“ท่านโหว คุณชายสามจับพวกสอดแนมได้หลายคนขอรับ!” เมื่อมาถึงค่ายทหาร ทหารนายหนึ่งเข้ามารายงาน
เชลยศึกแถวหนึ่งแต่งตัวมอมแมมเดินผ่านหน้าอวิ๋นซูไป คนชรา สตรี เด็ก และยังมีบุรุษร่างกำยำแข็งแรง...
พวกเขาก้มหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบสกปรกดำๆ แดงๆ บุรุษหนึ่งในนั้นไม่ทราบว่าถูกผู้ใดควักลูกตาทั้งเป็ เบ้าตาจมลึกลงไปเป็รู น้ำหนองสีเหลืองไหลหยดลงมาบนมือตามการเคลื่อนไหวของเขา แต่ละคนร่างกายมอมแมม ร่างกายโค้งงอ เดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก
ทันใดนั้น ในขบวนมีเสียงเด็กร้องไห้ดังแว่วมา ถึงกับมีทารกด้วย!
อวิ๋นซูขมวดคิ้ว คนพวกนี้เป็พวกสอดแนมหรือ?
เสียงหัวเราะอย่างลำพองใจดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง “ฮึ! ข้าอยากจะเห็นจริงๆ ว่าพวกมันจะกล้าแข็งข้ออีกหรือไม่?”
ภายในกระโจมทหาร มีบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาด้วยท่าทางลำพองใจ มุมปากของเขายกโค้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส เื้ัมีทหารตามมาทว่าสีหน้ากลับไม่ค่อยดีนัก
นี่คือหลิ่วอวิ๋นฮั่นที่ถูกไล่กลับค่ายทหาร เพียงพริบตาเดียวคิ้วของอวิ๋นซูก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้น
เขาเดินสาวเท้า ยิ้มอย่างถือดีเป็ที่สุด ทันใดนั้นสายตาของเขามองเห็นหลิ่วอวิ๋นซูที่แต่งกายเป็ชายอยู่บริเวณไม่ไกล ดวงตาชั่วร้ายกวาดมองราวกับกำลังไตร่ตรองว่าเหตุใดคนผู้นี้จึงได้คุ้นตานัก?
หลิ่วอวิ๋นฮั่นเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย เชิดคางขึ้นอย่างยโส “เ้าเป็ใคร บุกรุกค่ายทหารมีโทษตาย!”
เมื่อเห็นอวิ๋นซูมองเขาอย่างไม่แยแส สายตาพลันเปลี่ยนเป็มืดครึ้ม
ตอนนี้เอง มีคนสองคนถูกทหารลากออกมาจากกระโจมที่หลิ่วอวิ๋นฮั่นเพิ่งออกมาเมื่อครู่นี้ เป็บุรุษหนึ่งคนและสตรีวัยกลางคน ทั้งสองถูกทรมานอย่างหนัก ยิ่งมองไปจากมุมของอวิ๋นซู บนพื้นที่เต็มไปด้วยเศษหินและหญ้ามีรอยสีแดงสะดุดตาไหลเป็ทางอยู่สองสาย
“นี่! เ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าข้าเป็ใคร? กล้าไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาหรือ?” หลิ่วอวิ๋นฮั่นแสดงท่าทางยโสโอหังอันชั่วร้ายออกมา
ทว่าอวิ๋นซูกลับไม่สนใจหลิ่วอวิ๋นฮั่นเลยแม้แต่น้อย สายตาจับจ้องไปยังสองคนนั้นอยู่ตลอด พวกเขาถูกลากไปยังทิศทางที่เชลยเมื่อครู่นี้อยู่ จากนั้นก็ถูกจับโยนไปมุมหนึ่ง
หลิ่วอวิ๋นฮั่นเห็นดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะโมโห ภายในค่ายทหารไม่มีใครกล้าเสียมารยาทกับเขา เขาปล่อยหมัดออกไปหวังชกหน้านาง
ไม่คิดว่าท่านโหวที่เดินตามมาจะจับหมัดของเขาเอาไว้ได้ทันเวลา น้ำเสียงแข็งกร้าวทรงพลังเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “หยุดเดี๋ยวนี้! นางคือน้องหกของเ้า!”
น้องหก? หลิ่วอวิ๋นฮั่นรู้สึกราวกับสมองะเิ มิน่าเล่าถึงได้รู้สึกคุ้นตาเหลือเกิน ที่แท้ก็คือนังสารเลวนั่น ฮึ! นางถึงกับกล้าแต่งกายเป็บุรุษเข้ามาในค่ายทหารเชียวหรือ?
ทันใดนั้น ท่าทางที่หลิ่วอวิ๋นฮั่นแสดงออกมายากที่จะปกปิดความโเี้ไว้ได้ เมื่อย้อนคิดกลับไป เดิมทีตนก็มีชีวิตสุขสบายอยู่ในจวนโหว แต่ทั้งหมดเป็เพราะนังสารเลวนี่ที่ทำให้เขาถูกโบยแล้วยังถูกไล่กลับมาที่ค่ายอีก! จิตใจพลันเดือดพล่านดั่งน้ำที่ถูกแผดเผาด้วยแสงอาทิตย์แรงกล้า โมโหจนถึงขีดสุด
เขากัดฟันแน่น ความเกลียดชังที่ซึมลึกถึงกระดูกทำเอาเขาปากเบี้ยว ดวงตาทั้งสองจ้องไปยังอวิ๋นซูอย่างเอาเป็เอาตาย เกลียดจนอยากจะฉีกนางออกเป็ชิ้นๆ!
ตอนนี้เองที่ชางหรงโหวแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง หลิ่วอวิ๋นฮั่นพลันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รีบเก็บอารมณ์ของตนกลับไป เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าท่านพ่อยังอยู่ข้างๆ
“ชุนเซียง พาคุณหนูเข้าไป!” ชางหรงโหวเองก็ทนเห็นสภาพบุตรชายและบุตรสาวของตนทำตัวเป็ศัตรูกันไม่ได้จึงสั่งออกไป
“เ้าค่ะ! ท่านโหว!” ชุนเซียงค้อมกายแล้วจึงพยักหน้าให้อวิ๋นซู เดินนำนางเข้าไปยังค่ายทหาร
ใบหน้าของอวิ๋นซูยังคงเรียบเฉย อย่างไรก็ตาม นางอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองเชลยศึกที่ตอนนี้กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น
ไกลออกไป จี้จิ่นเฝ้ามองเหตุการณ์นี้โดยไม่กล่าวอะไรออกมา สุดท้ายจึงสะบัดหน้าออกไปอย่างเ็า ราวกับว่าเื่เหล่านี้ล้วนไม่เกี่ยวกับเขา
หลิ่วอวิ๋นฮั่นถูกชางหรงโหวพาเข้าไปในกระโจมแห่งหนึ่ง
“ท่านพ่อขอรับ มาหาฮั่นเอ๋อร์มีเื่อะไรหรือขอรับ?” แม้ว่าหลิ่วอวิ๋นฮั่นจะไม่พอใจอวิ๋นซู แต่ก็ยังเคารพและหวาดกลัวชางหรงโหวอยู่
ชางหรงโหวมองเขาอย่างจริงจัง ราวกับสามารถมองทะลุไปยังแผนการเล็กๆ ในใจของเขาได้ “หากเ้ายังก่อเื่อีก ก็อย่ามาโทษพ่อที่ต้องใช้กฎทหารจัดการ!”
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพาทหารออกไปสู้เสียหน่อย จะเกิดปัญหาอะไรได้? ในใจของหลิ่วอวิ๋นฮั่นไม่พอใจในคำพูดของชางหรงโหวเป็อย่างยิ่ง เขาปัดฝุ่นบนร่าง จะอย่างไรตนก็นับได้ว่าเป็บุคคลสำคัญในค่ายทหารแห่งนี้
ชางหรงโหวแค่นเสียงเย็น “ครั้งนี้ซูเอ๋อร์มากับพ่อ หากเ้าก่อนเื่อะไรขึ้นมา ก็อย่ามาโทษพ่อหากเ้าโดนไล่กลับไปชายแดนอีกครั้ง”
“ท่านพ่อขอรับ ข้าเป็บุตรชายภรรยาเอกของท่าน เหตุใดจึงต้องช่วยนังสารเลวนั่น...” ความโกรธแค้นที่หลิ่วอวิ๋นฮั่นมีต่ออวิ๋นซูพลันพุ่งทะยานขึ้นสูงอีกครั้งจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา
“หุบปาก!” เสียงของชางหรงโหวเต็มไปด้วยโทสะ สายตาคมกริบทำให้ผู้คนต้องสั่นเทา
น้องสาวอะไรกัน? เขามีน้องสาวแค่คนเดียว ซึ่งไม่ใช่นังสารเลวชั้นต่ำนี่อย่างเด็ดขาด! แม้ตอนนี้หลิ่วอวิ๋นฮั่นจะถูกสายตาของท่านโหวทำเอาสั่นระริก แต่ก็แอบกล่าวในใจอย่างไม่พอใจ มองปราดไปยังเขา
กลิ่นอายของชางหรงโหวเปลี่ยนไปในฉับพลัน เขาหันไป ยืนเอามือไพล่หลัง “หรือจะให้พ่อพูดอีกครั้ง?”
“ท่านพ่อ...” หลิ่วอวิ๋นฮั่นอึกอัก ไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่ประโยคเดียว
“ออกไป!” ชางหรงโหวสะบัดแขนเสื้อแล้วจึงเดินไปด้านหนึ่งโดยไม่มองเขาอีก
หลิ่วอวิ๋นฮั่นประสานหมัดคารวะ ก้มหน้าหันกายเดินจากไป เขากัดฟันราวกับจะบดมันให้เป็ผุยผงด้วยความโกรธ
นังสารเลวสมควรตายถึงกับรู้วิชาแพทย์เชียว? น่าขัน นางเป็แค่บุตรอนุภรรยาที่ไร้ความสำคัญคนหนึ่ง เพิ่งจะถูกรับกลับจวนมาเมื่อไม่นานนี้ เหตุใดจึงได้รู้วิชาแพทย์ได้? ฮึ! หรือว่านางคิดจะเล่นลูกไม้อะไร คิดจะลองดีกับเขาหรืออย่างไร!
หลิ่วอวิ๋นฮั่นยิ่งคิดยิ่งโมโห ทว่าเพิ่งจะก้าวเท้าออกไป เขาพลันต้องหยุดลงทันที เมื่อครู่ที่ท่านพ่อกล่าวเตือนดูไม่เหมือนกำลังล้อเล่น หากตอนนี้เขาไปสร้างปัญหาให้อวิ๋นซู ไม่แน่ว่าจะต้องถูกส่งกลับไปชายแดนจริงๆ ก็เป็ได้ หากเป็เช่นนั้น มิใช่ว่าตนเองจะลำบากยิ่งขึ้นหรือ?
เขาหันกายเดินไปยังทิศทางของเชลยศึกที่จับกลับมาเมื่อครู่นี้
ช่างเถิด วันหน้ายังมีโอกาสที่จะกำจัดนังสารเลวนั่นอยู่อีก!
ภายในกระโจม
ชุนเซียงช่วยอวิ๋นซูทำสิ่งต่างๆ ไปพลางขมวดคิ้วไปพลาง “คุณหนูเ้าคะ เชลยศึกพวกนั้นน่าสงสารจังเลยเ้าค่ะ สภาพเช่นนั้นจะเป็หน่วยสอดแนมได้อย่างไรกันเ้าคะ? จะต้องเป็คุณชายสามใช้อำนาจใส่ร้ายคนแน่ๆ”
อวิ๋นซูไม่กล่าวอะไร อย่างไรก็ตาม ด้านนอกมีเสียงร้องอ้อนวอนบาดหูและเสียงร้องของทารกดังแว่วมาอีกครั้ง
คนที่สุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอด ตอนนี้ใบหน้ากลับปรากฏอารมณ์ราวกับกำลังอดทนอดกลั้นถึงขีดสุดออกมา
คุณชายสามที่โอหังบ้าอำนาจผู้นั้นคิดจะทำอะไรอีก?
ทันใดนั้น นอกกระโจมมีเสียงกรีดร้องของสตรีดังขึ้น
“ชุนเซียง ไปดูเสียหน่อย” คิ้วงามของอวิ๋นซูขมวดแน่น
ชุนเซียงได้ยินดังนั้นพลันรีบวางของในมือลงแล้วเดินออกไปจากกระโจม ผ่านไปครู่หนึ่งสาวใช้ผู้นี้จึงกลับมา เพียงแต่ใบหน้าของนางในเวลานี้กลับกลายเป็ทุกข์ระทมยิ่งนัก
“มีอะไรหรือ?”
“คุณชายสามกำลังทรมานสตรีผู้หนึ่งอยู่เ้าค่ะ!” ชุนเซียงกล่าว น้ำเสียงยากจะปกปิดความไม่พอใจและความเห็นใจเอาไว้ได้
ั์ตาเย็นะเืของอวิ๋นซูมีประกายวาบผ่าน
“คุณหนูเ้าคะ...คนเ่าั้น่าสงสารเหลือเกิน...บ่าว...ทนมองไม่ได้แล้วเ้าค่ะ!” เมื่อคิดถึงสตรีที่ปกป้องเด็กทารกอย่างสุดชีวิต ชุนเซียงพลันก้มหน้าลง ไม่อยากให้คุณหนูเห็นความโกรธจนเสียมารยาทของตนในตอนนี้
“อย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่าม!” อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็ค่ายทหาร มีหลายเื่ที่ไม่ใช่ว่าคิดจะยุ่งก็ยุ่งได้
ชุนเซียงเองก็เข้าใจความหมายของคุณหนูของตน หันไปผงกศีรษะ จัดการสิ่งของในกระโจมต่อไป
ยามค่ำคืนมาถึง ภายในกระโจมได้ยินเสียงร้องอย่างทรมานของผู้คนแว่วมา สีหน้าของอวิ๋นซูไม่น่ามองยิ่งนัก นางแหวกม่านกระโจมเดินก้าวออกไป เดินไปได้ไม่ไกลก็ราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้จึงไปหยุดอยู่หน้ากระโจมหลังหนึ่ง
“จะพูดหรือไม่?” ชัดเจนว่านี่คือเสียงของหลิ่วอวิ๋นฮั่น
อวิ๋นซูตกตะลึงเล็กน้อย ผ่านไปทั้งบ่ายแล้วเขาถึงกับยังคงไต่สวน ‘หน่วยสอดแนม’ เหล่านี้อยู่อีกหรือ?
“นายท่านเ้าคะ ข้าน้อยแค่หนีมาจริงๆ ...” สตรีผู้นั้นเหลืองเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย
“ดี! ยังปากแข็งอยู่อีกเช่นนั้นหรือ?” เสียงของหลิ่วอวิ๋นฮั่นเจือไปด้วยความหยอกล้ออย่างรุนแรง “ทหาร พาลูกของนางเข้ามา!”
“ไม่...นายท่าน...ไม่” เมื่อสตรีผู้นั้นได้ยินจึงใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายนี้คลานไปยังขาของหลิ่วอวิ๋นฮั่น ทว่ากลับถูกเขากระทืบไปอีกครั้งหนึ่ง
“เ้าจะพูดหรือไม่?” น้ำเสียงอันบ้าคลั่งของหลิ่วอวิ๋นฮั่นทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับตกอยู่ในนรก
“นายท่าน พวกเราเพียงแค่หนีมาจริงๆ เ้าค่ะ นายท่านโปรดเมตตาด้วย อย่าทำร้ายลูก...”
“คุณชายสามขอรับ นำเด็กมาแล้วขอรับ!” สตรีผู้นั้นยังไม่ทันกล่าวจบ ทหารก็นำเด็กที่ยังอยู่ในห่อผ้าเข้ามา
พริบตานั้น สตรีนางนั้นพลันสูญเสียการควบคุม “ลูก...ลูกข้า...”
ไม่ว่านางที่ร่างกายาเ็ไปทั้งตัวจะกรีดร้องดิ้นรนอย่างไรก็ไม่อาจเข้าไปใกล้เขาได้เลย
ทารกน้อยส่งเสียงออกมาอย่างอ่อนแรง บนใบหน้าของสตรีนั้นแยกไม่ออกแล้วว่าเป็เืหรือน้ำตา “นายท่านโปรดเมตตาด้วยเ้าค่ะ! เขาเป็แค่ทารกเท่านั้น ขอท่านได้โปรดอย่าทำร้ายเขาเลย ได้โปรดเถิดเ้าค่ะ!”
อย่างไรก็ตาม หลิ่วอวิ๋นฮั่นก็ยังนำเด็กคนนั้นชูขึ้นสูง เลิกคิ้วขึ้นอย่างชั่วร้าย เปล่งเสียงออกมาราวกับกำลังพูดอยู่กับสิ่งของ “หากเ้ายังไม่พูด ข้าจะปล่อยให้เขาตกลงมาตาย!”
“ไม่...อย่า...” สตรีนางนั้นยื่นมือขึ้นสูง ้ารับบุตรของตนเอง
นอกกระโจม อวิ๋นซูทนไม่ได้กับการกระทำอันป่าเถื่อนที่ใช้ทารกมาเป็เครื่องมือข่มขู่ผู้อื่นอีกต่อไป เสียงเอะอะขึ้นด้านใน ตามมาด้วยความเงียบงันในฉับพลัน
รอบด้านอยู่ในความเงียบ สายตาของสตรีผู้นั้นจ้องมองทารกที่กำลังตกลงสู่พื้นในชั่วพริบตา เืสดๆ ค่อยๆ ซึมออกมาจากผ้าไหลไปตามพื้น ไปยังทิศทางของสตรีผู้นั้น...
“อา...อา...” เสียงร้องไห้ราวกับหัวใจแตกสลาย ทว่าตอนนี้นางจะดิ้นรนอย่างไรก็แตะต้องผู้ที่โเี้ราวเทพอสูรไม่ได้!
“เดรัจฉาน! เ้ามันเดรัจฉาน! คืนลูกข้ามา คืนลูกข้ามา...ฮือๆ ...” สตรีผู้นั้นร้องไห้แทบขาดใจ หลิ่วอวิ๋นฮั่นกลับเดินเข้าไปด้วยท่าทางไม่แยแส ใช้รองเท้าใหม่เอี่ยมสีดำบดเหยียบลงบนศีรษะของนางแล้วส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ
“เป็เ้าที่ดื้อดึงเอง จะโทษข้าไม่ได้!”
...
ั์ตาของอวิ๋นซูหดเกร็ง นางคิดไม่ถึงว่าหลิ่วอวิ๋นฮั่นจะบ้าอำนาจฆ่าคนเป็ผักปลาเช่นนี้ มือที่ยื่นออกไปกำแน่น แสงเทียนอันสั่นไหวที่สาดส่องลงบนใบหน้างดงามของนาง เปรียบได้ดุจไฟโกรธในใจของนางยามนี้
ห่างไปไกลไม่ เชลยศึกกลุ่มนั้นยังคงกำลังคุกเข่าอยู่ พวกเขาอดไม่ได้ที่จะร่างกายสั่นสะท้าน
สตรีนอกกระโจมเงยหน้าขึ้น คืนนี้ไม่มีแสงจันทร์ หรือกระทั่งเทพ์ก็ทนดูภาพความโเี้เช่นนี้ไม่ได้?
หลิ่วอวิ๋นฮั่น...ในดวงตาของอวิ๋นซูเปล่งประกายเย็นเยียบ
