จี้จิ่นติดตามกองทัพกลับมาถึงจวนนายอำเภอ
“อืม เื่เป็เช่นนี้” น้ำเสียงของจี้จิ่นเจือไปด้วยความโกรธ
“ทหารเ่าั้คิดว่าตนเองเป็ทหารชั้นยอดที่ฝึกฝนกันอย่างลับๆ โดยคนของราชสำนัก แต่กระทั่งตนเองเป็ทหารใต้สังกัดของนายพลท่านใดก็ยังไม่รู้ ท่าทางจะถูกหลอกไปยังสถานที่แห่งนั้น”
“คิดไม่ถึงว่านายอำเภอคนนี้จะมีความใจกล้าถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าเกณฑ์ทหารส่วนตัว” อวิ๋นซูขมวดคิ้ว “นี่เป็โทษถึงตาย นายอำเภอเมืองคานตัวเล็กๆ คงไม่อาจมีใจทะเยอทะยานคิดวางแผนการลับได้ถึงเพียงนี้ จะต้องมีคนคอยชี้แนะอยู่เื้ัเป็แน่”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ข้าคิดว่าพรุ่งนี้จะปลอมตัวเข้าไปในค่ายทหารอีกครั้งหนึ่ง เข้าไปหาข่าวเสียหน่อย” จี้จิ่นก้มหน้าขมวดคิ้วมองเศษหญ้าบนชุดของตน
“ข้าจะไปด้วยกันกับท่าน”
“ในค่ายทหารล้วนเป็บุรุษ” จี้จิ่นมองสำรวจอวิ๋นซูั้แ่หัวจรดเท้า ้าจะอ้างเหตุผลนี้ให้อวิ๋นซูสำนึกตัว
“ข้าจะแต่งกายเป็บุรุษเข้าไป” แล้วจะอย่างไร อวิ๋นซูไม่เห็นปัญหาข้อนี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
จี้จิ่นยังคิดอยากจะโน้มน้าว แต่กลับเห็นถึงสายตาอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยวของอวิ๋นซู
เขาเข้าใจนิสัยของอวิ๋นซูได้อย่างกระจ่างชัด เมื่อนางตัดสินใจว่าจะทำเื่ใดแล้ว ย่อมไม่เปลี่ยนความคิดด้วยเหตุผลอื่นง่ายๆ “เช่นนั้นก็ดี เมื่อถึงเวลานั้นเ้าก็ไปกับข้า จะทำอะไรต้องระมัดระวังรอบคอบ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตนเองเป็อันดับแรก”
อวิ๋นซูตอบรับเสียงเบาครั้งหนึ่ง
เช้าวันต่อมา ทั้งสองออกจากเมืองไปด้วยกัน ครั้งนี้จี้จิ่นสวมอาภรณ์สีเข้มเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหญ้าที่ติดอยู่บนอาภรณ์จนทำให้ตนเองเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายตา ส่วนอวิ๋นซูเดินตามเขาไปบริเวณูเาโดยไม่ได้สนใจเื่เล็กน้อยเหล่านี้
ระหว่างทาง บุรุษตรงหน้าคอยปกป้องดูแลนางอย่างระมัดระวัง
ภายในถ้ำมีความชื้นมาก ถึงแม้จะไม่สามารถกล่าวได้ว่าโปร่งโล่ง แต่ก็ไม่ถึงกับมืดจนทำให้ผู้คนหาเส้นทางไม่เจอ
ไม่นานอวิ๋นซูหยุดฝีเท้าลง จี้จิ่นหันไปมองด้วยความสงสัย แต่กลับพบว่านางกำลังก้มตัวลงมองไปยังพืชสีเขียวชนิดหนึ่งที่อยู่บริเวณซอกหินด้านข้าง
“อะไรหรือ?”
“นี่เรียกว่าหญ้าอวิ๋นหลัว สามารถบรรเทาอาการที่เกิดจากการถูกพิษที่ไม่รุนแรงได้ ในเวลาสั้นๆ สามารถเห็นประสิทธิภาพได้ชัดเจน เพียงแต่จะเติบโตได้ในที่มืดอับชื้นในูเาเท่านั้น ดังนั้นจึงค่อนข้างหายาก” อวิ๋นซูมองหญ้าอวิ๋นหลัวที่ขึ้นอยู่ตลอดทาง ในดวงตาที่สงบนิ่งมาโดยตลอดปรากฏความยินดีจางๆ “ท่านช่วยข้าเก็บเสียหน่อย ข้าจะนำกลับไปตากแห้งและบดให้เป็ผงยา” อวิ๋นซูดึงหญ้าอวิ๋นหลัวขึ้นมาในมือ “จำไว้ว่าอย่าได้ทำร้ายรากของมัน หลังจากนี้สามเดือนมันจะสามารถงอกใบออกมาใหม่ได้”
จี้จิ่นตอบรับคำหนึ่ง ก้มหน้าช่วยนางเก็บหญ้าอวิ๋นหลัวมาหลายกำ เมื่อหันไปก็พบว่าอวิ๋นซูนำหญ้าจำนวนหนึ่งบรรจุลงในตะกร้าสานเล็กๆ ใบหนึ่ง นี่ทำให้จี้จิ่นได้เปิดหูเปิดตาอีกครั้ง
มือที่ััอยู่กับสมุนไพรมานานหลายปีมีความชำนาญและละเอียดอ่อน ในยามนี้นางไม่รู้เลยว่าการกระทำนี้ได้ทำให้เกิดความเหนือคาดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องรู้สึกยินดีระคนประหลาดใจ
เนื่องจากมีเวลาจำกัด อวิ๋นซูและจี้จิ่นจึงเก็บมาเพียงเล็กน้อยและเดินทางต่อ จนกระทั่งทั้งคู่ไปถึงปากทาง ก็พบกับทหารกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งรวมตัวกันอยู่บริเวณกระโจม ด้วยเหตุนี้จึงค่อยๆ แอบเข้าไปจากด้านข้าง
ในพื้นที่โล่งยังมีทหารจำนวนหนึ่งที่กำลังฝึกฝนอยู่ จี้จิ่นทำเพียงมองอยู่ด้านหลังครู่หนึ่ง พริบตานั้นสีหน้าพลันเปลี่ยนไป
“มีอะไรหรือ?” อวิ๋นซูรู้ว่าเขาจะต้องพบอะไรบางอย่างเป็แน่
“วิธีการฝึกฝนทหารของคนเหล่านี้เป็วิธีการของแคว้นอี้”
“ท่านจะกล่าวว่า ผู้ที่อยู่เื้ัของเื่นี้คือแคว้นอี้?”
จี้จิ่นไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ ตอนนี้ทั้งคู่เห็นบุรุษร่างสูงใบหน้าเ็าผู้หนึ่งเดินเข้าไปท่ามกลางกองทหารและกล่าวด้วยท่าทางจริงจังเข้มงวด “หลายวันมานี้ด้านนอกไม่ปกตินัก มีทหารน่าสงสัยจำนวนมากปะปนเข้ามาในเมืองคาน หากพวกเ้าพบคนน่าสงสัยในหมู่ทหารก็ไม่ต้องกล่าวให้มากความ จัดการฆ่าพวกมันเสีย”
คำพูดของบุรุษผู้นั้นทำให้ทุกคนมีท่าทางจริงจังขึ้นมา
“พวกเ้าต้องจำเอาไว้ พวกเ้าเป็กองทหารลับของแคว้นเฉิน หากถูกแคว้นของศัตรูค้นพบ จะทำให้แคว้นเฉินเกิดการสูญเสียอย่างร้ายแรง ดังนั้นพวกเราจะต้องระมัดระวัง...สองคนตรงนั้นเป็ใคร? ออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
นิ้วของบุรุษผู้นั้นชี้ไปยังท้ายกระโจม ดวงตาอันลึกล้ำพลันปรากฏแววสังหารขึ้น
ทุกคนหันไปมอง เห็นบุรุษท่าทางบอบบางสองคนเดินออกมาจากท้ายกระโจม หนึ่งในนั้นยังถือตะกร้าสานอยู่ในมือ
“พวกเ้าสองคนเป็ผู้ใด มาที่นี่มีแผนการใด!”
ในดวงตาของอวิ๋นซูไม่ได้มีความกระวนกระวายเลยแม้แต่น้อย นางวางตะกร้าสานในมือลงเบื้องหน้า “ข้าเป็หมอขอรับ มาเก็บสมุนไพรได้ผ่านมาทางนี้พอดี ส่วนผู้นี้ก็คือลูกมือของข้า มาช่วยข้าเก็บสมุนไพร”
จี้จิ่นได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ก็กล่าวคล้อยตามไปประโยคหนึ่ง
ในดวงตาของบุรุษผู้นั้นเต็มไปด้วยความสงสัย แววตาคมราวเหยี่ยวมองสำรวจบนร่างของคนทั้งสอง “หมอหรือ เหตุใดข้าจึงไม่เคยเจอพวกเ้า?”
“พวกเราเพิ่งจะมาที่เมืองคานได้ไม่นาน ได้ยินว่าูเาลูกนี้มีสมุนไพรหายากอยู่ไม่น้อย ดังนั้นจึงได้เดินทางมาที่นี่โดยเฉพาะขอรับ”
บุรุษผู้นั้นยัง้าเอ่ยถาม กลับมีทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ครูฝึกขอรับ ไม่ดีแล้ว ตรงโน้นมีทหารหลายคนล้มลงไปฉับพลัน คล้ายกับว่าจะถูกพิษขอรับ!”
“ถูกพิษ!” บุรุษที่ถูกเรียกว่าครูฝึกขมวดคิ้ว ดวงตาดุดันกวาดมองไปยังใบหน้าของอวิ๋นซู “ในเมื่อเ้ากล่าวว่าตนเองเป็หมอ เช่นนั้นก็มาดูเสียหน่อยว่าพวกเขาเป็อะไร”
“เชิญนำทางขอรับ” อวิ๋นซูกล่าวอย่างเรียบเฉย
ทั้งสองเดินตามครูฝึกไป จี้จิ่นหันหน้าหนีไม่มองไปทางอวิ๋นซู ในใจรู้สึกกังวลอยู่บ้าง
คำพูดเ่าั้ที่บุรุษเบื้องหน้ากล่าวเมื่อสักครู่นี้ จะต้องเป็เพราะเมื่อวานร่องรอยของตนเองถูกพบอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงได้ทำให้พวกเขาเกิดความสงสัย ครูฝึกผู้นี้เพียงมองก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีอะไร หากไม่ระวัง เกรงว่าตนเองและอวิ๋นซูยากที่จะปลอดภัยได้
อวิ๋นซูกลับมีสีหน้าเยือกเย็น เดินตามไปจนถึงในกระโจมแห่งหนึ่ง พบว่าด้านในมีทหารอยู่สิบกว่าคนล้มลงอยู่ที่พื้น กุมท้องด้วยสีหน้าเ็ป มุมปากมีฟองสีขาว ส่งเสียงร้องอยู่ภายในกระโจม
อวิ๋นซูวางตะกร้าไว้ตรงเท้า เดินเข้าไปเบื้องหน้าทหารที่ถูกพิษนายหนึ่งแล้วนั่งลง “ไม่ต้องกังวลไป ข้าเป็หมอ พวกเ้าจะต้องไม่เป็อะไร”
คำปลอบใจของอวิ๋นซูทำให้ทหารผู้นั้นสงบใจลงไม่น้อย อวิ๋นซูสำรวจอาการของโรคแล้วจึงจับมือของทหารผู้นั้นมาตรวจชีพจร ผ่านไปไม่นานก็ได้ข้อสรุป “เกิดจากการถูกพิษในอาหาร อาจเป็เพราะรับประทานเห็ดหรือผักที่มีพิษในูเาเข้าไป พิษนี้ไม่ร้ายแรงแต่ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกเ็ปเป็เวลานาน”
อวิ๋นซูกล่าวจบก็หันกลับไปหยิบตะกร้าขึ้น จากนั้นจึงเลือกพืชหลายใบออกมาจากด้านใน ฉีกให้ละเอียดแล้วยัดลงไปในปากของทหารที่ถูกพิษ ครูฝึกที่ยืนมองอยู่ด้านหลังขมวดคิ้ว “เ้าให้เขากินอะไร?”
“หญ้าอวิ๋นหลัวใช้ในการแก้พิษขอรับ ท่านนำสมุนไพรในตะกร้าไปฉีกให้เป็ชิ้นๆ แล้วให้ทหารกิน จะสามารถแก้พิษของพวกเขาได้ในเวลาไม่นาน”
ครูฝึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพียงให้คนหยิบสมุนไพรในตะกร้าออกมา ทว่ากลับไม่ได้ทำตามคำพูดของอวิ๋นซูในทันที อวิ๋นซูก็ไม่ได้กล่าวอะไรให้มากความ ทำเพียงยืนมองอยู่ข้างๆ อย่างเงียบงัน ไม่นานทหารที่กินสมุนไพรนั้นเข้าไปมีอาการดีขึ้น ใบหน้าก็ฟื้นคืนสีเื ดูท่าทางอาการของโรคจะดีขึ้นไม่น้อย
ตอนนี้ครูฝึกจึงได้สั่งให้คนนำหญ้าอวิ๋นหลัวไปให้พวกทหารกิน
ทหารที่ถูกพิษมีราวหนึ่งร้อยกว่าคน ในเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งชั่วยาม พิษที่ทุกคนได้รับก็ถูกรักษาไปกว่าครึ่ง ในใจของเหล่าทหารเกิดความเลื่อมใสนับถือต่อท่านหมออายุน้อยผู้นี้
ครูฝึกไปจัดการเื่อื่นชั่วคราว อวิ๋นซูและจี้จิ่นถูกสั่งให้รออยู่ในกระโจมเพื่อทำการตรวจสภาพของทหารต่อไป อวิ๋นซูและจี้จิ่นทำการพูดคุยกับทหาร แต่เป็เพราะมีผู้ใต้บังคับบัญชาของครูฝึกคอยจับตามองอยู่ด้านข้าง คำถามหลายอย่างจึงไม่สามารถถามออกไปได้โดยตรง
ทหารเ่าั้กลับเกิดความสนใจในที่มาที่ไปของอวิ๋นซูและจี้จิ่น อวิ๋นซูจึงกล่าวเพียงว่าตนเองเป็หมอพเนจรคนหนึ่ง ชอบเดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อไปแลกเปลี่ยนความรู้กับหมอที่มีชื่อเสียงของแต่ละพื้นที่ ตามหาสมุนไพร และยกระดับวิชาแพทย์ของตน
เหล่าทหารได้ยินดังนั้นก็รู้สึกนับถืออวิ๋นซูมากยิ่งขึ้น คล้ายกับว่าจะเห็นอวิ๋นซูเป็หมอฮัวโต๋ที่กลับชาติมาเกิดใหม่แขวนป้ายรักษาผู้คน
ครูฝึกมองดูวิธีการรักษาอันชำนาญของอวิ๋นซู คนผู้นี้กล่าวว่าตนเองเป็หมอ คำพูดนี้ดูเหมือนจะเป็ความจริง มิสู้ให้หมอผู้นี้อยู่ในค่ายชั่วคราวเพื่อรักษาการเจ็บป่วยและอาการาเ็เล็กๆ น้อยๆ ให้เหล่าทหารก่อน นับว่าแก้ไขความยุ่งยากไปได้ส่วนหนึ่ง
“เด็กๆ จัดเตรียมกระโจมให้ท่านหมอทั้งสอง!”
อวิ๋นซูแสร้งทำเป็ตกตะลึง หยัดกายยืนขึ้นแต่กลับพบกับแววตาอันเข้มงวดของครูฝึกผู้นั้น “ในเมื่อเ้าเป็หมอพเนจร ก็คงไม่ใส่ใจหากจะอยู่ที่นี่มากขึ้นสักหลายวันกระมัง?”
น้ำเสียงของเขาราวกับกำลังบอกว่าอวิ๋นซูต้องตอบรับเพียงเท่านั้น
จี้จิ่นรีบก้าวออกมา “ใช่ขอรับ เส้นทางลงเขาไปยังเมืองคานของพวกเรายังอีกยาวไกล มิสู้พักอาศัยอยู่ที่นี่สักหลายวันก่อน” เขายิ้มบางๆ ท่าทางคล้ายกำลังกู้หน้าให้อวิ๋นซู
อย่างไรก็ตาม มีเพียงพวกเขาสองคนที่เห็นรอยยิ้มอันเป็ที่รู้กันในสายตาของอีกฝ่าย
...
“การฝึกฝนทหารใหม่เป็อย่างไรบ้าง?”
“ท่านแม่ทัพขอรับ ทหารชั้นยอดเหล่านี้มีความก้าวหน้ารวดเร็ว เชื่อว่าไม่จำเป็ต้องใช้เวลานาน พวกเขาก็จะสามารถฆ่าฟันศัตรูตามรับสั่งของฝ่าาได้แล้วขอรับ!” บนใบหน้าของครูฝึกผู้หนึ่งที่อยู่ด้านข้างประดับไปด้วยรอยยิ้มลึกล้ำแฝงไปด้วยความหมาย สายตาตกอยู่บนลานฝึกไกลออกไป มองไปยังทหารใหม่ที่ะโเสียงดังลั่นฟ้า
แม่ทัพร่างกำยำพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมกริบราวเหยี่ยวของเขากวาดมองไปรอบๆ นอกเมืองคานถึงกับมีสถานที่ที่ดีเช่นนี้อยู่ นับว่ามีไว้เพื่อพวกเขาโดยแท้ ์ช่างเข้าข้างแคว้นอี้ของพวกเขา เชื่อว่าจะอย่างไรแคว้นเฉินคงคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะถึงกับนำประชาชนของแคว้นเฉินมาฝึกเป็ทหารชั้นยอดของแคว้นอี้กระมัง? หากจักรพรรดิแคว้นเฉินทราบ ท่าทางจะต้องน่าดูชมเป็แน่
“ในสามวันนี้าแห้ามถูกน้ำ” เสียงเล็กฟังดูไม่คุ้นเคยดังแว่วขึ้นจากบริเวณห่างไกล แม่ทัพผู้นั้นได้ยินจึงมองไป พบบุรุษผู้มีใบหน้าบอบบางกำลังพันแผลบนแขนของทหารหยาบโลนผู้หนึ่ง
“ฮ่าๆ ขอบคุณท่านหมอมากขอรับ “นายทหารหัวเราะ ปรากฏฟันขาวทั่วทั้งปาก ท่าทางเป็มิตรเช่นนั้นไม่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและไอสังหารเช่นตอนอยู่บนสนามฝึกเลย
แม่ทัพอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “คนผู้นั้นคือผู้ใด?” ในน้ำเสียงปรากฏความไม่พอใจอย่างเข้มข้น “ไม่ใช่ว่าแม่ทัพเช่นข้าสั่งลงไปแล้วว่าที่นี่ไม่อนุญาตให้คนแปลกหน้าเข้ามาโดยเด็ดขาดหรืออย่างไร?”
กลิ่นอายบนร่างของเขาพลันเปลี่ยนไป ครูฝึกที่อยู่ด้านข้างรีบกุมหมัดก้มหน้า “เรียนท่านแม่ทัพ สองวันก่อนหน้านี้มีทหารจำนวนหนึ่งอาหารเป็พิษ ข้าน้อยกังวลว่าโรคนี้จะเป็โรคติดต่อ จึงได้สั่งให้คนไปที่เมืองคานเพื่อเชิญท่านหมอมาคนหนึ่ง ขอแม่ทัพได้โปรดวางใจ ท่านหมอผู้นี้มาเก็บสมุนไพรอยู่ในเขา ถูกพวกเราจับตัวมาเป็เชลย ผู้น้อยไม่คิดจะปล่อยให้พวกเขากลับไป ดังนั้นจึงไม่ได้มีข่าวใดๆ แพร่ออกไปขอรับ”
ตอนนี้ ภายในกระโจมมีบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมา “มา นี่ยาของเ้า”
ใบหน้าไม่คุ้นเคยนั้นทำให้แม่ทัพโหยวใช้ดวงตาเ็ามองไปยังครูฝึกที่อยู่ด้านข้าง ครูฝึกอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย “อ้อ นั่นเป็ผู้ช่วยของท่านหมอผู้นั้นขอรับ ถูกพวกเราจับตัวมาด้วยกัน”
ไม่ใช่เพียงแค่คนแปลกหน้าหนึ่งคน แต่มีถึงสองคน!
ครูฝึกรู้สึกว่ารอบด้านฟุ้งกระจายไปด้วยบรรยากาศอันตราย ในใจคิดว่าแม่ทัพจะต้องตำหนิที่ตนเองไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของกองทัพเป็แน่
จากนั้นเหนือศีรษะมีเสียงเย็นเยียบดังแว่วขึ้นมา “ฝ่าาไม่อนุญาตให้มีอุบัติเหตุใดๆ โดยเด็ดขาด จัดการพวกเขาให้เรียบร้อยเสีย” เพียงแค่คำพูดประโยคนี้ ครูฝึกจึงเข้าใจความหมายของเขาในทันที นี่...้าฆ่าคนปิดปากหรือ?
แต่วิชาแพทย์ของท่านหมอผู้นั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก เขารู้สึกว่าหากรั้งตัวไว้ในค่ายทหารจะสามารถช่วยรักษาจับชีพจรให้แก่เหล่าทหารได้ มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษ!
แต่ในเมื่อท่านแม่ทัพออกคำสั่งมาแล้ว เช่นนั้นก็กล่าวได้เพียงน่าเสียดาย
