“คุณชายเย่” โหวอันที่ยืนอยู่หน้าประตูเรียกเย่ฝานด้วยความเคารพ
โหวอันหายหน้าไปหลายวันจนเย่ฝานเกือบจะลืมคนคนนี้ไปแล้ว
“นายมาแล้วเหรอ เตรียมสมุนไพรมาครบหรือยัง?” เย่ฝานถาม
โหวอันพยักหน้าตอบ “เรียบร้อยแล้วครับ”
เย่ฝานมองโหวอันั้แ่หัวจรดเท้า แล้วกล่าวด้วยความสงสัย “สีหน้าของนายเหมือนจะแย่ลงกว่าเก่านะ! ยื่นแขนมาให้ฉันตรวจหน่อยสิ”
โหวอันยื่นแขนออกไปแต่โดยดี เย่ฝานใช้นิ้วแตะข้อมือของโหวอันตรวจชีพจรให้ เย่ฝานพลันขมวดคิ้วเข้าหากัน
โหวอันถามด้วยความกังวล “คุณชายเย่ เป็ยังไงบ้างครับ?”
เย่ฝานดูโหวอันแล้วถามอย่างสงสัย “นายกินยามากมายเข้าไปอีกแล้วใช่ไหม! ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าห้ามกินยามั่วซั่ว?”
โหวอันตอบด้วยความลำบากใจ “พ่อแม่ของผม… เขา...”
จากหลักการที่ว่าอย่าวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน พ่อแม่ของเขายังคงพาเขาไปหาหมอเทวดามากมาย เขาถูกกรอกยาเข้าไปผลปรากฏว่า หลายวันก่อนเขาเกิดอาการช็อกจนต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
ตอนที่เขาช็อก พ่อแม่ของเขาใจนทำอะไรไม่ถูก จึงได้ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเย่ฝาน พยายามรวบรวมสมุนไพรวิเศษตามใบสั่งยา
สมุนไพรวิเศษบนใบสั่งยาของเย่ฝานบางตัว ร้านขายยาสมุนไพรล้วนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ตอนแรกพ่อแม่ยังสงสัยว่าจะถูกเย่ฝานหลอกลวงเสียแล้ว ต่อมาเมื่อได้พบกับผู้เชี่ยวชาญถึงได้รู้ว่าเป็ยาจริงๆ แต่การรวบรวมสมุนไพรครั้งนี้เป็ไปด้วยความลำบาก เพื่อเสาะหาสมุนไพรตามใบสั่งยาแล้ว บ้านของเขาต้องใช้เส้นสาย เพื่อหาทางให้ได้มาต้องเสียเงินไปถึงสองร้อยล้านหยวน
เย่ฝานมองโหวอันแวบหนึ่ง แล้วพูดด้วยความจริงจัง “ถึงแม้ว่านายจะอายุยังน้อย แต่ก็ต้องระวังสุขภาพของตัวเองให้ดีๆ ห้ามกินยามั่วซั่ว นายมีหน้าที่ต้องสืบสกุล! ทำแบบนี้เท่ากับไม่รักตัวเอง ไม่ดีเลยนะ!”
เมื่อได้ยินคำเตือนของเย่ฝาน โหวอันรู้สึกอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี!
“คุณชายเย่ ผมได้ยินมาว่าเมื่อสองวันก่อนที่นี่เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบสุดขั้ว อุณหภูมิลดลงหลายสิบองศากะทันหัน จนเกิดน้ำแข็งเกาะไปทั่ว” ถึงแม้่เวลาที่อากาศร้อนที่สุดจะผ่านไปแล้ว แต่อุณหภูมิตอนนี้ก็อยู่ที่ประมาณยี่สิบกว่าองศา
“อาจจะใช่มั้ง ฉันก็ไม่ค่อยรู้เื่นี้สักเท่าไร” เย่ฝานพูดพลางเอียงหัว
โหวอันนึกในใจ “...” ไม่ค่อยรู้เื่งั้นเหรอ คุณชายเย่จะไม่รู้เื่นี้ได้ยังไงกัน? ก็ไอเย็นนั่นมันแผ่มาจากคฤหาสน์ของนายนั่นแหละ
“ตามฉันเข้ามาสิ” เย่ฝานเอ่ย
“คุณชายเย่ คุณรู้ไหมว่าผู้หญิงคนนั้นตอนนี้เป็ยังไงบ้างครับ?” โหวอันอยากรู้จึงอดถามไม่ได้
“หล่อนน่ะเหรอ? ได้ยินว่าตายไปแล้วนะ!” เย่ฝานตอบอย่างไม่สนใจนัก
โหวอันถามต่ออย่างไม่เข้าใจ “หล่อนเป็ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณ วรยุทธ์เก่งกาจมากเลยไม่ใช่เหรอครับ?”
“เก่งกาจเหรอ? ก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นนะ!” เย่ฝานส่ายหน้าแล้วเล่าต่อ “คนในนิกายของหล่อนน่ะ! ต้องปรนนิบัติเทพเ้าจันทรา คนธรรมดาอย่างนายเข้าใกล้หล่อนอย่างนั้นมันเป็การไม่เคารพรู้ไหม? นายนี่ก็ช่างใจกล้ากล้าเข้าไปยุ่งกับผู้หญิงของเทพเ้า”
“ก็ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้นี่ครับ ว่าหล่อนจะเป็ผู้หญิงของเทพเ้า” ถ้าเขารู้สักนิดถึงภูมิหลังที่ “สูงส่ง” ขนาดนั้นของหล่อน ตีให้ตายยังไงเขาก็ไม่มีวันเข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด! “แล้วหล่อนตายยังไงครับ!”
“ได้ยินว่าถูกนำตัวไปเซ่นไหว้! คนในนิกายของหล่อน ฆ่าหล่อนเพื่อเซ่นไหว้เทพเ้า” เย่ฝานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฆ่าเพื่อเซ่นไหว้เทพเ้า? ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณจิตวิปริตแบบนี้ทุกคนหรือเปล่าครับ?” โหวอันอดพูดไม่ได้ ในสมัยโบราณเคยได้ยินว่ามีการฆ่าคนเพื่อเซ่นไหว้ แต่ในยุคสมัยใหม่ ทุกคนต้องเคารพกฎหมายไม่ใช่หรืออย่างไร!
เย่ฝานยักไหล่ แล้วพูดว่า “ไม่รู้เหมือนกัน! มีผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณบางพวกที่ทำงานเป็มือสังหารโดยเฉพาะ บางพวกทำธุรกิจซื้อขายอวัยวะ บางพวกก็ทำตัวลึกลับหลอกขายหนอนกู่ให้กับผู้หญิง มีไม่กี่คนหรอกที่ปกติดีน่ะ
โหวอัน “…”
“นายรอตรงนี้นะ ฉันจะลงไปหลอมโอสถก่อน” เย่ฝานเอ่ย
โหวอันรีบตอบกลับไป “คุณชายเย่ เชิญตามสบายเลยครับ”
พอเย่ฝานเดินจากไป โหวอันก็เบื่อหน่ายกับบรรยากาศเงียบเหงา
ทันใดนั้นก็มีเสียงซู่ซ่าดังขึ้น โหวอันจึงอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ คฤหาสน์ของเย่ฝานเป็คฤหาสน์ผีสิง โหวอันรู้เื่นี้มาก่อนแล้ว พอเย่ฝานไม่อยู่ตรงนั้น โหวอันก็รู้สึกว่าบรรยากาศในคฤหาสน์มันช่างเงียบสงัดและเย็นะเื
อยู่ดีๆ แก้วใบหนึ่งก็ตกลงพื้น เกิดเสียงดัง “เพล้ง” โหวอันใจนลุกขึ้นด้วยความลนลาน
โหวอันลุกขึ้นก็พบว่าเื่ทั้งหมดเกิดจากอะไร บนโต๊ะปรากฏเต่าตัวใหญ่หนึ่งตัว แก้วใบนั้นถูกเต่าตัวใหญ่ชนจนตกลงมาแตก
“เต่าตัวใหญ่มากเลย!” โหวอันอดคิดในใจไม่ได้ ทำเอาตกอกใไปหมด
เต่าตัวนั้นมองโหวอันด้วยสายตาดูแคลน แล้วก็กินโสมเข้าไปหนึ่งต้น
เย่ฝานเดินออกมาจากห้องหลอมโอสถก็เห็นโหวอันนั่งยองๆ มองเต่าที่เขาเลี้ยงไว้ด้วยดวงตาเป็ประกาย คนหนึ่งคนกับเต่าหนึ่งตัว ดวงตาคู่ใหญ่กำลังจ้องดวงตาคู่เล็ก
“คุณชายโหว นายกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?”
โหวอันรีบพูดว่า “คุณชายเย่ เต่าตัวนี้แอบกินโสมไปหนึ่งต้นแล้วครับ”
เย่ฝานโบกมือปฏิเสธ แล้วพูดว่า “มันไม่ได้แอบกินหรอก นั่นเป็อาหารของมันอยู่แล้ว”
“คุณชายเย่ใช้โสมเลี้ยงเต่าเหรอครับ! ” โหวอันถามด้วยความประหลาดใจ
“มันไม่ยอมกินอย่างอื่นน่ะ!” เย่ฝานตอบพลางส่ายหน้า
โหวอัน “…” สมกับที่เป็คุณชายเย่จริงๆ เลี้ยงเต่าหนึ่งตัวยังเลี้ยงไม่เหมือนคนทั่วไปเลย
……..........................................................................................
“โอสถหลอมเสร็จแล้ว นายกินเข้าไปตอนนี้เลย” เย่ฝานพูดพลางจ้องหน้าโหวอัน
โหวอันพยักหน้ารับคำ “ได้ครับ”
พอโอสถเข้าไปในปาก โหวอันััถึงรสขมจนอยากจะอาเจียน เย่ฝานตบตัวของโหวอันหนึ่งครั้ง โอสถเม็ดนั้นกลิ้งเข้าไปในท้องของเขา โหวอันพลันรู้สึกถึงรสขมที่แทรกซึมอยู่เต็มท้อง
“ห้ามอาเจียนออกมานะ ถ้านายอาเจียนละก็ คิดดูว่าเงินเท่าไรที่ต้องหายไป”
โหวอันได้ยินคำพูดของเย่ฝานก็รีบเอามือปิดปากไว้
เย่ฝานวางฝ่ามือที่แผ่นหลังของโหวอัน ใช้พลังหลอมละลายฤทธิ์ยาแทนเขา ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณสามารถหลอมละลายฤทธิ์ยาได้ด้วยตนเอง แต่โหวอันเป็คนธรรมดาจึงไม่สามารถทำได้
โหวอันหยิบกระจกส่อง แล้วพูดว่า “คุณชายเย่ ผมกลับมาหล่อเหมือนเดิมแล้ว! ”
หลังจากนั้นโหวอันพูดด้วยความลนลาน “คุณชายเย่ ผมกลับสู่สภาพเดิมแล้ว”
“สภาพเดิมของนายก็ไม่ได้หล่อนี่!”
โหวอัน “…ไม่ว่ายังไงก็ตาม คุณชายเย่ ผมต้องขอบคุณคุณมากๆ เลยนะครับ!
เย่ฝานโบกมือปฏิเสธ แล้วพูดว่า “ไม่ต้องเกรงใจ นายจ่ายเงินให้ฉัน ฉันช่วยนายมันก็สมควรแล้ว ครั้งหน้าหากเจอเื่แบบนี้ นายก็กลับมาหาฉันได้นะ!”
โหวอันขนลุกซู่ขึ้นมาทันใด ครั้งหน้างั้นเหรอ ครั้งหน้าเขาอาจโดนฝ่ามือซัดจนตายไปเลยก็ได้ โหวอันตัดสินใจด้วยกับตัวเองว่า ครั้งหน้าหากเขาพบผู้หญิงที่ไม่รู้พื้นเพมาก่อน เขาจะไม่เข้าไปพูดตีสนิทเด็ดขาด
……...............................................................................
หลังจากส่งโหวอันกลับไป เย่ฝานก็ว่างงานอีกหลายวัน
เมื่อไม่มีงานทำ เย่ฝานจึงเก็บตัวอยู่ในคฤหาสน์เพื่อหลอมโอสถและฝึกฝนพลังปราณ
เย่ฝานนำผลอัคคีวิเศษที่มู่เหลียนผิงส่งมาให้มาหลอมเป็โอสถ เมื่อกินโอสถเข้าไปทำให้เขาสามารถฝึกฝนระดับพลังปราณทะลวงขั้นเจ็ดได้อย่างราบรื่น การสำเร็จระดับพลังปราณขั้นเจ็ดถือเป็ขั้นสุดท้ายของวรยุทธ์ระดับนี้แล้ว
เย่ฝานว่างงานจนรู้สึกเบื่อ เขาจึงไปที่บริษัทของไป๋อวิ๋นซี
“คุณชายเย่มาแล้วเหรอคะ คุณไม่ได้มาที่นี่นานมากแล้วนะคะ!” พนักงานต้อนรับเห็นเย่ฝานเข้ามา ก็ทักทายด้วยความกระตือรือร้น
“ฉันมาตรวจตราพวกเธอทำงาน ตั้งใจทำงานดีๆ แล้วฉันจะไม่ให้อวิ๋นซีเอาเปรียบพวกเธอแน่นอน” เย่ฝานเอามือไขว้หลังวางท่าเข้มงวด
พนักงานต้อนรับหัวเราะแล้วตอบว่า “ได้ค่ะๆ”
เย่ฝานอกผายไหล่ผึ่งเดินขึ้นลิฟต์จากไป
เย่ฝานเข้าไปในห้องทำงานก็เห็นไป๋อวิ๋นซีจัดการกับเอกสาร
“ทำไมนายถึงมาได้ล่ะ?” ไป๋อวิ๋นซีถามพร้อมกวาดตามองเย่ฝาน
“ฉันอยู่ที่บ้านเบื่อๆ ก็เลยมาหานายไงล่ะ!” เย่ฝานลากเก้าอี้มาหนึ่งตัว แล้วนั่งลงเบื้องหน้าไป๋อวิ๋นซี
“ฉันกำลังยุ่ง ไม่มีเวลาดูแลนายหรอกนะ! นายออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกเองเถอะ” ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยความเฉยเมย
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซี แล้วพูดอย่างเซ็งๆ “อวิ๋นซี นายปฏิบัติต่อฉันไม่อบอุ่นเหมือนแต่ก่อนเลยนะ”
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน เอียงหัวแล้วพูดว่า “มีคำพูดหนึ่งที่ว่าระยะห่างจะก่อเกิดความสวยงาม นายไม่เข้าใจเหรอ! ตอนกลางคืนฉันต้องรับมือกับนายทั้งคืนก็มากพอแล้วนะ ตอนกลางวันให้ฉันได้หยุดพักบ้างเถอะ!”
ไป๋อวิ๋นซีย่นคิ้วเข้าหากัน แล้วคิดในใจ สำหรับเื่บนเตียงของเ้าหมอนี่ มีพละกำลังเตี่ยมเปี่ยมจนน่าใ บอกว่าพักผ่อนเถอะก็ไม่เคยฟัง อธิบายยังไงก็ไม่เป็ผล บางครั้งเขาเคยคิดอยากจะเอาแจกันดอกไม้วางไว้ที่หัวเตียง เมื่อไรที่เย่ฝานกวนใจเขาไม่เลิกรา เขาจะเอาแจกันตีหมอนี่ให้สลบไปเลย! เย่ฝานเป็คนไม่มีงานประจำทำ จะนอนถึงเมื่อไรก็ได้ แต่เขาต้องมาทำงานในตอนเช้านี่สิ
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีด้วยความเคร่งเครียด “อวิ๋นซี นายรังเกียจฉันเหรอ!”
ไป๋อวิ๋นซีลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “ใช่ ฉันจะไปประชุมแล้ว นายรีบกลับไปเถอะ”
เย่ฝานกระโจนใส่ไป๋อวิ๋นซี แล้วใช้ร่างของตนคร่อมร่างอีกฝ่ายบนโซฟา “อย่าไปประชุมเลย พวกเรามาบำเพ็ญตนคู่กันดีกว่า”
เย่ฝานพูดพลางจุมพิตลงบนแก้มไป๋อวิ๋นซีหนึ่งที
ไป๋อวิ๋นซีพยายามขยับตัว พบว่าเย่ฝานใช้แรงมากเป็พิเศษ ร่างของเขาถูกทับจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้!
เมื่อเห็นความเร่าร้อนในแววตาของเย่ฝาน ไป๋อวิ๋นซีรู้ในทันทีว่า เ้าหมอนี่ไม่ได้พูดเล่น ไป๋อวิ๋นซีทั้งโกรธและหงุดหงิด แต่กลับจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ไป๋อวิ๋นซีพยายามกดความขุ่นเคืองเอาไว้ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “เย่ฝาน นายเลิกทำเป็เล่นได้แล้ว!”
เย่ฝานส่ายหน้าพูดว่า “ฉันไม่ได้ทำเป็เล่นนะ! ในหนังสือบอกว่า สถานที่อย่างที่ทำงานจะเร่าร้อนเป็พิเศษ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…” เร่าร้อนบ้านนายสิ ั้แ่เช้าจนค่ำเอาแต่อ่านหนังสือแย่ๆ พวกนี้ ไม่รู้ว่าดูอะไรมาบ้าง ตอนกลางคืนทำยังพอไหว แต่ตอนนี้กลับลามมาถึงที่ทำงานด้วย
ไป๋อวิ๋นซีสูดหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง ไม่กล้าใช้คำพูดแรง ยังไงเย่ฝานเ้าหมอนี่ก็ไม่เข้าใจอยู่แล้ว หากแสดงอาการโมโหออกไป เกรงว่าเย่ฝานจะคิดไปเองว่าเขากำลังกระตุ้นอารมณ์อยู่
“่นี้นายดูหนังสืออะไรอีกแล้วล่ะ?” ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความอดทน
“เลขาที่รักกับท่านประธานจอมเผด็จการ!” เย่ฝานตอบ
ไป๋อวิ๋นซีคิดในใจ “…” แค่ฟังชื่อก็รู้ว่าเป็หนังสือปัญญาอ่อน น่าจะตั้งชื่อใหม่ว่า ท่านประธานสมองกลวงแอบรักผู้ช่วย นิยายเกี่ยวกับเื่รักๆ ใคร่ๆ ในที่ทำงาน เผลอๆ คนแต่งนิยายอาจเป็เด็กนักเรียนก็เป็ได้ เนื้อเื่คงจะเลี่ยนน่าดู เย่ฝานเ้าคนปัญญาอ่อน นึกไม่ถึงว่าจะชอบอ่านหนังสือแบบนี้ นับวันจะยิ่งงี่เง่าขึ้นทุกที
“ฉันคิดว่าเป็เลขาก็ดีเหมือนกันนะ ถ้าอย่างนั้นฉันมาทำงานเป็เลขาให้นายดีไหม?” เย่ฝานถาม
ไป๋อวิ๋นซี “…” เย่ฝานอยากเป็เลขานุการของเขา เขายอมลดมาตรฐานตำแหน่งงานของตัวเองลงแล้วเหรอ ่ก่อนเห็นว่าเ้าหมอนี่ไปหาพี่ใหญ่ ขอให้พี่ใหญ่หาตำแหน่งประธานหรือประธานกรรมการที่มีค่าตอบแทนหลายหมื่นล้านต่อปีให้เขาอยู่เลย ตอนนั้นคำพูดของเขาทำพี่ใหญ่ใไม่น้อย
“ไม่เป็ไร ฉันมีเลขาอยู่ตั้งหลายคน ไม่จำเป็ต้องรบกวนนายหรอก”
เย่ฝานกะพริบตา แล้วพูดว่า “พวกเขาจะสู้ฉันได้ยังไงกัน ฉันทำเป็ทุกอย่างเลยนะ”
“นายมีหนังสือลามกมากขนาดนี้ ไปซื้อมาจากที่ไหนเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“ไช่เจิ้นจวิ้นหามาให้น่ะสิ เ้าหมอนั่นถึงแม้จะไม่ได้ทำงานทำการ แต่เื่นี้เขานับว่ามีความสามารถมากเลยนะ”
ไป๋อวิ๋นซีเหลือบตามองบนพลางคิดในใจ ความสามารถ... ความสามารถห่วยๆ อะไรกันละนั่น!
