ณ ร้านขายหยก
“นายจะไปเมืองหลวงงั้นเหรอ?” โจวจิ่นจือเอ่ยถาม
เย่ฝานพยักหน้าตอบว่า “ใช่ครับ! ก็อวิ๋นซีเนื้อหอมขนาดนั้น ผมคงต้องไปเยี่ยมเขาสักหน่อย”
เย่ฝานคิดในใจว่า ปกติแล้วผู้ที่มีร่างเทียนหยินแฝงอยู่จะสามารถดูได้จากเวลาตกฟากและวันเดือนปีเกิด เพราะใน่วัยเด็กร่างนี้จะยังดูไม่ออก แต่เมื่อร่างกายเติบโตตามกาลเวลาพลังหยินที่สะสมในร่างจะค่อยๆ แสดงออกมา ซึ่งจะมีแรงดึงดูดภูตผีปีศาจเข้ามาหา! หากร่างของไป๋อวิ๋นซีเริ่มมีพลังหยินปะทุขึ้นมาเมื่อไร แน่นอนว่าภูตผีทั้งหลายต้องมุ่งมาหาเขาแน่นอน
โดยทั่วไปแล้ว พลังหยินในร่างเทียนหยินจะปะทุขึ้นเมื่อเ้าของร่างมีอายุครบยี่สิบปี
ไป๋อวิ๋นซีอายุยังน้อยแต่ดูเป็ผู้ใหญ่ ความจริงแล้วเขาเพิ่งจะอายุครบสิบเก้าปี แต่ว่าครั้งก่อนที่ ‘ผีดิบองค์หญิง’ ััถึงเขาได้ ไม่แน่ว่าพลังหยินในร่างของเขาอาจปะทุขึ้นก่อนเวลาอันควร
โจวจิ่นจือหัวเราะแล้วพูดว่า “ไป๋อวิ๋นซี คุณชายสามแห่งบ้านตระกูลไป๋นั้นมีคนชื่นชอบไม่น้อย ทั้งดาวโรงเรียนเอย! หญิงงามที่มีชื่อเสียงเอย! ล้วนหลงใหลในตัวเขา หากถึงเมืองหลวงแล้ว คำพูดโง่ๆ ที่ว่านายจะจีบไป๋อวิ๋นซีมาเป็เมียนั้น อย่าได้พูดออกมาจะดีกว่า”
“ทำไมล่ะครับ?” เย่ฝานถามกลับ
ในอีกภพของเขา มีคนไม่น้อยเป็แม่สื่อแนะนำคู่ครองให้เขา หลังจากเขาแต่งกับภรรยาเอกแล้ว ยังมีคนมากมายยอมเป็อนุของเขา
“นายอาจโดนต่อยเอาได้” โจวจิ่นจือกล่าวเตือน
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “คุณอาจจะไม่รู้ว่าฝีมือของผมเก่งกาจขึ้นไม่น้อย คนปกติทั่วไปไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผมหรอก”
โจวจิ่นจือ “…”
“นายอาจจะตัวเปื้อนไปด้วยน้ำลาย นายอยากโดนถ่มน้ำลายใส่เหรอ?” โจวจิ่นจือพูดอย่างจริงจัง
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “นั่นมันก็สกปรกเกินไปมั้ง!”
“งั้นนายต้องสำรวมวาจาไว้ให้ดีๆ” โจวจิ่นจือกล่าวอย่างมีเหตุผล
เย่ฝานพูดด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้ม “คุณดุจังเลย! คุณไม่เป็มิตรกับผมแบบนี้ อีกหน่อยถ้าผมได้แต่งงานกับอวิ๋นซีจริงๆ ผมจะไม่เชิญคุณไปร่วมงานด้วยแน่”
โจวจิ่นจือพูดเยาะด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “สภาพของนายเป็อย่างนี้ จะแต่งคุณชายไป๋มาเป็เมีย สงสัยต้องรอชาติหน้าแล้วล่ะ...”
เย่ฝานตอบกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ตาเฒ่าโจว อย่าดูถูกกันนักเลย! คุณต้องรู้นะว่าผมเป็… หนุ่มโสดเนื้อทองเชียวนะ”
โจวจิ่นจือ “…” เ้าหมอนี่ หลงตัวเองได้โล่จริงๆ!
…
เห็นเย่ฝานเดินออกมาจากร้านขายหยก เลี่ยวถิงถิงรวบรวมความกล้าเดินไปหา
“เย่ฝาน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!” เลี่ยวถิงถิงกล่าวทักทาย
เย่ฝานมองเลี่ยวถิงถิงแล้วตอบกลับไปอย่างรำคาญว่า “มีอะไร!” ต้องเผชิญหน้ากับคู่รักในฝันของเ้าของเดิม นั้นทำให้เย่ฝานอึดอัดเต็มทน
“เราไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว ฉันว่าเราไปกินข้าวด้วยกันดีไหม” เลี่ยวถิงถิงเอ่ยชวน
เย่ฝานส่ายหน้าพลางพูดว่า “ฉันไม่ว่าง ยังมีธุระต้องทำ! อีกอย่างฉันคิดว่าเราอย่าเจอกันเลยดีกว่า และไม่มีเหตุผลที่จะต้องเจอกันด้วย”
หากเป็เมื่อหลายเดือนก่อน มีคนบอกว่าจะเลี้ยงอาหารเขา เย่ฝานอาจจะดีใจ แต่หลังจากหลายเดือนผ่านไป เขากลายเป็เศรษฐีแล้ว มีทรัพย์สินหลักพันล้านหยวน เื่กินข้าวฟรีไม่อยู่ในหัวของเย่ฝานอีกต่อไป
เย่ฝานไม่อยากสานสัมพันธ์กับเลี่ยวถิงถิงให้เสียเวลา เขาถึงเดินจากไปดื้อๆ
“คนแบบไหนกัน! เ้าหมอนี่เ็าจริงๆ เลย!” เจียงโหยวกล่าว
ถูกเย่ฝานปฏิเสธอย่างไม่ไยดีต่อหน้าเพื่อนสนิท เลี่ยวถิงถิงอดไม่ได้ที่จะทั้งโกรธและอาย
เลี่ยวถิงถิงหันไปยังทิศที่โจวจิ่นจืออยู่ และเป็จังหวะเดียวกับที่โจวจิ่นจือหันมาทางหล่อนเช่นกัน
เลี่ยวถิงถิงเดินเข้าไปในร้านขายหยก โจวจิ่นจือมอบหมายให้พนักงานดูแลร้านต่อ จากนั้นก็ขึ้นไปชั้นบน
เลี่ยวถิงถิงเห็นท่าทีที่โจวจิ่นจือมีต่อตนเองแตกต่างจากท่าทีที่มีให้กับเย่ฝานโดยสิ้นเชิง หล่อนจึงรู้สึกเสียใจไม่น้อย
…
ณ สนามบิน
“ได้บอร์ดดิ้งพาสมาแล้ว เดี๋ยวขึ้นไปบนเครื่อง นั่งให้ถูกตามเลขที่นั่งนี้ก็ได้แล้ว”
เย่ฝานพยักหน้ารับคำ “ครับ”
“เมืองหลวงเป็ที่ที่มีคนใหญ่คนโตอยู่มาก ไปถึงที่นั่นแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรต้องระมัดระวังให้มาก อย่าเผลอไปล่วงเกินใครเขาล่ะ” อู่ซือหานกำชับจริงจัง
เย่ฝานพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พี่ชาย คำพูดประโยคนี้พี่พูดไปหลายรอบแล้วนะ ความจำผมดี ไม่ต้องพูดย้ำบ่อยๆ หรอก”
อู่ซือหาน “…” นี่เขาดูไม่ไว้วางใจในตัวเย่ฝานขนาดนั้นเลยเหรอ?
อู่ซือหานมองผมของเย่ฝานแล้วบ่นด้วยความปวดหัวว่า “ทำไมนายต้องย้อมผมหลายสีขนาดนั้น?”
“ช่างทำผมย้อมให้ผม ว่ากันว่าย้อมหลายๆ สีแบบนี้แล้วจะดูเท่! ทรงผมนี้ผมจ่ายไปสามพันหยวนเชียวนะ พี่คิดว่าเป็ยังไงบ้าง”
อู่ซือหาน “…”
เย่ฝานมองอู่ซือหานพลางถาม “พี่ชาย พี่ว่าคุณชายไป๋จะชอบผมทรงใหม่ของผมไหม?”
อู่ซือหานหัวเราะแห้งๆ แล้วตอบว่า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน!”
“เอาเถอะ เดี๋ยวรอให้ผมเจอเขา แล้วค่อยถามกับเ้าตัวก็ได้”
อู่ซือหาน “...น้องชาย ั้แ่นายออกจากการเข้าฌาน เหมือนว่านายจะเปลี่ยนไปมากเลยนะ”
เย่ฝานหัวเราะพร้อมตอบว่า “มันเป็ธรรมดาอยู่แล้วครับ” ตอนนี้เขาฝึกปราณจนสำเร็จขั้นที่สามแล้ว ยิ่งมีความสามารถในการป้องกันตนเองมากขึ้นเท่าไร ก็จะเปลี่ยนไปมากขึ้นเท่านั้น “พี่ชาย ผมเข้าไปแล้วนะครับ”
อู่ซือหานพยักหน้ารับคำ “ได้”
…
เย่ฝานนั่งที่นั่งชั้นผู้โดยสารเฟิร์สคลาส บนนั้นมีทั้งหมดแปดที่นั่ง แต่มีผู้โดยสารนั่งเพียงสี่คน
ราคาตั๋วชั้นเฟิร์สคลาสบนเครื่องบินจะมีราคาสูงกว่าชั้นทั่วไปหลายเท่า คนส่วนใหญ่จึงมักจะไม่นั่งชั้นนี้
ที่นั่งของเย่ฝานมีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ที่นั่งอีกฟากหนึ่งของทางเดินเป็ของหญิงสาวที่แต่งหน้าจัดคนหนึ่ง ส่วนที่นั่งติดหน้าต่างข้างๆ หญิงสาวคนนั้นมีผู้ชายวัยกลางคนอายุประมาณสามถึงสี่สิบปีนั่งอยู่ ชายคนนั้นมีบุคลิกของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ดูท่าทางทั้งสองคงจะเป็คู่รักกัน
เย่ฝานจ้องมองคู่ชายหญิงอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งดูยิ่งรู้สึกสนใจ
หญิงสาวหันมาถลึงตาใส่เย่ฝาน แววตามีประกายเหยียดหยาม หล่อนพูดขึ้นว่า “นายคงจะนั่งผิดที่แล้วล่ะ ที่นี่เป็ชั้นผู้โดยสารเฟิร์สคลาสนะ!”
เย่ฝานกะพริบตา “นั่งผิดที่? ไม่นี่!”
ทรงผมเหมือนรังนกหลากสีบนหัวของเย่ฝาน บวกกับการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ซื้อจากร้านแผงลอย สวมรองเท้ากีฬาไร้ยี่ห้อ กระเป๋าที่ใช้ดูก็รู้ว่าเป็ของปลอม ไม่แปลกที่ผู้โดยสารหญิงคนนั้นจะคิดว่าเย่ฝานนั่งผิดที่
“ไอ้บ้านนอก!” หญิงสาวมองเย่ฝานด้วยสายตาหยามเหยียด แล้วโบกมือเรียกแอร์โฮสเตส หลังจากนั้นก็พูดว่า “คุณคะ ตรงนี้มีผู้โดยสารนั่งผิดที่ค่ะ”
แอร์โฮสเตสเดินมาเบื้องหน้าเย่ฝาน แล้วถามอย่างเกรงใจว่า “คุณผู้โดยสาร รบกวนแสดงบอร์ดดิ้งพาสหน่อยได้ไหมคะ?”
เย่ฝานหยิบบอร์ดดิ้งพาสออกมา เมื่อแอร์สาวตรวจสอบแล้ว จึงกล่าวกับหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ ว่า “คุณผู้หญิงคะ ที่นั่งของเขาไม่มีปัญหานะคะ”
แอร์โฮสเตสสาวสงสัยขึ้นมาในใจ การนั่งผิดที่เวลาขึ้นเครื่องบินเป็เื่ปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยๆ แต่ผู้โดยสารที่ทำทรงผมสไตล์เจร็อกอย่างเย่ฝาน แอร์โฮสเตสเห็นแวบแรกก็อาจทำให้เข้าใจผิดได้ว่านั่งผิดที่ ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าคนคนนี้จะมีบอร์ดดิ้งพาสของชั้นผู้โดยสารเฟิร์สคลาสจริงๆ แอร์โฮสเตสคิดในใจว่าคนมีเงินก็ชอบเล่นอะไรพิเรนทร์อย่างนี้น่ะหรือ!
สมัยนี้พวกรวยมักจะแกล้งทำตัวเหมือนคนยากจน แต่ดูจากกระแสตอนนี้แล้ว คนรวยบางคนคงไม่ได้แกล้งจนอย่างเดียว แต่คงจะแกล้งทำผมให้ดูเหมือนพวกเจร็อกด้วย
…
“พ่อหนุ่ม ทรงผมนี้โดดเด่นไม่เหมือนใครจริงๆ!” ชายชราที่นั่งข้างๆ เย่ฝานกล่าวชม
เย่ฝานลูบผมตัวเองแล้วพูดว่า “ผมจ่ายเงินสามพันหยวนเพื่อทำผมทรงนี้ ช่างทำผมบอกว่าคนสมัยนี้ชอบทรงผมแบบนี้ มันดูล้ำสมัยครับ!”
เฉินซงปินหัวเราะพลันพูดว่า “ใช่แล้ว! ล้ำสมัยสุดๆ ไปเลย พ่อหนุ่มจะไปเมืองหลวงทำไมหรือ?”
“ผมเหรอ! จะไปจีบเมียครับ” เย่ฝานพูด
“ภรรยาที่นายหมายปองอยู่ที่เมืองหลวงงั้นหรือ?” เฉินซงปินเอ่ยถาม
เย่ฝานพยักหน้าตอบ “ใช่แล้วครับ!”
“เธอทำงานอะไรล่ะ!” เฉินซงปินกล่าว
“เขาเหรอ! เปิดบริษัทครับ เป็คนมีเงิน ฉลาดและรูปงาม!” เย่ฝานเล่าอย่างภาคภูมิใจ
“เยี่ยมไปเลย!” เฉินซงปินอุทานขึ้น
เย่ฝานหัวเราะพร้อมพูดว่า “แน่นอนอยู่แล้วครับ ภรรยาที่ผมถูกใจย่อมต้องเยี่ยมยอดอยู่แล้ว!”
หญิงสาวที่นั่งอยู่อีกฝั่งหัวเราะอย่างเ็าพร้อมกล่าวว่า “ถ้าภรรยาของนายเยี่ยมยอดจริง คงจะไม่เห็นนายในสายตาแน่ๆ”
เย่ฝานมองหญิงสาวอย่างไม่พอใจ ก่อนเอ่ยถาม “เธอหมายความว่ายังไง?”
หญิงสาวมองเย่ฝานด้วยสายตาเ็า “หรือว่าไม่จริง? นายไม่ดูสารรูปของตัวเองหน่อยเหรอ คนปกติที่ไหนจะสนใจนาย ฝันกลางวันชัดๆ”
หยวนอีเดิมทีคิดว่าเย่ฝานเป็พวกบ้านนอก คงจะซื้อตั๋วชั้นธรรมดาแล้วหลงเข้ามานั่งผิดที่บนชั้นผู้โดยสารเฟิร์สคลาส นึกไม่ถึงเลยว่าเย่ฝานจะซื้อตั๋วที่นั่งผู้โดยสารเฟิร์สคลาสจริงๆ การตัดสินใจที่ผิดพลาดในครั้งนี้ทำให้หล่อนอึดอัดใจไม่น้อย พอได้ยินบทสนทนาของเย่ฝานและเฉินซงปิน จึงรีบเปิดปากพูดจาถากถางทันควัน
ตาทั้งสองข้างของเย่ฝานเบิกกว้างด้วยโทสะ พูดอย่างขุ่นเคืองว่า “เธอมีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน”
“ฉันจะพูดแล้วจะทำไม!” หยวนอีกล่าวไม่สนใจ
เย่ฝานชี้นิ้วไปที่จางซือเลี่ยงซึ่งอยู่ข้างกายหญิงสาว แล้วพูดว่า “หากไม่ใช่เพราะเธอใส่หนอนสกปรกลงไปในร่างของเขา เขาจะเชื่อฟังเธอไหม?”
ใบหน้าของหยวนอีพลันแดงก่ำ นางต่อว่าเย่ฝาน “นายพูดเหลวไหลอะไร?”
เย่ฝานหัวเราะด้วยเสียงเ็าขณะกล่าว “เธอคิดว่าไงล่ะ! ว่าฉันกำลังพูดอะไร?”
“อ้างผีสางเทวดา!” หยวนอีบ่นพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ น้ำเสียงของเธอทุ้มต่ำลงมาก แสดงให้เห็นว่าเกิดความกลัวเหมือนวัวสันหลังหวะ
เย่ฝานเปล่งเสียง ฮึ เบาๆ และไม่กล่าวคำพูดใดๆ กับหยวนอี
ชายวัยกลางคนที่นั่งข้างกายหยวนอีผู้นั้นมองมาทางเย่ฝาน ทว่ากลับไม่พูดสิ่งใด
เฉินซงปินเห็นสถานการณ์เมื่อครู่ก็กล่าวกลั้วหัวเราะ “พ่อหนุ่ม หากถึงเมืองหลวงมีเื่อะไรเดือดร้อน นายมาหาฉันได้นะ! นี่คือนามบัตรของฉัน”
เย่ฝานพยักหน้ารับคำ “ได้ครับ”
ถึงแม้ว่าเย่ฝานจะไม่รู้สึกว่าตนเองต้องเจอกับปัญหาอะไร แต่หากมีมิตรเพิ่มก็จะมีลู่ทางดีๆ เพิ่มขึ้น เย่ฝานรับนามบัตรมาเก็บไว้โดยไม่ลังเล
เมื่อล้อเครื่องบินแตะลงพื้น หยวนอีก็รีบจูงมือจางซือเลี่ยงเดินจากไป เหมือนจะรีบหนีให้ไกลจากตรงนั้น
เย่ฝานเห็นหลังของคนทั้งสองเดินจากไปก็หัวเราะด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เฉินซงปินสนใจในตัวเย่ฝานมากจึงดึงเย่ฝานเข้ามาพูดคุย “พ่อหนุ่ม ในร่างของผู้ชายคนนั้นมีหนอนแฝงอยู่ เป็หนอนยังไงเหรอ!”
“กู่เสน่หา[1] น่ะสิ” เย่ฝานตอบ
เฉินซงปินถามด้วยความสงสัย “นายบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเอาหนอนใส่ไว้ที่ตัวของเถ้าแก่จาง เขาก็เลยเชื่อทุกอย่างที่ผู้หญิงคนนั้นบอกงั้นเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่แล้วครับ!”
เฉินซงปินเป็ผู้ชื่นชอบในเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เขาชอบสะสมศาสนาวัตถุ แต่ว่าเขาดูของไม่ค่อยเป็จึงมักจะถูกหลอกและเสียเปรียบคนอื่นเสมอ เขาจึงเป็คนระแวดระวังเวลาจะทำอะไรมากเป็พิเศษ
ถ้าเกิดว่าเขาไม่รู้จักจางซือเลี่ยงมาก่อน เขาคงจะคิดว่าเย่ฝานพูดหลอกลวง แต่นี่เขารู้จักกับจางซือเลี่ยง เถ้าแก่จางคนนั้นคงจะไม่หลอกลวงเขา เฉินซงปินครุ่นคิดถึงปฏิกิริยาของจางซือเลี่ยง ทำให้เขารู้สึกว่าจางซือเลี่ยงกับเลขาสาวของเขาดูท่าทางเหมือนสนิทสนมกัน แต่แท้จริงแล้วไม่เป็อย่างนั้น ระหว่างพวกเขาจะต้องมีเื่ซ่อนเร้นไว้แน่
“นายรู้ได้ยังไง?” เฉินซงปินถาม
“ผมน่ะเหรอ ก็เพราะว่าผมมีตาทิพย์!” เย่ฝานพูดเหมือนเป็เื่ธรรมชาติ
เฉินซงปิน “…”
…………………………………..………………………………………………………………………
[1] กู่เสน่หา หรือ กู่พิษ เป็ ไสยเวทดำชนิดหนึ่งของชนเผ่าเหมียว (苗族) มีลักษณะเป็หนอน บางครั้งจึงเรียกว่าหนอนกู่ หญิงสาวชาวเหมียวจะเลี้ยงหนอนกู่ในร่างกายั้แ่ยังเล็ก เป็ตัวผู้หนึ่งตัวและตัวเมียหนึ่งตัว หรือบางทีก็จะเป็หนอนกู่แม่และลูก โดยผู้เลี้ยงจะให้หนอนกู่กินเืในร่างของตน พอโตเป็สาว หากได้เจอชายที่พึงใจก็จะหาทางให้ชายคนนั้นกินหนอนกู่ตัวผู้หรือหนอนกู่ลูกเข้าไป เมื่อชายใดมีหนอนกู่อยู่ในตัวก็จะหลงรักและทำตามคำสั่งของสาวผู้เป็เ้าของกู่ทุกอย่าง
