“คุณหนูหก เมื่อครู่ได้รับาเ็หรือไม่?” รอจนกระทั่งผู้คนแยกย้ายออกไป ตงฟางซวี่จึงมองไปยังสตรีข้างกายด้วยความห่วงใยอีกครั้ง
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางๆ นางย่อมไม่ได้บอกเขาว่าในแขนเสื้อของตนซ่อนอาวุธลับเอาไว้
“สตรีผู้นั้น...”
ตงฟางซวี่รู้ได้ในทันทีว่านางหมายถึงใคร คิดไม่ถึงว่านางจะมองออกว่าอู๋ฮุ่ยอวิ๋นเป็สตรีที่แต่งกายเป็บุรุษ “คนผู้นั้นก็คือคุณหนูสามแห่งจวนชางหย่วนโหว คุณหนูหกคงไม่เคยพบ”
ที่แท้ก็เป็บุตรีภรรยาเอกของชางหย่วนโหว มิน่าเล่า เมื่อครู่จึงได้ใช้น้ำเสียงออกคำสั่งเช่นนั้น
“คุณหนูอู๋มีชื่อเสียงว่าเป็สตรีผู้มีความสามารถ มีความสนใจในเื่หนังสือตำราเป็อย่างยิ่ง แต่นางถึงกับแต่งกายเป็บุรุษมาปรากฏตัวอยู่บนเรือ นี่ช่างเหนือความคาดหมาย”
ทั้งสองเดินอยู่บนถนนท่ามกลางผู้คนที่ออกมาร่วมงานเทศกาล บนฟ้าสว่างวาบ ดอกไม้ไฟเบ่งบานขึ้นอีกครั้ง คนไม่น้อยค่อยๆ หยุดฝีเท้าลงเงยหน้ามอง ตงฟางซวี่รู้สึกว่าภาพนี้งดงามมาก
“คุณหนูหก”
อวิ๋นซูหันกลับมา มองเห็นเงาตนเองสะท้อนอยู่ในสายตาของเขาพอดี
ในดวงตาของบุรุษตรงหน้ามีประกายวาบผ่าน มุมปากยกขึ้นส่งเสียงหัวเราะน้อยๆ ในมือของเขาปรากฏของสิ่งหนึ่ง
“ตำราสรุปยอดวิชาฝังเข็ม? นี่...” ตำราเล่มนี้ตงฟางซวี่ถืออยู่ในมือมาตลอด อวิ๋นซูไม่ทันได้สังเกต หรือว่าเมื่อครู่นี้ที่เขารั้งอยู่ในห้องโถง ก็เพื่อจะได้รับตำราเล่มนี้?
ดวงตาสุกใสประดับไปด้วยความสงสัย สายตาเลื่อนจากตำราเล่มนั้นมายังใบหน้าของเขา ตงฟางซวี่อดไม่ได้ที่จะใจเต้น ทั้งสองสบตากันเช่นนี้ รอบข้างมีผู้คนเดินไปมา ทว่าไม่ได้ส่งผลต่อหัวใจอันเต้นรัวของเขาในยามนี้เลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นเขารู้สึกได้ว่าตนเองเสียอาการไปแล้ว จึงรีบหาข้ออ้าง “ตำราเล่มนี้ ข้าคิดว่าหากอยู่ในมือผู้อื่นคงเสียของแล้ว หากอยู่ในมือของคุณหนูหก กลับจะสามารถช่วยผู้คนได้มากขึ้น เหมาะสมกับคุณค่าของมัน”
เหตุผลนี้ก็เพียงพอแล้ว
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังเช่นนี้ของเขา อวิ๋นซูก็ยิ้มบางๆ รับตำราแพทย์เล่มนั้นมาด้วยสองมือ “เช่นนั้นขอบคุณคุณชายซวี่มากเ้าค่ะ”
รอยยิ้มของนางราวกับดอกไม้ที่เบ่งบานในใจของตงฟางซวี่ ความสุขอย่างหนึ่งก่อเกิดขึ้น หากว่าเป็ไปได้ เขาหวังจะหยุด่เวลานี้เอาไว้ ให้เขาสามารถอยู่ข้างกายของนางได้ตลอดไปเช่นนี้ ได้มองรอยยิ้มของนาง
“ใช่แล้ว คุณหนูหกจะมาสนามม้าหรือไม่?”
ตงฟางซวี่พบว่าน้ำเสียงของตนเองรีบร้อนเล็กน้อย ฟังดูแล้วเหมือนกับกำลังบีบบังคับนาง รีบสูดหายใจเข้าลึกๆ “ยาพวกนั้น...มีประสิทธิภาพมากจริงๆ ดังนั้นจึงอยากจะเชิญคุณหนูหกไปดูเสียหน่อย”
“ยานั้นหากกินเป็ระยะเวลานาน จะไม่ดีต่อม้าเป็อย่างมาก ตอนนี้ข้ากำลังคิดค้นยาตัวใหม่ อีกไม่กี่วันก็จะไปเ้าค่ะ”
อวิ๋นซูฟื้นคืนท่าทางจริงจังกลับมาอีกครั้ง ตงฟางซวี่เกิดความสงสัยอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด นางมักจะมีบรรยากาศเ็าออกมาโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะกับเื่บางเื่ จริงจังจนทำให้ผู้อื่นตึงเครียดและเ็ปใจ
ในขณะที่ตงฟางซี่กำลังคิดอยู่นั้น อวิ๋นซูก็หยุดฝีเท้าของนางลง “ฟ้ามืดแล้ว คุณชายซวี่รีบกลับเถิด ด้านหน้าก็เป็จวนโหวแล้วเ้าค่ะ”
วันเวลาอันงดงามมักจะสั้นเพียงนี้เสมอ เขาจะพูดได้หรือไม่ว่าตนเองยังรู้สึกค้างคา?
“เช่นนั้น...คุณหนูหก แล้วพบกันที่สนามฝึกม้า!”
อวิ๋นซูพยักหน้าเบาๆ แล้วจึงหันกายเดินจากไป เหลือเพียงบุรุษที่ยืนอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งไม่เห็นแผ่นหลังของนางจึงเก็บสายตาของตนกลับมา
เมื่อกลับมาถึงเรือนไผ่ อวี้เอ๋อร์ก็ออกมาต้อนรับ ครั้งนี้นางรออวิ๋นซูกลับมาเป็พิเศษ หยิบจดหมายในมือที่ดูแลอย่างดีออกมา
“คุณหนูเ้าคะ วันนี้คุณหนูเจ็ดของจวนชางติ้งโหวมาที่จวน เพียงแต่ไม่พบคุณหนูจึงฝากจดหมายไว้เ้าค่ะ”
เฟิ่งหลิง? ไม่ทราบเพราะเหตุใด ในใจจึงรู้สึกคาดหวัง
อย่างไรก็ตาม ตัวอักษรอันมีชีวิตชีวาในจดหมายะโโลดเต้นบนกระดาษ เฟิ่งหลิงกล่าวว่าไม่ได้พบพี่ซูนานแล้ว คิดถึงยิ่งนัก วันนี้มาเป็แขกที่เรือนไผ่ ไม่คิดว่าจะไม่เจอพี่ซู ดังนั้นค่อยเจอกันพรุ่งนี้ ในจดหมายไม่มีแม้แต่คำเดียวที่เขียนถึงคุณชายสามเฟิ่ง ด้วยนิสัยของคุณหนูเฟิ่งหลิง หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณชายสามเฟิ่ง นางจะต้องเขียนออกมาอย่างแน่นอน
อวิ๋นซูถอนหายใจ เช่นนี้ก็ดี ไม่มีข่าวก็นับเป็ข่าวดีที่สุด
วันต่อมา
ตอนเช้า รถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากจวนชางติ้งโหวอย่างรีบร้อน เฟิ่งหลิงอดทนไม่ไหว พี่ซูได้รับจดหมายของนาง วันนี้ก็ควรจะอยู่รอตนเองที่จวนกระมัง? นางอยากจะให้พี่ซูเห็นเร็วๆ ว่าตนเองสูงขึ้น ผมเผ้าก็ยาวขึ้นแล้ว วันนี้เช้ายังให้สาวใช้ทำผมทรงที่งดงามประณีตเป็พิเศษให้นาง
ไม่นานรถม้ากลับหยุดลง
“เหตุใดจึงหยุด?” เฟิ่งหลิงเปิดม่านออก เห็นว่าคนขับรถเองก็ยื่นคอยาวมองไป
“ตอบคุณหนู ด้านหน้าถูกคนกลุ่มหนึ่งขวางเอาไว้ขอรับ”
เฟิ่งหลิงขมวดคิ้ว ในมุมมองของนางสามารถเห็นเกี้ยวบริเวณไม่ไกลค่อยๆ เข้ามาพอดี เช้าขนาดนี้ยังมีคนนั่งเกี้ยวออกมาอีกหรือ? ดรุณีน้อยทนไม่ไหว “หาวิธีแซงพวกเขาไปเสีย!”
“...แต่ว่าคุณหนูขอรับ ถนนสายนี้ค่อนข้างแคบ ทำได้เพียงรอให้พวกเขาไปก่อน จนถึงทางเลี้ยวเบื้องหน้าจึงจะอ้อมไปได้ขอรับ”
ยุ่งยากจริงๆ! เฟิ่งหลิงกลับมานั่งด้วยอาการฮึดฮัดโดยพลัน ไม่ทราบว่านางรีบร้อนจนเกินไปหรือไม่ จึงคิดว่ารถม้าไม่ขยับนานแล้ว “เกี้ยวนั่นจะไปหรือไม่?”
“คุณหนู ไปได้่หนึ่งแล้วขอรับ”
“ไม่ได้! รีบไปบอกคนในเกี้ยวนั่นเสียว่าคุณหนูอย่างข้าจะไปก่อน!”
“...” ต่อให้คุณหนูไปก่อนก็จำเป็ต้องรอให้ถึงทางเลี้ยวด้านหน้า คงจะไม่ให้รถม้าของจวนโหวเบียดแซงเกี้ยวไปหรอกกระมัง?
แม้ว่าคนขับรถม้าจะคิดเช่นนี้ แต่ด้วยนิสัยของเฟิ่งหลิง ทุกคนในจวนมีใครไม่ทราบบ้าง เขาจึงทำได้เพียงลงรถม้าไปด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน เดินไปยังเกี้ยวเบื้องหน้า
ไม่นาน คนขับรถมาก็กลับมาด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ
“เป็อย่างไร?”
“...คุณหนูขอรับ เขาบอกว่า...” เมื่อคิดถึงเสียงที่ฟังดูเอาแต่ใจเช่นเดียวกัน คนขับรถม้าก็รู้สึกว่าตนเองโชคร้ายถึงขีดสุด
“บอกว่าอะไร?”
“เขาบอกว่า ถ้าคุณหนูรีบก็ให้บินไปขอรับ...”
อะไรนะ?! เ้าคนโอหัง! เฟิ่งหลิงพลันมีใบหน้าโกรธเคือง เกี้ยวข้างหน้าไม่ทราบว่ามีเจตนาร้ายหรือไม่ ถึงกับหยุดลงเช่นนี้ มีสาวใช้คนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ ออกมาจากขบวนแล้วไปซื้อซาลาเปาร้อนๆ มาจากแผงขายซาลาเปาที่อยู่ติดกัน จากนั้นดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างกับคนข้างในเกี้ยว
“ยังหยุดกินซาลาเปาอีก? ไม่รู้หรืออย่างไรว่าคุณหนูอย่างข้ารีบไป?” เฟิ่งหลิงส่งสายตาบอกใบ้ คนขับรถม้าจึงเข้าใจความหมายในทันที รีบเดินไปอย่างโมโห
เพียงไม่นาน คนผู้นั้นก็เดินคอตกกลับมา “คุณหนูขอรับ คุณชายท่านนั้นกล่าวว่า ถนนเส้นนี้ผู้ใดล้วนใช้ได้ ควรจะรอก็ต้องรอขอรับ”
เฟิ่งหลิงได้ยินก็ม้วนแขนเสื้อขึ้นทำท่าจะพุ่งลงไป ทันใดนั้นถูกคนขับรถมาหยุดเอาไว้ “ไม่ได้นะขอรับคุณหนู ไม่ได้โดยเด็ดขาด หากถูกฮูหยินผู้เฒ่าทราบเข้า วันหน้าจะต้องไม่ปล่อยให้คุณหนูออกจากจวนเป็แน่!”
คำพูดนี้พูดได้อย่างมีเหตุผล เฟิ่งหลิงคิดถึงเื่ที่ก่อนหน้านี้นางถูกกักบริเวณขึ้นมาทันที
“ฮึ เช่นนั้นข้าก็จะปล่อยเขาไป!”
ด้านหน้า ลวี่หลัวหันกลับไปมองรถม้าคันนั้นอย่างสงสัย
“คุณชายเ้าคะ รถม้าข้างหลังดูเหมือนจะรีบร้อนนะเ้าคะ”
หลิ่วเฉิงซียักไหล่ อยากจะไปหรือ? รอให้ตนเองกินซาลาเปาเสร็จก่อนค่อยว่ากันเถิด
ดูจากท่าทางของคุณชายของตนแล้ว ลวี่หลัวพลันเข้าใจว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “คุณชายเ้าคะ อย่าสร้างปัญหาอีกเลยเ้าค่ะ ถ้าหากว่าฮูหยินทราบเื่...”
เมื่อพูดถึงฮูหยินรอง ท่าทางของหลิ่วเฉิงซีเปลี่ยนไปในทันที “อืม ใช่ ่นี้อารมณ์ของข้าค่อนข้างดี ทำตามที่เ้าว่าก็แล้วกัน”
“คุณหนูขอรับ! เกี้ยวด้านหน้าขยับแล้ว!”
คนขับรถม้ามองไปยังการเคลื่อนไหวด้านหน้าด้วยความยินดี ปากเล็กๆ ของเฟิ่งหลิงเชิดสูง “ถ้ายังไม่ขยับอีกข้าคงนึกว่าซาลาเปาติดคอตายไปแล้ว! ฮึ!”
บริเวณทางเลี้ยวด้านหน้า รถม้าแซงเกี้ยวอันเชื่องช้าหลังนั้นไปอย่างรวดเร็ว ในตอนที่กำลังแซงขึ้นไปนั้น เฟิ่งหลิงเปิดม่านขึ้นมองอย่างตั้งใจเป็พิเศษ แต่กลับเห็นเพียงสาวใช้หลายคนยืนอยู่ด้านนอก ไม่ทราบว่าด้านในมีใครนั่งอยู่ หากให้นางเห็น จะต้องทำหน้าตาน่ากลัวใส่เขาอย่างแน่นอน!
“จริงๆ เลย ทำลายอารมณ์ดีๆ ที่ข้าจะได้เจอพี่ซูหมด!”
ความเร็วของรถม้าเร็วขึ้นไม่น้อย มือทั้งสองของเฟิ่งหลิงกอดอกรอ ไม่ทันไรก็หยุดลง “คุณหนูขอรับ ถึงจวนชางหรงโหวแล้วขอรับ”
เพียงแต่ เสียงของคนขับรถม้าแปลกประหลาดอยู่บ้าง
เฟิ่งหลิงเปิดม่านออกอย่างอดรนทนไม่ไหว มองไปอย่างโง่งม เหตุใดที่จอดอยู่หน้าประตูจวนชางหรงโหว ถึงเป็เกี้ยวเมื่อครู่ไปได้!
นี่เป็ไปได้อย่างไร? พวกเขาแซงคนกลุ่มนี้มาแล้วแท้ๆ อีกทั้งยังห่างกัน่ใหญ่
เฟิ่งหลิงขมวดคิ้วเดินเข้าไป แต่ว่าด้านหน้าเหลือเพียงคนแบกเกี้ยว ด้านในว่างเปล่าไร้คน
โลกช่างแคบจริงๆ คนขับรถม้ายิ้มอย่างจนใจ เงยหน้าขึ้นมองไปยังแผ่นป้ายของจวนชางหรงโหวในวันนี้ เกรงว่าอีกสักครู่ด้านในคงไม่ค่อยสงบนัก
“คุณชายซี...”
“คุณชายซี...”
เมื่อเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย ตลอดทางเหล่าข้ารับใช้ล้วนหยุดฝีเท้าแล้วทำความเคารพ แต่ว่าสายตาของทุกคนเจือไปด้วยความแปลกประหลาด เหตุใดวันนี้บนใบหน้าของคุณชายซีจึงคลุมผ้าแพรเอาไว้ ดูแล้วเหมือนเด็กผู้หญิงอย่างไรอย่างนั้น
ที่พวกเขาไม่ทราบก็คือ าแไฟไหม้บนใบหน้าของคุณชายซียังไม่หายดี เขาให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ของตนเองเป็ที่สุด ดังนั้นเมื่อออกจากบ้านจึงสวมใส่ผ้าคลุมหน้า
“พี่ซู!”
ยังไม่ทันเห็นตัวคนเสียงก็เข้ามาก่อน อวิ๋นซูหยุดการกระทำในมือ รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เฉิงซีที่ยังไม่ดีขึ้นถึงกับเหยียบออกมานอกห้องของตนเองเชียว
อวี้เอ๋อร์ที่อยู่ตรงประตูเมื่อเห็นคุณชายที่เดินเข้ามาพลันต้องตกตะลึง อึ้งมองหลิ่วเฉิงซีเดินผ่านหน้าของตนเองไปเช่นนั้น
ผ้าแพรบนใบหน้าปลิวไสว การกระทำอันแปลกประหลาดนี้ทำให้อวี้เอ๋อร์เกือบจะหัวเราะออกมา
“คุณชายซี อาการาเ็ยังไม่ดีเหตุใดจึงออกมานอกจวนได้?” อวิ๋นซูยิ้มอย่างจนใจ ยื่นมือออกไปจับหน้าผากของหลิ่วเฉิงซี อีกฝ่ายมุ่ยปากอยากรู้สึกไม่ดี “เฉิงซีมาเชิญพี่ซูไปเป็แขกที่จวนขอรับ! ท่านแม่บอกว่าคิดถึงท่าน”
หลิ่วเฉิงซีเห็นอวิ๋นซูเป็ดังพี่สาวแท้ๆ ของตน แม้ต้องทนต่อเสียงหัวเราะของผู้อื่น แต่เขาก็้ามาเจอพี่ซูด้วยตนเองถึงจะสงบใจได้
“พี่ซู” เสียงใสปานกระดิ่งดังขึ้นมาจากด้านนอก อวี้เอ๋อร์ประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด วันนี้เป็วันอะไรกัน เรือนไผ่จึงได้คึกคักั้แ่เช้าเช่นนี้
“น่าหงุดหงิดนัก พี่ซูรู้หรือไม่ว่าที่หน้าประตูจวนมีเกี้ยวจอดอยู่ เมื่อครู่ก็ขวางทางหลิงเอ๋อร์ ไม่รู้ว่าด้านในเป็ใครนั่งอยู่ หากหลิงเอ๋อร์เจอ จะต้องละเลงหน้าคนผู้นั้นให้เละอย่างแน่นอน!” เฟิ่งหลิงเดินเข้ามาด้วยความโกรธ คำพูดของนางทำให้ทุกคนในเรือนไผ่ตกตะลึง อดไม่ได้ที่จะมองไปยังผ้าแพรบนใบหน้าของหลิ่วเฉิงซี
คุณชายน้อยผู้นั้นหน้าเปลี่ยนสี ขมวดคิ้วมองไปยังผู้มาเยือน
พริบตาเดียวเฟิ่งหลิงก็เข้ามาในเรือน มองปราดเดียวก็เห็นคุณชายน้อยผู้นั้นที่อยู่เบื้องหน้าอวิ๋นซู ทั้งยังสวมผ้าแพรอันแปลกประหลาดก็เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเสียงหัวเราะจึงดังขึ้น “ฮ่าๆๆๆ เ้า เ้าเป็ใคร? นะ นี่จะทำให้ผู้อื่นขบขันมากไปแล้ว!”
“...”
