หลิวเฟินเพิ่งถึงโรงเรียนก็เห็นเฉินชิ่งรอเธออยู่ตรงหน้าประตู
“น้าเฟิน คุณน้ามาแล้ว?”
วันนี้เฉินชิ่งรับผิดชอบต้อนรับผู้ปกครองห้องสาม เขาแจ้งกับยามเฝ้าประตู “ลุงจ้าว นี่คือคุณแม่นักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลานของชั้นพวกเราเธอเข้าไปได้สินะ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานหรือ?
เหล่าจ้าวสูบบุหรี่ของเซี่ยเสี่ยวหลานไปเป็จำนวนมากในหมู่นักเรียนรุ่นนี้หรือจนกว่าเขาจะเกษียณอายุอาจไม่มีนักเรียนที่มอบความประทับใจไม่รู้ลืมแก่เขาได้มากกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว
“นักเรียนเซี่ยยอดเยี่ยมยิ่งนัก ฉันขอเรียกเธอว่าน้องนะ อีกหน่อยในอนาคตลูกสาวน้องคนนี้ต้องสุดยอดแน่นอน!”
จริงๆ แล้วเครื่องหน้าของหลิวเฟินคล้ายคลึงกับเซี่ยเสี่ยวหลานไม่น้อย ทว่าชีวิตหลิวเฟินต้องทำงานหนักไม่ได้บำรุงดูแล้วซูบคล้ำโรยราตอนอยู่ตระกูลเซี่ยถ้าบอกว่าเธอและเซี่ยเสี่ยวหลานคือแม่ลูกสายเืเดียวกันก็คงไม่มีใครเชื่อเครื่องหน้าช่างไม่มีพลังโน้มน้าวใจเอาเสียเลย ตอนนี้คุณภาพชีวิตพัฒนาขึ้นหลิวเฟินจึงดูไม่ย่ำแย่ขนาดนั้น บอกว่าทั้งสองคนเป็แม่ลูกกันอย่างน้อยก็มีคนเชื่อแล้ว
เหล่าจ้าวชมเชยเธอ หลิวเฟินไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
เดิมทีเธอเป็คนซื่อผู้ไม่สันทัดในการสนทนาคนหนึ่งเหล่าจ้าวชื่นชมหนักหน่วงแบบนี้ หลิวเฟินทำได้แค่กล่าว ‘ขอบคุณพี่ชาย’ ตามมารยาท มากกว่านั้นเธอพูดไม่เป็เหล่าจ้าวคิดในใจ หญิงชนบทผู้ซื่อตรงอ่อนน้อมเช่นนี้ไม่รู้ว่าให้กำเนิดลูกสาวดั่งเซี่ยเสี่ยวหลานได้อย่างไรเรียนหนังสือเก่งก็ยอดเยี่ยมพอแล้ว อีกทั้งการจัดการธุระและปฏิบัติตนต่อผู้อื่นก็ถือเป็อัจฉริยะมีปฏิสัมพันธ์กับเซี่ยเสี่ยวหลานทำให้เขารู้สึกสบายใจเป็อย่างยิ่ง
เหล่าจ้าวหัวเราะร่วน บอกเฉินชิ่งว่ารีบพาหลิวเฟินเข้าไป
ด้านนี้เพิ่งเดินไป ชายคนหนึ่งโผล่ออกมา “ฉันภรรยาฉันเพิ่งเข้าไป ฉันเป็พ่อของเสี่ยวหลาน มาประชุมผู้ปกครองให้ลูกสาว”
เซี่ยต้าจวินร่างกายสูงใหญ่กำยำ ยืนอยู่ที่เดิมก็มีความน่าเกรงขามเป็อย่างมาก
เหล่าจ้าวอดไม่ได้ที่จะจับกระบองซึ่งเหน็บอยู่หลังเอวกลัวว่าเขาจะแข็งขืนฝ่าเข้าไปทันที บิดาของเซี่ยเสี่ยวหลานหรือ? อย่าคิดว่าเขาไม่รู้ บิดามารดาของเซี่ยเสี่ยวหลานหย่าร้างกัน และนักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลานเคยกำชับเขาไว้คนแซ่เซี่ยทั้งหมดไม่ถูกกับเธอ หากมีพวกผู้เรียกตนเองว่าเป็พ่อเธอ พี่สาวเธออาเธอ อาสะใภ้เธอมาตามหา ต้องเป็เพราะอยากเข้าโรงเรียนเพื่อก่อความวุ่นวายแก่เธอแน่นอน!
เหล่าจ้าวรับบุหรี่ของเซี่ยเสี่ยวหลานมาตั้งมากมาย เื่อื่นไม่สามารถช่วยเหลือได้ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องออกแรง เหล่าจ้าวใช้สายตาเหมือนเห็นศัตรูมองไปยังเซี่ยต้าจวิน “คุณ นักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลานมีคนมาประชุมผู้ปกครองแล้ว ถึงคุณจะบอกว่าเป็พ่อเธอแต่ผมไม่รู้จักคุณ ขอโทษคุณด้วย!”
ขอโทษที ปล่อยคุณเข้าไปไม่ได้
เหล่าจ้าวคือนายพลเฝ้าประตูเซี่ยนอีจง แม้เฝ้าด่านด้วยตัวคนเดียวนายทหารนับหมื่นก็อย่าหวังจะผ่านเข้าไปได้ ประตูเหล็กยังปิดอยู่เสียด้วย
เซี่ยต้าจวินร้อนรน แต่เขาคนนี้ขี้ขลาดต่อหน้าคนนอกทีเดียวเหล่าจ้าวใส่เครื่องแบบยามเฝ้าประตู ที่เอวเหน็บด้วยกระบองเซี่ยต้าจวินแยกความแตกต่างระหว่างทหารยาม ยามเฝ้าประตูและเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสาธารณะไม่ค่อยได้ เห็นคนสวมเครื่องแบบเขาก็เกรงกลัวตามสัญชาตญาณ
แต่ไม่เข้าไปไม่ได้น่ะสิ!
เซี่ยจื่ออวี้เห็นจากที่ไกลๆ ว่าเซี่ยต้าจวินโดนรั้งไว้ที่หน้าประตูทางเข้าแต่เธอไม่สามารถแสดงตัวได้ เื่นี้ต้องปล่อยให้เซี่ยต้าจวินจัดการด้วยตนเองหากเธอปรากฏตัวออกไปอาจเกิดผลลัพธ์ตรงกันข้าม โอกาสวันนี้ช่างเหมาะสมยิ่งนักเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ตามมาโรงเรียน เดิมทีหลิวเฟินก็เป็คนที่หลอกง่ายอยู่แล้ว!
เหล่าจ้าวไม่ยอมปล่อยเซี่ยต้าจวินเข้าไป เซี่ยต้าจวินเกือบยอมแพ้แล้ว ทว่าอาจารย์ใหญ่ซุนผ่านมาพอดีอาจารย์ใหญ่ซุนฝืนรับหน้าที่ไกล่เกลี่ยสองสามีภรรยาให้คืนดีกันมาแล้วแม้ภรรยาของเขากับหลานสาวต่างบอกว่าไม่สมควร ทว่าอาจารย์ใหญ่ซุนขี่หลังเสือแล้วจะลงก็คงลำบาก
“เหล่าจ้าว นี่ก็คือคุณพ่อของนักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลาน ผมรู้จักเขา เดี๋ยวผมพาเขาเข้าไปเอง”
เหล่าจ้าวไม่อาจละเมิดคำสั่งของอาจารย์ใหญ่ซุนได้น่ะสิ
เซี่ยต้าจวินตามหลังอาจารย์ใหญ่ซุนเข้าโรงเรียนในมือของอาจารย์ใหญ่ซุนยังกำร่างสุนทรพจน์ที่จะกล่าวในไม่ช้าไว้พลางพูดกับเซี่ยต้าจวินด้วยความจริงจัง
“สำหรับเื่ส่วนตัวของพวกคุณนี้ ต้องรอการประชุมผู้ปกครองเสร็จสิ้นก่อนจึงค่อยแก้ไขเป็การส่วนตัวถ้าคุณอารมณ์พลุ่งพล่านในที่ประชุมผมไม่สนว่าคุณเป็พ่อใครและจะเรียกคนเชิญคุณออกไปจากโรงเรียนทันที!”
“อาจารย์ใหญ่ซุน ผมทราบครับ ผมทราบ!”
ทราบจริงหรือทราบไม่จริงเดี๋ยวก็รู้แล้วอาจารย์ใหญ่ซุนนึกว่าบิดามารดาของเซี่ยเสี่ยวหลานจะพบหน้าไกล่เกลี่ยเป็การส่วนตัวเสียอีกทำแบบนี้มิใช่การโจมตีกะทันหันหรือ? โรงเรียนมีหอประชุมสามารถจัดเหล่าผู้ปกครองนั่งในหอประชุมได้โดยไม่ต้องอยู่รับลมหนาวหลังสนามกีฬา
อาจารย์ใหญ่ซุนทายได้ไม่มีผิด เซี่ยต้าจวินคิดทำการโจมตีกะทันหัน
เฉินชิ่งจัดแจงหาที่นั่งให้หลิวเฟินนั่ง บอกว่าเธอคือมารดาของเซี่ยเสี่ยวหลานใครจะกล้าดูแคลนเธอกันเล่า?
ไม่ใช่แค่เหล่าผู้ปกครองที่กระตือรือร้นทักทายเธอก่อนแม้แต่นักเรียนที่ช่วยงานในหอประชุมก็อัธยาศัยดีต่อหลิวเฟินเป็พิเศษ หลิวเฟินจึงััได้โดยตรงถึงคำพูดที่เฉินชิ่งกล่าวระหว่างทางเขาเล่าว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้รับความนิยมในโรงเรียนยิ่งนัก—เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับความนิยมแน่นอนอยู่แล้วชายหนุ่มวัยรุ่นเ่าั้มองเธอมากสักหน่อยก็ต้องหน้าแดงแต่นักเรียนที่ช่วยงานในหอประชุมส่วนใหญ่คือนักเรียนหญิงเหล่าเด็กสาวมีไมตรีต่อหลิวเฟินมากเช่นกัน
ความรู้สึกนี้ช่างแปลกใหม่นัก
เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าตาสะสวย ชื่นชอบการชิงดีชิงเด่นและมีความทะเยอทะยานเห็นท่าทางของเซี่ยหงเซี๋ยที่มีต่อเธอ ก็รู้แล้วว่าเด็กสาวอายุไล่เลี่ยกันจะเกลียดเธอขนาดไหน
เป็ครั้งแรกที่มีเด็กสาวอายุใกล้เคียงบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานนี่ก็ดีนั่นก็ยอดบอกว่าเพื่อนเสี่ยวหลาน ‘ยินดีช่วยเหลือผู้อื่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ทำงานพร้อมหาความรู้’ และอื่นๆต่อให้หลิวเฟินเป็คนซื่อแค่ไหน ได้ยินคำบอกเล่าพวกนี้ก็อดชื่นมื่นไม่ได้
ในใจของคนเป็มารดา ลูกตนเองย่อมดีงามไปเสียทุกอย่างแต่นั่นคือการเสริมเติมแต่งจากความรักของแม่
ทว่าคนรอบข้างล้วนชมเชยเช่นนี้ แปลว่าลูกสาวของเธอดีงามไปเสียทุกอย่างจริง!
ผู้ปกครองถามว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเรียนที่บ้านอย่างไรสอบได้คะแนนสูงขึ้นทุกๆ ครั้ง หนึ่งภาคเรียนผ่านมาก็เป็อันดับสองของชั้นปีแล้วหลิวเฟินตอบด้วยความสัตย์จริง “ฉันไม่มีความรู้เธอเขียนอะไรบนหนังสือฉันก็อ่านไม่ออกสักอย่าง แต่เธอนั้นอ่านหนังสือด้วยตัวเองน่ะ ”
“อาจารย์พิเศษส่วนตัวล่ะ? อาจารย์ส่วนตัวอะไร...”
“สอนเสริมให้เธอหรือ? ไม่มีนะคะ เธอเรียนด้วยตัวเองน่ะค่ะ”
หลิวเฟินไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าอะไรคืออาจารย์ส่วนตัว ในปี 84 ธุรกิจการสอนส่วนตัวในบ้านยังไม่เป็ที่นิยม ‘อาจารย์พิเศษส่วนตัว’ นั่นต้องเป็คนระดับมีอภิสิทธิ์ซึ่งจำนวนน้อยมากถึงจะจ้างไหวและไม่มีตัวแทนจัดหาอาจารย์ส่วนตัวด้วย ทว่าครอบครัวไหนกันที่ฐานะดีและมีอำนาจ สามารถวานคนจ้างอาจารย์มาเตรียมพร้อมให้ลูกหลานที่บ้านได้กวดขันวิชาที่เด็กค่อนข้างอ่อนหรือฝึกฝนพวกการเล่นเปียโน
หลิวเฟินจะไปจ้างอาจารย์ส่วนตัวให้เซี่ยเสี่ยวหลานได้ที่ไหน?
ข้าราชการสูงสุดที่เธอได้ติดต่อด้วยก็คือหัวหน้าหมู่บ้าน คนรู้จักที่มีเส้นสายกว้างขวางที่สุดก็คือหูหย่งไฉ!
วันนี้เธอแต่งกายธรรมดา ผู้ปกครองหลายคนจากในเมืองล้วนแต่งตัวดีกว่าเธอยิ่งนักเธอไม่เหมือนบุคคลผู้มีเครือข่ายอะไรเลยจริงๆ อีกอย่างเื่ฐานะทางบ้านของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ดีก็ไม่เคยถูกปิดบังนักเรียนกลับบ้านไปย่อมต้องเคยเล่าบ้าง... ไม่เคยเรียนล่วงหน้า ไม่มีคนสอนเสริมลูกสาวของเขาสมองฉลาดหลักแหลมเรียนหนังสือเก่งจริง เลี้ยงดูเหมือนกันทั้งนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานกลับยอดเยี่ยมมาก หลิวเฟินทำให้คนอื่นอิจฉาเหลือเกิน
“ลูกสาวบ้านพวกเรานั่นน่ะ ไม่รู้จักเรียนรู้จากนักเรียนเสี่ยวหลานให้มากๆเลย คุณพี่มีโชคชะตาดีเสียจริง!”
หลิวเฟินดูอายุมากกว่าอายุจริง เรียกเธอว่าพี่ก็ไม่มีปัญหา
เหล่าผู้ปกครองทยอยมากันแล้ว ห้องไหนควรอยู่ตรงไหนได้แปะกระดาษบ่งบอกไว้คณะผู้บริหารโรงเรียนจะชี้แจงแก่เหล่าผู้ปกครองเหล่าวังอาจารย์ประจำระดับชั้นและคนอื่นก็มาถึงหอประชุมแล้วบอกว่าเริ่มเวลาเก้าโมงตรง ผู้ปกครองบางคนยังมาไม่ถึง และอาจจะต้องรอต่อไป
เฉินชิ่งเห็นเซี่ยต้าจวินก่อน
เขาจำเซี่ยต้าจวินได้อย่างแม่นยำ ตอนนั้นเซี่ยต้าจวินโดนคนของหมู่บ้านชีจิ่งจับกดลงบนพื้นแต่ยังทำตัวั์มารจะพุ่งขึ้นมาทำร้ายคนอีก เฉินชิ่งอยากลืมก็ไม่มีวิธีที่จะทำให้ลืมได้บิดาเสี่ยวหลานมาทำไม? ภาพจำของเซี่ยต้าจวินต่อเฉินชิ่งถือว่าเลวร้ายมากการประชุมผู้ปกครองไม่มีทางแจ้งให้เซี่ยต้าจวินมาแน่เขามาเพื่อสร้างความไม่สงบสินะ?
เฉินชิ่งขวางทางเข้าของตำแหน่งที่หลิวเฟินนั่งอยู่โดยไม่รู้ตัว
หลิวเฟินเห็นเซี่ยต้าจวินเหมือนกัน เธอแข็งทื่อไปทั้งตัว
หลังจากหย่าร้าง เธอไม่เคยพบเซี่ยต้าจวินอีกเลย การหย่าครั้งนั้นมีคนอยู่ในเหตุการณ์มากมายไม่ว่าจะเป็พี่ชายเธอหลิวหย่ง พี่สะใภ้หลี่เฟิ่งเหมย ลูกสาวเซี่ยเสี่ยวหลานตลอดจนคนของหมู่บ้านชีจิ่งล้วนเข้าข้างเธอ... มีคนสนับสนุน มีคนช่วยเหลือ หลิวเฟินจึงทำให้เซี่ยต้าจวินลงชื่อบนสัญญาได้
ถ้าตอนนั้นไม่มีคนเหล่านี้ และเธอขอหย่าด้วยตนเองสิ่งที่รอเธออยู่ต้องเป็กำปั้นของเซี่ยต้าจวินแน่นอน
หลิวเฟินก้มหน้าลงโดยไม่ได้ตั้งใจ
เธอกำลังหลอกตัวเอง เธอไม่อยากถูกเซี่ยต้าจวินพบ—จะเป็ไปได้อย่างไรเล่าเซี่ยต้าจวินพุ่งตัวเข้ามาหาหลิวเฟิน! ในหอประชุมมีคนมากมายเซี่ยต้าจวินและหลิวเฟินใช้ชีวิตร่วมกันมายี่สิบปีคนเยอะกว่านี้ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการตามหาตัวหลิวเฟินของเขาออกมา
เขาอยากไปนั่งข้างหลิวเฟิน สามีภรรยาย่อมต้องนั่งด้วยกัน
เฉินชิ่งรั้งเขาไว้ ร่างกายของชายหนุ่มไม่ได้กำยำล่ำสันเท่าเซี่ยต้าจวินผู้แข็งแรงแต่เฉินชิ่งก็มิใช่นักเรียนหนุ่มน้อยที่ไร้แม้กระทั่งแรงจับไก่ เขาใช้ศอกบังไว้
“คุณถ่อมาทำอะไร ที่นี่คือเซี่ยนอีจง อย่าคิดก่อความวุ่นวาย!”
