“แก รนหาที่ตาย” ชายกลางคนหน้าตาน่าเกลียดพูดเสียงดัง
เขาเกลียดที่สุดเวลาคนบอกว่าเขาเป็หมู ลับหลังก็ไม่ได้ ทันใดคิ้วก็ขมวดขึ้น ยกขวานขึ้นสูงแล้วฟันไปทางหลิงเซียว พร้อมกับพลังพิเศษเฉพาะของจอมยุทธชั้นจันทรา ผู้คนโดยรอบรีบเขยิบถอยหลังทันใด
ขณะที่ขวานใหญ่กำลังจะโดนตัวหลิงเซียวนั้น ร่างเขาก็ปรากฏเปลวไฟสีม่วงขึ้นมาอย่างน่าแปลกประหลาด ความร้อนแรงของเปลวไฟนั้นทันใดก็เพิ่มอุณหภูมิอบอ้าวรอบๆ นั้นอย่างมาก จากนั้นแปรเปลี่ยนเป็ลักษณะคล้ายัไฟพันขวานใหญ่นั้นไว้ พริบตาก็เผาไหม้เป็จุญ จากนั้นเปลวไฟสีม่วงนั้นก็ลอยพุ่งไปยังชายกลางคน…
ชายกลางคนไม่ทันได้ร้องออกมา เปลวไฟก็พุ่งทะลวงตัวเขา จากนั้นกระจายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
คนทั้งหมดต่างพากันผวากับภาพนี้
เมื่อเปลวไฟสีม่วงหายไป ร่างของชายกลางคนก็ล้มฟุบลงไป เืไหลท่วมตัว เพียงชั่วครู่กองเืก็ไหลเต็มพื้นถนน บนหน้าอกชายกลางคนนั้นปรากฏเป็รูโบ๋ตรงกลาง
หลายคนปิดปากพูดไม่ออก สายตาผวาจ้องไปยังใบหน้าสง่างดงามที่กำลังยิ้มแย้ม ใครจะคิดว่า ชายที่ยิ้มแย้มนุ่มนวลกลับลงมือได้อย่างโเี้
จัดการประมุขแก๊งเขี้ยวหมาป่าที่สิบกว่าปีไม่มีใครกล้าหือด้วย จอมยุทธชั้นจันทรากลับถูกชายผู้นี้ฆ่าอย่างง่ายดาย ช่างโชคร้ายเสียจริง
แต่การลงมือของชายผู้นี้ที่เหี้ยมโหดเฉียบขาด ในเมืองฮุยจี๋อันสงบสุขนี้ไม่ได้พบเจอมานาน แต่วันนี้เกิดขึ้นแล้ว เหี้ยมจนผู้คนต่างพากันตกตะลึง
โหยวเสี่ยวโม่ก็คาดไม่ถึง พลันกลืนน้ำลาย เงยหน้ามองหลิงเซียว
เขานึกว่าอย่างมากหลิงเซียวก็แค่ไล่ตะเพิดพวกเขาไป คิดไม่ถึงว่าจะถึงขั้นเอาชีวิต แต่เขาก็ไม่ได้ใมากนัก เพราะในถ้ำน้ำแข็งตอนนั้น เขาก็เคยเห็นหลิงเซียวฆ่าผู้าุโเจียงด้วยฝ่ามือเดียวมาแล้ว กล้าฆ่าแม้กระทั่งผู้าุโของสำนักเทียนซิน ยังมีใครที่เขาไม่กล้าฆ่าอีก แม้ผู้าุโเจียงจะเป็สายสืบก็เถอะ
ดังนั้นเขารู้มานานแล้วว่าหลิงเซียวนั้นเป็คนเหี้ยม แต่สิ่งที่ในใจคิดไว้กับภาพที่เห็นกับตาก็ยังเทียบกันไม่ติด
กลุ่มคนเมื่อครู่ที่ชี้หน้าหลิงเซียวอย่างได้ใจ หน้าซีดเผือดหลังเห็นประมุขพรรคของตนถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา สายตาหวาดผวาจ้องมองร่างสูงโปร่งของหลิงเซียว ขาสั่นเทิ้มแทบยืนไม่อยู่ เื่แก้แค้นให้ประมุขพรรคยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“เอาศพประมุขพรรคพวกเ้าไป แล้วรีบไสหัวไปซะ หรือว่า อยากอยู่เป็เพื่อนกับประมุขพวกเ้าล่ะ?” หลิงเซียวจ้องพวกเขาแล้วเอ่ยอย่างนิ่มนวล
แก๊งเขี้ยวหมาป่าทุกคนต่างขนลุกชันด้วยน้ำเสียงนิ่มนวลนั้น รีบกุลีกุจอกันลุกไปหน้าประมุขพรรค จากนั้นเก็บศพเขาแล้วก็หายไปต่อหน้าเขาอย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะ เราไปกันเถอะ” หลิงเซียวก้มหน้าบอกกับโหยวเสี่ยวโม่
โหยวเสี่ยวโม่รีบเดินตามเขาแล้วหายไปท่ามกลางฝูงชนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากไม่มีกองเืบนถนน หลายคนคงคิดว่าภาพที่เกิดขึ้นเมื่อครู่คือฝันไป แต่มันช่างน่าตะลึงจริงๆ
หลังจากที่พวกเขาจากไปไม่นาน มีคนชายคนหนึ่งพากลุ่มทหารคุ้มกันชุดดำมา แต่ช้าไปก้าวเดียว เพราะเหตุการณ์จบไปแล้ว คนก็หายไปหมดแล้ว หากไม่ใช่เพราะเืบนถนน ทหารคุ้มกันอาจนึกว่าชายผู้นั้นแจ้งความเท็จก็ได้ เพราะไม่มีอะไรให้ดู คนแยกย้ายกันหมดแล้ว
เดินไปตามถนนอย่างช้าๆ โหยวเสี่ยวโม่ก็กวาดตามองร้านค้าสองฝั่ง
ย่านที่เจริญที่สุดในเมืองฮุยจี๋ สิ่งของที่ค้าขายมีครบครันกว่าเมืองเหอผิงมาก เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็เจอร้านโอสถหรือร้านหญ้าเซียน แต่ร้านพวกนี้นับว่าเล็กกว่า ด้านในร้านพอมีเงาคนบ้าง แต่ไม่เยอะ
โหยวเสี่ยวโม่อยากเข้าไปดู แต่หลิงเซียวไม่ได้หยุด เขาก็ไม่กล้าวิ่งเข้าไปเอง
สองคนเดินไปราวสิบห้านาที โหยวเสี่ยวโม่กวาดตาดูโดยรอบแล้วก็หมายตาที่ร้านแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างใหญ่โต ้ามีป้ายชื่อสีทองอ่อนสลักไว้ว่า ‘ร้านคลังโอสถ’ ตัวอักษรเก่าแก่ นอกจากนี้ ขอบด้านล่างแผ่นป้ายก็มีสลักดาวสีแดงไว้เจ็ดดวง แสดงให้เห็นว่าเป็กิจการในเครือของเจ็ดดวงดารา
ร้านนี้มีประตูเข้าออกสี่ด้าน เทียบกับร้านค้าโดยรอบ ร้านนี้ถือว่าดูหรูกว่า
ตอนนี้เอง หลิงเซียวก็หยุดเดิน ก้มหน้าบอกกับเขา “ที่นี่แหละ”
โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้าอย่างดีใจ เดินเข้าไปในร้านที่ดูดีไม่ธรรมดา พึ่งจะเข้าไป ก็ได้กลิ่นหอมของยาโชยเข้าจมูก ความเข้มข้นนั้นเกือบทำให้เขาจาม พอดูอย่างละเอียด ในดวงตาก็เต็มไปด้วยสิ่งของน่าตื่นตาตื่นใจ
ร้านคลังโอสถด้านในนั้นไม่ได้กว้างมากนัก สี่ทิศนั้นมีของมากมาย แต่ก็ถูกจัดเรียงอยู่บนชั้นวางอย่างเป็ระเบียบ ชั้นวางเหมือนทำจากคริสตัลคล้ายกับตู้กระจกของยุคปัจจุบัน แต่ชั้นวางพวกนี้แข็งแรงกว่าตู้กระจกมาก มีพลังปราณแผ่บางๆ ตรงผิวเผิน ด้านในนั้นจัดวางยาเซียนตันหลากหลายขั้น ทั้งยังมีหญ้าเซียนไม่น้อย
คงเพราะตู้ชั้นวางนั้นสามารถกักขังพลังปราณ หญ้าเซียนด้านในจึงไม่มีท่าทีห่อเหี่ยวแต่อย่างใด ดึงดูดสายตาคนยิ่งนัก ส่วนตู้อื่นก็พอมีคนยืนดูบ้าง เสียงคุยกันจอแจรอบทิศ
โหยวเสี่ยวโม่มองไปแล้วน้ำลายเกือบหก บนตู้นั้นมีหญ้าเซียนขั้นกลางคุณภาพระดับกลางอยู่มากมาย ส่วนใหญ่เป็ขั้นสี่ถึงขั้นหกที่เห็นได้ทั่วไป ส่วนหญ้าเซียนขั้นต่ำนั้นไม่ค่อยมี ร้านโอสถขนาดใหญ่นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ
แต่พอเขาเห็นราคาที่ระบุไว้บนนั้น ถึงกับต้องเบิกตามอง ขูดรีดกันเหลือเกิน หญ้าเซียนขั้นสี่ต้นเดียวราคาสูงถึงสองหมื่นตำลึงทอง อีกทั้งยังเป็แค่ระดับปานกลาง หากระดับสูงไม่ถึงห้าหกหมื่นเลยรึไง?
การค้าขายเช่นนี้กำไรมากโขเลย เขาได้แต่อิจฉา!
เมื่อดูได้รอบหนึ่ง เขาก็ถอนสายตาอย่างครุ่นคิด
เขาคิดไปถึงตอนที่ขายยาที่ร้านยาในเมืองเหอผิง เงินที่ได้ตอนนั้นยังไม่ได้หนึ่งในสิบของราคาหญ้าเซียนขั้นสี่นี่เลย ช่างจี้ใจเขาเหลือเกิน แต่ขณะเดียวกันก็โชคดีที่เขาปลูกเองได้ ไม่งั้นถ้าให้เขาซื้อเองคงไม่ไหว
เมื่อก่อนเคยได้ยินศิษย์พี่ใหญ่บอกว่า นักหลอมโอสถแม้จะเป็อาชีพที่ได้ผลประโยชน์ แต่ก็เป็อาชีพที่ผลาญเงินมาก ตอนนี้ดูแล้ว จริงอย่างที่เขาพูดไว้ไม่ผิด!
“นายท่านทั้งสอง มีอะไรให้ช่วยมั้ยเ้าคะ?”
สาวบริการสวมชุดขาวออกมาต้อนรับ สายตานิ่งสงบจ้องมองทั้งคู่ ท้ายสุดก็กลับมาจดจ้องอยู่ที่หลิงเซียวอย่างไม่น่าแปลกใจ ท่าทางนอบน้อม
หลิงเซียวไม่ได้ตอบนางทันที แต่ขณะที่นางพูดอยู่นั้น ก็แอบเหลือบมองโหยวเสี่ยวโม่ เขายังไม่ลืมเื่ที่ศิษย์น้องเล็กบอกเขาที่โรงประมูลเจ็ดดวงดารา แต่ตอนที่เขามองไป อีกฝ่ายไม่เพียงไม่ได้สนใจหญิงสาวผู้นั้น หากแต่มีท่าทีครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ถึงได้ถอนสายตากลับมาอย่างพอใจ
“ที่นี่รับซื้อยาเซียนตันรึเปล่า?”
สาวบริการชะงัก พลันรีบพยักหน้า “รับค่ะ แต่ว่าอยู่ชั้นสอง ท่านทั้งสองโปรดตามข้ามา”
ถัดมา โหยวเสี่ยวโม่ก็ถูกหลิงเซียวหิ้วขึ้นชั้นสอง
ชั้นสองของร้านคลังโอสถไม่ได้หรูหราเท่าชั้นล่าง มันกลับดูเรียบง่าย ตกแต่งด้วยสีขาวสะอาดตา ตรงกลางห้องก็มีตู้กระจกวางเรียงราย บนชั้นวางมีกล่องหยกนับไม่ถ้วนวางอยู่ แต่ที่น่าเอะใจคือ หญ้าเซียนส่วนใหญ่เป็แบบคุณภาพสูง สีขาวจางๆ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่หญ้าเซียนธรรมดา
ไม่แปลกใจทำไมร้านนี้ถึงเป็ร้านโอสถที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฮุยจี๋ มีของสะสมเยอะแยะมากมายนี่เอง
ตรงกลางห้องมีคนยืนอยู่มากมาย จากตัวคนเหล่านี้ โหยวเสี่ยวโม่รับรู้ได้ถึงพลังอันแกร่งกล้าจากดวงิญญาของพวกเขา ล้วนเป็นักหลอมโอสถ แต่ก็จริง คนที่จะมาซื้อหญ้าเซียนคงมีแค่นักหลอมโอสถเท่านั้น
สาวรับใช้พาพวกเขามาหน้าผู้เฒ่าสวมชุดนักพรตสีดำคนหนึ่ง จากนั้นบอกสถานการณ์คร่าวๆ
ผู้เฒ่าผายมือให้นางออกไปได้ จากนั้นสายตามาหยุดที่คนทั้งสอง ในที่สุดโหยวเสี่ยวโม่ก็ถูกมองด้วยสายตาหนักแน่นขึ้นมาบ้าง เพราะคนที่มาขายยาเซียนตันคงมีแค่นักหลอมโอสถที่มีความสามารถเช่นนี้ แต่นักฝึกตนนั้นไม่มีทางมาขายแน่นอน เพราะพวกเขาน่าจะเก็บไว้ใช้เองมากกว่า
“น้องชายท่านนี้้าขายยาเซียนตันอะไรรึ? แต่ข้าขอแจ้งไว้ก่อนว่าทางเราไม่รับยาเซียนตันทั่วไป”
ผู้เฒ่าเอ่ยเสียงเรียบ เขากล่าวถึงจุดนี้ดักไว้ก่อนคงเพราะดูออกว่าโหยวเสี่ยวโม่เป็เพียงนักหลอมโอสถระดับล่าง ซึ่งยาเซียนตันที่ขายคงจำกัดอยู่แค่ขั้นหนึ่งถึงขั้นสาม อีกทั้งยังเป็คุณภาพระดับล่าง และร้านคลังโอสถนั้นไม่รับยาคุณภาพระดับล่าง
โหยวเสี่ยวโม่เองก็พอเข้าใจถึงความคิดเขา ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม พลันหยิบขวดยาห้าขวดออกมาวางบนหน้าเขา
ผู้เฒ่าหยิบขึ้นมาขวดหนึ่ง เมื่อเปิดออกก็มีกลิ่นยาหอมโชยเตะจมูก สีหน้าผู้เฒ่าเปลี่ยนไป รีบเทยาออกมาเม็ดหนึ่ง เป็ยาเม็ดสีเหลืองทองที่กลิ้งไปมาในอุ้งมือ ดูจากสีและพลังปราณ ชัดเจนว่าเป็ยาเซียนตันขั้นสองแบบคุณภาพสูง
จากนั้นผู้เฒ่าก็จ้องมองยาในขวด ด้านในบรรจุอยู่ราวห้าสิบเม็ด ถัดมาดูอีกสี่ขวดที่เหลือ ล้วนเป็ขั้นสองแบบคุณภาพสูง ขวดละห้าสิบเม็ด แววตาของผู้เฒ่าฉายความประหลาดใจ
“ท่าน…หลอมเองทั้งหมดหรือ?” ผู้เฒ่าจ้องมองอย่างอดสงสัยไม่ได้
ยากที่จะเชื่อได้ว่าคนที่พลังปราณไม่กล้าแกร่งอะไร อายุไม่เกินสิบเจ็ดสิบแปดกลับเป็ถึงนักหลอมโอสถขั้นสอง ที่สำคัญกว่าคือ เขากลับหลอมยาเซียนตันขั้นสองคุณภาพสูงได้ถึงสองร้อยห้าสิบเม็ด
ร้านคลังโอสถแม้จะเป็ร้านยาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฮุยจี๋ แต่ไม่มีใครสามารถเอายาเซียนตันชั้นสูงสองร้อยห้าสิบเม็ดออกมาได้ในคราวเดียวเช่นนี้แน่ อีกอย่างเขาไปหาหญ้าเซียนชั้นสูงมาจากไหนเยอะแยะ?
