สวบๆ
ผมกับต๋าหลินเดินผ่านป่าซึ่งเต็มไปด้วยสายลมที่หนาวเหน็บร่างแรกเดินเข้าป่าพร้อมกับโซ่หนักในมือและร่างกายที่แข็งแกร่งในขณะที่อีกร่างหนึ่งเดินมาพร้อมกับคทาเวทมนตร์ก๊องแก๊งและผึ้งตัวน้อย
……
“นี่อาจารย์หน้าที่หลักของผู้เก็บกวาดแดนัคืออะไรเหรอ? ” ผมถาม
ต๋าหลินหัวเราะ “เก็บกวาดทุกอย่างที่เป็ความเสี่ยงต่อเมืองัสกัดกั้นสัตว์ร้ายที่อยู่รอบๆ ไม่ให้บุกรุกเข้าไปในเมืองและปกป้องทหารธรรมดาที่ขนส่งทรัพยากรต่างๆ ภายในดินแดน”
ผมพยักหน้าทันใดนั้นผมก็นึกถึงตอนที่ต๋าหลินฆ่าไซคลอปส์เมื่อคราวก่อน นี่ถ้าให้ผมไปจัดการสัตว์พวกนั้นดูเหมือนว่าจะเอาตัวเองไปตายซะมากกว่านะเนี่ย
“แล้วก็...” ผู้คุมสัตว์มองไปด้านหน้าด้วยสายตาเยือกเย็น“ยังมีภารกิจสำคัญอีกอย่าง”
“อะไร? ”
“ตามข้ามา”
“ครับ”
เมื่อเดินตรงไปก็พบว่า้าทางราบด้านหน้ามีมูลของสัตว์ป่าที่ยังร้อนๆกองอยู่บนนั้น และมันก็มีความสูงราวๆ 1 เมตรโดยประมาณ
“นะ... นี่มัน...” ผมชะงักไป
ผู้คุมสัตว์ต๋าหลินเงยหน้ามองท้องฟ้า “ดูเหมือนจะเป็มูลขนาดใหญ่ของนกฟีนิกซ์นี่เ้าหนู อย่าได้ดูถูกมันเชียวนะนกฟีนิกซ์เหล่านี้กินผลไม้ที่อยู่บนูเาไฟตลอดทั้งปี ภายในร่างกายของมันมีพละกำลังมหาศาลเลยละมูลนกฟีนิกซ์เหล่านี้มีการเผาไหม้สูง ใน่ฤดูหนาวภายในเมืองจะหนาวมากดังนั้นเราจึงจำเป็ต้องรวบรวมมูลของนกและสัตว์ป่าจำนวนมากเพื่อป้องกันความหนาวเย็น”
พูดจบผู้คุมสัตว์ก็สะบัดโซ่ในมือรัดมูลนกฟินิกซ์ตรงหน้าผ่านไปครู่หนึ่งมูลเ่าั้ก็กลายเป็ชิ้นๆ ก่อนจะถูกลากกลับไปที่เมืองั
นี่คือหน้าที่ที่ผมต้องทำจริงๆ เหรอ?
“นี่เ้าหนู อย่ามัวแต่ยืนเหม่อสิฝั่งนู้นยังมีมูลเม่นอีกกอง ดูเหมือนจะแห้งแล้ว เ้าช่วยข้าลากกลับไปด้วย”
“ครับ อาจารย์”
ผมหันไปมองก็เห็นมูลอีกกองซึ่งมีขนาดเล็กกว่านี่มูลของเม่นจริงหรือวะเนี่ย?แค่อึยังก้อนโตเท่านี้ แล้วตัวจะขนาดไหนวะเนี่ย? ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าการเป็ทหารของเมืองัจะได้เป็อัศวินัหรือไม่ก็ทหารม้าอะไรพวกนั้น คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าอาชีพของผมจะมีหน้าที่เก็บกวาดมูลสัตว์ที่แห้งกรังแบบนี้
อาชีพแต่ละอย่างก็แตกต่างกันออกไป เอาเถอะหยุดบ่นแล้วทำงานต่อดีกว่า
ฟึบ
คทาเวทมนตร์ของผมเจาะทะลุมูลของเม่นจากนั้นผมก็ใช้แรงที่มียกมูลเ่าั้แล้วเดินตามผู้คุมสัตว์ไป เมื่อเดินมาเรื่อยๆในที่สุดก็มาถึงค่ายที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายอันที่จริงมันเกินกว่าคำว่าเรียบง่ายอีกมั้งเนี่ยเพราะเป็แค่เต็นท์เก่าผุพังหนึ่งหลัง สำหรับให้ผู้คุมสัตว์นอนได้คนเดียวผมจึงต้องนั่งเฝ้ายามอยู่ด้านนอก โดยมีกองไฟเป็เพื่อนคลายหนาวในยามค่ำคืน
ด้านข้างมีหลุมลึกขนาดใหญ่ผู้คุมสัตว์โยนมูลนกฟีนิกซ์ลงไปในนั้น ก่อนที่ผมจะโยนมูลเม่นตามลงไปติดๆ
ติ๊ง!
ข้อความจากระบบ:ยินดีด้วยท่านได้เก็บกวาดมูลสัตว์สำเร็จแล้ว ท่านจะได้รับค่า EXP 900 พอยต์
……
มีค่า EXP ด้วยหรือนี่? หึๆดูเหมือนว่าหน้าที่ของผมก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มาเหมือนกันนะเนี่ย เพราะการเก็บมูลสัตว์นี่ได้ค่าEXP น้อยกว่าฆ่ามอนสเตอร์แค่นิดเดียวขาดแค่มันไม่มีโอกาสดรอปไอเท็มลงมาให้ชื่นใจเท่านั้น
หลังจากเก็บมูลสัตว์แล้วผมก็เดินตามผู้คุมสัตว์ไปรอบๆ ถิ่นทุรกันดารของเมืองัต่อที่แห่งนี้ยังคงอยู่ในขอบเขตเมืองั จึงทำให้ไม่ค่อยมีผู้เล่นเดินทางมาให้เสียเวลาอีกอย่างที่นี่ก็มีมอนสเตอร์เลเวล 40+ เยอะมาก ดูจากเลเวลของผู้เล่นในตอนนี้คงไม่มีใครสามารถเดินทางมาที่นี่ได้
หลังจากเก็บมูลเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง ค่า EXP ของผมก็เพิ่มขึ้นถึง 27%ถ้าตั้งใจอีกหน่อย วันนี้ผมคงได้แตะเข้าสู่เลเวล 30 ถึงเวลานั้นผมจะสามารถใช้ดาบชิงเฉิงกับรองเท้าบูตเงิน
……
ฟึบๆ
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากด้านหนึ่งของเนินเขาผู้คุมสัตว์ยกมือขึ้นก่อนจะกระซิบ “เ้าหนู หยุดก่อน”
ผมหรี่ตามองไปด้านหน้า “มีอะไรเหรออาจารย์?”
“เราเจอแจ็กพอตเข้าแล้ว”
“หา? ”
ทันใดนั้นพื้นดินก็แตกออกก่อนจะมีหัวอ้วนๆ รูปร่างคล้ายหนอนโผล่ขึ้นมา จากนั้นตัวมันก็ผุดออกมาอย่างรวดเร็วจริงๆ แล้วเ้าตัวนี้มีลักษณะอ่อนนุ่มราวกับปลิงทะเลเหนือศีรษะของมันมีตัวอักษรเขียนว่า “หนอนโสม” ตอนนี้ผมยังไม่สามารถมองเห็นเลเวลของมันแต่ดูเหมือนอย่างต่ำก็เลเวล 35
“วันนี้โชคดีชะมัด...”
ผู้คุมสัตว์เลียริมฝีปาก “เ้าหนูเ้าหนอนโสมตัวนี้เป็ส่วนผสมที่ยอดเยี่ยมมาก ภายในจักรวรรดิเทียนหลิงหนึ่งกิโลสามารถขายได้อย่างน้อยๆ 100 เหรียญทองเลยละแถมใน่ฤดูหนาวยังนำมาใช้เป็อาหารที่ให้ความอบอุ่นกับร่างกายได้ด้วยเ้าดูความอวบอ้วนของมันสิ หึๆ เพียงพอที่จะกินได้เป็อาทิตย์เลย”
พูดจบเขาก็กำโซ่ไว้แน่นก่อนจะหยิบปลาแห้งออกมา“เ้าหนอนโสมชอบอาหารจำพวกปลามากข้าจะนำปลาแห้งไปล่อมันออกมา ส่วนเ้าก็จัดการต่อ ระวังให้ดีนะอย่าให้มันมุดกลับเข้าไปในถ้ำได้ เพราะถ้ามันมุดกลับเข้าไปมันจะมีความว่องไวเหมือนกับนกเลย ถึงเวลานั้นทำยังไงก็จับมันไม่ได้แล้ว”
ผมพยักหน้าก่อนจะเรียกเ้าจุกนมให้ไปอยู่อีกฝั่ง
ผู้คุมสัตว์เดินมาถึงเนินเขาอีกฝั่งก่อนจะนำปลาแห้งวางไว้บนพื้นแล้วหาที่หลบไม่ถึง 30 วินาทีหนอนขนาดใหญ่ซึ่งมีน้ำหนักเกือบ 100 กิโลกรัมก็พาตัวเองมาที่ปลาแห้งซึ่งถูกวางอยู่บนพื้นแล้วรีบกินอาหารตรงหน้าด้วยความเพลิดเพลิน ในเวลานั้นเองผู้คุมก็ะโออกมา “แกหนีไม่รอดแน่”
“พรวด! ”
โซ่เหล็กที่เป็เหมือนดาบถูกขว้างไปที่หนอนโสมตรงหน้าทำให้เืของมันสาดไปทั่ว เ้าหนอนโสมดิ้นพล่านพยายามจะหนีทันใดนั้นมันก็สะบัดตัวออกจากการจับกุมได้สำเร็จ ทว่าก็ได้รับาเ็ไม่น้อยมันรีบขยับตัวพุ่งใส่ผม
ผมถือคทาสั่งให้เ้าจุกนมโจมตีเ้าจุกนมใช้สกิลโจมตีคอมโบติดต่อกัน 3 ครั้งจนทำให้เ้าหนอมโสมเกิดค่าความเสียหาย
“เยี่ยมมากเ้าหนู จับมันเลย” ผู้คุมสัตว์ถือโซ่วิ่งตรงเข้ามา
ทว่าผมไม่นึกว่าเ้าหนอนโสมตัวนี้จะอาละวาดแม้ผมจะต้านทานได้ แต่มันก็ชนผมจนกระเด็น เ้าจุกนมยังคงโจมตีอย่างต่อเนื่องดูเหมือนว่าเืของเ้าหนอนตัวนี้จะมีอยู่เกือบ 5,000 พอยต์ซึ่งไม่น้อยเลยและอาจต้องใช้เวลาฆ่ามันนานพอสมควร
เ้าหนอนโสมมุดกลับเข้าไปที่เดิมอย่างรวดเร็วในขณะที่เ้าจุกนมกลับมาบินวนรอบตัวผมด้วยท่าทางผิดหวัง
……
ผมยืนอยู่เงียบๆ หน้าถ้ำของเ้าหนอนโสมขณะที่ผู้คุมสัตว์ก็บ่นด้วยความสลดใจ “เฮ้อ ปล่อยให้มันหนีไปจนได้ น่าเสียดายชะมัด...นี่เ้าหนู ข้าไม่ได้โทษเ้าหรอกนะ...”
ผมมุ่ยปาก “อาจารย์ ผมยังไม่ได้โทษตัวเองสักหน่อย...”
“งั้นก็แล้วไป เอาละ ไปกันต่อเถอะพวกเราไปฆ่าเม่นั์ก็ได้ ใกล้จะถึงฤดูหนาวอย่างเป็ทางการมากขึ้นทุกทีทีมขนส่งที่เราจ้างมาจากเมืองปาหวางมักจะถูกสัตว์ร้ายและกลุ่มโจรซุ่มโจมตีอยู่บ่อยๆพวกเราจึงไม่สามารถให้คนพวกนั้นส่งทรัพยากรมาที่นี่จำนวนมากได้เสบียงที่ใช้ใน่ฤดูหนาวเลยจำเป็ต้องเป็ของที่พวกเราหามาเอง”
ผมพยักหน้า “อาจารย์ทหารที่อยู่ภายในเมืองัพวกนั้นก็แข็งแกร่งมากไม่ใช่เหรอ? ทำไมพวกเขาถึงไม่ไปช่วยหาเสบียงล่ะ? ”
ผู้คุมสัตว์หัวเราะ “คนพวกนั้นจะอยู่แค่ในเมืองเท่านั้นแหละพวกเขาต่างก็ต้องฝึกยุทธ์และเรียนรู้ทักษะการโจมตีคงไม่มีเวลามาหาเสบียงพวกนี้หรอก หน้าที่เหล่านี้เป็ความรับผิดชอบของพวกเราไม่งั้นท่านแม่ทัพคงจะไม่ยอมให้เ้ากลายเป็ผู้เก็บกวาดแดนัหรอกอันที่จริงควรเรียกพวกเราว่าผู้หาเสบียงอาหารให้กับพ่อครัวของแดนัน่าจะเหมาะกว่า”
ผม “อาจารย์... ในเมืองัเย็นมีัั์จริงเหรอ?”
“หา? ”
ผู้คุมสัตว์ชะงักไปครู่หนึ่ง “ใครจะไปรู้ล่ะไม่มีการพูดถึงับนแผ่นดินใหญ่มาหลายร้อยปีแล้ว ครั้งก่อนที่มีคนเห็นัั์ก็ผ่านมาแล้ว 500 ปีแล้วบางทีเผ่าพันธุ์ัอาจจะสูญเสียพรจากเทพไปหมดแล้วและกลายเป็สัตว์ในตำนานที่อาจจะไม่ปรากฏตัวขึ้นมาอีก”
ได้ยินเช่นนั้นผมก็เงียบไปดูเหมือนว่าผมคงจะไม่ได้เป็นักรบัแล้วสิเนี่ย
……
ผมกับผู้คุมสัตว์ยังคงมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆทันใดนั้นก็พบเม่นตัวหนึ่งในป่า ผู้คุมสัตว์เป็ผู้โจมตีหลักในขณะที่ผมเป็ผู้ช่วย ภายในระยะเวลา 15 วินาทีเ้าเม่นก็ถูกพวกเราฆ่าตาย
“ฮ่าๆ ถึงแม้ว่าเนื้อของเม่นจะเหนียวไปหน่อยแต่ใน่ฤดูหนาวมันก็ถือเป็สมบัติล้ำค่าของพวกเราเลยละ”
ผู้คุมสัตว์ใช้โซ่ลากศพเม่นอย่างชำนาญในขณะที่ผมยังคงเดินตามหลังต่อไป เมื่อกลับถึงค่ายก็พบว่ามีนักรบจากแดนัในชุดเกราะสีดำยืนอยู่ที่นั่นสิบกว่าคน ซึ่งหนึ่งในนั้นกำลังลากมูลนกฟีนิกซ์อยู่ชายผู้นั้นหันมาหาผู้คุมสัตว์ก่อนพูดขึ้นว่า “ท่านต๋าหลิน ท่านออกไปหาวัตถุดิบใหม่มาอีกแล้วหรือ?”
ต๋าหลินวางเม่นลง “ใช่เม่นตัวนี้มีน้ำหนักหลายร้อยกิโลเลยนะ พวกเ้าเอามันกลับไปเถอะหลังจากชำแหละเนื้อมันแล้ว นำเนื้อด้านในของมันไปตากแห้งเพื่อแช่แข็งไว้กินควบคู่กับเบคอนและไวน์สักเหยือก นี่แหละชีวิต! ”
“ฮ่าๆๆๆ ได้ครับ ท่านต๋าหลิน”
ตอนที่ผมส่งมอบเ้าเม่นตัวนั้นเสียงจากระบบก็ดังขึ้น
ติ๊ง!
ข้อความจากระบบ:ยินดีด้วยท่านได้ส่งมอบอาหารสำเร็จแล้ว ท่านจะได้รับค่า EXP 3,000 พอยต์
……
ว้าว เจ๋งชะมัดเลยค่าประสบการณ์จากการฆ่าเม่นตัวนี้มากกว่าตอนไปลากมูลสัตว์อีกนะเนี่ย
ภายในเวลาอันรวดเร็วผมก็ล่าสัตว์ได้จำนวนมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะเป็สัตว์ป่าขนาดั์่เช้าจะมีทหารของเมืองัลงมาที่ตีนเขาเพื่อรออาหารจากผมกับต๋าหลินทุกครั้งที่มีการส่งมอบอาหาร ผมก็จะได้รับค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นและแน่นอนว่าหากการล่าสัตว์ดำเนินการด้วยตัวผมเพียงลำพังค่าประสบการณ์ก็คงจะเยอะกว่านี้มากแน่ๆ
พอเริ่มค่ำค่าประสบการณ์ของผมก็มาถึง 87% แล้วเหลืออีกแค่นิดเดียวเลเวลของผมก็จะแตะ 30 สักทีตื่นเต้นชะมัด
“เ้าหนู ข้าจะพักสักหน่อยเ้าไปจัดการด้วยตัวเองก่อนเถอะ”
ผู้คุมสัตว์ล้มตัวนอนภายในเต็นท์ของเขาหลังจากพูดจบ
ผมถือคทาเวทมนตร์พร้อมกับเดินนำเ้าจุกนมออกไปเอาละ การล่าสัตว์เพียงลำพังครั้งแรกของผมได้เริ่มขึ้นแล้ว!
