขาที่หน้าประตูวัดไป๋ซีตัวหวังเจี้ยนหัวจึงได้รู้สึกว่าตนกำลังเกาะผู้หญิงกินตอนนี้เขาและจื่ออวี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ถ้าทั้งสองคนเกิดความขัดแย้งขึ้นมาล่ะจื่ออวี้จะยื่นมือทวงเงินคืนจากเขาเหมือนอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานหรือไม่?
เมื่อก่อนตระกูลหวังของพวกเขาทรงอิทธิพลเป็อย่างยิ่งหวังเจี้ยนหัวเติบโตมาด้วยความพะเน้าพะนอของคนในครอบครัววันหนึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็อุบัติขึ้น เขาเปลี่ยนจาก ‘คุณชายหวัง’ กลายเป็ ‘หวังจือชิง’ เหมือนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นจะไม่พอเขายังต้องเผชิญกับความอับอายหลากหลายรูปแบบต่อไป
หวังเจี้ยนหัวกระหายที่จะประสบความสำเร็จ
จางชุ่ยหาโอกาสดึงลูกสาวไปกระซิบกระซาบอีกทาง
“ด้านครูใหญ่ซุนจะไม่ส่งผลกระทบสินะ?”
อาจารย์ใหญ่ซุนอายุไม่น้อย อีกทั้งเป็ผู้บริหารโรงเรียนที่สุภาพเรียบร้อยคิดไม่ถึงว่าจะโดนปีศาจจิ้งจอกเซี่ยเสี่ยวหลานล่อลวง และยืนอยู่ข้างเซี่ยเสี่ยวหลานเสียได้ร้านจางจี้เปิดกิจการได้อย่างไร เซี่ยฉางเจิงรู้ไม่ชัดเจนเท่าจางชุ่ยถ้าไม่มีอาจารย์ใหญ่ซุน หญิงชนบทเช่นเธอจะได้หน้าร้านแบบนี้มาหรือ!
อันที่จริงเซี่ยจื่ออวี้รู้ว่าจะเกิดผลกระทบ แต่เธอไม่้าพูดออกมาให้จางชุ่ยกังวล
“แม่อย่าสนใจ ฉันจะไปอธิบายที่บ้านครูใหญ่อีกสักหน ใช่แล้วเงินที่ฉันขอให้แม่เตรียมไว้ ครั้งนี้ฉันจะเอาไป 5000 หยวนน่ะ”
ร้านอาหารว่างสามารถหาทองถังแรกได้
เซี่ยจื่ออวี้กลัวว่าธุรกิจของร้านจะย่ำแย่ลง มีคนมาก่อกวนอีกทั้งมีคู่แข่งที่คอยจับจ้องด้วยความละโมบ อนาคตของ ‘จางจี้’ ช่างเป็สิ่งไม่แน่นอนจริงๆ หากตอนนี้ไม่นำเงินมาเก็บไว้ในมือพอการค้าขายในร้านย่ำแย่ลง บิดามารดาของเธอย่อมทำใจควักเงินก้อนโตส่งให้เธอไม่ได้
ขณะนี้จางชุ่ยก็รู้สึกเสียดายไม่น้อย
ทว่าเซี่ยจื่ออวี้เป็ที่พึ่งพาหนึ่งเดียวของครอบครัว จางชุ่ยทนความเสียดายพลางพยักหน้าตอบรับกลับไป
“ได้ พรุ่งนี้แม่จะไปถอนเงินจากธนาคารมาให้”
----------------------------------------
วุ่นวายจนกระทั่งเย็น ยังมีรถรับส่งไปซางตูที่ไหนกัน
เซี่ยเสี่ยวหลานและคู่สามีภรรยาหลิวหย่งเดินผ่านถนนสองสายพบหลิวเฟินอุ้มเทาเทามองไปโดยรอบอยู่ข้างทาง
“ไม่ใช่ฉันบอกให้เธอกลับซางตูก่อนหรือ? เธอคงไม่ได้อุ้มเ้าเด็กดื้อแบบนี้ทั้งบ่ายนะ?”
“เทาเทาบอกว่าง่วงฉันถึงอุ้มน่ะ”
หลิวเฟินออกจากประตูหลังร้านอาหารจานด่วน ทว่าเธอจะไปซางตูอย่างไม่สนใจใยดีได้ที่ไหนเล่าเธอมิใช่ไม่รู้ว่าคนตระกูลเซี่ยร้ายกาจขนาดไหน เฝ้ามองความเคลื่อนไหวจากระยะไกลคนของสถานีตำรวจมาแล้วก็ไป สุดท้ายไม่ได้พาใครไปด้วยหลิวเฟินจึงบอกตนเองว่าสถานการณ์ราบรื่นดี
หลิวหย่งรับลูกชายมา กลัวว่าเขานอนข้างนอกจะเป็ไข้ จึงรีบปลุกเขาให้ตื่น
ทั้งครอบครัวล้วนอ่อนระโหยโรยแรงวันที่สี่ของตรุษจีนภัตตาคารรัฐยังไม่เปิดทำการ จึงหาบ้านพักรับรองอาศัยก่อนเสียเลยจ่ายเงินจ้างคนของบ้านพักส่งของกินเล็กน้อย ไม่พ้นหมั่นโถวและบะหมี่ อยากรับประทานอาหารชั้นดีก็คงไม่มีให้
ล้างหน้าขึ้นเตียง สองแม่ลูกพักแยกห้องเดี่ยวเซี่ยเสี่ยวหลานเล่าเื่ที่เซี่ยต้าจวิน ‘หายตัวไป’ ให้หลิวเฟินฟัง
หลิวเฟินโล่งใจมาก
“ไปแล้วก็ดี อย่างไรเสียเขาเป็พ่อลูกตามหาลูกที่โรงเรียนอยู่เรื่อยคนอื่นจะนินทาเอาได้”
ปฏิเสธอย่างมุ่งมั่นจริงจังหนึ่งครั้ง สองครั้งสามครั้งก็ไม่มีปัญหาหากเซี่ยต้าจวินดักรอหน้าประตูเซี่ยนอีจงเล่า? เกิดทำท่าทางสำนึกผิดบาปนานวันผ่านไปอาจารย์และนักเรียนที่เข้าข้างเซี่ยเสี่ยวหลานในตอนนี้อาจเห็นใจเซี่ยต้าจวินขึ้นมาได้บนโลกนี้มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่เคยผิดพลาดบ้าง ควรให้อภัยก็ให้อภัยเสียต่างๆ นานาเซี่ยเสี่ยวหลานพอนึกออกทั้งหมด
ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงทบทวนบทเรียนเองอยู่ที่บ้านไม่ต้องปรากฏตัวที่เซี่ยนอีจงอีก รอเข้าสนามสอบเดือนกรกฎาคมเท่านั้น!
พอเกิดความวุ่นวายนี้ เดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจว่าจะลดความถี่ในการมาโรงเรียนเข้าร่วมแค่การทดสอบสำคัญของโรงเรียนอย่างเช่นการสอบรอบสำคัญที่สุดครั้งต่อไปก่อนเกาเข่า คือ ‘การสอบคัดเลือกรอบแรก’ จะมีคุณสมบัติในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือไม่นั้นก็ต้องดูว่าผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของการสอบคัดเลือกรอบแรกได้หรือเปล่า
ตอนแรกตั้งใจว่าจะกลับซางตูวันที่สี่ของตรุษจีน แต่เนื่องจากความวุ่นวายทั้งครอบครัวจำเป็ต้องอาศัยบ้านพักในอันชิ่งอีกหนึ่งคืนโดยสารรถรับส่งเที่ยวเช้าวันถัดไปกลับซางตู
ประกาศเปิดกิจการติดไว้ว่าเปิดทำการวันที่ห้าไม่ว่าการค้าขายในวันที่ห้าของตรุษจีนจะเป็อย่างไรผู้เป็เถ้าแก่ต้องพยายามซื่อสัตย์ต่อวาจามากที่สุด
ลงจากรถก็ตรงดิ่งไปยังถนนเอ้อร์ชี ทั้งบ้านร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาด กว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นก็เกือบจะเที่ยงวันตอนยังถูพื้นอยู่ ก็มีคนมาลองเสื้อผ้าตลอดเช้าขายกางเกงสองตัวและเสื้อไหมพรมหนึ่งตัว เซี่ยเสี่ยวหลานหยอกล้อว่าหาเงินค่าอาหารกลางวันได้แล้วแต่หลิวเฟินบอกเธอให้รีบนำสัมภาระน้อยใหญ่กลับบ้านก่อนค่อยว่ากัน
สัมภาระที่พวกเขานำกลับมาจากหมู่บ้านต้าเหอ นอกจากเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนก็คือข้าวของต่างๆ ที่คนในหมู่บ้านมอบให้ มีถั่วลิสงคั่ว และมีพวกผักดองเค็ม
เซี่ยเสี่ยวหลานหยิบกุญแจเตรียมเปิดประตู ทว่าประตูบ้านกลับถูกดึงจากด้านใน
“ย่าอวี๋ สวัสดีปีใหม่ค่ะ!”
ย่าอวี๋พยักหน้ารับ ไม่ได้หน้าดำคร่ำเครียด ทว่าสีหน้าก็ไม่ดีเท่าไรนัก
“ไม่ใช่บอกว่ากลับเมื่อวานหรือ? ฉันนึกว่าพวกเธอไม่เช่าบ้านนี้แล้วเสียอีก!”
