“ใครครับ?” ฉินซียื่นมือไปหยิบรายงานการตรวจสอบมา
“เหลียนเหล่ยถูกบังคับให้กลับประเทศเพื่อรับการสอบสวน เื่ก่อนหน้านี้เธอยังพูดไม่กระจ่างเลย คิดไม่ถึงว่าตอนนี้จะยังไม่ยอมถอดใจ แอบทำเื่แบบนี้กับนายลับหลังอีก แต่ว่ายังมีอีกคน ชื่ออะไรนะ...” เฉินเจวี๋ยขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าเขาจำชื่อของคนที่ไม่สำคัญนักนี่ไม่ได้แล้ว
ถงเซ่าิพูดเสริมขึ้น “หลิงโอวครับ”
“หลิงโอว?” ฉินซีอ้าปากกว้าง “เขาไปวุ่นวายอยู่กับเหลียนเหล่ยเหรอ...” ฉินซีรู้สึกไร้คำพูดขึ้นมาเล็กน้อย จนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าตัวเองไปทำอะไรให้หลิงโอวไม่พอใจกันแน่ อีกฝ่ายถึงต้องมาวุ่นวายกับเขา ราวกับเขาไปฆ่าล้างครอบครัวอีกฝ่ายแบบนี้
“ตอนนี้เขาอยู่ในประเทศ สามารถจับตัวมาได้” เฉินเจวี๋ยพูดเสียงราบเรียบราวกับการจับคนคนหนึ่งเป็เื่เล็กๆ เหมือนกับการดื่มน้ำหรือทานอาหารอย่างไรอย่างนั้น
มุมปากของฉินซีหยักยกขึ้น “ตอนนี้… ยังไม่ต้องดีกว่าครับ… แต่ทำไมหลิงโอวถึงไปอยู่กับเหลียนเหล่ยได้ล่ะ? แล้วเื่ในครั้งนี้ใครเป็คนคิด และใครเป็คนทำตามครับ?” ต้องรู้ให้ชัดก่อนว่าใครทำผิดมากกว่า จะได้ลงมือถูก ฉินซีมีนิสัยรุนแรงอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ชอบจัดการคนที่ไม่ได้ทำผิดมากนักให้สิ้นซากไปเลย
“ด้านในเขียนไว้แล้ว” เฉินเจวี๋ยบุ้ยใบ้ไปทางข้อมูลในมือของฉินซี
ในตอนนี้ฉินซีถึงได้เปิดดูอย่างละเอียด หลังจากดูแล้วก็รู้สึกไร้คำพูด ที่แท้ั้แ่ตอนที่หลิงโอวออกจากกองถ่ายไป อีกฝ่ายก็แค้นเขาฝังใจแล้ว... “คิดไม่ถึงว่าหลิงโอวจะรู้จักกับเหลียนเหล่ยที่บาร์นะครับ”
“ก็แค่กลิ่นเน่าดึงดูดเข้าหากันเท่านั้น” เฉินเจวี๋ยพูดก่อนจะเอาข้อมูลในมือของฉินซีไป “เอาล่ะ คุยเื่นี้จบแล้ว ขึ้นข้างบนกัน”
ใบหน้าของฉินซีเต็มไปด้วยความมึนงง “ขึ้นไปทำอะไรข้างบนครับ?”
“อาบน้ำเป็เพื่อนฉัน”
ฉินซีเงียบไปหลายวินาที “...อืม ถ้าแบบนั้นผมไปออกกำลังกายก่อนนะครับ” เขาพูดพร้อมกับเดินออกมาอย่างว่องไว
เฉินเจวี๋ยโมโหจนต้องขบฟันอยู่ด้านหลัง
ถงเซ่าิเงยหน้ามองเพดาน แสร้งเป็ไม่เห็น ‘เื่วุ่นวายกุ๊กกิ๊ก’ ของนายทุนและนักแสดงตัวน้อยนี่
…...
ฉินซียังไม่ทันได้รับการแจ้งเื่การถ่ายโฆษณาและโปสเตอร์จากเกาจิ้ง ก็ได้รับการแจ้งจากหลี่ซิ่วก่อน เธอบอกให้เขาไปรายงานตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ไปทำอะไรที่โรงแรมนะ? ในหัวของฉินซีเต็มไปด้วยความมึนงง แต่เขารู้ดีว่าหลี่ซิ่วเป็คนอย่างไร เธอไม่มีทางทำเื่ไม่ดี เขาจึงเก็บของให้เรียบร้อย ก่อนจะนั่งรถของคฤหาสน์ออกไปยังโรงแรม
ฉินซีบอกเลขห้องกับพนักงาน จากนั้นพนักงานก็พาเขาเข้าไป เมื่อเดินมาถึงโถงทางเดิน ก็นึกสงสัยว่าตัวเองกลับมายังตอนที่เพิ่งกลับมาเกิดใหม่ และบังเอิญได้พบกับสถานที่ออดิชั่นของกระบี่เย้ยยุทธจักรเข้าหรือเปล่า
ผู้ช่วยของหลี่ซิ่วยืนอยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นฉินซีเดินเข้ามาก็ะโเรียก
ในตอนนั้นผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยืนอยู่ด้านนอก ต่างก็หันมาส่งสายตาแสดงความเคารพแก่เขา ฉินซีฝืนยิ้มเล็กน้อย แล้วเดินตามผู้ช่วยเข้าไป “ผู้กำกับหลี่ซิ่วมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ?” ฉินซีถามผู้ช่วย
ผู้ช่วยเผยยิ้มออกมา ก่อนจะพูดขึ้นด้วยความดีใจ “ออดิชั่นไงล่ะ มีคนหน้าใหม่จำนวนไม่น้อยเข้ามาออดิชั่น ผู้กำกับหลี่ก็เลยบอกว่าจะต้องเรียกนายมาดูด้วยน่ะ”
เขาไม่ใช่ผู้กำกับ แล้วจะช่วยดูอะไรได้? ฉินซีมึนงงเล็กน้อย แต่ก็ยังตามเข้าไปด้านใน หลี่ซิ่วนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะที่ถูกจัดวางไว้เป็อย่างดี เธอกวักมือมาทางเขา “มานั่งตรงนี้สิ”
ฉินซีเข้าไปนั่ง ข้างกายของหลี่ซิ่วยังคงมีสาวงามในชุดขาวคนก่อนหน้านั่งอยู่เช่นเคย แต่ครั้งนี้ข้างกายของเธอมีคนเพิ่มขึ้นจากการออดิชั่นครั้งก่อนด้วย มีทั้งชายและหญิง ในนั้นมีคนหนึ่งดูค่อนข้างมีอายุ ฉินซีรู้สึกคุ้นหน้าของอีกฝ่ายมาก แต่คิดอยู่นานก็ยังคิดไม่ออกว่าคือใคร
“ผู้กำกับหลี่ ผมมาอยู่ที่นี่จะไม่รบกวนการออดิชั่นเหรอครับ?” ฉินซีถามขึ้นอย่างอดไม่ได้
บนใบหน้าที่ค่อนข้างนิ่งเฉยไร้การเปลี่ยนแปลงของหลี่ซิ่วปรากฏรอยยิ้มออกมาอย่างหาได้ยาก “ไม่หรอก นายรู้หรือเปล่า? มีตั้งกี่คนที่มาที่นี่เพราะนายน่ะ?”
“เพราะผมเหรอครับ?” ตอนนี้ฉินซีอึ้งไปจริงๆ ทำไมเขาถึงไม่รู้เลยว่าตัวเองมีเสน่ห์มากขนาดนี้?
“เวยป๋อโพสต์นั้นของนายน่ะ” หลี่ซิ่วพูดพร้อมกับถอนหายใจ “ทำเอาฉันถูกกล่าวถึงในเวยป๋อไปกว่าหมื่นครั้งเลยนะ ก็ต้องยอมรับว่าเป็เพราะนาย ตอนนี้ภาพยนตร์ก็เลยถูกเผยแพร่ออกไป หลังจากรู้ข่าว นักศึกษาจากวิทยาลัยการแสดงแห่งอื่น ก็พากันเข้ามาออดิชั่นด้วย”
“นี่ถือเป็เื่ดีนะครับ” ฉินซียิ้ม เขาเองก็ไม่รู้ว่าที่แท้ตัวเองก็สามารถสร้างกระแสตอบรับได้ขนาดนี้
“ก็ถือเป็เื่ดีอยู่หรอก แต่คนหน้าใหม่เยอะเกินไป” หลี่ซิ่วรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่โดดเด่น ความจริงเธอไม่ได้ตั้งใจจะเลือกคนที่มีทักษะการแสดงดีขนาดนั้น อย่างไรก็เป็มือใหม่กันหมด ใครจะไปแสดงได้ดีั้แ่แรกได้? เธอแค่อยากเลือกคนที่ค่อนข้างมีจิติญญาและศักยภาพ หรืออาจมีรูปลักษณ์ค่อนข้างเข้ากับตัวละครในเื่ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ตอนแรกที่หลี่ซิ่วเขียนบทเล่มนี้ คิดว่าการหานักแสดงแบบนี้นั้นเป็เื่ง่าย แต่พอมาถึงตอนนี้ก็เพิ่งได้รู้ว่า ระดับของนักแสดงในประเทศ มันตกต่ำขนาดนี้!
คนหน้าใหม่ที่มาออดิชั่นหลายคนต่างก็อยากจะมีชื่อเสียงขึ้นมาในครั้งเดียว หรือแม้แต่มีความฝันจะอาศัยใบหน้าโด่งดังขึ้นมา!
ในขณะที่สิ่งนี้ทำให้หลี่ซิ่วไม่ชอบใจ เธอก็เกิดความสงสัยขึ้นว่าความ้าของตัวเองสูงเกินไปหรือเปล่า? ดังนั้นที่เธอเรียกฉินซีมาที่นี่ ก็เพราะอยากฟังความคิดเห็นที่ต่างออกไป
ฉินซีจึงกลายเป็หนึ่งในนักสัมภาษณ์แบบนี้
ก่อนหน้านี้นักศึกษาเหล่านี้ต่างก็เอาฉินซีเป็จุดหมายในการต่อสู้ถึงได้มาที่นี่สำหรับพวกเขาแล้ว คนที่ไม่ได้เรียนมาเฉพาะทางอย่างฉินซียังมาได้ถึงขนาดนี้ ดังนั้นในอนาคตพวกเขาก็ต้องทำได้เหมือนกันแน่!
แต่พวกเขากลับไม่รู้เลยว่า ที่ฉินซีมีตอนนี้ได้ ในชาติก่อนก็ต้องลำบากมาไม่น้อย ทั้งยังต้องสังเวยชีวิตเพื่อแลกมาอีก
เมื่อหลี่ซิ่วสั่งเริ่ม นักศึกษาที่เข้ามาออดิชั่นก็เริ่มการแสดง ฉินซีนั่งอยู่กับหลี่ซิ่ว คิดว่าความรู้สึกแบบนี้ช่างน่าประหลาด เมื่อชาติก่อนเขาไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน คิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะได้มานั่งอยู่ในการออดิชั่นและผู้เข้าร่วมการออดิชั่นแบบนี้ ประมาณครึ่งปีก่อนหน้านี้ เขายังเป็เพียงคนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง และยังเผชิญหน้ากับอันตรายที่จะถูกบริษัทใจดำหลอกเอาอีก ในตอนนั้นเขาเข้าไปยังสถานที่ออดิชั่นของกระบี่เย้ยยุทธจักรด้วยความเข้าใจผิด จากนั้นก็ถูกคนลากไปช่วยด้วยความรีบร้อน และเพราะความผิดพลาดนั้น ถึงได้มีโอกาสในการทำความฝันให้เป็จริงอีกครั้ง
ชีวิตคนมหัศจรรย์ขนาดนี้เชียว...
ฉินซีถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มตั้งใจดูการแสดงของนักศึกษาตรงหน้า
เนื่องจากมีคนเข้ามาออดิชั่นมากเกินไป ดังนั้นจึงให้เข้ามาทีละ 15 คน หลังจากนั้นหลี่ซิ่วก็จะให้พวกเขาแสดงฉากถนนที่เฟื่องฟูและครึกครื้นออกมา ส่วนพวกเขาจะทำให้การแสดงของตัวเองมีชีวิตชีวาและโดดเด่นอย่างไร ก็เป็เื่ของพวกเขาแล้ว
ฉินซีดูด้วยความตั้งอกตั้งใจ คิดขึ้นในใจว่า ตอนที่เขาไปออดิชั่นถือว่าโชคดีที่ไม่ต้องแสดงเป็กลุ่ม และสิ้นเปลืองสมองคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองโดดเด่นออกมา
ไม่นานคนจำนวนมากก็ถูกคัดออกไป
หลังจากนั้นก็เป็การออดิชั่นเดี่ยวแล้ว ผู้ช่วยส่งบทให้กับนักแสดงที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรก พวกเขาสามารถเลือกคู่ต่อบท ฉาก และบทพูดออกมาแสดงได้อย่างอิสระ
ในตอนนี้มีเด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาแล้ว เธอเลือกเด็กสาวคนหนึ่งเป็คู่ของตัวเอง เพียงแต่เด็กสาวคนนี้มักจะมองมาทางฉินซีบ่อยๆ สายตาร้อนแรงนั่นทำเอาฉินซีรู้สึกไม่ค่อยดี เด็กสาวคนนี้เป็อะไร? แฟนคลับสมองมีปัญหาของเขาเหรอ?
ชายที่ค่อนข้างมีอายุในการออดิชั่นส่งเสียง ฮึ ในลำคอ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ชอบใจที่เด็กสาวไม่จดจ่อกับการแสดง
ฉินซีหันหน้าไปมองชายที่ทำให้เขารู้สึกคุ้นตาอีกครั้ง อยู่ๆ ความคิดในหัวของเขาก็แล่นขึ้นมา! ผู้ชายคนนี้… ผู้ชายคนนี้… ฉินซีใขึ้นมา คิดไม่ถึงเลยว่าหลี่ซิ่วจะสามารถเชิญคนแบบนี้มาได้!
นอกจากเขาแล้ว คนหน้าใหม่ที่อยู่ที่นี่ก็คงมีเพียงไม่กี่คน ที่รู้ว่าชายคนนี้เป็ใคร
แต่ฉินซีรู้ดี เมื่อชาติก่อนเขาเคยดูละครพูดเพื่อการศึกษาทักษะการแสดงมาบ้าง ดังนั้นจึงรู้จักผู้ชายมีอายุคนนี้ เขาชื่อเผิงหงกั๋ว เป็ศิลปินด้านศิลปะการแสดงระดับต้นของประเทศ เป็คนที่เคยขึ้นรายการฉลองตรุษจีนมาหลายครั้ง เมื่อก่อนเขายังปรากฏตัวโลดแล่นอยู่ในจอโทรทัศน์ของจีนในยุคแรก ต่อมาก็ผันตัวไปเป็ผู้ผลิตภาพยนตร์แทน เขาทำงานกับบริษัทผลิตภาพยนตร์แห่งหนึ่ง และหลังจากนั้นอยู่ดีๆ เขาก็เลิกแสดงละครไปแสดงละครพูดแทน ไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุของเื่นี้ แต่หลังจากนั้นวงการละครพูดก็มีบุคคลสำคัญเพิ่มขึ้นอีกคน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการละครพูด และบอกได้ว่า แม้เด็กวัยรุ่นส่วนมากอาจจะไม่รู้จักเขา แต่ดาราที่มีความสามารถทางการแสดงค่อนข้างมากก็นับว่าเป็ศิษย์ของเขา และเรียกเขาว่าอาจารย์กันทั้งนั้น
จะบอกว่าเผิงเหล่าท่านนี้มีศิษย์อยู่ทั่วไปก็ย่อมได้
เมื่อมีเผิงเหล่าคอยควบคุม ไม่แปลกใจเลยว่าทำเมื่อชาติก่อนความน่าดูและคำชมของเื่ต้นกล้าถึงสูงขนาดนั้น
ในใจของฉินซีรู้สึกตื่นเต้นอยู่เล็กน้อย เขารู้ว่าตัวเองเลือกไม่ผิดจริงๆ เขาอดกลั้นความคิดมากมายในใจไว้ แล้วหันหน้ากลับไปดูการแสดงของเด็กสาวทั้งสองต่อ หลังจากพวกเธอแสดงจบ ก็มองไปทางหลี่ซิ่วเพื่อรอรับคำวิจารณ์จากเธอด้วยความกังวล หลี่ซิ่วหันมาถามฉินซีด้วยสีหน้านิ่งเฉย “มีความคิดเห็นยังไงบ้าง?”
เมื่อหลี่ซิ่วถามแบบนี้ ผู้คนไม่น้อยก็หันมามองฉินซี แม้แต่คุณเผิงหงกั๋วก็ยังหันมามองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจว่า เด็กวัยรุ่นคนนี้จะพูดอะไร
เมื่อถูกศิลปินาุโจับจ้อง ฉินซีก็รู้สึกว่าตัวเองตื่นเต้นจนตัวสั่นเล็กน้อย แต่เขาก็บีบมือของตัวเอง พยายามบังคับใจสงบลง ในตอนที่พูดเื่การแสดงออกมา ในใจของเขาก็ร้อนรนจนเกือบจะลุกไหม้เป็จุณ
“เบอร์ 26 เลือกตัวละครได้เข้ากับรูปลักษณ์ของตัวเองดี จึงได้ประโยชน์จากตรงนี้ ทว่าน่าเสียดายที่เมื่อเทียบกับทักษะการแสดงที่ไหลลื่นของเบอร์ 30 แล้ว การแสดงสีหน้าของเบอร์ 26 ก็ด้อยไปถนัดตา เื่ทักษะการจดจำบทพูดค่อนข้างต่ำ แม้จะสามารถพากย์เสียงทับทีหลังได้ก็จริง แต่เมื่อดูประกอบกับสีหน้าที่แสดงก็เกินจริงจนไม่ได้มาตรฐานของละครโทรทัศน์ นี่จึงยากที่จะแก้ไข ทักษะการแสดงของเบอร์ 26 คงยากที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกคล้อยตามได้ ส่วนทักษะเื่บทของเบอร์ 30 ธรรมดา แต่ก็สามารถจดจำบทพูดได้อย่างรวดเร็ว ผมเห็นว่าเธออ่านบทเพียงไม่ถึงครึ่งนาทีก็สามารถพูดออกมาได้ไหลลื่นแล้ว นี่นับเป็ข้อดีข้อหนึ่ง แต่เธอเลือกตัวละครที่ไม่เข้ากับตัวเอง แม้จะใช้เวลากับการพยายามพัฒนาไปมาก แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทำได้จนกลายเป็เื่น่าขัน และไม่ตรงตามเป้าที่้าในตอนแรก การเลือกตัวละครให้เข้ากับตัวเองถือเป็เื่ที่สำคัญเื่หนึ่ง”
เบอร์ 30 คือเด็กสาวที่ชอบมองมาทางฉินซี
การวิจารณ์ของฉินซีถือว่าเป็ไปตามสมควร เขาไม่ได้ไว้หน้าเด็กสาวมากนัก หลี่ซิ่วพยักหน้า นับว่าพึงพอใจการวิจารณ์ในครั้งนี้ของฉินซี เพียงในตอนนี้เผิงหงกั๋วกลับเปิดปากพูดออกมา ก็วิจารณ์โดยไม่เห็นใจเลยแม้แต่น้อย
“เบอร์ 26 อาจารย์ของเธอสอนให้แต่งหน้ามาออดิชั่นเหรอ? เครื่องสำอางบนหน้าหนาจนมองตา จมูก ปากไม่ออกแล้ว เวลาแสดงสีหน้าก็ดูดุดัน ถ้าต้องออกโทรทัศน์จะทำให้ผู้ชมแยกแยะอารมณ์บนหน้าของเธอได้ยังไง? อย่าคิดว่าละครโทรทัศน์สามารถพากย์เสียงทับได้ทีหลัง แล้วจะผ่านไปได้ง่ายๆ นักแสดงที่ดีจริงๆ ต้องมีความสามารถในการทำความเข้าใจและจดจำบทได้ดี เบอร์ 30 เธอมาออดิชั่นหรือมาโชว์ความสามารถพิเศษกันแน่? เดิมทีเธอก็ไม่ได้แสดงเป็ตัวละคร แต่กำลังแสดงเป็ตัวเองต่างหาก ถ้าเกิดว่าเธอเพียงอยากจะอาศัยช่องทางนี้ทำให้ตัวเองเด่นขึ้นมา ฉันก็คิดว่าเส้นทางดาราของเธอในอนาคตก็น่าจะแค่ธรรมดาทั่วไป"
การวิจารณ์ของเผิงหงกั๋วรุนแรงกว่าฉินซีมาก ทำเอาเด็กสาวทั้งสองหน้าซีดน้ำตาคลอ แต่ก็รู้ดีว่าไม่สามารถปล่อยโฮออกมาตรงนี้ได้ พวกเธอก็เลยเดินออกไปอย่างกระอักกระอ่วน
เมื่อฉินซีเห็นท่าทางแบบนี้ของเผิงหงกั๋วแล้ว ก็เริ่มนึกถึงตอนที่ตัวเองแสดงอยู่ในกองถ่ายต้นกล้าหลังจากนี้ขึ้นมา เขาจะถูกเผิงหงกั๋วตำหนิรุนแรงอย่างในวันนี้หรือเปล่า ฉินซีรู้สึกกลัวขึ้นมา แต่อีกด้านก็รู้สึกคาดหวังเช่นกัน คำชี้แนะจากศิลปินาุโ ใช่ว่าจะได้กันมาง่ายๆ เสียที่ไหน!
ไม่นานการออดิชั่นในวันนี้ก็จบลง หลี่ซิ่วได้รับประโยชน์กลับมาบ้าง สีหน้าของเธอจึงดีขึ้นเล็กน้อย
หลังจากบอกลาพวกเขาแล้ว ฉินซีก็ออกมาจากโรงแรม แต่คิดไม่ถึงเลยว่า เมื่อเขาออกมาจากโรงแรมแล้ว เด็กสาวที่มักจะใช้สายตาร้อนแรงมองมาที่เขาระหว่างการออดิชั่นบ่อยๆ จะรอเขาอยู่ที่หน้าประตู
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า?” ฉินซียังคงฝืนยิ้ม
เด็กสาวยืนตรงอยู่ด้านหน้าเขา ก่อนจะพูดทั้งรอยยิ้ม “สวัสดีค่ะ ฉันชอบคุณมาก! ฉันอยากจะแสดงเื่ต้นกล้ากับคุณ!”
“ขอบคุณสำหรับความชื่นชอบนะครับ แต่เมื่อสักครู่คุณถูกคัดออกแล้ว ขอโทษด้วยนะครับ เกรงว่าคุณคงแสดงกับผมไม่ได้...”
โดยไม่รอให้ฉินซีพูดจบ เด็กสาวก็ขวางเขาเอาไว้อย่างดื้อดึง จากนั้นก็พูดขัดขึ้นมา “ฉันอยากแสดงกับคุณมากเลยนะคะ!” เมื่อพูดจบั์ตามืดมิดของเธอก็มองมาที่ฉินซีด้วยความคาดหวัง
