“ครอบครัวของเ้ามีเื่ใหญ่เกิดขึ้น แต่เดิมข้าไม่ควรว่าอะไรเ้า แต่เ้าก็ไม่ควรลืมสถานะของตัวเอง แม้ว่าเ้าจะเป็ลูกสาวของตระกูลซุน แต่เ้าก็แต่งงานเข้ามาเป็ภรรยาของตระกูลฉินแล้ว ทำอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องนึกถึงสถานการณ์ของครอบครัวฉินด้วยถึงจะถูก อย่าลืมว่าสามีของเ้าเป็ไท่ซือของราชวงศ์”
หลายวันมานี้ล่าวไท่จุนอดกลั้นความโกรธมาโดยตลอด
แม้ว่าซุนหยวนิผู้มีความสามารถอันยิ่งใหญ่เป็ไปเช่นนั้น ทำให้ใจหายอย่างแท้จริง แต่ล่าวไท่จุนกังวลว่าครอบครัวตระกูลฉินจะได้รับผลกระทบจากจวนติ้งกั๋วกงด้วย
ฮ่องเต้ทรงมีเจตจำนงและไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม คำสั่งของฮ่องเต้นั้นย่อมเป็คำสั่งของฮ่องเต้ และแม้ว่าซุนหยวนิจะก่อโศกนาฏกรรมด้วยความตายและความทะเยอทะยาน แต่การไม่รับฟังคำสั่งของฮ่องเต้นั้นเป็ความจริง
ในวันที่เกิดเหตุวันนั้น เมื่อฉินหวยหยวนรีบวิ่งไปที่จวนของติ้งกั๋วกง ล่าวไท่จุนจะขัดขวางด้วยซ้ำ แต่ลูกชายของนางโตแล้ว มีความคิดเป็ของตัวเอง นางหยุดเขาไม่ได้
แต่เดิมคิดว่าฉินหวยหยวนแค่ไปดูเท่านั้น ใครจะคาดคิดว่าเขาจะช่วยงานบ้านซุน นางจึงส่งคนไปบอกว่าตนเองป่วยและขอให้ฉินหวยหยวนกลับมาดูแล เขาจึงกลับมาดูอยู่พักหนึ่ง แต่หลังจากเห็นว่านางแกล้งทำเป็ป่วย จากนั้นก็พูดด้วยเหตุผลบางอย่างแล้วก็ออกไป
แต่นางทำเช่นนี้ก็เพื่อใครหรือ?
นางไม่ได้คิดว่าพอลูกชายแต่งงานกับลูกสะใภ้ จากนั้นก็ลืมแม่ของเขา บางทีมันอาจเป็เพราะซุนซื่อกระทำหรือพูดอะไรบางอย่าง
มันไม่ง่ายเลยที่จะทำให้ซุนซื่อยอมกลับบ้าน นางจะไม่แผลงฤทธิ์เดชอีกครั้งได้อย่างไร?
เดิมที ซุนซื่อกำลังอยู่ในอารมณ์โศกเศร้า ซ้ำร้ายถ้อยคำของล่าวไท่จุนยิ่งทำให้นางรู้สึกเวียนศีรษะมากขึ้น นางไม่เชี่ยวชาญการวิเคราะห์เื่ใหญ่ๆ เหล่านี้ั้แ่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ยามนั้นใจของนางเหมือนมีเพียงน้ำท่วมท้น นางไม่ได้นึกถึงความหมายเชิงลึกของล่าวไท่จุน รู้แต่เพียงว่าล่าวไท่จุนโทษนางเพราะอยู่บ้านพ่อแม่เวลานานก็เท่านั้น
ครั้นฉินหยีหนิงเห็นสีหน้าของซุนซื่อ นางก็รู้ในทันทีว่ามารดาจะเอ่ยประโยคตอบโต้ นางจะหยุดปากของซุนซื่อ แต่กลับไม่เร็วเท่ากับถ้อยคำที่ถูกโพล่งพูดออกไป
“ล่าวไท่จุนไม่มีเหตุผลมากเกินไปแล้ว ครอบครัวของท่านพ่อท่านแม่ของข้ามีเื่เช่นนี้ ท่านพ่อและท่านแม่ของข้าทั้งเศร้าและล้มป่วย นอกจากนั้นงานของหยวนิก็ยังจัดการไม่เสร็จ ข้าจะละทิ้งโดยไม่ช่วยเหลือได้อย่างไรเล่า? ล่าวไท่จุนก็ลองนึกถึงตัวเองถ้าอยู่ในสถานการณ์นั้นด้วย จะไม่มีเหตุผลเช่นนี้ไม่ได้นะเ้าคะ!”
เสียงของซุนซื่อค่อนข้างแหบห้าว ดังนั้นเวลาที่นางกรีดร้องขึ้นมาก็เป็เสียงแหบมากขึ้น
ฉินหยีหนิงได้ฟังคำพูดของซุนซื่อย่อมรู้ทันควันว่าจะมีบางอย่างไม่ดีเกิดขึ้น นางรีบอธิบายอย่างรวดเร็ว “ล่าวไท่จุน อย่าโกรธท่านแม่เลยเ้าค่ะ ท่านแม่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะเ้าคะ...”
ทว่าล่าวไท่จุนกลับลุกขึ้นยืนด้วยโทสะ นางไม่ได้ยินในสิ่งที่ฉินหยีหนิงพูดอีกต่อไป
“เ้าพูดว่าข้าสร้างปัญหาโดยไม่มีเหตุผลหรือ? มีลูกสะใภ้ที่พูดกับแม่สามีอย่างเ้าหรือไม่? ตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้าใจกว้างกับเ้า เ้าก็ทำเหมือนข้าเป็ลูกพลับอ่อนที่จะรังแกง่ายๆ อย่างนั้นหรือ? เ้าให้ข้าลองนึกถึงตัวเองถ้าอยู่ในสถานการณ์นั้น? ข้าไม่ได้มีหลานชายของลูกชายคนโตต้องมาตายเช่นนี้ ข้าไม่สามารถเข้าใจได้จริงๆ”
“ท่าน!” ซุนซื่อสั่นไปทั้งตัว
สิ่งที่น่าเสียใจที่สุดในชีวิตของนางก็คือนางไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายสักคนหนึ่งให้กับฉินหวยหยวน หลายปีมานี้ นางได้รับสายตาดูถูกจากแม่สามีไม่น้อย สุดท้ายอีกฝ่ายก็ใช้สิ่งนั้นกระแทกกระทั้นหัวใจของนางอีกครั้ง
น้ำตาของซุนซื่อไหลออกมาราวกับไข่มุก นางยกมือทาบไว้บนหน้าอก ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา
“ข้ารู้ว่าล่าวไท่จุนไม่ชอบข้า ข้า...”
“เ้ายังอยากกลับไปที่บ้านพ่อแม่ของเ้าหรือไม่?” ล่าวไท่จุนเห็นซุนซื่อร้องไห้ ทั้งหงุดหงิด ทั้งระบายออกมาอย่างไม่คิดระงับ หัวเราะเยาะพร้อมเอ่ยขึ้น “เ้าคิดว่าจวนติ้งกั๋วกงยังคงเป็จวนติ้งกั๋วกงเหมือนเดิมหรือ เห็นว่าเ้าเป็ลูกสะใภ้ ข้าจะแนะนำให้เ้าประโยคหนึ่ง แม้ว่าหยวนินั้นตายอย่างน่าเศร้า แต่เขาก็ไม่เชื่อฟังคำสั่งของฮ่องเต้อยู่ดี ฮ่องเต้ยังไม่ได้ออกคำสั่ง แต่จวนติ้งกั๋วกงของพวกเ้าก็เท่ากับแขวนมีดไว้แล้ว หากเ้าเป็คนกตัญญูจริงๆ ก็ถึงเวลาคิดเพื่อพ่อแม่และพี่น้องของเ้าแล้ว!
เ้าก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ทำสิ่งต่างๆ เทียบเท่าลูกสาวของตัวเองยังไม่ได้เลย? เ้าดูฮุ่ยเจี่ยร์สิ ถูกเ้าสอนจนเป็อะไรไปแล้ว ถ้าเห็นพฤติกรรมของเ้าเป็เช่นนี้ ข้าต้องขอบคุณที่หยีเจี่ยร์โชคดีถูกสลับตัวไป ไม่ได้ถูกเ้าสอนและไม่ต้องบิดเบี้ยว!”
คำพูดที่อ่อนไหวเช่นนั้น ยิ่งทำให้ใบหน้าของซุนซื่อซีดเซียว
ล่าวไท่จุนตำหนินาง แต่ก็ไม่ควรบริภาษต่อหน้าลูกสาวและบ่าวของนาง ทำเช่นนั้นจะให้นางประพฤติตนอย่างไรในอนาคต!?
ซุนซื่อรู้สึกว่าเกียรติของนางถูกล่าวไท่จุนเหยียบย่ำจนกลายเป็ฝุ่นธุลีเสียแล้ว
อีกด้านหนึ่งของฉินฮุ่ยหนิงซึ่งเห็นคนที่นางรักเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา ทำให้หลายวันที่ผ่านนางไม่ได้กินไม่ได้ดื่มอะไรเลย ใบหน้าของนางดูซีดจางและซูบผอมลงถนัดตา ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องมาได้ยินล่าวไท่จุนดุด่าคนนี้ แต่ความจริงแล้วกำลังดุด่าอีกคน ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนโดนดูถูก ถึงจะโกรธไปก็ไม่อาจทำอะไรได้
ความกล้าและความรักที่มีต่อนางซึ่งเป็คนนอก ราวกับนกพิราบแย่งรังนกกางเขนอยู่ ก็เท่ากับช่วยรักษาหลานสาวคนโตของล่าวไท่จุนไปแล้ว
ฉินหยีหนิงมองซุนซื่อที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก แล้วมองดูล่าวไท่จุนที่กำลังโกรธ จากนั้นมองไปที่ฉินฮุ่ยหนิงผู้ซึ่งกำลังก้มหน้าลง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าทำอะไรไม่ถูก
หัวสมองของซุนซื่อไม่ชัดเจน
ล่าวไท่จุนก็เป็คนหัวสูงเกินไป รักในผลประโยชน์แต่กลับหลีกเลี่ยงอันตรายอย่างมาก
ฉินฮุ่ยหนิงตอนนี้เป็คนที่ไวต่อความรู้สึกและขี้อิจฉา...
ถ้าให้ทั้งสามคนเผชิญหน้ากันอีก กลัวว่าคงจะเกิดเื่ใหญ่ขึ้นได้
ฉินหยีหนิงส่งสายตาให้แม่นมฉินที่อยู่ข้างๆ ล่าวไท่จุนเพื่อขอความช่วยเหลือ
แม่นมฉินรับรู้ในทันที นางพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ลูบหน้าอกของล่าวไท่จุนเพื่อให้คลายความขุ่นเคืองและประคองให้หญิงชรานั่งลง พร้อมพูดด้วยเหตุผล “ล่าวไท่จุนใจเย็นๆ ฮูหยินใหญ่เป็คนตรงไปตรงมา แต่หัวใจของนางไม่ได้คดเคี้ยวคิดไม่ดีนะเ้าคะ เป็ครอบครัวเดียวกัน ลับหลังท่านก็ยังเป็ห่วงครอบครัวของฮูหยินใหญ่ไม่ใช่หรือเ้าคะ?”
อึดใจต่อมานางก็หันไปพูดกับซุนซื่อ “ฮูหยินใหญ่อย่าโทษล่าวไท่จุนที่พูดแรงเกินไปเลยนะเ้าคะ นี่ก็เป็คำพูดที่พูดโดยไม่คิดแต่อย่างใด ล่าวไท่จุนทำไปก็เพราะเป็ห่วงครอบครัวนี้นะเ้าคะ”
นางไม่เพียงคล้อยตามความโกรธของล่าวไท่จุนเท่านั้น แต่ยังทอดขั้นบันไดให้ซุนซื่ออีกด้วย
คนเฉลียวฉลาดย่อมต้องเดินไปตามนี้ ยอมขอโทษรับผิดในทันที เดี๋ยวเื่ก็จบแล้ว
แต่ซุนซื่อปากไว นางพูดอย่างรวดเร็ว “ข้ารู้ว่าล่าวไท่จุนเห็นว่าครอบครัวของข้าเกิดเื่ขึ้นก็เลยจะอยู่ไกลๆ เข้าไว้ ก่อนหน้านี้เมื่อครอบครัวของเรามีอำนาจรุ่งเรือง ที่พวกเ้ามาประจบสอพลออยากจะมีความสัมพันธ์ที่ดีด้วยนั้น ไปไหนหมดแล้วหรือ? ตอนนี้ล่าวแหย่บินทะยานสูงขึ้นฟ้าแล้ว พวกเ้ากลับลืมว่าใครเป็คนสนับสนุน มีเื่เกิดขึ้นก็หดคอเข้า ช่างใจร้ายใจดำสิ้นดี ทำให้ข้ามองไม่ลง”
ซุนซื่อกำลังบอกความเป็จริง
แต่ถึงจะเป็ความจริงสักเพียงใด ก็ไม่ควรพูดโดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์!
หรือว่าคำพูดเหล่านี้พูดออกมาแล้ว ในอนาคตจะไม่ใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลฉินหรือ?
ฉินหยีหนิงแนบหน้าผากลงกับฝ่ามือ พริบตาต่อมาก็รีบดึงซุนซื่อให้คุกเข่า “ล่าวไท่จุน ใจเย็นๆ ท่านแม่ของข้าเศร้าเสียใจจนสับสนแล้ว นางไม่ได้ตั้งใจนะเ้าคะ”
“ไม่ได้ตั้งใจหรือ?” ใบหน้าของล่าวไท่จุนแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็เพราะถูกเปิดโปงจนอับอายหรือเป็เพราะโกรธกันแน่
“ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่เ้าที่ให้กำเนิดลูกสาวผู้ชาญฉลาดคนนี้ละก็ ข้าจะให้ลูกชายของข้าหย่ากับเ้าในทันที”
“ถ้าเ้าไม่้าให้ลูกชายของเ้ามีชื่อเสียงในเื่เคารพที่สูง และเหยียบที่ต่ำละก็ รีบมาหย่าได้เลย ครอบครัวสามีเช่นนี้ ข้าทนมามากพอแล้ว”
ซุนซื่อสะบัดมือของฉินหยีหนิง ลุกขึ้นพลางก้าวเท้าฉับๆ ออกไปเลย
ฉินหยีหนิงรีบดึงซุนซื่อ พร้อมกับขยิบตาให้กับฉินฮุ่ยหนิง
อย่างน้อยฉินฮุ่ยหนิงก็รู้ดีกว่าซุนซื่ออยู่หลายส่วน วันปกตินั้นนางจะแตกแยกกับฉินหยีหนิงมากเท่าใด แต่ในเวลาสำคัญย่อมควรรู้ว่าใครที่เป็ครอบครัวเดียวกัน ต่างก็เป็คนของบ้านใหญ่ ซุนซื่อสร้างปัญหาขึ้นมา บ้านใหญ่ก็อับอายไปทั้งหมด
แต่เห็นได้ชัดว่าฉินหยีหนิงนั้นประเมินค่าสติปัญญาของฉินฮุ่ยหนิงสูงมากเกินไป และประเมินความเห็นแก่ตัวของนางต่ำเกินไป
“ล่าวไท่จุน” ฉินฮุ่ยหนิงคุกเข่าลง หลายวันมานี้นางร้องไห้จนตาบวม ั์ตาแดงช้ำของนางจึงปรากฏละอองน้ำอยู่ภายใน “ท่านย่าอย่าโกรธเลยนะเ้าคะ ท่านแม่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะพูดสิ่งเหล่านี้นะเ้าคะ ความสัมพันธ์ส่วนตัวของท่านแม่กับท่านพ่อนั้นดีมาก ท่านอย่านึกถึงอย่างอื่นเลย อย่างน้อยก็ให้เกียรติท่านพ่อและยกโทษให้เถิดนะเ้าคะ”
คำพูดดังกล่าวฟังคล้ายกำลังโน้มน้าว แต่เมื่อมาวางบนตัวของล่าวไท่จุน นั่นเทียบเท่ากับการเทน้ำมันร้อนหนึ่งช้อนลงบนกองไฟ
ล่าวไท่จุนรักลูกชายของนางมากที่สุด ประการสำคัญอีกอย่างคือ นางรู้สึกว่าลูกชายเป็ของตน มิหนำซ้ำความรู้สึกเป็เ้าข้าวเ้าของที่มีต่อฉินหวยหยวนยังมากมายเหนือบุตรคนอื่น แม้ว่านางจะหวังให้ลูกชายกับลูกสะใภ้สามัคคีปรองดอง แต่เมื่อเห็นลูกสะใภ้ทำเื่โง่ๆ ก็โกรธได้เช่นกัน ภายในใจนั้นรู้สึกว่าลูกสะใภ้ไม่ดีและลูกชายย่อมรู้ว่าใครเป็คนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขามากที่สุด
ฉินฮุ่ยหนิงจับความคิดของล่าวไท่จุนนี้ได้พอดี
รวมถึงตอนนี้ซุนซื่อไม่ได้รักนางแล้ว เหตุใดนางจะต้องพูดให้กับซุนซื่อ? ในบ้านนี้ ไม่มีอะไรดีสักอย่าง
ประโยคดังกล่าวทำให้ใจของล่าวไท่จุนราวกับถูกแทง นางทุบกาน้ำชาและถ้วยน้ำชา ตะเบ็งเสียงด่าทอ “ข้ารู้ว่าเป็เพราะผู้หญิงโง่อย่างเ้าพูดอะไรไว้กับเิเกอร์ ขอให้เิเกอร์อยู่ในจวนติ้งกั๋วกงเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของพ่อแม่เ้า เ้าก็ไม่ดูด้วยเลย ว่าตอนนี้หลานชายของเ้าได้ตายไปแล้ว หรือว่าเ้าอยากจะให้สามีของเ้าได้รับผลกระทบไปด้วย”
ซุนซื่อถูกฉินหยีหนิงดึงไว้ได้ยินคำพูดของล่าวไท่จุนเช่นนั้น จึงโกรธจนสีหน้าขาวซีด ขณะที่นางกำลังจะเปิดปากตอบโต้ นางก็รู้สึกเ็ปหัวใจอย่างฉับพลัน ก่อนจะหน้ามืดและร่างกายก็อ่อนแรงล้มลง
“ท่านแม่ ท่านแม่” ฉินหยีหนิงประคองร่างซึ่งโผเผไร้เรี่ยวแรงของซุนซื่อ
“โอ๊ย ฮูหยินใหญ่เป็ลมล้มลงแล้ว” แม่นมฉินรีบเรียกคนมาอย่างรวดเร็วพร้อมสั่งการ “รีบไปเชิญหมอมาที่นี่”
ล่าวไท่จุนตกตะลึง
นี่เป็วิชากลอุบายใหม่ของนางหรือ? เป็ลมจริงหรือเสแสร้ง? เป็ลมตอนนี้เพราะอยากจะข่มขู่นางหรือว่าอย่างไร?
ในขณะนั้นแม่นมฉินได้วิ่งออกมาแล้ว “เร็วเข้า เร็วเข้า รีบอุ้มฮูหยินเข้าบ้านก่อน”
บ่าวทั้งหลายต่างก็เดินมาเพื่อช่วยยกคนเข้าบ้าน
“ไม่สามารถเคลื่อนย้ายสุ่มสี่สุ่มห้าได้” ฉินหยีหนิงรีบดึงคนที่เข้ามาวุ่นวายให้ออกไป พร้อมพูดว่า “ข้าเคยเห็นคนที่หมดสติอย่างกะทันหัน หลังจากเคลื่อนไหวโดยพลการ ต่อมาหมอบอกว่ามันเกิดจากอาการหัวใจวาย มีอาการเกิดขึ้นมาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ รีบไปเรียกปิงถางก่อน เร็วเข้า”
ประโยคสุดท้ายคือออกคำสั่งกับจี๋เสียง
พวกนางเพิ่งกลับมาถึงจวน ปิงถางกับซงหลานต่างก็ถูกฉินหยีหนิงส่งกลับเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอาบน้ำ และสิ่งอื่นๆ ไม่ได้สั่งให้ติดตามอยู่ข้างกายด้วย
จี๋เสียงพยักหน้าและวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉินหยีหนิงกังวลมาก นางทั้งกดที่ง่ามนิ้วและดูแลเบื้องต้น
ฝ่ายฉินฮุ่ยหนิงคุกเข่าอยู่ข้างๆ ซุนซื่อ น้ำตาของนางไหลพรากลงมา “ท่านแม่ ท่านอย่าทำให้ลูกสาวใเลย ท่านรีบฟื้นขึ้นมาเถิดนะเ้าคะ”
ฉินหยีหนิงหัวเราะเย้ยหยัน ไม่คิดหลีกเลี่ยงล่าวไท่จุน แม่นมฉินหยุนหรือบ่าวคนอื่นๆ ที่เฝ้าดูอยู่ในลานบ้าน นางยกมือขึ้นตบฉินฮุ่ยหนิงจนได้ยินเสียงชัด
นางตบอย่างไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร ฉินฮุ่ยหนิงเ็ปจนตาของนางเห็นเป็รูปดาวหลายดวงและล้มลงไปกองกับพื้น ครั้นเงยศีรษะก็พบว่ามีเืออกทางปากและฟันหลุดออกมาหนึ่งซี่ด้วย
“อ๊า! ฟันของข้า! เ้า!”
“ฉินฮุ่ยหนิง ข้าจะบอกเ้าให้ ท่านแม่ของข้าไม่ได้เป็อะไรก็ดี แต่ถ้าเกิดท่านแม่ของข้าเป็อะไรขึ้นมา ข้าจะสับเ้าเป็คนแรก"
“เ้ากล้า!
“ถ้าไม่เชื่อ เ้าก็ลองดู!”
ดวงตาของฉินหยีหนิงนั้นดุร้ายเกินไป เพียงแค่สบตาก็พลอยทำให้ฉินฮุ่ยหนิงตัวสั่นสะท้าน นางไม่กล้ามองอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิงและกำลังของนางก็อ่อนแอลง
“เื่นี้จะโทษข้าได้อย่างไร”
“ไม่โทษเ้า หรือจะให้โทษล่าวไท่จุน? ล่าวไท่จุนเป็มารดาที่มีใจเมตตา แต่เดิมก็ไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่เ้ายั่วยุผิดถูก ทำให้นางพูดคำเ่าั้ขึ้นมา” ฉินหยีหนิงถูมือหนาวเหน็บของซุนซื่อ และบีบที่มือของมารดาต่อไป เค้นคำพูดจริงจังดุกร้าวอีกประโยค “ตอนนี้ข้าจะไม่โต้เถียงกับเ้า ถ้าท่านแม่ของข้าไม่เป็อะไร ข้ายังสามารถช่วยชีวิตเ้าได้ แต่ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับท่านแม่ เ้าล้างคอของตัวเองให้สะอาดและรอไว้เลย”
