นางอดถูกภาพหลอนทำให้ใ ตงฟางซวี่ที่อยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงของนาง “มีอะไรหรือ?”
ซีเยว่ได้สติกลับมา มองไปยังใบหน้างดงามที่เข้ามาใกล้ ภาพเบื้องหน้าฟื้นคืนสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง ภาพหลอนเมื่อสักครู่นี้ราวกับกำลังบอกตนเองว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนมีในวันนี้ ล้วนเป็สิ่งที่ผู้อื่นมอบให้ เป็เพียงดอกไม้ที่สะท้อนเงาจันทร์อยู่ในสายน้ำ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลายเป็เมฆหมอก
เพียงแต่ความอบอุ่นที่กอบกุมฝ่ามือของตนในตอนนี้เป็ความจริง จะให้นางเชื่อได้อย่างไร?
นางยังไม่ได้ลิ้มลองเกียรติยศที่อยู่เหนือคนนับหมื่นอยู่ภายใต้คนเพียงคนเดียว นางยังไม่ได้เสพสุขกับความภาคภูมิใจที่เป็จุดรวมสายตาของผู้คนเช่นนี้
“ไม่ ไม่มีอะไรเพคะ”
ขันทีใหญ่ที่อยู่ด้านข้างมองอย่างกระวนกระวาย เมื่อครู่นี้รัชทายาทเหม่อลอย ตอนนี้ก็เป็พระชายาเหม่อลอย
“รัชทายาท พระชายา ควรจะจุดธูปกราบไหว้ฟ้าดินได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ทั้งสองจับมือกันหันไปรับธูปสำหรับกราบไหว้ฟ้าดินอันใหญ่ที่ขันทีใหญ่ส่งมาให้ จากนั้นจึงจุดธูปคารวะไปยังท้องฟ้าสามครั้ง เสร็จแล้วจึงมีขันทีน้อยเดินเข้ามา นำธูปไปปักในกระถางให้พวกเขา
ทันใดนั้นเสียงกลองและฆ้องดังอึกทึก
เสียงเล็กแหลมของขันทีใหญ่ดังขึ้นไปในอากาศ “พิธีเสร็จสิ้น...” เสียงนี้ดังก้องอยู่เนิ่นนาน
ภายในพระราชวังยามค่ำคืนคึกคักเป็พิเศษ
โต๊ะเลี้ยงฉลองนับพันจัดวางเกือบเต็มพื้นที่กว้าง เงาร่างในอาภรณ์สีแดงดึงดูดความสนใจของผู้คนเป็พิเศษ
“วันนี้รัชทายาททรงดูเกษมสำราญยิ่งนัก?”
“ใช่แล้ว ไม่เคยเห็นพระองค์มีท่าทางยินดีถึงเพียงนี้มาก่อนเลยเชียว”
“พระชายางดงามดุจบุปผา ย่อมควรค่าแก่ความยินดี”
“มา พวกเรามาดื่มกัน!”
เหล่าขุนนางพูดคุยสนทนา มีเสียงหัวเราะอันเบิกบานดังแว่วขึ้นเป็ระยะ
ท่านอัครมหาเสนาบดีจี้จิ่นกลับใช้ดวงตาอันเฉียบแหลมมองสำรวจไปยังบุรุษอาภรณ์สีแดงในฝูงชนที่ได้รับการเยินยอจากผู้คน บนใบหน้าของเขาแขวนไปด้วยรอยยิ้มเบิกบานถึงเพียงนั้น แต่จี้จิ่นกลับสามารถคาดเดาได้ ยิ่งเขายิ้มอย่างเบิกบานเพียงใด ในใจก็ยิ่งขมขื่นมากเท่านั้น
อย่างไรก็ตามในสายตาของจี้จิ่น นี่เป็ความอดทนที่เขาควรจะต้องมี กล่าวได้เพียงว่าสตรีเช่นหย่งจี๋เสี้ยนจู่นำพาความตกตะลึงมาให้พวกเขามากมายเหลือเกิน ทำให้ผู้คนมิอาจปล่อยวางและมิอาจยอมแพ้
มีความชมชอบมากเพียงใด ก็มีความสูญเสียมากเท่านั้น
“ฝ่าา พระองค์ทรงดื่มมากเกินไปแล้ว!”
เฟิ่งอวี่เดินเข้ามาจับบุรุษที่กำลังรับเหล้าจากนางข้าหลวง แขนของตงฟางซวี่แกว่งไปมา เหล้าในจอกหกลงบนร่างของเขาโดยไม่รู้ตัว
“เฟิ่งอวี่ เ้ามาแล้วหรือ? ฮ่าๆ วันนี้เป็วันแต่งงานของข้า มา เ้ากับข้าพี่น้องชนแก้วกัน!
เมื่อมองรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา เฟิ่งอวี่รู้สึกอารมณ์ขุ่นมัวยิ่ง “ฝ่าา พระองค์ดื่มมากเกินไปแล้ว! ไปเถอะ กระหม่อมจะพยุงพระองค์ไปพักด้านข้าง!”
“รอก่อน เหตุใดอวิ๋นเฟิงจึงไม่มา? วันนี้เป็วันแต่งงานของข้าเชียวนะ!”
ใบหน้างดงามหล่อเหลาแดงก่ำ กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง
“อวิ๋นเฟิงไปชายแดนแล้ว! อีกหลายวันถึงจะกลับมา!” เฟิ่งอวี่ดวงตาเย็นะเืจนนางข้าหลวงด้านข้างไม่กล้าเข้ามาเทเหล้าอีก
“วันนี้เป็วันแต่งงานของข้า เขาถึงกับไม่ยอมกลับมา ฮ่าๆ รอเขากลับมาก่อนเถิด ข้าจะต้องดื่มกับเขาสามวันสามคืน!”
อาการเมามายที่เห็นได้ชัดถึงเพียงนี้ เหตุใดผู้อื่นจะมองไม่ออก เฟิ่งอวี่หงุดหงิดใจ ชั่วขณะนั้นไม่รู้จะทำอย่างไรดี ในตอนที่เขาเหม่อลอย ตงฟางซวี่ก็ดึงมือเขาให้เดินไปทางด้านหนึ่งแล้ว
อาภรณ์สีแดงพลันปรากฏเบื้องหน้าของจี้จิ่น เขาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นดวงตาอันพร่าเลือนที่แฝงไปด้วยความหมายของตงฟางซวี่
“ท่านอัครมหาเสนาบดี รัชทายาทอย่างข้าขอคารวะท่านหนึ่งจอก!”
จี้จิ่นรีบลุกขึ้นยืน “กระหม่อมไม่กล้า”
“วันนี้เป็วันแต่งงานของข้า จะมาไม่กล้าอะไรกัน ดื่ม!”
จี้จิ่นมองจอกเหล้าที่เขาส่งมาให้ด้วยอารมณ์เคร่งขรึม จากนั้นจึงรับมายกขึ้นดื่ม รสชาติอันร้อนแรงดุจไฟแผดเผาไหลลงสู่ลำคอ ชั่วขณะนั้นทำให้จิตใจร้อนรุ่มจนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเป็ปม
“ฮ่าๆ ครั้งนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีทำความดีความชอบ วันหน้าจะต้องทำประโยชน์ให้แคว้นเฉินของข้าต่อไป…ข้ารัชทายาท เชื่อใจเ้า...”
“ฝ่าา เวลาไม่เช้าแล้ว...” มีขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาดึงเขาเอาไว้ ไม่คิดว่ากลับถูกตงฟางซวี่สะบัดออก คนอื่นรีบตามเข้ามาใกล้
เฟิ่งอวี่ไม่วางใจจึงคิดจะเข้าไปดู เขาเดินผ่านข้างกายจี้จิ่น ทว่ากลับมีเสียงดังขึ้นมาเบาๆ
“ให้ฝ่าาดื่มเถิด หากว่าไม่เมา เกรงว่าคืนนี้คงมิอาจผ่านไปได้ด้วยดี”
เฟิ่งอวี่รู้สึกประหลาดใจ เมื่อหันกลับไปจึงได้สบตากับดวงตาอันลึกล้ำแฝงไปด้วยความหมายของท่านอัครมหาเสนาบดี อีกฝ่ายมองไปทางตำหนักประทับของรัชทายาทปราดหนึ่ง เฟิ่งอวี่จึงเข้าใจความหมายของเขาโดยพลัน
หรือจะกล่าวว่า รัชทายาทด้านหนึ่งก็หยิบยืมเหล้าคลายกังวล อีกด้านหนึ่งคิดจะใช้เหตุผลนี้ไม่ร่วมหอกับพระชายา?
แต่ว่า...หลบได้ครั้งหนึ่งใช่ว่าจะหลบได้ไปตลอด
เอาเถิด จะอย่างไรก็เมามายจนมีสภาพเช่นนี้แล้ว
อีกด้านหนึ่ง
เทียนสีแดงส่องสว่างเบาบาง ด้านนอกมีเสียงแห่งความยินดีดังแว่วเข้ามา ทำให้ดวงหน้าสตรีของหงส์คู่ันั้นเห่อร้อน
ซีเยว่มองโคมไฟที่กวัดแกว่ง เวลาไม่เช้าแล้ว เขาควรจะใกล้กลับมาแล้วกระมัง
อดไม่ได้ที่จะยกผ้าคลุมหน้าสีแดงของตนขึ้น มองสำรวจตำหนักประทับมงคลอันกว้างขวางนี้อย่างละเอียด รอบด้านแขวนไปด้วยอักษรภาพหลายรูป ยังมีกระบี่หยกงดงามจนอดใจไม่ได้ที่จะยื่นมือไปัั ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขึ้นหลายส่วน
ยามนี้ บริเวณหน้าต่างมีเงาร่างทอดยาวออกมาทำให้ใบหน้าของซีเยว่พลันเปลี่ยนไป
นางมองไปด้านนอกครู่หนึ่ง ผลักบานหน้าต่างให้เปิดออก พบนกพิราบสื่อสารสีดำเกาะอยู่ตรงนั้น ที่กรงเล็บมีม้วนจดหมายผูกอยู่
เมื่อเปิดออกอ่าน คิ้วงดงามประณีตจำต้องขมวดแน่น
ไม่นึกว่าคืนนี้จะ้าให้ตนเองวางยาลงในจอกเหล้า...
นางทราบดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็เพียงดอกไม้ที่สะท้อนอยู่ในสายน้ำ ขอเพียงตนเองถูกควบคุมวันหนึ่ง ก็จะไม่มีทางได้รับสิ่งที่ตน้าตลอดไป
เป็ผู้ใดที่มาแคว้นเฉินกัน? นางรู้ว่าฝ่าาจะต้องส่งคนมาแคว้นเฉินเพื่อให้มั่นใจ ไม่แน่ว่าการกระทำทุกอย่างของตนอาจจะตกอยู่ภายใต้การจับจ้องของผู้อื่นตลอดเวลาก็เป็ได้
นางในวันนี้กลายเป็พระชายารัชทายาทแห่งแคว้นเฉินแล้ว แต่ยังต้องถูกผู้อื่นควบคุม เมื่อคิดแล้วก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
“ไป!” ไล่นกออกไปอย่างไม่พอใจ แต่ซีเยว่รู้ดีว่าหากตนเองไม่ทำ ไม่นานก็จะถูกลงโทษ
นางค่อยๆ เดินไปข้างโต๊ะ มองไปยังผลไม้งดงามละลานตา สุดท้ายจึงอยู่สายตาอยู่บนกาเหล้าสีทอง
หยิบผงยาที่นำติดตัวออกมาถูกกำอยู่ในมือแน่น หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเริ่มเคลื่อนไหว
ภายนอกมีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น
“พระชายาเพคะ ฝ่าาใกล้จะมาแล้ว พระชายาโปรดรอสักครู่เพคะ”
ดวงตาของนางสว่างวาบ รีบยื่นมือออกไปเปิดกาเหล้าแล้วเทผงยาลงไป จากนั้นจึงกลับไปบนเตียงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นำผ้าคลุมหน้าสีแดงมาสวมใส่ตามปกติ
เสียงฝีเท้าดังขึ้น
เกิดเงาสะท้อนนอกหน้าต่าง มีคนจำนวนหนึ่งกำลังเข้ามาใกล้ตำหนักประทับ ซีเยว่สูดหายใจลึกก้มหน้ามองนิ้วเรียวยาวอันงดงามของตน ในใจรู้สึกกลับมีความตื่นเต้นอยู่ส่วนหนึ่ง
“รัชทายาทมาถึงแล้ว...”
ประตูค่อยๆ ถูกเปิดออก ทว่ากลับมีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังแว่วมา
“ดื่ม รัชทายาทอย่างข้ายัง้าดื่มต่อ!”
กลิ่นเหล้าอันเข้มข้นโชยมาจากบริเวณนั้น ประสาทรับกลิ่นของซีเยว่เฉียบแหลมกว่าคนธรรมดา คิ้วงามของนางขมวดแน่น นี่มันเกิดอะไรขึ้น? หรือว่ารัชทายาทแคว้นเฉินดื่มเหล้าจนเมามายในวันแต่งงาน?
“นี่...ฝ่าา ทางนี้ ทางนี้เพคะ...”
ข้าราชบริพารหลายคนประคองตงฟางซวี่ บุรุษผู้นี้เดินเซไปเซมา ทันใดนั้นเขามิอาจทรงตัวได้จนล้มลงไปยังทิศทางของเชิงเทียน
“์! ฝ่าาระวังเพคะ!”
บุคคลที่อยู่เื้ัเห็นสถานการณ์อันย่ำแย่ของเ้าบ่าวจึงรีบพุ่งเข้าไป ใช้ร่างกายของตัวเองขวางขอบโต๊ะอันแหลมคมไว้ ได้ยินเสียงปึงปังดังสนั่น ผลไม้ที่เดิมทีจัดเรียงอย่างสวยงามอยู่บนโต๊ะถูกการเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้หกลงสู่พื้นไปกว่าครึ่ง เครื่องลายครามและเครื่องหยกแตกกระจายเต็มพื้น
“แย่แล้ว...”
องค์หญิงซีเยว่ยืนขึ้น ปลดผ้าคลุมหน้าสีแดงของตนออก มองความอัปลักษณ์และความวุ่นวายของเหล่าข้าราชบริพารบนพื้น ตื่นตะลึงจนกล่าวอะไรไม่ออก
“ฝ่าาาเ็หรือไม่เพคะ? ฝ่าา? ฝ่าา?!” เหล่าข้าราชบริพารพยายามลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก อย่างไรก็ตามรัชทายาทถึงกับนอนแผ่หราอยู่บนพื้นไม่ยอมส่งเสียง ทุกคนสบตากัน ด้านหนึ่งพยายามมองข้ามใบหน้าอันมืดครึ้มของพระชายา อีกด้านหนึ่งคิดหาทางที่จะปลุกรัชทายาทให้ตื่น
เพียงแต่ว่าแม้จะมีเสียงร้องเรียกของพวกนาง รัชทายาทกลับจมลงสู่การหลับลึก
สี่เหนียง1เห็นว่าเหล้ามงคลนี้คงไม่อาจดื่มได้แล้ว นางมองไปยังเศษสิ่งของที่แตกอยู่เต็มพื้นอีกครั้ง จากนั้นทำได้เพียงพยายามทำหน้าหนาแล้วะโออกมา “ดอกไม้เบ่งบานเต็มพื้น! ดอกไม้เบ่งบานเต็มพื้น! เป็ลางดี!”
“ใช่แล้ว เป็ลางดี!” เหล่านางข้าหลวงพากันะโ
องค์หญิงซีเยว่รู้สึกไม่พอใจอยู่เต็มอก นางคิดไม่ถึงว่าตงฟางซวี่จะเสียมารยาทถึงเพียงนี้ นี่เป็คืนเข้าหอของพวกเขาสองคนนะ!
ทว่านางมองเหล้ามงคลที่หกอยู่เต็มพื้น ในใจกลับรู้สึกผ่อนคลาย หากเป็เช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าตนเองไม่ยอมทำภารกิจให้สำเร็จ แต่เป็เพราะเกิดอุบัติเหตุขึ้น เช่นนั้นพวกเขาก็มิอาจตำหนิตนได้
บรรยากาศภายในห้องหอกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ทุกคนพยุงตงฟางซวี่ขึ้นด้วยความวุ่นวายพาไปส่งบนเตียง สี่เหนียงผู้นั้นกล่าวคำที่ผู้อื่นฟังไม่ค่อยเข้าใจ แล้วจึงรีบพาทุกคนถอยออกไปด้วยความกระวนกระวาย เหลืออยู่เพียงซีเยว่ที่มีใบหน้าดูไม่ได้
บุรุษบนเตียงนอนยืดกายอยู่เช่นนั้น กลิ่นเหล้าทั่วร่างทำให้ซีเยว่ยากที่จะรับไหว ชั่วขณะนั้นทำให้นางถอยห่างออกไปหลายจั้งด้วยความโกรธจางๆ นั่งลงบนเก้าอี้อย่างแรง มองไปยังเงาร่างในอาภรณ์สีแดงที่อยู่ไกลๆ
“หึ ช่างเหลวไหลจริงๆ...”
นางแค่นเสียงเบาๆครั้งหนึ่ง ยื่นมือออกไปปลดเครื่องประดับบนร่างของตนโยนไปด้านข้างอย่างไม่สบอารมณ์
...
วันต่อมา
“ออกไปเถิด”
แม่นมที่ควรเข้าไปเก็บผ้ามงคลในห้องหอ ถือผ้าปูเตียงอันสะอาดสะอ้านเดินกลับเข้าไปในตำหนักของไทเฮา
เื่ที่รัชทายาทดื่มจนเมามายเมื่อคืนนี้ ทั่วทั้งวังไม่มีผู้ใดไม่รู้ ไทเฮาเองก็ย่อมรู้ว่าวันนี้แม่นมจะทำหน้าที่ไม่สำเร็จ
“ครั้งนี้รัชทายาทกระทำไม่เหมาะสมเกินไป”
เนิ่นนานผ่านไป ไทเฮาจึงตรัสประโยคนี้ออกมา ฮองเฮาที่อยู่ด้านข้างทรงพระสรวลอย่างจนใจ พระองค์เข้าใจรัชทายาทของตนเองเป็อย่างดี รู้ถึงความคิดของเขา ถึงแม้ว่าจะอับจนหนทาง แต่กลับไม่รู้สึกหงุดหงิดเท่าไรนัก อย่างไรเสียองค์หญิงซีเยว่ผู้นั้นก็เป็หมากตัวหนึ่งที่แคว้นอี้ส่งมา เบื้องหน้าต้องต้อนรับปฏิบัติอย่างมีมารยาท แต่ความจริงกลับควรจะป้องกันเอาไว้บ้าง
“ฝ่าา ควรจะไปคารวะไทเฮาที่ตำหนักฉือหนิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีใหญ่กล่าวข้างหูของตงฟางซวี่ด้วยเสียงอันเบา บุรุษที่สดชื่นขึ้นมาบ้างแล้วนวดขมับตนเองเบาๆ “อืม”
“ฝ่าา เปลี่ยนอาภรณ์เถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ในยามนี้เอง เสียงอันอ่อนโยนเสียงหนึ่งดังขึ้น “ให้เปิ่นกงทำเองเถิด”
ทุกคนหันไป พบสตรีในอาภรณ์สีทองกำลังย่างเท้าเข้ามาโดยมีคนตามมาเป็กลุ่ม บนหน้าของนางมีความอ่อนโยนเบ่งบานราวดอกไม้ สายตาที่มองไปยังตงฟางซวี่เต็มไปด้วยความเขินอาย
ทุกคนถอยออกไปด้านข้างอย่างรู้ความ พระชายา้าเปลี่ยนอาภรณ์ให้ฝ่าา ความรักเช่นนี้ช่างทำให้ผู้คนอิจฉาเสียจริง
ตงฟางซวี่ลืมตาขึ้น รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างดูราวกับกำลังอยู่ในความฝัน เพียงไม่นาน เมื่อมือเล็กๆ อันเย็นเฉียบคู่นั้นวางลงบนคอของเขาในตอนที่เขาไม่รู้ตัว ตงฟางซวี่จึงสติแจ่มชัดขึ้นมาในพริบตา
“ฝ่าา เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่เพคะ?”
ในน้ำเสียงอันอ่อนโยนของซีเยว่ ไม่พบเจตนาต่อว่าแม้แต่ครึ่งส่วน
******************************
1 สี่เหนียง หมายถึง หญิงแต่งงานแล้วที่มาอยู่เป็เพื่อนเ้าสาวในห้องหอ โดยจะทำหน้าที่แนะนำสิ่งต่างๆ ให้แก่เ้าสาวในพิธีแต่งงาน
