“หัวหน้าๆ ถ้าได้ยินโปรดตอบด้วย...”
เสียงของหวงอิงไม่ค่อยชัดเจน จ้าวอี้กวาดตามองรอบด้าน และพยายามฟัง
“รับทราบ”
พวกเขาคงความถี่ในการติดต่อไว้สูง ทุกสิบห้านาทีจ้าวอี้จะคอยส่งข้อความ เวลาในการข้ามแม่น้ำเมื่อครู่เห็นได้ชัดว่าเกินเวลาที่กำหนด ดังนั้น หวงอิงจึงติดต่อจ้าวอี้มาก่อน
“ตอนนี้สัญญาณไม่เสถียร ที่นั่นหัวหน้าเรียบร้อยดีไหม?”
“ทุกอย่างปกติ บนนั้นก็ปกติใช่ไหม?”
จ้าวอี้ถามหนึ่งคำ
“นี่...ปกติ” เมื่อหวงอิงพูดคำว่าปกติ น้ำเสียงดูเหมือนลังเลอย่างมาก ไม่รอให้จ้าวอี้ถาม เครื่องส่งสัญญาณของเธอก็ถูกคนแย่งไป คนที่พูดคือเฉินตง
“หัวหน้า เกิดเื่ใหญ่แล้ว ที่สำนักงานเราเซวียิ่และผู้ช่วยคนหนึ่งของเขาถูกคนทุบสลบ อีกอย่าง รถของเจี่ยจ้าวิและผู้เฒ่าสวี่ก็หายไป พวกเขาไม่ได้กลับไปที่พักแรมของชนเผ่า นายรีบกลับมา!”
น้ำเสียงของเฉินตงค่อนข้างร้อนรน เมื่อฟังจ้าวอี้จึงใ
“เื่ที่สำนักงานเกิดขึ้นเมื่อไหร่? เจี่ยจ้าวิกับผู้เฒ่าสวี่ล่ะ?”
จ้าวอี้ถามอย่างรีบร้อน
“ไม่รู้!”
เฉินตงตอบจ้าวอี้สองคำ เขาจึงพูดต่อ “นายก็รู้ว่าเซวียิ่เป็นักวิจัยบ้าคลั่งมาตลอด ไม่ออกจากห้องทดลองหลายวันเป็ปกติ คนส่วนมากของเราก็ออกมาแล้ว ย่อมไม่มีใครรบกวนเขา ไม่รู้ว่าทำไม สัญญาณเตือนห้องทดลองถึงดังขึ้นกะทันหัน ตำรวจเฝ้ายามพวกนั้นถึงพบว่าพวกเขาสองคนสลบอยู่ในห้องทดลอง ผู้เฒ่าสวี่สองคนเหมือนกับได้ระเหยหายไป หวงอิงเพิ่งติดต่อฐานทัพไป ก็ไม่ติดต่อกลับมา พวกเราเพิ่งรู้ ว่าพวกเขาต้องเกิดเื่แน่”
เป็จริงที่ว่าเมื่อฝนตกน้ำก็เท ผู้เฒ่ากับเพื่อนร่วมงานต่างเกิดเื่
นี่ทำให้จ้าวอี้เกิดลางสังหรณ์ไม่ดี
พวกเขาสามคนได้ยินคำพูดของเฉินตง เจี่ยงจาวตี้อดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปจับมือของจ้าวอี้ไว้แน่น จ้าวอี้จึงรู้สึกผ่อนคลายลง
“หัวหน้า นายจะกลับออกมาเมือ่ไหร่?”
“ฉันคิดว่าจะรีบกลับไปตอนนี้ ก็ต้องใช้เวลาสี่ห้าชั่วโมง เอาอย่างนี้ พวกนายกลับไปที่พักแรมก่อน ให้เซี่ยตันตามหาร่องรอยพวกผู้เฒ่าสวี่สองคนอย่างเต็มกำลัง ทิ้งม้าไว้สองตัวที่ที่เดิมก็พอ ฉันจะรีบกลับไป ใช่แล้ว ในห้องทดลงมีสามคนไม่ใช่เหรอ? ผู้ช่วยเซวียิ่อีกคนล่ะ?”
จ้าวอี้นึกถึงจุดนี้
“ได้ยินว่า หนึ่งวันก่อนหน้าเขาก็ออกจากห้องทดลองไป ตอนนี้ไปที่ไหนยังไม่รู้ พวกเรารู้แล้ว หัวหน้าระวังด้วย” เฉินตงตัดการติดต่อ
จ้าวอี้สูดหายใจลึก ทั้งสองคนมองเขาพร้อมกัน
“จ้าวอี้ ตอนนี้พวกเราทำยังไง? กลับไปไหม?”
เจี่ยงจาวตี้ถามขึ้น
“ฉันกำลังคิดว่าใครทำไมถึงโจมตีเซวียิ่? ตอนนี้สิ่งที่เซวียิ่กำลังวิจัยไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็กระจกทองแดงสองบานนั้น ตอนนี้ดูแล้ว น่าจะเป็ผู้ช่วยที่หายไปคนนั้นของเขาที่ทำ ทำไมเขาถึงทำเช่นนี้? หรือเขาไม่รู้ผลของมัน?” จ้าวอี้ขมวดคิ้วครุ่นคิด
“ไม่ว่าจะยังไง พวกเราอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้คำตอบ กลับไปถึงสามารถค้นหาคำตอบได้”
เจี่ยงจาวตี้คิดเช่นนี้
“ไม่! ฉันคิดว่าคำตอบอยู่ในสุสานโบราณนี้ บังเอิญไปแล้ว การฆาตกรรมต่อเนื่องกับกระจกทองแดงมีความเกี่ยวข้องกันอย่างซับซ้อน และการถูกโจมตีของเซวียิ่ ไม่น่าเป็การแก้แค้นอย่างเดียวของคนคนนี้ ต้องมีความเกี่ยวข้องกับกระจกทองแดงนี้เช่นกัน น่าเสียดาย เมื่อครู่วุ่นวายเกินไป ลืมถามเฉินตงสักหน่อย ว่ากระจกทองแดงในห้องทดลองหายไปรึเปล่า ไม่งั้น ฉันจะยิ่งยืนยันความคิดของฉันได้”
ท่าทางของจ้าวอี้เยือกเย็น เกินกว่าที่เจี่ยงจาวตี้คาดคิด
“งั้นนายหมายความว่าให้เดินหน้าต่อ?”
“ไปเถอะ! สามเณรว่าไง?”
สามเณรสิงเฉินฉีกยิ้มมุมปาก “ตามที่้า”
รอยเท้าบนพื้นเริ่มกระจายออก รอยเท้ามากมายหายไปในกระโจมรอบๆ
จ้าวอี้เลือกกระโจมหนึ่งแห่งตามใจ ใช้พลั่วยกม่านขึ้น ด้านในเข้าสู่สายตาของทั้งสามคน ที่นี่งดงามผิดปกติ บนพื้นปูด้วยพรมสีขาวอ่อนนุ่ม ทองและสมบัติวางซ้อนกันมั่วซั่ว บนเก้าอี้สีทองตัวหนึ่ง มีมัมมี่นั่งอยู่ บนลำคอของเขาแขวนสร้อยคออเมทิสต์อันงดงามไว้ เบ้าตาที่ไม่มีลูกตาจ้องที่พวกเขา ราวกับมองพวกเขาอย่างเศร้าโศก
มีเพียงด้านหน้าของเก้าอี้ที่ว่างเปล่า ทิ้งรอยเท้ายุ่งเหยิงไว้จำนวนมาก
ศพสี่ห้าศพกระจายอยู่บนพื้น ในอ้อมแขนของพวกเขาเต็มไปด้วยเพชรพลอยต่างๆนานา ทวารทั้งเจ็ดมีเืสีดำไหลออกมา
“คนยอมตายเพื่อเงินนกยอมตายเพื่ออาหารจริงๆ” จ้าวอี้ถอนใจ ไม่คิดที่จะเดินเข้าไป
เห็นได้ชัด ในสมบัติเหล่านี้ ต้องมีกลไกซ่อนอยู่แน่ อีกทั้งยังผสมกับยาพิษ ดังนั้น คนเ่าั้จึงตายอย่างอนาถ
เขาวางม่านลง และเห็นดวงตาของเจี่ยงจาวตี้เป็ประกายเป็พิเศษ
“จ้าวอี้ๆ นายเห็นรึยัง สร้อยคออเมทิสต์ใหญ่ขนาดนั้น สวยจริงๆ!” ในน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความหลงใหล แม้จ้าวอี้จะวางม่านลงแล้ว เธอก็ยังคงเหมือนสามารถมองเห็นมันได้
“ดึงสติได้แล้ว ฉันไม่เพียงแต่เห็น ยังเห็นคนตายหลายศพ พวกเขาต่างตายเพื่อสมบัติเ่าั้ เธอก็คิดเช่นนี้เหรอ?”
จ้าวอี้ดึงตัวของเจี่ยงจาวตี้กลับมา แต่ท่าทางของเจี่ยงจาวตี้ยังคงอาลัยอาวรณ์
“นั่นเพราะพวกเขาโง่ไป ถ้าเป็ฉัน จะเลือกแค่ที่ชอบที่สุด ใช้สิ่งของหยิบมันออกมาก็ไม่มีปัญหาแล้ว?” เจี่ยงจาวตี้พูดอย่างไม่เห็นด้วย
ราวกับนี่เป็วิธีหนึ่ง
เจี่ยงจาวตี้ไปที่ด้านข้างของสิงเฉินพลางหัวเราะคิกคัก “สามเณร นายคงไม่บอกคนอื่นว่าฉันหยิบของจากในนี้ไปใช่ไหม?”
สามเณรสิงเฉินเคอะเขินเล็กน้อย แล้วถอยหลังสองก้าวโดยไม่ให้สังเกต แล้วพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง “อามิตตาพุทธ อาตมาไม่เห็นอะไรเลย”
พูดไป แล้วนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น เริ่มท่องบทสวด เขาคิดจะไม่ยุ่งกับเื่นี้
“จ้าวอี้ๆ นายตกลงกับฉัน แค่ตามใจคำขอครั้งนี้ได้ไหม?” เจี่ยงาวตี้ดึงแขนของจ้าวอี้แกว่งไปมาไม่หยุด
จ้าวอี้อึดอัดจริงๆแล้ว
พูดตามหลักการ จ้าวอี้ย่อมไม่เห็นด้วยที่เจี่ยงจาวตี้ทำเช่นนี้ พูดโดยทั่วไป สิ่งเหล่านี้เป็สมบัติของชาติ เขาไม่อาจทำเพื่อตนเองอย่างสบายใจ พื้นที่ของพระราชวังใต้ดินนั้นใหญ่มหึมา จากแผนที่แล้ว น่าจะอยู่ระหว่างพรมแดนระหว่างสองประเทศพอดี
แต่ จากความรู้สึก เขายากที่จะไม่ตกลงคำขอของเจี่ยงจาวตี้ เพราะทั้งสองรู้จักกันมานาน จ้าวอี้ไม่เคยเห็นสิ่งของที่เจี่ยงจาวตี้ชอบขนาดนี้มาก่อน มีความหวังจะมันขนาดนี้
จ้าวอี้คิดว่า ตนเองควรทำตามคำขอของเธอ
“ช่างเถอะ ไม่ให้นายอึดอัดแล้ว”
เจี่ยงจาวตี้ขออยู่นาน ไม่เห็นจ้าวอี้ตกลง จึงฉีกยิ้มอย่างพยายาม เห็นได้ชัดว่าเธอผิดหวังมาก
“แค่ครั้งเดียว ครั้งต่อไปไม่มีแล้ว! ถ้าคนนอกถามขึ้น ก็บอกว่าฉันให้เธอ” จ้าวอี้กัดฟัน ตอบตกลง แล้วเตือนในตอนท้ายสุด ที่พูดเช่นนี้ เป็เพราะว่า ถ้าสืบสวนขึ้นมา จ้าวอี้ก็เต็มใจรับผิดชอบแทนเธอ
เจี่ยงจาวตี้ส่งเสียงร้องดีใจ ถ้าไม่ใช่เพราะทั้งสองคนสวมหน้ากาก เธอต้องหอมจ้าวอี้สักฟอดแน่
ม้วนผ้าม่านขึ้นอย่างระวัง จ้าวอี้สองคนยืนอยู่ที่ประตู
เจี่ยงจาวตี้คันไม้คันมืออยากจะลงมือ แต่ถูกจ้าวอี้ดึงไว้
“พวกเราลองจุดธูปดูก่อน ดูว่าไม่มีอันตราย คำพูดของผู้เฒ่าสวี่เธอก้ได้ยินนี่? ถ้าการเผาไหม้ของธูปไม่ปกติ สร้อยคอนี้เราก็ไม่สามารถนำมาได้ ได้ไหม?”
จ้าวอี้ถามเจี่ยงจาวตี้ในตอนท้าย เจี่ยงจาวตี้พยักหน้าต่อเนื่อง “สร้อยคอจะดียังไง ก็ไม่สำคัญกว่าชีวิตของนาย วางใจเถอะ ฉันไม่อาจเอาเงินไม่เอาชีวิตเหมือนพวกเขา”
“งั้นก็ดี เธอระวังหน่อย ฉันจะจุดธูป”
จ้าวอี้หยิบธูปออกมา แล้วจุดไฟ มองดู แล้วยื่นออกไปแบบสุ่มๆ
ยังดี เื่ประหลาดไม่เกิดขึ้น การเผาไหม้ของธูปปกติ
จ้าวอี้เดินเข้าไปใกล้มัมมี่อย่างระวัง ระยะห่างพอสมควร ใช้พลั่วด้านหนึ่งเข้าใกล้สร้อยคออเมทิสต์เส้นนั้นที่สวมไว้บนคอมัน
ทันใดนั้น เสียงแกร๊กดังขึ้น
ศีรษะของมัมมี่ตกลงมา กลิ้งหลุนๆมาที่ข้างเท้าของจ้าวอี้
จ้าวอี้ขนหัวตั้งชัน เจี่ยงจาวตี้ปิดปากไม่ให้ตนเองส่งเสียง
เดิมทีกำลังของจ้าวอี้ก็ค่อนข้างมากอยู่แล้ว และปลายพลั่วก็แหลมคมพอ แต่อายุของมัมมี่มากเกินไป เมื่อถูก ศีรษะจึงตกลงมา
“จ้าวอี้ เร็ว! มีควัน!”
เจี่ยงจาวตี้ะโอย่างกังวลขึ้นทันที ไม่ต้องให้เธอเตือน จ้าวอี้ก็เห็นแล้ว
บนลำคอที่ขาดของมัมมี่ มีหมอกควันสีแดงม้วนตัว แพร่กระจายออกมา
จ้าวอี้กัดฟัน พลั่วด้านหนึ่งแขวนสร้อยอเมทิสต์ไว้พอดี จ้าวอี้ใช้แรงดึง จากนั้นจึงเริ่มวิ่งออกไปด้านนอก เมื่อใกล้จะออกจากกระโจม ดวงตาปราดมอง ไม่รู้ว่าตอนไหนที่ธูปไกล้เผาไหม้หมดแล้ว!
สองคนลอดออกมาจากกระโจม ลากสามเณรที่ยังสวดมนต์อยู่ “รีบหนี!”
พริบตาก็พาสามเณรตามมา สามเณรจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ววิ่งตามพวกเขาทั้งสอง
วิ่งไปสิบกว่าก้าว สามเณรจึงเจียดเวลามาถาม “เกิดเื่อะไรขึ้น?”
จ้าวอี้ใช้ไฟฉายส่องกลับไปมอง ยังดี ที่ควันสีแดงนั่นไม่ได้กระจายออกมา แม้ไม่รู้ว่านั่นเป็อะไร แต่ต้องไม่ใช่สิ่งดีแน่
อธิบายเล็กน้อย สามเณรคิดดูจึงพูดขึ้น “ตำราโบราณในวัด อาตมาเคยเห็นการบันทึกเช่นนี้ ตามตำนานโบราณ ก่อนตายข้าราชการชั้นสูงกับพ่อค้าที่ร่ำรวยบางคนจะใช้ยาพิษพิเศษ ยาพิษประเภทนี้ถ้ามีคนทำอันตรายร่างกายพวกเขา ก็จะเปลี่ยนเป็ควันพิษ คิดดูแล้วน่าจะเป็สิ่งนี้”
“งั้นทำไมธูปถึงไหม้เร็วขนาดนั้น?”
จ้าวอี้ถามประโยคหนึ่ง
“อาตมาไม่ค่อยแน่ชัด ยังไงอาตมาก็ไม่เข้าใจเื่พวกนี้” สามเณรส่ายหน้า ความรู้ของเขามีจำกัด
สองสามคนรวบรวมสติ แล้วเดินไปทางกระโจมที่ใหญ่ที่สุดต่อ
“ให้ฉันดูๆ!” ตอนนี้เจี่ยงจาวตี้เหมือนกับเด็กสาวคนหนึ่ง ไม่สงบเหมือนกับตอนอยู่ในกองทัพ ทำให้จ้าวอี้รู้สึกปวดหัว
“จะดูอะไร ไม่แน่บนนั้นอาจมีไวรัสอะไร เก็บไว้ที่ฉันก่อน จากนั้นค่อยไปฆ่าเชื้อ แล้วจะให้เธอแน่”
จ้าวอี้หยิบผ้าออกมาผืนหนึ่ง นำอเมทิสต์นี้ห่อไว้อย่างแ่า แล้วใส่ในกระเป๋าเป้
เจี่ยงจาวตี้เบะปากราวกับเสียดาย ท้ายที่สุดจึงไม่ได้พูดอะไร
เธอรู้ว่าจ้าวอี้ทำเพื่อเธอ จึงไม่อยากขัดความคิดของจ้าวอี้
ต้องรู้ว่า วันนี้จ้าวอี้ละเมิดกฎเพื่อเธอ ทำให้เจี่ยงจาวตี้รู้สึกค่อนข้างดีใจ แม้จะไม่มีสร้อยคอเส้นนี้ เจี่ยงจาวตี้ก็รู้สึกได้เติมเต็มแล้ว
ในที่สุดก็ถึงกระโจมที่ใหญ่ที่สุด
ทั้งสามคนยืนสงบสติอารมณ์อยู่ที่หน้ากระโจม
ดูรอยเท้า คนส่วนมากเข้าไปด้านใน ด้านในเป็ยังไง จ้าวอี้และเจี่ยงจาวตี้ไม่กล้ามั่นใจ และไม่มีทางจินตนาการได้
“พร้อมรึยัง? พวกเราอาจเข้าไปแล้วตายในชั่วขณะได้”
จ้าวอี้มองสามเณร จากนั้นมองเจี่ยงจาวตี้
เจี่ยงจาวตี้จับมือจ้าวอี้ พยักหน้าอย่างแรง “ฉันพร้อมแล้ว”
“อามิตตาพุทธ อาตมาคิดว่าพระพุทธเ้าคงไม่อยากเจออาตมาเร็วขนาดนั้น”
สามเณรยังมีอารมณ์ล้อเล่น เขาเหมือนกับมองความเป็ความตายอย่างทะลุปรุโปร่ง
[1] หมายถึง สถานการณ์แย่อยู่แล้ว ก็เจอเื่แย่ซ้ำเติมลงไปอีก
