“ศิษย์พี่ เ้าคนที่ลงมือกับฉันในวันนี้ มันทำเกินไปจริงๆ” หูเซียงอวี้พูดพลางกัดฟันกรอด
หูเซียงอวี้เติบโตในวังจันทรา ภายใต้การกล่อมเกลาจากผู้าุโในนั้น ทำให้มีนิสัยหลงตัวเองและหยิ่งผยอง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง หูเซียงอวี้บังเอิญเห็นการแข่งขันเทควันโดรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เมื่อได้ยินผู้คนชื่นชมแชมป์ของการแข่งขันว่าเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในใต้หล้า หล่อนก็พ่นลมออกจากจมูกอย่างดูแคลน
หล่อนฉวยโอกาสตอนที่แชมป์การแข่งขันเทควันโดอยู่คนเดียว เข้าต่อสู้กับเขาหนึ่งครั้ง ผลปรากฏว่าหล่อนสามารถชนะเขาอย่างง่ายดาย หลังจากผ่านเื่ราวนี้ไป ทำให้หูเซียงอวี้ไม่เห็นคนธรรมดานอกนิกายอยู่ในสายตาของหล่อนเลย
เมื่อต้องมาเสียเปรียบให้เย่ฝานขนาดนี้ หูเซียงอวี้จึงหงุดหงิดเป็อย่างมาก
สือเยว่กวาดตามองหูเซียงอวี้แวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างจริงจัง “คนคนนั้นพวกเราอย่ายั่วโมโหเขาจะดีกว่า”
หูเซียงอวี้พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ศิษย์พี่ อย่าชื่นชมพลังความสามารถของคนอื่น จนดูถูกความสามารถของตัวเองสิคะ ถึงฉันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาก็จริง หรือว่าอาจารย์ก็ไม่สามารถต่อกรกับเขาได้?”
“ตระกูลหยางหนึ่งในสี่ตระกูลวิทยายุทธ์โบราณ เธอรู้จักใช่ไหม?”
หูเซียงอวี้พยักหน้าแล้วตอบว่า “รู้จักค่ะ สี่ตระกูลวิทยายุทธ์โบราณล้วนมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้ยินว่าไม่กี่ปีมานี้ตระกูลหยางเจริญรุ่งโรจน์มาก ทำให้อีกสามตระกูลที่เหลือเทียบพวกเขาไม่ติดเลย”
“นั่นมันเื่เมื่อหลายวันก่อนหน้านี้แล้ว เย่ฝานสนิทสนมกับมู่เหลียนผิงพอสมควร เขาช่วยมู่เหลียนผิงสั่งสอนหยางเหลิงเสวี่ยแห่งบ้านตระกูลหยาง หยางเชียนซันจึงออกมาแก้แค้นแทนหล่อน ผลปรากฏว่าเขาโดนเย่ฝานเล่นงานกลับจนต้องพิการ ตระกูลหยางจึงถูกโค่นยอดฝีมือไปหนึ่งคน ทำให้อำนาจและอิทธิพลของพวกเขาลดลงไปมาก”
สือเยว่หยุดนิ่งสักครู่แล้วพูดต่อว่า “เย่ฝานคนนั้นคือคนที่ลงมือกับเธอในวันนี้ ขนาดหยางเชียนซันแห่งบ้านตระกูลหยางยังโดนเล่นงานขนาดนั้น เธอพ่ายแพ้ให้กับเขาก็ไม่แปลก”
“ศิษย์พี่ เย่ฝานเก่งขนาดนั้นเลยหรือคะ?” หูเซียงอวี้ถามด้วยความสงสัย
“ถ้าไม่งั้น เธอคิดว่าเพราะอะไรบ้านตระกูลไป๋ถึงยอมยกคุณชายสามที่เป็หลานชายหัวแก้วหัวแหวนให้เย่ฝานล่ะ บ้านตระกูลไป๋ทำใจสละได้จริงๆ เพื่อเป็การมัดใจเย่ฝานเอาไว้ ถึงกับส่งหลานชายแท้ๆ ไปเป็ภรรยาของผู้ชายคนหนึ่ง แต่ว่าไป๋อวิ๋นซีก็นับว่าเก่งมาก ที่สามารถควบคุมเย่ฝานให้เชื่อฟังได้อยู่หมัด” สือเยว่พูดพลางหัวเราะอย่างเ็า
หูเซียงอวี้เปล่งเสียงฮึเบาๆ “หน้าไม่อายจริงๆ ศิษย์พี่ หรือว่าความแค้นของฉันครั้งนี้จะไม่อาจชำระความได้ เพียงเพราะเย่ฝานมีฝีมือเก่งกาจอย่างนั้นหรือคะ”
“อาจารย์บอกว่าไม่ให้พวกเรายุ่งกับเขา อย่าให้เกิดการปะทะกันเป็ดีที่สุด” สือเยว่กล่าว
หูเซียงอวี้ขมวดคิ้วเข้าหากัน สีหน้าแสดงความไม่พอใจ ไม่รู้ว่าหล่อนใส่ใจในคำพูดของสือเยว่บ้างหรือไม่
……........................................................................................
ณ มหาวิทยาลัยเหรินชวน
เย่ฝานตามเซี่ยวฉือเข้าไปยังบริเวณที่เกิดเื่ “ที่นี่แหละ ตอนที่วางศิลาฤกษ์เปิดหน้าดิน มีคนงานหมดสติไปหลายคน”
เย่ฝานกลอกลูกตาไปมา แล้วพูดว่าที่แห่งนี้มีค่ายกลกักเก็บธาตุหยิน ที่นี่ได้รับความเสียหายและทรุดโทรม น่าจะมีประวัติหลายสิบปี ไม่รู้ว่าใครเป็คนตั้งค่ายกลนี้ไว้
“ค่ายกลกักเก็บธาตุหยิน มันเอาไว้ทำอะไรเหรอ!”
เย่ฝานยักไหล่ “ไม่รู้เหมือนกันนะครับ!” เย่ฝานคิดในใจว่า ในโลกนี้มีทั้งหมอหนอนกู่ หมอไสยศาสตร์ หมอดูฮวงจุ้ยสายดำ อวิชชาแต่ละอย่างล้วนแปลกประหลาด ค่ายกลกักเก็บธาตุหยินนั่นได้รับความเสียหายไม่น้อย คงเป็เพราะไม่ได้รักษาให้ดีมาหลายปี นักพรตที่เป็ผู้ตั้งค่ายกลนี้ขึ้นมา บางทีอาจเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนแล้ว
“แล้วพอจะแก้ได้อะไรได้ไหม!”
“เื่เล็กครับ ผมจะทำลายค่ายกลนั้นซะ จากนั้นค่อยให้อธิการบดีเชิญพวกร่างทรงมาทำพิธีปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป ทำพิธีไม่กี่ครั้งก็น่าจะได้แล้วครับ”
เซี่ยวฉือพยักหน้ารับคำ “ดี”
……......................................................................................
เมื่อเย่ฝานกลับไปถึงคฤหาสน์ ไป๋อวิ๋นซีก็กลับไปถึงก่อนแล้ว
“กลับมาแล้วเหรอ” ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานแวบหนึ่ง แล้วถามอย่างี้เี
เย่ฝานอุ้มป๊อปคอร์นหนึ่งถังเอาไว้ในมือ พลันพยักหน้าตอบ “ใช่”
“ไปไหนมาล่ะ! ทำไมกลับดึกขนาดนี้?” ไป๋อวิ๋นซีเอียงหัวถาม
“โหวอันนัดฉันไปดูหนังเื่หนึ่งที่มีสาระ มีข้อคิดและมีความหมายทางการศึกษา หนังไม่เลวเลยนะ” เย่ฝานตอบถามด้วยใบหน้าระลึกถึงความสนุกนานของภาพยนตร์
“หนังเื่นั้นชื่ออะไรเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“เทพเซียน!”
ที่แท้ก็เป็อย่างที่คิด ไปดูภาพยนตร์การ์ตูนมาอีกเื่แล้วสินะ ภาพยนตร์เื่นี้น่าจะมีชื่อเต็มๆ ว่าเทพเซียนหมูบิน เพื่อประจบเย่ฝานแล้ว โหวอันถึงกับลงทุนนั่งดูการ์ตูนสมองกลวงแบบนั้นเป็เพื่อนเขา
“งานของโหวอันนายรับแล้วใช่ไหม?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานกะพริบตา แล้วตอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ใช่ ฉันรับงานเขามาแล้ว”
เย่ฝานอธิบายด้วยความประหม่า “ตอนแรกฉันก็คิดจะถามนายก่อน แต่หลังจากนั้น ฉันก็ได้รู้ว่าผู้หญิงที่โหวอันล่วงเกิน ที่จริงเป็พวกไก่อ่อนสมองกลวง นิกายของพวกหล่อนก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ดังนั้นฉันเลยคิดว่ายังไงก็รับๆ ไปเถอะ”
“ถ้าอย่างนั้น แสดงว่านายคิดว่าฝีมือของฝ่ายตรงข้าม ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลใช่ไหม?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานพยักหน้าตอบ “ก็ใช่น่ะสิ”
“งั้นเหรอ? ฉันคิดว่านายอยากจะซ่อนเงินไว้ใช้เอง ก็เลยรับงานนี้ซะอีก” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างเอื่อยเฉื่อย
เย่ฝานพูดอย่างไม่กล้า “ฉันจะซ่อนเงินไว้ใช้เองได้ยังไงกัน เงินที่ฉันทำงานได้มา ก็มอบให้นายดูแลทั้งหมดนั่นแหละ นายดูแขนเสื้อของฉันทั้งสองข้างสิ ไม่ได้ซ่อนอะไรไว้เลยนะ”
ไป๋อวิ๋นซีโบกมือ แล้วเอ่ยว่า “ช่างมันเถอะ ผู้ชายจะแอบซ่อนเงินไว้ใช้เองบ้าง ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอก! ฉันมีเื่จะพูดกับนาย...”
“่นี้ในเมืองหลวงมีผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณมากมายมารวมตัวกัน ปกติแล้วผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณมักจะไม่ปรากฏตัวภายนอกนัก แต่นายก็รู้ ภาพวาดูเาเซียนนั่นทำให้มีผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณมากมายคิดจะออกทะเล ระยะนี้เมืองหลวงมีคนมากหน้าหลายตา นายเองก็ไม่ต้องออกไปข้างนอกเลยนะ” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
“ทำไมล่ะ” เย่ฝานถาม
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ก็เพราะว่านายชอบก่อเื่น่ะสิ”
เย่ฝาน “ฉันเปล่านะ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
…….............................................................................
เซี่ยวฉือนั่งอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ มองหยกกองหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วหัวเราะเหมือนเด็ก
“คุณคะ คุณดูของพวกนี้อีกแล้วเหรอ?” มู่หว่านพูดด้วยความจนใจ
“ฉันมีของล้ำค่าเยอะขนาดนี้ เฮอะๆ ฉันนี่เก่งเสียจริง เธอรู้ไหม ่นี้ฉันเป็ที่ชื่นชอบของผู้คนมากเลยนะ! พวกที่เมื่อก่อนไม่ค่อยถูกกับฉัน ่นี้กลับประจบประแจงฉันเป็พิเศษเลย...” เซี่ยวฉือพูดอวดด้วยความภูมิใจ
มู่หว่านส่ายหน้าแล้วพูดว่า “คุณจะภูมิอกภูมิใจอะไรหนักหนา คนพวกนั้นเขาไม่ได้ชอบคุณ แต่สนใจหยกในมือคุณมากกว่า”
ก่อนหน้านี้ เย่ฝานมีความเคลื่อนไหวในเื่ต่างๆ ไม่น้อย ศาสตราจารย์หลายคนในมหาวิทยาลัยเหรินชวน ต่างรู้ข่าวของเย่ฝานที่ร่ำลือกัน
เื่ที่เย่ฝานมอบหยกคุ้มภัยสองพันชิ้นให้เป็สินสอดนั้น ไม่รู้ว่าเล็ดลอดออกไปได้ยังไง ตอนนี้คนภายนอกต่างกำลังให้ความสนใจเขาอยู่
“แล้วจะให้ทำยังไงได้? ในเมื่อตอนนี้หยกเหล่านี้ก็มาอยู่กับฉันแล้ว” เซี่ยวฉือพูดด้วยความภาคภูมิใจ
“เอาล่ะ มันก็แค่หยกไม่กี่สิบชิ้นก็เท่านั้น ทุกคืนเอาออกมาดูแล้วดูอีกไม่รู้กี่ครั้ง มันพฤติกรรมอะไรของคุณกันแน่!” มู่หว่านพูดอย่างไม่สบอารมณ์
เซี่ยวฉือพูดอย่างเอาจริงเอาจัง “มีคนมากมายจ้องจะ่ชิงของล้ำค่าของฉัน ฉันก็ต้องเอาออกมาตรวจดูทุกวันน่ะสิ”
มู่หว่าน “…”
ขณะที่เซี่ยวฉือและมู่หว่านกำลังพูดคุยกัน หยกที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะก็เปล่งแสงโดยพร้อมเพรียง แสงหลายสิบสายรวมเป็หนึ่ง แล้วพุ่งไปนอกหน้าต่าง กระจกหน้าต่างพลันแตกเป็เสี่ยงๆ ด้วยแรงกระแทก
เซี่ยวฉือมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความประหลาดใจ “มันเื่อะไรกันเนี่ย!”
มู่หว่านหน้านิ่วคิ้วขมวด แล้วพูดว่า “เป็เพราะคุณเอาหยกออกมาดูบ่อยๆ หรือเปล่า ดูไปดูมาจนเกิดปัญหาขึ้นอย่างนี้!”
“เป็ไปไม่ได้หรอก! จะมีเื่อย่างนั้นได้ยังไงกัน” เซี่ยวฉือกล่าว
เซี่ยวฉือเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปพลางหันซ้ายหันขวา “หรือจะมีคนแอบลอบทำร้ายเราจากด้านนอก หยกเ่าั้จึงเปล่งแสงเพื่อโต้กลับไป!”
มู่หว่านพูดอย่างไม่เห็นด้วย “ไม่น่าจะเป็ไปได้นะ ชุมชนของเรามีการรักษาความปลอดภัยแ่ามาก”
“วันนี้ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อเถอะ แล้วฉันจะลองไปถามเย่ฝานดู” เซี่ยวฉือพูดหลังจากครุ่นคิด
…….........................................................................................
วันที่สองของวันหยุด เซี่ยวฉือไม่มีอะไรทำ รู้สึกเบื่อจึงออกมาเดินเล่นในสวนสาธารณะของชุมชน
เมื่อคืนหลังจากเกิดเื่ สถานการณ์ทุกอย่างกลับมาสงบเหมือนเดิม หน้าต่างก็ซ่อมเสร็จแล้ว เซี่ยวฉือจึงลืมเื่ที่หยกเปล่งแสงเมื่อคืนไปเสียสนิท
“ศาสตราจารย์ คุณรู้เื่ไหม เมื่อคืนชุมชนของเราเกิดเื่ขึ้นด้วยล่ะ?” คุณปู่คนหนึ่งซึ่งเป็คณะกรรมชุมชนดึงแขนเซี่ยวฉือไว้ แล้วเข้ามาคุยด้วยความคันปากอยากเล่า
เซี่ยวฉือถามด้วยความประหลาดใจ “เกิดเื่? เกิดเื่อะไรหรือครับ!”
“เมื่อคืนมีผู้หญิงทั้งอายุน้อยและหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง นอนอยู่ใต้ต้นไม้ สลบไสลไม่ได้สติ รอจนรุ่งเช้าถึงมีคนมาพบเข้า แล้วส่งตัวหล่อนไปแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล”
“หล่อนเป็ใคร! เป็คนในชุมชนของเราหรือเปล่า?” เซี่ยวฉือถามด้วยความแปลกใจ
“หล่อนไม่ใช่คนในชุมชนของเรา ดูท่าทางของหล่อนแล้ว เหมือนกับจะพลาดตกลงมาจากต้นไม้”
เซี่ยวฉือครุ่นคิดแล้วพูดออกมา “ตกลงมาจากต้นไม้ หรือว่าหล่อนจะเป็ขโมย? หญิงสาวสมัยนี้เป็ยังไงกันนะ งานสุจริตมากมายไม่ไปทำ กลับมาเป็ขโมยเสียนี้”
“หญิงสาวคนนี้ไม่เหมือนขโมยทั่วๆ ไปนะ” คุณปู่คณะกรรมชุมชนพูดอย่างมีเลศนัย
“ไม่ปกติตรงไหนหรือครับ?”
“ในมือของหล่อนถือกระจกลักษณะแปลกๆ บานหนึ่ง กระจกนั่นแตกเป็รูโบ๋ขนาดใหญ่ ผมถ่ายรูปแล้วเอาไปถามผู้เชี่ยวชาญมา เขาบอกว่ากระจกนั่นเป็ของโบราณ และเป็เครื่องมือดูฮวงจุ้ยอย่างหนึ่ง เขายังบอกอีกหล่อนอาจเป็หมอดูฮวงจุ้ย คิดจะทำลายฮวงจุ้ยของบ้านใครสักหลัง แต่มาประสบอุบัติเหตุเข้าซะก่อน สงสัยจะถูกเล่นงานกลับน่ะ” คุณปู่คณะกรรมชุมชนเล่า
เซี่ยวฉือคิดว่าคำพูดของคุณปู่คณะกรรมชุมชนพูดเป็เพียงคำเล่าลือสนุกปาก แต่พอฟังมาถึงตรงนี้ เซี่ยวฉือก็คิดถึงเื่ที่หยกเปล่งแสง เขาพลันรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที
“แล้วหญิงสาวคนนั้นอยู่ที่ไหน!”
“ถูกส่งไปโรงพยาบาลแล้ว”
เซี่ยวฉือพยักหน้า แล้วเปล่งเสียงตอบรับ “แล้วกระจกล่ะ?”
“ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของหญิงสาวคนนั้น ก็เลยโทรไปแจ้งตำรวจ กระจกนั่นก็ถูกตำรวจเอาไปแล้ว”
……........................................................................................
ณ สถานีตำรวจ
“เ้าหน้าที่เฉิน คุณคิดว่ากระจกนี้มันยังไงกันแน่?”
เมื่อคืนนี้ชุมชนที่เซี่ยวฉืออาศัยอยู่เกิดเื่ขึ้น จึงมีคนโทรมาแจ้งความเพราะสงสัยว่าหล่อนจะเป็ขโมย ความจริงพวกเขาควรพาผู้หญิงคนนั้นมาที่สถานีตำรวจเพื่อสอบถามให้รู้เื่ แต่เสียดายที่ผู้หญิงคนนั้นหมดสติไป เลยต้องส่งตัวไปตรวจอาการที่โรงพยาบาลก่อน สุดท้ายจึงไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลอะไรกลับมาเลย
เฉินเข่อหลันค้นหาข้อมูลของกระจก แล้วพูดว่า “ผู้เชี่ยวชาญยืนยันแล้วว่า มันอาจจะเป็ของโบราณอายุกว่าหนึ่งพันปี แต่น่าเสียดายที่มันแตกไปเสียแล้ว”
“เ้าหน้าที่เฉิน คุณคิดว่าหญิงสาวคนนั้นไปทำอะไรที่ชุมชนนั่นกันแน่!”
เฉินเข่อหลันยักไหล่ แล้วพูดว่า “ใครจะไปรู้ล่ะคะ?”
เฉินเข่อหลันสงสัยว่าผู้หญิงคนนั้นไปที่นั่นเพราะเซี่ยวฉือ เพราะต้นไม้ที่หล่อนตกลงมา อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับอะพาร์ตเมนต์ของเซี่ยวฉือพอดี
“จางหลิน นายกลับมาแล้วเหรอ สถานการณ์ที่โรงพยาบาลเป็ยังไงบ้าง” เฉินเข่อหลันมองตำรวจที่รับผิดชอบดูแลหญิงสาวคนนั้นที่โรงพยาบาล แล้วรีบถามด้วยความอยากรู้
“มีคนมารับหล่อนไปแล้ว”
เฉินเข่อหลันขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ไม่พาหล่อนกลับมาทำบันทึกประจำวันก่อนเหรอ?”
จางหลินส่ายหน้าพลางพูดว่า “เปล่า หล่อนมีผู้หนุนหลัง คนพวกนั้นพาหล่อนกลับไปแล้ว ฉันจะห้ามไว้ก็คงจะไม่ดีนัก”
เฉินเข่อหลันพูดด้วยความเบื่อหน่าย “คนนั้นก็มีผู้หนุนหลัง คนนี้ก็มีผู้หนุนหลัง อย่างนี้พวกเราจะทำงานต่อไปได้ไหม?”
จางหลินหัวเราะเฝื่อนๆ แล้วพูดว่า “ในเมืองหลวงมีบุคคลในสังคมชั้นสูงที่มีอำนาจและอิทธิพลมากมาย ทำให้พวกเราทำงานลำบากไม่น้อย”
เฉินเข่อหลัน “…”
จางหลินเห็นกระจกบนโต๊ะ แล้วสั่งว่า “ใช่แล้ว กระจกนี่! เบื้องบนกำลังถามถึงมันอยู่ พวกเรารีบเอาของนี่มอบให้เบื้องบนเถอะ”
เฉินเข่อหลันพูดอย่างหมดอารมณ์ “ได้ค่ะ”
