ซูเหลียนหรูมีสีหน้าบูดบึ้งขึ้นมาทันที ครั้งนี้ นางไม่สามารถกำจัดหลิวอวิ๋นชูเพื่อสั่งสอนเฟิ่งสือจิ่นได้ แต่ครั้งหน้า หากมีโอกาส นางไม่มีวันปล่อยเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้แน่!
หลิวอวิ๋นชูแอบกระซิบบอกเฟิ่งสือจิ่น “แต่พวกเขาต่างก็บอกว่าข้าหน้าเหมือนสตรี...”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “คนชั่วพวกนั้นหมายตาเ้าั้แ่ครั้งแรกที่เห็น แค่นี้ยังไม่ถือเป็การยืนยันอีกหรือว่าเ้าหล่อเหลาแค่ไหน อีกอย่าง เ้าก็ไม่ได้หน้าเหมือนสตรีมากมายอะไรนี่ หากจะพูดกันจริงๆ คนที่มีหน้าตางดงามเหมือนกับสตรี...” เฟิ่งสือจิ่นชะงักลงเล็กน้อยก่อนจะยกมุมปากขึ้นเบาๆ พลันภาพของใครบางคนก็ผุดขึ้นมาในสมอง “ทุกคนในแคว้นต่างก็รู้ดีว่าองค์ชายสองมีรูปโฉมงดงามปานสตรีเพียงใด เขายังไม่ถือสาเื่นี้เลย เ้าจะไปถือสาทำไม?”
เมื่อถูกยกไปเทียบกับองค์ชายสอง หลิวอวิ๋นชูก็รู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย เมื่อคิดถึงความหล่อเหลา กะล่อน อ่อนโยน และเ้าชู้ขององค์ชายสอง จู่ๆ หลิวอวิ๋นชูก็คิดว่าการมีหน้าตาเหมือนสตรีก็ไม่ใช่เื่เลวร้ายอะไร
หลิวอวิ๋นชูพยักหน้าเบาๆ “พอฟังเช่นนี้ ดูเหมือนสิ่งที่เ้าพูดก็มีเหตุผลไม่น้อย”
ซูเหลียนหรูตบโต๊ะด้วยความโกรธเกรี้ยว “พวกเ้าถือเป็ตัวอะไร ถึงบังอาจมาเทียบชั้นกับพี่รองของข้าเช่นนี้!”
ต่อมา เฟิ่งสือจิ่นหันไปถามหลิวอวิ๋นชู “เ้าเคยไปที่ศาลต้าหลี่มากี่ครั้งแล้ว เื่ของคดีเป็อย่างไรบ้าง?”
หลิวอวิ๋นชูตอบอย่างโกรธแค้น “จะเป็อย่างไรได้อีกล่ะ โจรโฉดพวกนั้นทำความชั่วมามากมาย ทำร้ายเด็กหนุ่มไปไม่น้อย แถมยังก่อคดีมานับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี้ยังตาบอดมาลักพาตัวท่านชายอย่างข้าอีก องค์ชายสองตัดสินให้ปะาชีวิต และมอบหนังสือตัดสินคดี รวมถึงหลักฐานต่างๆ ให้ฝ่าาเป็ผู้ตรวจสอบต่อแล้ว ตอนนี้ฝ่าาก็ตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน โจรชั่วสามคนนั้นจะถูกนำไปปะาโดยการตัดเอวที่ลานปะาในอีกสามวันข้างหน้า”
ในที่สุดเขาก็ได้แก้แค้นให้ตัวเอง และแก้แค้นให้เฟิ่งสือจิ่นแล้ว ต้องขอบคุณท่านพ่อของเขาที่เข้าไปร้องห่มร้องไห้ เรียกร้องความเห็นใจต่อหน้าพระพักตร์หลายครั้ง
เฟิ่งสือจิ่นนิ่งเงียบลงชั่วครู่ก่อนจะถามขึ้นอีก “เ้ากับองค์ชายสองสนิทกันมากเลยหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “ก็ไม่ได้สนิทอะไรมากหรอก แต่ท่านพ่อมักจะกล่าวชมเขาอยู่บ่อยๆ บอกว่าเขาปฏิบัติหน้าที่ได้ดี แถมยังเป็คนดี มีคุณธรรม ถือเป็องค์ชายที่น่ายกย่องและทรงเสน่ห์มากคนหนึ่ง สตรีในแคว้นจิ้น นอกจากผู้ที่ชื่นชอบหนุ่มเคร่งขรึมอย่างองค์ชายสี่แล้ว ผู้ที่ชอบคนกะล่อนเ้าเสน่ห์อย่างองค์ชายสองก็มีไม่น้อยเหมือนกัน”
พูดจบก็หันไปมองซูเหลียนหรูที่นั่งอยู่ในห้องเรียนแวบหนึ่ง จากนั้นจึงพูดด้วยใบหน้าหยามิ่ “แม้จะเป็พี่น้องท้องเดียวกัน แต่องค์ชายสองกับนางไม่เหมือนกันเลยสักนิด องค์ชายสองดีกว่านางหลายร้อยเท่าเลย เ้าอย่าเข้าใจผิดล่ะ คำว่ากะล่อนและทรงเสน่ห์ในที่นี้ หมายถึงความสง่างามตามคำบรรยายของนักกาพย์กลอนทั้งหลาย ไม่ได้แปลว่าเขาทำตัวไม่ดี หรือเ้าชู้จนเป็นิสัยหรอกนะ เ้าลองคิดดูสิ องค์ชายสองทั้งหน้าตาดีแถมยังร่ำรวยเงินทองและมีเวลาว่างมากมาย แต่กลับไม่เคยมีข่าวลือในทางเสียๆ หายๆ กับสตรีคนใด แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเขาประพฤติตนดีแค่ไหน”
มาฟังหลิวอวิ๋นชูพูดแบบนี้แล้ว ดูเหมือนองค์ชายสองจะดีมากจริงๆ
แต่เฟิ่งสือจิ่นไม่ค่อยใส่ใจเื่นี้นัก “เขาใจดีหรือไม่ หากเ้าพาข้าไปพบเขาที่ศาลต้าหลี่ เขาจะยอมให้ข้าเข้าไปพูดคุยกับโจรพวกนั้นสักหน่อยไหม?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “เื่นั้น ข้าก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน ในยามปกติ องค์ชายสองเป็กันเองและใจดีมาก แต่หากเป็เื่ที่เกี่ยวข้องกับงานทางราชการ เขาก็มักจะทำตามกระบวนการและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่ข้าจะลองพาเ้าไปหาเขาสักครั้งก็ได้ ไม่แน่เขาอาจจะเป็บ้า อนุญาตให้เราเข้าไปสักครั้ง” หลิวอวิ๋นชูถาม “เ้าจะไปคุยอะไรกับโจรพวกนั้นหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นพูด “ข้าจะไปด่าพวกมัน ั้แ่เ้าตัวยันต้นตระกูลเลยน่ะสิ”
หลิวอวิ๋นชูได้ยินดังนั้นก็ใช้มือตบหน้าอกตัวเองอย่างมั่นใจ “ได้เลย ให้เป็หน้าที่ของข้าเถอะ” เกรงว่าที่เฟิ่งสือจิ่นจะตามไปด่าคนพวกนั้นถึงในคุก ก็เพื่อระบายความแค้นในใจนั่นเอง ขอแค่เฟิ่งสือจิ่นได้ระบายความโกรธออกไป ต่อให้ยากเย็นแค่ไหนเขาก็จะทำให้จงได้
เหตุนี้ ยังไม่ทันที่คาบเรียน่เช้าจะจบลงด้วยซ้ำ หลิวอวิ๋นชูก็เข้าไปขอลากับซูกู้เหยียนอย่างหน้าด้านๆ เสียแล้ว “อาจารย์ ข้าเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับเื่การลักพาตัวที่ยังไม่ได้บอกองค์ชายสอง คงต้องไปที่ศาลต้าหลี่อีกครั้ง”
ซูกู้เหยียนปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “ไปเถอะ” จากนั้นหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นก็หมุนตัว แล้วเดินออกไปข้างนอกพร้อมกัน ซูกู้เหยียนเห็นดังนั้นจึงพูดรั้ง “รอก่อน”
หลิวอวิ๋นชูหันกลับมามองซูกู้เหยียน พลางถามอย่างมีมารยาท “อาจารย์ ยังมีเื่ใดอีกหรือ?”
ซูกู้เหยียนมองไปยังเฟิ่งสือจิ่น “นางก็ไปด้วยหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูชิงพูดขึ้น “แน่นอน วันนั้น เฟิ่งสือจิ่นเป็คนช่วยข้าเอาไว้ นางเองก็มีเบาะแสที่ต้องบอกเหมือนกัน”
เฟิ่งสือจิ่นพยักหน้าเบาๆ “เป็จริงดังนั้น อีกอย่าง ข้าต้องไปปลอบประโลมท่านชายหลิว ไม่ให้เขาตื่นตระหนกจนเกินไป”
ริมฝีปากของซูกู้เหยียนเม้มจนกลายเป็เส้นตรง “ข้าไม่เห็นว่าเขาจะตื่นตระหนกตรงไหน”
หลิวอวิ๋นชูแสดงท่าทีตื่นตระหนกและเป็กังวลออกมาอย่างฉับพลัน “อาจารย์ ความจริง ความรู้สึกข้างในของข้าเป็เช่นนี้ต่างหาก ข้าแค่เก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้เท่านั้น”
ซูกู้เหยียน “...” ความจริง เ้าสองคนนี้คงอยากหนีเรียนละสิไม่ว่า แต่สุดท้ายเขาก็ยังพูดอย่างใจกว้าง “ไปเถอะ แต่อีกเดี๋ยวข้าจะส่งคนไปถามว่าพวกเ้าไปที่ศาลต้าหลี่จริงหรือไม่ หากพวกเ้ายกเื่นี้ขึ้นมาอ้างเพราะอยากหนีเรียนละก็ พวกเ้าคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “อาจารย์ วางใจได้เลย พวกเราจะไปศาลต้าหลี่จริงๆ ไม่หลอกอาจารย์หรอก”
เมื่อได้รับอนุญาตจากซูกู้เหยียน เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูก็มุ่งหน้าไปยังศาลต้าหลี่อย่างเปิดเผย ศาลต้าหลี่เป็สถานที่ที่แลดูเคร่งขรึมและเข้มงวดเป็อย่างมาก เฟิ่งสือจิ่นเองก็เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกเช่นกัน อาจเพราะที่นี่เป็สถานที่ซึ่งมีไว้เพื่อต่อกรกับนักโทษและโจรถ่อย หลังคาของอาคารจึงถูกสร้างให้สูงตระหง่าน แลดูน่าเกรงขาม บันไดหินหน้าศาลทอดยาวขึ้นไปเบื้องบน ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ ไม่เว้นแม้แต่ก้อนหินทุกก้อน หรือแม้แต่กระเบื้องทุกแผ่นต่างก็อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเคร่งขรึมและลึกลับ ทำให้ผู้มองรู้สึกเกรงขามได้ั้แ่ครั้งแรกที่เห็น
อย่างน้อยเฟิ่งสือจิ่นก็คิดเช่นนั้น
ระหว่างที่หลิวอวิ๋นชูกำลังก้าวขึ้นไปบนบันไดนับร้อยขั้นทีละก้าวๆ เพื่อเดินขึ้นไปบนศาลต้าหลี่ เขาก็แสดงสีหน้ากลัดกลุ้ม พลางบ่นออกมาไม่หยุด “เอาจริงๆ สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดของศาลต้าหลี่ก็คือบันไดนี่แหละ ขึ้นลงแค่ครั้งเดียวก็เสียเหงื่อไปเป็ลิตรแล้ว” เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้ตอบอะไร หลิวอวิ๋นชูหันไปมองนาง เมื่อเห็นว่านางมีใบหน้านิ่งเรียบ ทว่าแววตากลับมุ่งมั่นจริงจังก็ถามขึ้นอย่างอดสงสัยไม่ได้ “เ้ากำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นก้าวไปข้างหน้า “เ้าไม่คิดว่าการได้นั่งอยู่ในศาล ได้ตัดสินความเป็ความตายของคนอื่น ถือเป็เื่ที่น่าเกรงขามและน่ายกย่องมากเลยหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูชะงักลงชั่วครู่ ก่อนจะเดินตามหลังนางไป ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดอย่างเชื่องช้า “ไม่เลยสักนิด...”
แสงตะวันร้อนแรงส่องลงบนพื้นหิน หลังคาสูงตระหง่านทาบเงาที่แลดูยิ่งใหญ่ดุดันลงบนพื้นดิน เมื่อหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นขึ้นไปถึงบนศาล เวลาก็ล่วงเลยมาถึง่เที่ยงแล้ว เพราะดวงตะวันลอยเด่นอยู่กลางหัวพอดี ร่มเงาใต้หลังคาจึงแคบลงไปด้วย แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดยั้งไม่ให้หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นที่มีเหงื่อโชกร่างกายเข้าไปหลบร้อนได้อยู่ดี
มีคนมารายงานแก่องค์ชายสองั้แ่ตอนที่ทั้งสองเพิ่งมาถึงศาลต้าหลี่แล้ว องค์ชายสองมีตำแหน่งงานอยู่ในศาลต้าหลี่ ได้ยินว่าหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นมา จึงออกมารอต้อนรับทั้งสองด้วยสีหน้าผ่อนคลาย คล้ายอารมณ์ดีไม่น้อย
องค์ชายสองเดินมือไขว้หลังออกมาจากห้องโถงที่เย็นสบายด้วยท่าทางผ่อนคลาย เมื่อเห็นหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นที่ร้อนจนเหงื่อโชก เขาก็ยิ้มจนตาหยี แสงแดดสะท้อนให้ดวงตาสีดำขลับของเขาแลดูแวววับและงดงามเหลือเกิน “เป็คุณหนูเฟิ่งกับท่านชายหลิวนั่นเอง ลมอะไรหอบทั้งสองท่านมาถึงที่นี่ได้?”
เขาพูดทักทายด้วยถ้อยคำที่เป็ทางการ แต่เมื่อมันออกมาจากปากของเขา ถ้อยคำเ่าั้กลับไม่ให้ความรู้สึกจริงจังหรือเป็ทางการเลยสักนิด แต่เหมือนเป็การถามไถ่อย่างเป็กันเองโดยไม่ได้จริงจังอะไรมากกว่า เขายกมือที่มีหมึกเปื้อนหลายจุดขึ้นมาจับคางเบาๆ ทำให้มองเห็นนิ้วมือยาวสวยที่ขาวเนียนประดุจหยกชั้นดีได้อย่างชัดเจน องค์ชายสองมองท้องฟ้าพลางพูดขึ้น “วันนี้ไม่ใช่วันหยุดเสียหน่อย ในเวลาเช่นนี้ พวกเ้าสองคนควรอยู่ในวิทยาลัยหลวงไม่ใช่หรือ?”
