เสือน้อยมองดวงตาที่นุ่มนวลของผางเซียว เขาลอบหัวเราะและพูดว่า “แต่เดิมนายท่านก็เป็คนฉลาดอยู่แล้ว คนที่นายท่านชอบจะเป็คนโง่ได้เสียที่ไหนเล่า?”
ผางเซียวเหลือบมองเสือน้อยทันควันหลังประโยคดังกล่าวจบลง เขาเคยพูดว่าชอบนางั้แ่เมื่อไรหรือ?
“ท่านเจิ้งคิดไปเอง ก็เพราะว่าปากของเ้าพูดออกมาก่อนนี่แหละ”
“เฮ้อ นายท่านโทษข้าได้อย่างไรเล่า”
ผางเซียวเดินนำห่างออกไป เสือน้อยก็รีบเดินตามและลดเสียงของเขาลงบ่นพึมพำ “แต่เดิมก็เป็นายท่านที่ชอบนาง มิฉะนั้นครอบครัวซุนเกิดเื่ขึ้น ไยนายท่านต้องรีบมาที่นี่? ไม่เพียงแต่ช่วยนางเก็บศพครอบครัวท่านตาของนาง แล้วยังทำเหมือนโจรเข้ามาบ้านของนางเพื่อดูสถานการณ์อีกด้วย ท่านทำเช่นนี้ก็ยังไม่ได้นับว่าชอบ แล้วเยี่ยงใดถึงจะเรียกว่าชอบเล่า? ตนเองเพิ่งจะถูกยึดตำแหน่งแม่ทัพผิงหนานไปและยังถูกหวงช่างตักเตือนอีกเช่นนั้น ตอนนี้ยังมีหน้ามาเป็ห่วงคนอื่นด้วยหรือ นายท่าน...”
เสือน้อยบ่นไม่หยุด ไม่ได้สังเกตเห็นว่าคนข้างหน้าหยุดเดินแล้ว และเขาเกือบจะชนแผ่นหลังของผางเซียว
“นายท่าน...” เสือน้อยกลืนน้ำลายอย่างกระวนกระวาย และทันใดนั้นเขาอยากตบหูตัวเองนัก
จริงๆ เลย ปากเสียจริงๆ สิ่งที่ควรพูด ก็ควรที่จะพูดและสิ่งที่ไม่ควรพูด ก็ไม่ควรที่จะพูดออกมา
เขาปฏิเสธที่จะสังหารหมู่คนในเมือง ยอมมอบตราประทับคืนให้หวงช่าง ซ้ำร้ายยังไปมีเื่กระทบกระทั่งกับหวงช่างอีกด้วย เป็ผลให้หวงช่างโกรธเกรี้ยว รีบสั่งขันทีสองคนกลับมา คนหนึ่งประกาศคำสั่งยึดตำแหน่งแม่ทัพผิงหนาน ส่วนอีกคนหนึ่งทำหน้าที่ดุด่าสาปแช่งอย่างรุนแรง โดยบอกว่าเขาเป็ ‘ผู้หญิงมีน้ำใจ ได้รับชื่อเสียงด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสมและไร้ประโยชน์อย่างยิ่ง’
นี่ยังไม่มากนัก หวงช่างได้จัดกองทหารโดยตรง โดยให้ช่างชูเหลียนเฉิงเจี๋ยเป็ผู้นำกองทัพผิงหนานและดำรงตำแหน่งแม่ทัพผิงหนาน นายท่านถูกเปลี่ยนจากแม่ทัพผิงหนานเป็นายพลกองทัพเสือ
แต่ผู้ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็แม่ทัพใหม่นั้น เป็ตาเฒ่าบ้าตัณหาและละโมบในทรัพย์สินเงินทอง
นามสกุลของเขาคือ เหลียน (หมายถึง ซื่อสัตย์) แต่ตัวของเขาไม่มีความซื่อสัตย์เสียเลย มีนามว่า เฉิงเจี๋ย (ชื่อนี้ มีการออกเสียงคล้ายกับคำที่หมายถึงคุณความดีทางศีลธรรม ที่แยกออกจากความบาปและความสกปรก) และอุปนิสัยของเขาก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณความดีทางศีลธรรมเสียเลย
เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในค่ายทหาร เขาก็จัดการเปิดกระโจมแดง โดยบอกว่าจะให้เป็รางวัลแก่คนในกองทัพที่ทำงานหนัก
กองทัพผิงหนานมีทหารม้าสองกองทัพ เก้าในสิบคือทหารเสือจากกองทัพเสือของท่านอ๋อง และอีกกองทัพคือคนมาจากกองทัพฏดั้งเดิม แค่คนพวกนี้เดินเข้าออกกระโจมแดงเปลี่ยนไปมา บรรยากาศของค่ายทหารก็ถูกผสมปนเปจนปั่นป่วนไปหมดแล้ว เหลียนเฉิงเจี๋ยเองต้องมีผู้หญิงอยู่ด้วยทุกคืน
เท่ากับว่าบรรยากาศของค่ายทหารกำลังจะเปื่อยเป็โจ๊กแล้ว
นายท่านอดกลั้นความโกรธเกรี้ยวของตัวเอง และได้ใช้วิธีการเด็ดขาดถอนกระโจมแดงออกมาแล้ว จนทำให้เหลียนเฉิงเจี๋ยเป่าเคราตนเองพร้อมจ้องมองเขา จากนั้นบอกว่าจะทูลฮ่องเต้ให้ถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง จากนั้นนายท่านก็เข้ามาที่เมืองหลวงด้วยม้าเร็ว เพื่อมาดูสถานการณ์ของคุณหนูสี่แห่งตระกูลฉิน
นี่ยังเรียกว่าไม่สนใจ? ยังบอกอีกว่าตนเองไม่ได้ชอบนาง?
เพียงแต่ว่าเขาไม่ควรพูดถึงตอซังของหวงช่าง
ในสมัยที่หวงช่างยังไม่ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ ฝ่ายนั้นกับท่านอ๋องของเขาและติ้งเป่ยโหวจี้เจ๋อหยู สามคนรวมตัวเป็เพื่อนที่มีมิตรภาพลึกซึ้ง ดีต่อกันอย่างกับอะไรดี แต่ตอนนี้คนหนึ่งมาผิงหนาน (ทางใต้) อีกคนหนึ่งประจำการอยู่ทางเหนือเพื่อต่อต้านชนเผ่าเร่ร่อนของภาคเหนือ ส่วนหวงช่างกลับนั่งมั่นคงอยู่บนบัลลังก์อันสูงส่ง มิหนำซ้ำเริ่มจะกลัวท่านอ๋องของเขาแล้ว ฝ่ายนั้นปล่อยให้คนและม้าอยู่โดยไม่ได้ใช้งาน ส่วนงานอันตรายที่ทำให้คนตายได้นั้น ทั้งหมดนี้ก็ให้กองทัพเสือของท่านอ๋องเป็คนเข้าไปจู่โจม
แม้แต่ผู้ติดตามอย่างเขายังมองออกว่าหวงช่างนั้นไม่สงบใจ แล้วท่านอ๋องของเขามีหรือจะไม่รู้?
หวงช่างไม่ใช่คนที่โค่นล้มทรราชของเป่ยจี้ และอุทิศตนให้กับประชาชนอีกต่อไปแล้ว
สมองของเสือน้อยเต็มไปด้วยความคิด แต่คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยิ้มเล็กน้อยและตบปากตนเอง พลางพูดว่า “แต่ว่าคุณหนูฉินเป็คนที่มีหัวใจที่กล้าหาญและมีไหวพริบจริงๆ นะขอรับ”
ผางเซียวพยักหน้าและก้าวเท้าเดินอีกครั้ง
เสือน้อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก พูดด้วยรอยยิ้มว่า “วันก่อนนี้ที่เซียนกูกวน ‘ความลับแห่ง์’ ได้บอกว่าคุณหนูเป็คู่แต่งงานที่ดีและดวงดาวเนื้อคู่ก็กำลังเคลื่อนไหวแล้วในเวลานั้น ตอนนั้นนางมองมาที่ท่านแล้วพูดนะขอรับ ถ้านายท่านชอบคุณหนู เหตุใดถึงไม่คว้านางออกมาเล่า? อย่างไรก็ตามในอนาคตตระกูลฉินก็จะล่มสลายแล้วนี่”
ผางเซียวกลับเอ่ยพูดว่า “ยังไม่ถึงเวลา”
ยังไม่ถึงเวลาที่จะคว้าใครสักคน? หรือว่ายังไม่ถึงเวลาที่ตระกูลฉินจะล่มสลาย?
เสือน้อยรู้สึกสับสน แต่เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องของเขาี้เีเกินกว่าจะสนทนา จึงไม่ได้บ่นพึมพำอีก
พวกเขาทั้งสองเดินมาถึงประตูของคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ที่มีทางเข้าเจ็ดทางและทางออกเจ็ดทาง จากนั้นเคาะประตูมุมซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังเถาวัลย์บริเวณสวนหลังบ้าน เคาะเป็จังหวะหลายครั้ง กระทั่งข้างในมีคนมาเปิดประตูและเชิญพวกเขาเข้าไป
บนแผ่นโลหะสีทองที่ห้อยอยู่ประตูหน้าของคฤหาสน์หลังนั้นเขียนว่า ‘จวนฉาว’ มันสะท้อนแสงจันทร์และโคมไฟสีแดงในตอนกลางคืน
**
ฉินหวยหยวนกลับมาถึงจวนในเช้าวันรุ่งขึ้น ครั้นก้าวเท้าเข้าประตูก็ได้ยินเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เขาไม่ได้พูดอะไรมาก นอกจากเดินไปคำนับตอนเช้าให้กับล่าวไท่จุน
ตอนนั้นล่าวไท่จุนกำลังพูดคุยกับลูกสะใภ้ ภรรยาของหลานชายและหลานสาวของนางในห้องโถงใหญ่ของเรือนสื่อเซี่ยว
ฮูหยินสองยิ้มและอธิบายว่า “เมื่อวานนี้คุณหนูหกได้กระทำผิดไปแล้วและข้าได้ขังนางอยู่ในห้องเพื่ออ่านหนังสือ ‘คำสั่งห้ามผู้หญิง’ ข้าได้ยินว่าพี่สะใภ้เป็ลมแล้ว ตอนนี้กำลังพักอยู่ในเรือนของท่านแม่เพื่อพักผ่อนหรือ?”
เมื่อล่าวไท่จุนได้ยินเช่นนั้นก็ยกถ้วยน้ำชา ปลอกหยกบนนิ้วโป้งกระทบกับขอบถ้วยชาส่งเสียงคมชัด นางไม่สนใจสิ่งที่คุณหนูหกได้กระทำความผิดไป แต่โกรธด้วยคำพูดของฮูหยินสองซึ่งพูดถึงเื่เมื่อคืนนี้ นางวางถ้วยน้ำชาบนโต๊ะเล็กๆ ด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง
ฮูหยินสองตกตะลึงและพูดไม่ออกเป็ครู่ใหญ่
บรรยากาศผ่อนคลายภายในเรือนกลับกลายเป็แข็งเกร็งในทันใด
โชคดีที่มีเสียงของเด็กหญิงตัวเล็กๆ จากข้างนอกขัดจังหวะทลายความอึดอัดในห้องได้อย่างทันท่วงที
“ล่าวไท่จุน นายท่านกลับมาแล้วเ้าค่ะ”
ทุกคนโล่งใจ ไม่มีใครไม่รู้ว่านายท่านใหญ่เป็คนที่ล่าวไท่จุนโปรดปรานมากที่สุด
และล่าวไท่จุนก็มีรอยยิ้มบนใบหน้าของนางจริงๆ “รีบเชิญเข้ามา เมื่อคืนนี้อยู่ในวังและไม่ได้นอน วันนี้จะต้องเหนื่อยมากเป็แน่ หลู่จวน เ้าไปเตรียมอาหารให้กับนายท่านใหญ่ บอกเขาทานอาหาร แล้วก็พักผ่อนให้ดี”
แม่นมฉินยิ้มและตอบรับ
ฉินหวยหยวนปลดเสื้อคลุมของเขาออกก่อนเข้าไปในบ้าน เพื่อทักทายล่าวไท่จุนและสมาชิกคนอื่น สมาชิกผู้หญิงในครอบครัวก็คำนับให้กับฉินหวยหยวนด้วยเช่นกัน
ฉินหวยหยวนมองไปทางซ้ายและขวา แต่ไม่เห็นซุนซื่อกับฉินหยีหนิง เห็นเพียงฉินฮุ่ยหนิงที่สวมกระโปรงยาวกำลังมองมาและไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ฉินหวยหยวนเห็นการแต่งตัวของนางแล้วก็ขมวดคิ้ว
“หยีเจี่ยร์กำลังดูแลซุนซื่ออยู่หรือ?”
เดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้กลมข้างๆ ล่าวไท่จุน รับถ้วยชาจากบ่าวหรูยี่และจิบชาไปอึกหนึ่ง
ประโยคเดียวก็ทำให้ทุกคนเข้าใจทันทีว่า ฉินหวยหยวนทราบเื่เมื่อวานนี้แล้ว
ล่าวไท่จุนรู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
นางเป็คนหนึ่งที่เรียกร้องให้หย่าร้างกับซุนซื่อ นางพูดสิ่งเ่าั้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากฉินหวยหยวน เป็ผลให้ซุนซื่อโกรธจนเป็ลม ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็เป็สามีภรรยาไม่ใช่หรือ?
ล่าวไท่จุนไม่ได้ตอบ ส่วนคนอื่นในที่แห่งนั้นย่อมพูดไม่ได้เช่นกัน ฉินหวยหยวนหันไปมองฉินฮุ่ยหนิง “ฮุ่ยเจี่ยร์ เหตุใดเ้าไม่ได้ไปดูแลท่านแม่ของเ้าล่ะ?”
ทันทีที่ฉินฮุ่ยหนิงถูกเรียกชื่อนั้น นางก็เงยหน้าขึ้น มองสบสายตากับฉินหวยหยวนที่รู้ทุกอย่าง หัวใจของนางเต้นระรัวในทันใดและรีบเอ่ยขึ้น “เ้าค่ะ ลูกจะไปอยู่เ้าค่ะ แต่เดิมคิดว่าจะคำนับล่าวไท่จุนแล้วก็จะไปเลย”
“อืม เมื่อคืนนี้หยีเจี่ยร์เฝ้าทั้งคืนและตอนนี้ก็ถึงตาเ้าแล้ว” ฉินหวยหยวนโบกมือเล็กน้อย “เ้าไปตอนนี้เถิด เปลี่ยนให้หยีเจี่ยร์มาที่นี่ ข้ามีเื่จะพูดคุยกับนาง”
ข้อมูลในคำพูดของฉินหวยหยวนทำให้ทุกคนใ
ก่อนอื่น แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่บ้าน แต่เขาก็รู้ทุกเื่ที่เกิดขึ้น
ประการที่สอง ในหัวใจของฉินหวยหยวน ฉินหยีหนิงเลื่อนตำแหน่งจนสามารถจะ ‘เจรจาต่อรอง’ ได้แล้ว
เห็นได้ชัดว่าเขาคิดจะเลี้ยงลูกสาวให้เป็ลูกชายแล้ว
ฉินฮุ่ยหนิงไม่ได้คิดมากถึงเพียงนั้น แต่มีเพียงความหวงแหนเปี่ยมล้นกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่นางก้าวเท้าออกไปอย่างเคารพเชื่อฟัง ในใจของนางกลับรู้สึกเสียใจที่เคยกระทำกับฉินหยีหนิงเบาเกินไป นางคิดว่าเหตุใดถึงไม่มีโอกาสฆ่ากีบป่าฉินหยีหนิงนะ
