หวงโฮ่วเรียกสมาชิกหญิงในครอบครัวของขุนนางให้เข้าเฝ้า อีกทั้งสมาชิกหญิงคนหนึ่งยังเป็สาวน้อยที่ยังไม่ได้ออกเรือน ควรจะให้ชายหนุ่มคนนอกออกไปไม่ใช่หรือ?
นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
ฉินหยีหนิงเดินไปพลางครุ่นคิดไปพลาง ชายหนุ่มคนนอกสามารถยืนอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้และหวงโฮ่วได้เช่นนี้ คงเป็บุคคลที่มีความใกล้ชิดกับฮ่องเต้กับหวงโฮ่วเป็แน่ มีความเป็ไปได้ว่าจะเป็ญาติสนิทของหวงโฮ่ว
“หม่อมฉันมีนามว่าฉินซื่อ ถวายบังคมฮ่องเต้ ถวายบังคมหวงโฮ่วเหนียงเนียงเพคะ” หลังจากที่ได้ครุ่นคิดแล้ว นางก็ทำการคำนับฮ่องเต้และหวงโฮ่ว
นางได้ร่ำเรียนกับแม่นมจานมาหลายวัน ดังนั้นจึงคุ้นชินกับการคารวะและมารยาทดังกล่าวแล้ว กิริยาท่าทางที่นางได้กระทำไม่เพียงแต่มีความเป็มาตรฐานเท่านั้น การเคลื่อนไหวของนางก็ทำให้คนชื่นชอบยิ่งนัก
คิ้วเรียวยาวและตาสวยดั่งดอกท้อของหวงโฮ่วมองฉินหยีหนิงโดยละเอียด จากนั้นยื่นนิ้วมือขวาที่สวมเกราะทองคำแกะสลักยาวสามนิ้วของนางขึ้นมา “ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยเหนียงเนียง” ฉินหยีหนิงลุกขึ้นยืน แต่ยังคงก้มหน้ามองพื้น
หวงโฮ่วยิ้มและเอ่ยขึ้น “หวงช่าง หวงช่างดูสิ ดูฉินไท่จุนช่างสอนเก่งจริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่าเด็กผู้หญิงที่เติบโตมาในป่านั้นจะกลายเป็เด็กที่เก่งและฉลาดในเวลาเพียงไม่นาน ทำให้เฉินเชียดูแล้วก็รู้สึกชื่นชอบนัก หน้าตาของเด็กผู้หญิงคนนี้ก็สวยสดงดงามอีกด้วย มักจะมีคำพูดที่ว่าบ้านฉินกำเนิดหญิงงาม วันนี้เมื่อได้เห็นแล้ว ก็ใช่จริงๆ ด้วยเพคะ”
ฮ่องเต้หัวเราะและพยักหน้า “หยูโร๋วพูดถูกที่สุด เจิ้นมองเด็กผู้หญิงคนนี้แล้วก็รู้สึกว่ามีความคล้ายกับฉินเิตอนหนุ่มๆ ไม่มีผิด เ้าชื่ออะไรหรือ อายุเท่าไรแล้ว เงยหน้าขึ้นมาตอบเจิ้นสิ”
ฉินหยีหนิงตอบกลับในทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เพคะ” นางเงยหน้าขึ้นมาแต่ไม่ได้มองคนทั้งคู่โดยตรง ด้วยยังคงหลุบตาอย่างมีมารยาท ซ้ำร้ายขนตาที่ยาวงอนของนางกลับทำให้วิสัยทัศน์พร่าเลือนจนไม่อาจมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของฮ่องเต้และหวงโฮ่ว นางเอ่ยตอบว่า “ทูลฝ่าา หม่อมฉันมีชื่อตามตารางว่าหยีหนิง อายุสิบสี่ปีเพคะ”
ฮ่องเต้และหวงโฮ่วมองดูฉินหยีหนิงอย่างละเอียด
เด็กผู้หญิงที่อยู่เบื้องหน้าคนนี้รูปร่างสูง หน้าตาสวยสดงดงาม ผิวขาวอ่อนโยนและผมดกดำสลวยดั่งขนอีกา นางโสภาราวกับออกมาจากภาพวาด ท่วงท่าการยืนขึงขังจริงจังและดูมีความมั่นคงอย่างมาก ถึงกระนั้นเพราะอายุของนางยังน้อย จึงปรากฏกลิ่นอายแห่งความบริสุทธิ์แฝงความไร้เดียงสา เป็เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่น่ารักมากผู้หนึ่ง ทั้งยังทำให้คนชื่นชอบอย่างมาก
“ฉินเิถือได้ว่าเป็คนที่เจิ้นดูเขาเติบโตมาก็มีหน้าเหมือนตอนนี้แล้ว เจิ้นยังคิดอยู่เลยว่าฉินเิเมื่อยี่สิบปีก่อน ถ้าเป็ผู้หญิงจะสวยสดงดงามถึงเพียงไหนกัน ไม่คิดเลยว่าวันนี้เจิ้นจะได้เห็นฉินเิที่เป็ลูกสาวคนนี้ ฮ่าๆๆ!”
ฮ่องเต้ตบหน้าขาตัวเองและหัวเราะดังก้อง
หวงโฮ่วเหลือบสายตามองฉินหยีหนิงอีกหน
ฝ่ามือของล่าวไท่จุนกับซุนซื่อถึงกับมีเหงื่อไหลซึม ประโยคที่ฮ่องเต้พูดออกมา สามารถเข้าใจได้ว่าฮ่องเต้กำลังสัพยอกฉินเิหรือสามารถตีความได้เป็ความหมายอย่างอื่นอีกขั้น
บุคคลท่านนี้อายุเกือบเจ็ดสิบปีแล้ว ข้างกายมีหวงโฮ่วรูปร่างหน้าตาสะสวยมากเสน่ห์ยังไม่พอ หรือว่าจะสนใจฉินหยีหนิงเด็กผู้หญิงอายุสิบสี่ปีเข้าแล้ว?
หากฉินหยีหนิงถูกส่งเข้าวัง เกรงว่าจะโดนปีศาจหวงโฮ่วบดเคี้ยวแม้แต่กากก็ไม่เหลือภายในเวลาสองวันเป็แน่
ล่าวไท่จุนรีบยิ้มแล้วพูดว่า “ใช่เพคะ หม่อมฉันไม่คิดเลยว่าเพียงกะพริบตาเดียวก็ผ่านมาหลายปีแล้ว หวงช่างสมัยตอนยังเป็หนุ่มๆ นั้นมีความขยันและรักราษฎร พวกเราก็จงรักภักดีต่อหวงช่างนะเพคะ ความรักและบุญคุณของหวงช่างที่มีต่อพวกเรา รวมถึงขุนนางทั้งหลายนั้น หม่อมฉันรู้สึกซาบซึ้งอย่างมากเพคะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของล่าวไท่จุน ฮ่องเต้ย่อมรู้สึกมีความซาบซึ้งอยู่หลายส่วน เขาอายุมากแล้ว หลายปีที่ผ่านมามักย้อนระลึกถึงความทรงจำในอดีตอยู่บ่อยๆ คำพูดของล่าวไท่จุนทำให้เขาหวนนึกถึงตนเองเมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนนั้นเขายังแข็งแรงและบ้านเมืองก็ไม่ได้มีความวุ่นวายเหมือนอย่างทุกวันนี้
คิดเช่นนั้นแล้ว รอยยิ้มของฮ่องเต้ก็มีความอบอุ่นขึ้นมาหลายส่วน
คำพูดของฉินล่าวไท่จุนส่งผลให้หวงโฮ่วหัวเราะเบาๆ “หวงช่าง ฉินไท่ซือมีความจงรักภักดีต่อบ้านเมือง หวงช่างก็จะต้องมอบรางวัลแก่ฉินไท่ซือถึงจะถูกนะเพคะ หญิงสาวอายุสิบสี่ปีสามารถพูดถึงเื่การแต่งงานได้แล้ว เฉินเชียอยากจะเป็แม่สื่อให้ฉินกูเหนียง หวงช่างคิดว่าจะเหมาะสมหรือไม่เพคะ”
มือของฮ่องเต้ตบหลังของหวงโฮ่ว “ที่หวงโฮ่วพูดถึงนั้นเป็ชายบ้านไหนหรือ? ขอบอกก่อนว่าฉินกูเหนียงงดงามเช่นนี้ ถ้าไม่คู่ควรจริงๆ เจิ้นจะไม่อนุญาตนะ”
หวงโฮ่วยิ้มและยื่นมือออกมา “จุนเอ๋อร์ เ้ายังไม่รีบออกมาอีกนะ”
“ท่านป้า” มีเสียงเยาว์วัยของคนผู้หนึ่งตอบกลับไป นั่นก็คือเด็กหนุ่มผู้มีอายุสิบแปดปีที่ยืนอยู่ข้างๆ มาโดยตลอดนั่นเอง
หวงโฮ่วหัวเราะ “หวงช่าง ตอนนี้ก็ไม่สามารถพูดว่าคนที่เฉินเชียเลือกนั้นไม่เหมาะสมนะเพคะ หลานชายของหม่อมฉันคนนี้ อายุสิบเก้าปี เขาเกิดมาพร้อมกับพร์และเป็ญาติคนสนิทอีกด้วย การเลือกคู่แต่งงานให้กับลูกสาวของฉินไท่ซือในครั้งนี้ คนทั้งสองช่างเป็คู่ที่มีความเหมาะสมอย่างแท้จริงนะเพคะ”
ฮ่องเต้ยิ้มและพยักหน้า พร้อมมองไปยังฉาวเฉิงจุน
สายตาของฉาวเฉิงจุนมองไปที่ตัวของฉินหยีหนิงด้วยอาการตะลึงงัน จากนั้นพึมพำขึ้น “แค่เห็นเงาเมื่อสักครู่นี้ก็รู้แล้วว่าเป็หญิงงาม...”
ฉินหยีหนิงนิ่วคิ้วและถอยออกมาสองก้าว
ฉาวเฉิงจุนเดินเข้าไปหาอีกสองก้าว พร้อมยิ้มและเอ่ยขึ้น “เ้าชื่อว่าหยีหนิงหรือ? ท่านป้าของข้าพูดถูก พวกเราทั้งสองคนเป็คู่ชายเก่งหญิงงาม ช่างเป็คู่ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ในเมื่อเป็เช่นนี้พวกเราแต่งงานกันเถอะ ข้ากลับบ้านไปจะให้อนุทั้งหลายเ่าั้แยกย้ายออกไปให้หมด” พูดพลางจับมือของฉินหยีหนิง
หากเป็เวลาปกติ มีคนกล้าปฏิบัติต่อนางเช่นนี้ ฉินหยีหนิงจะต้องจับหักข้อมือคนผู้นั้นเป็แน่
เขามีศักดิ์เป็หลานชายของหวงโฮ่ว ถึงกล้าหยอกล้อลูกสาวของขุนนางต่อหน้าฮ่องเต้เช่นนี้หรือ
ทว่าฉินหยีหนิงครุ่นคิดอย่างรวดเร็วและได้ตัดสินใจในทันที
นางถอยออกมาอย่างตื่นตระหนกใ นางมองฉาวเฉิงจุนด้วยความหวาดกลัว “เ้า...เ้าทำอะไรหรือ”
ฉับพลันนั้น น้ำตาของนางไหลลงมาพรากๆ ร้องไห้ออกมาราวกับดอกไม้เรียกฝนได้ ทั้งยังเร่งสาวเท้ากลับไปหลบอยู่ข้างหลังของล่าวไท่จุน “ท่านย่า ข้ากลัว ข้าไม่อยากจะแต่งงานกับคนนี้ ท่านให้ข้าบวชเป็ภิกษุณียังจะดีเสียกว่าเ้าค่ะ”
เมื่อสักครู่นี้สาวน้อยยังยืนอย่างสง่าและมั่นคงอยู่เลย แต่กลับถูกหยอกล้อจนใร้องไห้ จากนั้นก็ไปหลบอยู่ข้างหลังล่าวไท่จุนจนไม่กล้าออกมา ราวกับกระต่ายน้อยตื่นใกลัวอย่างไรอย่างนั้น
ฉาวเฉิงจุนได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเขาซีดขาวขึ้นมาทันควัน แล้วถอยเท้าออกไปอยู่ข้างๆ บิดามารดา
แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับทำให้รอยยิ้มของหวงโฮ่วแข็งเกร็งอยู่หลายส่วน ทว่าน้ำเสียงของนางกลับอ่อนนุ่มออดอ้อน “หวงช่าง ห่วงช่างดูเด็กสองคนนี้ช่างเหมาะสมกันมากนะเพคะ เพิ่งได้เจอหน้ากันครั้งแรกก็ชอบอย่างกับอะไรดี จุนเอ๋อร์ต้องชอบเด็กคนนี้จากใจจริงแน่นอน ถึงได้แสดงอาการเสียมารยาทออกมาเช่นนี้นะเพคะ”
ฉาวเฉิงจุนไม่ลืมพยักหน้าเพื่อให้ความร่วมมือ “ใช่แล้ว ใช่แล้ว หญิงงามเช่นนี้ แค่ได้เห็นก็ทำให้ข้าล่องลอยได้แล้ว คิดว่าเลี้ยงอีกไม่กี่ปี นางจะต้องเป็หญิงสาวผู้งดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
หวงโฮ่วสีหน้าแข็งเกร็ง นางกัดฟันจ้องมองไปที่น้องสะใภ้
ฉาวเฉิงจุนก็ปิดปากในทันที
สีหน้าของฮ่องเต้ก็ไม่ได้ดีไปมากกว่ากันเท่าใดนัก
แม้ว่า้าจัดการเื่แต่งงาน แต่ถ้าเลือกคู่บ่าวสาวที่ไม่ลงรอยกัน เช่นนั้นแสดงว่าฮ่องเต้ตาบอด จะไม่ถือว่าเป็ความผิดของฮ่องเต้หรือ
คราวนี้ยิ่งเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว และแน่ชัดว่าฉาวเฉิงจุนเป็คนมักมากในกามตัณหา อายุเพียงสิบเก้าปีเท่านั้น กลับมีอนุจำนวนมาก อีกทั้งการกระทำของเขาช่างไร้กาลเทศะ วาจาก็ไม่สุภาพเอาเสียเลย แม้อยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้ยังกล้าหยอกล้อลูกสาวของฉินไท่ซือ จนกระทั่งสาวน้อยร้องไห้อยากจะไปบวชเป็ภิกษุณี
เมื่อเกิดความวุ่นวายเช่นนั้น ฮ่องเต้ย่อมไม่อาจออกพระราชโองการได้
ฮ่องเต้มีสีหน้าราบเรียบดั่งผืนน้ำ
ล่าวไท่จุนกอดฉินหยีหนิงพร้อมปลอบประโลม เด็กสาวยังคงร้องไห้ในอ้อมกอดของล่าวไท่จุน ร้องไห้คร่ำครวญ
ในห้องโถงใหญ่ตกอยู่ในความเงียบทันใด ได้ยินเพียงเสียงร้องสะอึกสะอื้นอย่างอึดอัดคับอกคับใจของสาวน้อย
หน้าผากของซุนซื่อมีเหงื่อไหลออกมาด้วยความประหม่า นางคิดไม่เหมือนกับล่าวไท่จุน
ปกติตอนที่อยู่ในจวนก็แข็งแกร่งไม่ยอมใครอย่างกับราชันผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ เหตุใดตอนนี้ถูกคำพูดเพียงแค่ไม่กี่ประโยคทำให้ใร้องไห้เสียแล้วล่ะ
อยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้และหวงโฮ่วร้องไห้เช่นนี้ ถ้าเกิดว่าฮ่องเต้และหวงโฮ่วไม่พอใจขึ้นมาละก็ จะต้องแย่แน่ๆ เลย
ซุนซื่ออยู่ข้างๆ ไม่สามารถทนได้อีกต่อไปแล้ว นางหยิกแขนฉินหยีหนิงอย่างแรง พร้อมตำหนิเสียงเบา “ยังร้องไห้อีก?”
ฉินหยีหนิงเจ็บจนร่างของนางกระตุกสั่น รู้อยู่ว่าซุนซื่อจะต้องตอบสนองเช่นดังกล่าว แต่ถึงอย่างไรอยู่หน้าฮ่องเต้ มารดาคงไม่กล้าบังอาจ ฉินหยีหนิงจึงยิ่งร้องไห้เสียงดังขึ้นไปอีก
เมื่อสักครู่ยังดีๆ อยู่เลย ถูกฉาวเฉิงจุนหยอกล้อสาวน้อยจนเสียงานไปแล้ว
อารมณ์เบิกบานของฮ่องเต้พลอยสูญสลายไปด้วย เขาไล่ฉาวเฉิงจุนให้ออกไปข้างนอก
คล้อยหลังคนที่ทำให้ขุ่นเคืองแล้ว ฮ่องเต้ก็ตำหนิติเตียนขึ้น “หยูโร๋ว เื่เล็กๆ เช่นนี้เ้าก็ทำได้ไม่ดีหรือ? เ้าบอกว่าจะหาคนที่เหมาะสมให้เจิ้น จะต้องให้การแต่งงานในครั้งนี้สำเร็จให้ได้ แต่ว่าบ้านของเ้าส่งอะไรมาให้หรือ
ต่อหน้าเจิ้นยังกล้าบ้าบิ่นเยี่ยงนี้ ปกติแล้วจะขาดความยับยั้งชั่งใจถึงเพียงไหน ฉินเิมีลูกสาวเพียงแค่คนเดียว เขายอมรับการแต่งงานครั้งนี้ก็แปลกแล้ว เจิ้นเป็ฮ่องเต้ผู้มีปรีชาญาณ ไม่ใช่ฮ่องเต้สารเลว หรือว่าเ้าจะให้เจิ้นบังคับให้พวกเขาแต่งงานหรือ? เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนนั้นใกลัวถึงเพียงนี้ ถ้าเกิดว่านางลุกขึ้นมาแขวนคอหรือไปบวช ตอนนั้นคนอื่นจะเข้าใจเจิ้นผิดเอานะ”
หวงโฮ่วตบที่หน้าอกของฮ่องเต้เบาๆ พร้อมยอมรับโทษ “หวงช่างอย่าได้โกรธเลยนะเพคะ เป็เฉินเชียเองที่ประมาทไปชั่วขณะ เฉินเชียอยู่กับหวงช่างเป็เวลาหลายปีแล้ว ญาติๆ สนิทที่บ้านก็ไม่ได้เจอกันนาน จำได้แค่เพียงตอนเด็กๆ จุนเอ๋อร์เป็หลานที่เฉลียวฉลาด ไม่คิดเลยว่า โตขึ้นมาจะเป็เยี่ยงนี้ เป็เพราะเฉินเชียไม่ได้ตรวจสอบเอง แต่ว่าเฉินเชียก็ไม่มีวิธีนี่เพคะ เฉินเชียไม่ได้อยู่บ้านเสียหน่อย ไม่สามารถดูแลพ่อแม่ได้บ่อยครั้ง และเป็เื่ยากเพราะได้เจอกับญาติพี่น้องเพียงปีละครั้งนี่เพคะ...”
แต่เดิมเป็การขอโทษต่อฮ่องเต้ แต่พูดไปพูดมาก็น้อยใจร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียอย่างนั้น ฮ่องเต้เห็นแล้วก็สงสาร ทำให้ความสนใจของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนไปแล้ว ฮ่องเต้กอดหวงโฮ่วทันทีพร้อมเอ่ยเรียก “ที่รัก”, “ดวงใจของข้า” ปลอบประโลมกันขึ้นมา
อีกมุมหนึ่ง ฉาวกั๋วจิ้วกับภรรยาพาลูกชายออกมาจากพระราชวังหลวงแล้ว หลังจากได้เปลี่ยนพาหนะเป็รถม้าของบ้านตัวเอง ทั้งสามก็ถอนหายใจออกมา
ฉาวกั๋วจิ้วยกนิ้วโป้งให้ลูกชาย พร้อมเอ่ยกระซิบเสียงเบา “วันนี้เ้าฉลาดมีไหวพริบมาก”
ฉาวเฉิงจุนหัวเราะๆ พร้อมตอบด้วยเสียงเบาไม่ต่างกัน “เพียงแต่ว่าน่าเสียดาย ถึงแม้ว่าข้าจะกลายเป็คนบ้าบิ่นไปแล้ว แต่ก็พูดถูกนะขอรับ นางเป็หญิงงามจริงๆ”
ฉาวกั๋วจิ้วเอ่ยขึ้น “อย่าว่าแต่หญิงงามเลย ถึงจะเป็นางฟ้าก็แต่งไม่ได้ ท่านปู่ของเ้าเลอะเลือน แต่ว่าพ่อของเ้าไม่เลอะเลือนอย่างแน่นอน ข้าได้ถามถึงความเป็มาเื่นี้ชัดเจนแล้ว”
ภรรยาของฉาวกั๋วจิ้วกับฉาวเฉิงจุนต่างมองมาที่ฉาวกั๋วจิ้วด้วยความอยากรู้
ฉาวกั๋วจิ้วกดเสียงให้เบาลงมากกว่าเดิม “ก็ไม่ใช่เพราะว่าคนของหวงโฮ่วเหนียงเนียงที่ทำงานในวังตง พบว่าองค์ชายรัชทายาททรงวาดภาพหญิงงามนี้ทั้งวันทั้งคืน เห็นได้ชัดว่าเขาชื่นชอบนางเข้าแล้ว หลังจากสืบถามถึงได้รู้ว่า หญิงงามที่องค์ชายรัชทายาททรงวาดนั้นเป็ลูกสาวของฉินไท่ซือ...”
ฮ่องเต้มีองค์ชายรัชทายาทเพียงแค่คนเดียวที่จะสามารถสืบทอดบัลลังก์ อีกทั้งอายุก็มากแล้ว ปกครองบ้านเมืองได้แค่ครึ่งชีวิตเท่านั้น อย่างไรอำนาจก็จะต้องถ่ายโอนไป แม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจเท่าใดนักก็ตาม นอกจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับองค์ชายรัชทายาทก็ได้รักษาระยะห่างที่ละเอียดอ่อนนี้เป็เวลาหลายปี ขณะเดียวกันกลับมีการแย่งชิงอำนาจกันอย่างลับๆ ด้วย
ถ้าความสัมพันธ์ขององค์ชายรัชทายาทกับฉินไท่ซือพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ แน่นอนว่าในอนาคตจะควบคุมได้ยากกว่า
ดังนั้นจึงได้มีวันนี้ ฮ่องเต้คิดอยากให้ลูกสาวของฉินไท่ซือแต่งงานกับครอบครัวฉาวเพื่อจะได้ง่ายต่อการปกครอง
ฉาวกั๋วจิ้วเอ่ยต่อว่า “หวงโฮ่วเหนียงเนียงช่างไร้เดียงสาจริงๆ บ้านเมืองนี้ ข้าดูแล้ว ว่าจะต้องล่มสลายเป็แน่ รากฐานของครอบครัวฉาวของเราก็ไม่ได้อยู่ที่ต้าเยี่ยนเสียหน่อย วันใดวันหนึ่งยังไม่รู้เลยว่าจะเป็อย่างไร จะแต่งงานสานสัมพันธ์กับครอบครัวฉินในตอนนี้ได้อย่างไรกัน ถึงตอนนั้นก็ยิ่งแยกแยะไม่ชัดเจนแล้วสิ”
ภรรยาของฉาวกั๋วจิ้วกับฉาวเฉิงจุนต่างก็พยักหน้า
