เพราะว่าดื่มสุราเข้าไปมาก ผลที่ตามมาก็ยิ่งมาก ทั้งยังไม่ได้ทานอะไรรองท้องก่อน กระเพาะของฉินซีจึงได้รับผลกระทบ เมื่อหมอให้ยาและกลับบ้านแล้ว เขาก็นอนหลับสบายไปทั้งวัน ตอนที่ตื่นขึ้นมา บนชั้นข้างหัวเตียงก็มีโจ๊กไข่กลิ่นหอมวางอยู่ชามหนึ่ง ฉินซีลุกขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะพบว่าโจ๊กชามนั้นยังร้อนอยู่
เฉินเจวี๋ยสั่งให้คนซื้อเข้ามาเหรอ?
เมื่อฉินซีออกมาจากห้องนอนแล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ภายในห้องนั่งเล่นเงียบสงบผิดปกติ โซฟาที่ถูกวางไว้ข้างระเบียงก็ถูกนำกลับมาไว้ที่เดิมแล้ว
...เฉินเจวี๋ยไปแล้วเหรอ?
ฉินซียังไม่ได้สติกลับมาในวินาทีนั้น ดูเหมือนเขาจะเริ่มชินที่ในห้องนี้มีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนไปแล้ว
เมื่อฉินซีไปล้างหน้าแปรงฟันออกมา เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น พอรับสายก็ได้ยินเสียงของหยางกุ้ยเฟินดังออกมา “ฉินซี ฉัน… ฉันหาห้องพักได้แล้วนะ”
ฉินซีนิ่งไป “ไปทำอะไรมา? ทำไมอยู่ๆ ถึงหาห้องพักได้แล้วล่ะ?”
“ผู้ช่วยของคุณเฉินช่วยหาให้น่ะค่ะ อยู่ที่… อยู่ที่ชั้นล่างนี่แหละ”
มุมปากของฉินซีเบ้ออกนิดๆ นี่ไม่ได้ต่างอะไรจากการอยู่กับเขาเลยนี่? เอ๋ … ไม่สิ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็เด็กผู้หญิง มีหลายๆ อย่างที่ไม่สะดวก ฉินซีพยักหน้า “เธอมีที่อยู่ก็ดีแล้ว ฉันเพิ่งตื่นน่ะ จะไปหาอะไรทานสักหน่อย”
“โอเคค่ะ วันนี้พี่หยางโทรมาหาฉันด้วยนะ เขาบอกให้ฉันถามคุณว่าจะไปเข้าร่วมการออดิชั่นไหม”
“การออดิชั่นอะไรเหรอ?”
“เื่ [าวัยรุ่น] กับ [สาวงามในเมืองใหญ่] น่ะค่ะ”
ฉินซีรู้สึกไม่สนใจขึ้นมาทันที ทั้งสองเื่นี้เคยออกอากาศในชาติก่อนแล้ว แต่เนื่องจากบทที่มีปัญหา นักแสดงเองก็ไม่ค่อยดี แถมนักลงทุนยังชอบเข้ามาก้าวก่ายอีก แล้วเขายังเคยแสดงเื่ [สาวงามในเมืองใหญ่] มาก่อนแล้ว แต่ผลสุดท้าย มันก็กลายเป็ประวัติที่ย่ำแย่
สิ่งที่สำคัญที่สุดของละครโทรทัศน์คืออะไร? บทไงล่ะ!
ดังนั้นฉินซีจึงปฏิเสธไปโดยไม่แม้แต่จะคิด เขารู้ว่าละครสองเื่นี้ไม่อาจจะช่วยอะไรได้อีกแล้ว
“แต่ว่า นี่เป็โอกาสที่ดีมากเลยนะ พี่หยางจะเป็คนพานายไปเองเลยด้วย...” หยางกุ้ยเฟินรู้สึกเสียดายหากปฏิเสธไปทั้งแบบนี้
ฉินซีพูดขึ้นทั้งรอยยิ้ม “เธอลืมไปแล้วหรือเปล่า? ฉันเพิ่งจะผ่านการออดิชั่นเื่ต้นกล้าไปนะ แล้วตอนนี้ฉันยังอาจจะต้องกลับไปกองถ่ายตำนานยุคฉินเพื่อถ่ายทำเพิ่มอีก คนหน้าใหม่อย่างฉันจะไปรับถ่ายละครเยอะๆ ได้ยังไง แสดงไม่ไหวหรอก ก็เลยไม่จำเป็ต้องไปออดิชั่นแล้วล่ะ”
หยางกุ้ยเฟินวางสายไปอย่างอ้อยอิ่ง
ฉินซีอดยิ้มออกมาไม่ได้ หลังจากที่หยางจื้อได้ยินว่าเขาปฏิเสธไปแล้วก็อาจจะหัวเราะเยาะเขาในใจ หรือด่าว่าเขาไม่รู้อะไร แต่รอให้ละครสองเื่นี้ออกอากาศไปแล้ว ตอนนั้นก็จะได้รู้เองว่าใครกันแน่ที่ไม่รู้อะไร
ฉินซีไม่ได้เดาผิดเลย เมื่อเขายกโจ๊กชามนั้นมาที่โต๊ะ หยางจื้อก็โทรเข้ามา หยางจื้อรู้สึกเกรงกลัวเื่ที่เขาฟ้องไปเมื่อครั้งก่อนอยู่บ้าง ดังนั้นแม้ว่าจะโมโหมาก แต่ก็ยังอดทนไว้ ฉินซีจึงได้ยินเพียงเสียงหายใจฟืดฟาดของอีกฝ่าย
“โอกาสดีขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ไปล่ะ? ไม่ได้บอกไปแล้วเหรอ ทำไมถึงไม่ฟังแผนการของฉัน?” หยางจื้อถามฉินซีอย่างเยือกเย็น
ฉินซีแสร้งทำเป็ไร้เดียงสาไม่รู้อะไร “ครั้งก่อนพี่หยางไม่ได้แนะนำภาพยนตร์ของผู้กำกับหลี่มาให้ผมหรอกเหรอครับ? ผมก็เลยไปออดิชั่นเื่นั้นมาแล้วน่ะ”
หยางจื้อเก็บน้ำเสียงเยือกเย็น และพูดยิ้มๆ “นายไปออดิชั่นเื่นั้นมาจริงๆ เหรอ?” ไม่ว่าจะปกปิดอย่างไร ฉินซีก็รับรู้ได้ถึงความดีใจบนความทุกข์ของคนอื่นจากในน้ำเสียงนั้น
“ใช่ครับ ผู้กำกับหลี่บอกว่า ผมไปร่วมแสดงได้” ฉินซีพูดด้วยรอยยิ้มและความเขินอายราวกับพวกคนหน้าใหม่
หยางจื้อคงจะตัดสินขึ้นมาในใจว่า เขาเป็เ้าเด็กน้อยที่ยังไม่รู้จักโลกกว้าง หยางจื้อจะต้องหัวเราะในความโง่เขลาของเขาอยู่ในใจแน่
“ถ้าแบบนั้นนายก็ตั้งใจแสดงแล้วกัน” หยางจื้อวางสายไปพร้อมรอยยิ้ม ตอนนี้คงจะมาบอกว่าเขาไม่สนใจดูแลนักแสดงใต้การดูแลไม่ได้แล้วสินะ อย่างไรเขาก็แนะนำภาพยนตร์ให้ฉินซีไปเื่หนึ่ง แถมฉินซียังออดิชั่นผ่านแล้วด้วย ดีมาก ดีมาก... จะได้ไม่ต้องมาสร้างปัญหาให้ผู้จัดการอย่างเขาอีก
“ขอบคุณครับพี่หยาง” ฉินซีวางสายไป สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงมาไม่น้อย เขาควรที่จะรีบสะสมชื่อเสียงให้ได้เร็วหน่อย จากนั้นจะได้เปลี่ยนผู้จัดการที่เหมาะกับตัวเองและดีกว่านี้
เนื่องจากตอนนี้เื่ [ต้นกล้า] ยังไม่สามารถเปิดกล้องได้ ส่วนเื่ [ตำนานยุคฉิน] ก็ยังไม่เข้าสู่่ถ่ายทำเสริม ในตอนที่ฉินซีคิดว่าเขากำลังจะว่าง กองถ่ายกระบี่เย้ยยุทธจักรก็เริ่มปรากฏในจอแล้ว บางทีฉินซีก็ไปออกรายการกับสวี่เทา ทำเอาวุ่นวายไปหมด
เดิมทีฉินซีก็ถือว่าได้รับบทบาทสำคัญในกระบี่เย้ยยุทธจักร แต่เขากลับไม่สามารถเทียบพระนางหรือตัวประกอบสำคัญได้ เป็เพราะสวี่เทาตั้งใจเพิ่มซีนให้เขา และบวกกับเขาดังขึ้นมา ดังนั้นตอนที่ส่งคำเชิญมา รายการจำนวนไม่น้อยจึงไม่ลืมที่จะใส่ชื่อเขาลงไปด้วย ด้วยกระแสนี้ทำให้ทุกคืนก่อนจะนอน ฉินซีก็จะได้ยินเสียงเตือนดัง “ติ้ง ติ้ง” ขึ้นมาบอกว่าจำนวนแฟนคลับเพิ่มขึ้นมากเท่าไร
และทุกครั้งที่ไปออกรายการ พิธีกรก็จะต้องหยอกล้อเขาด้วยการให้เขาแสดงฉากสุดคลาสสิคในละคร หรือแม้แต่ให้เขาเล่นกู่ฉินให้ดูสดๆ แน่นอนว่าสีหน้าของนางเอกอย่างเถาเซียงคงไม่ดูดีนัก อย่างไรก่อนหน้านี้ตอนที่ฉินซีเล่นแทนเธอ มันก็เกิดโด่งดังขึ้นมา แฟนคลับจำนวนไม่น้อยจึงพากันตั้งตารอคอยดูเขาเล่นกู่ฉิน
ดังนั้นเมื่อไปออกรายการมาหลายๆ ครั้ง ฉินซีก็มอบภาพลักษณ์ของเด็กรุ่นหลังที่ทั้งมากความสามารถ หน้าตาดี ทักษะการแสดงยอดเยี่ยม ทัศนคติเถรตรง ทั้งยังเต็มไปด้วยความมานะพยายาม
“ติ้ง...”
“ขอแสดงความยินดีกับเ้าของร่าง ระบบเลื่อนขึ้นถึงระดับ 5 ขอแสดงความยินดีที่เ้าของร่างสามารถสำเร็จเป้าหมายได้ภายในเวลาที่กำหนด ระบบจะทำการเปิดใหม่อีกครั้ง ความสามารถใหม่กำลังเริ่มต้น...”
ฉินซีไปงานประกาศมาทำให้เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย เขากำลังพิงโซฟาด้วยความมึนงง ก่อนจะถูกเสียงแจ้งเตือนจากระบบทำเอาสะดุ้งตื่น ความง่วงหายไปกว่าครึ่ง เมื่อเจี่ยงถิงเฟิงเข้ามาเห็นเขานั่งเหม่ออยู่ตรงนั้นก็รีบออกไป ฉินซีกดนวดกลางหน้าผากเพื่อปลอบตัวเองว่า เขาก็แค่เสียเพื่อนไปคนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้ระบบเลื่อนระดับแล้ว เขาควรจะดีใจเสียหน่อย แต่จะว่าไปแล้ว ระบบนี้มีความสามารถอะไรกันแน่?
ฉินซีรู้สึกเวียนหัวมากขึ้นไปอีก
อีกฝั่งสวี่เทาก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นสภาพของฉินซี ก็ถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ดีใจจนเวียนหัวเลยหรือยังไง?”
ฉินซีส่ายหน้า “ไม่ได้มีอะไรน่าดีใจนี่ครับ ผมแค่เหนื่อยน่ะ”
สวี่เทาส่งน้ำมาให้เขาแก้วหนึ่ง “นายนี่ยังต้องฝึกฝนนะ คนที่เป็นักแสดงก็ลำบากกันแบบนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ? ฉันมีข่าวดีด้วยนะ อยากฟังไหม?”
“ผู้กำกับสวี่พูดมาเถอะครับ”
“รายการสัมภาษณ์ของเวยป๋อ เชิญนายกับเจี่ยงถิงเฟิงไป” สวี่เทาพูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม
นี่เป็การสัมภาษณ์รูปแบบหนึ่งที่กำลังฮิตใน่นี้ แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่การเผชิญหน้ากับผู้ใช้งานมากมายแบบนั้น แฟนคลับจำนวนไม่น้อยจึงติดตามและให้ความสนใจการสัมภาษณ์นี้ ฉินซีรู้ดีว่านี่จะเป็โอกาสในการเพิ่มชื่อเสียงครั้งใหญ่ และยังสร้างความใกล้ชิดกับแฟนคลับได้ด้วย แต่ว่า...
“แค่ผมกับเจี่ยงถิงเฟิงเหรอครับ?” ฉินซีอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย ในเวลาแบบนี้ ไม่ใช่ว่าควรสัมภาษณ์เจี่ยงถิงเฟิงกับเถาเซียงที่เป็พระนางเหรอ? หรือว่าจะแบ่งการสัมภาษณ์กองถ่ายกระบี่เย้ยยุทธจักรออกเป็ชายหญิง?
สวี่เทาพยักหน้า “ทำไมล่ะ สีหน้าดูไม่ดีใจเลย?”
“เปล่าครับ ผมดีใจมาก สำหรับคนหน้าใหม่อย่างผมแล้ว มันถือเป็โอกาสที่หาได้ยากมากเลยครับ” ฉินซีรีบเผยรอยยิ้มขึ้น
“ใช่แล้ว เอาไว้วันหลังจะพานายไปเจอเพื่อนคนนั้นนะ เอาเถอะ นายพักผ่อนด้วยล่ะ อีกเดี๋ยวจะต้องถ่ายรายการอีกครึ่งที่เหลือแล้ว ฉันออกไปก่อนนะ” สวี่เทาผลักประตูเดินออกไป
ฉินซีส่งเสียงตอบรับ รอจนประตูปิดลง รอยยิ้มบนหน้าของเขาก็หายไป ดีจริงๆ ตอนนี้เจี่ยงถิงเฟิงกำลังพยายามหลบเลี่ยงเขาอย่างสุดความสามารถอยู่นะ แต่ผลก็คือทั้งสองคนต้องมาอยู่ด้วยกันอีกแล้ว เื่แบบนี้ทำให้ดีใจไม่ลงจริงๆ
แต่ไม่ว่าฉินซีจะดีใจหรือไม่ และไม่ว่าหลังจากเจี่ยงถิงเฟิงรู้เื่แล้วจะรู้สึกอย่างไร พวกเขาก็ต้องไปร่วมการสัมภาษณ์นี้อยู่ดี
ดังนั้นเมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ฉินซีก็จัดการตัวเองเล็กน้อย จากนั้นก็พาผู้ช่วยอย่างหยางกุ้ยเฟินไปยังห้องถ่ายทอดสดของเวยป๋อ เดี๋ยวจะมีทีมงานเข้ามาอธิบายเื่ที่ต้องระมัดระวังแก่พวกเขา เจี่ยงถิงเฟิงมากับผู้จัดการ ผู้จัดการของเขาอยู่ข้างกาย คอยบอกเคล็ดลับในการพูดให้สัมภาษณ์ไม่หยุด เพื่อเลี่ยงไม่ให้เจี่ยงถิงเฟิงทำพลาด ส่วนฉินซีก็นั่งโดดเดี่ยวอยู่ตรงนั้น หยางกุ้ยเฟินกอดกระเป๋าเอาไว้ด้วยสีหน้าเหม่อลอย พวงแก้มของเธอแดงก่ำ
เมื่อเทียบกันแล้ว ฉินซีที่ไม่มีใครให้คำแนะนำดูราวกับเด็กน้อยน่าสงสาร
ผ่านไปสักพัก เจี่ยงถิงเฟิงก็สังเกตเห็นฉินซี จึงอดส่งเสียงถามขึ้นไม่ได้ “ผู้จัดการของนายล่ะ?”
ฉินซีพูดขึ้นเรียบๆ “ไม่ได้มาครับ” เขาแสดงท่าทางไม่ได้สนใจอะไร
เจี่ยงถิงเฟิงไม่ชอบท่าทีไม่สนใจแบบนี้ของเขา มันดูเหมือน… ดูเหมือนตอนที่เจี่ยงถิงเฟิงชอบเขา ฉินซีเองก็มีท่าทางไม่สนใจอะไรแบบนี้ มันทำให้ในใจของเขาเจ็บแปลบ
เจี่ยงถิงเฟิงหันหน้าไปอีกทางด้วยท่าทีอึดอัดใจ และไม่หันกลับมามองฉินซีอีก ผู้จัดการพิจารณาฉินซีเล็กน้อย เมื่อรู้สึกถึงความอึดอัด ก็เงียบไป
ผ่านไปสักพักก็มีทีมงานเข้ามา เมื่อเห็นว่าภายในห้องถ่ายทอดสดเงียบสงบขนาดนี้ เขาก็ถูมือไปมา ทั้งยังรู้สึกสับสนขึ้นเล็กน้อย ในรายการก่อนหน้านี้ใครๆ ก็รู้ว่าฉินซีกับเจี่ยงถิงเฟิงสนิทกันมาก เวลาที่นางเอกอยู่กับพวกเขาก็ยังไร้สีสันไป แต่ทำไมคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทั้งสองกลับนั่งเงียบอยู่ในห้องเดียวกันโดยไม่พูดจาสักคำในเวลาส่วนตัวแบบนี้? ทีมงานรีบจัดการความคิดเล็กคิดน้อยของตัวเองออกไป เฮ้อ ภายในวงการบันเทิงไม่มีเพื่อนที่แท้จริงสินะ
คงจะแสร้งทำไปเพื่อผลลัพธ์ของรายการ...
หลังจากบอกเื่ที่ต้องระมัดระวังไปแล้ว ไม่นานการสัมภาษณ์ก็เริ่มต้นขึ้น คำถามที่ใช้ถามต่างก็มาจากแฟนคลับที่ค่อนข้างมีกระแสในเวยป๋อ และนำมารวบรวมอยู่ในมือของพิธีกร เพื่อให้พิธีกรถามออกไปพร้อมกัน ทุกๆ คำถามถูกพิมพ์ลงในแผ่นป้าย ไม่รู้ว่าพนักงานละเลยมากเกินไปหรือตั้งใจสร้างกระแสให้รายการกันแน่ เมื่อพิธีกรหยิบแผ่นป้ายหนึ่งขึ้นมา เขาก็นิ่งไป ก่อนจะพูดออกมา “ไม่ทราบว่าเจี่ยงถิงเฟิงกับฉินซีเป็เพื่อนเก้งกันหรือเปล่า? มองดูเข้ากันมากเลยนะ”
สีหน้าของเจี่ยงถิงเฟิงนิ่งแข็งไป คำพูดของเขาคาอยู่ที่ลำคอ
ฉินซีตอบสนองได้รวดเร็วที่สุด “เพื่อนเก้งคืออะไรเหรอครับ?” ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
พิธีกรหัวเราะออกมา เขาทุบเก้าอี้ไปพร้อมพูดขึ้น “ฉินซี นายไม่รู้จริงๆ เหรอ? โอ๊ย สีหน้าแบบนี้น่ารักเกินไปแล้ว!”
สีหน้าที่บึ้งตึงของเจี่ยงถิงเฟิงค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาพยายามเผยยิ้มออกมา “อืม ผมรู้ว่าหมายความว่าอะไร แต่น่าเสียดายนะครับ ผมกับฉินซีไม่ใช่เพื่อนเก้งกัน”
“พวกเรา...” เขาคิดอยากจะพูดเสริม “เป็แค่เพื่อนธรรมดา”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะตอนนี้เทรนด์สาววายกลายเป็เื่ธรรมดาไปแล้วหรือเปล่า ถึงได้สุ่มได้แต่คำถามที่ค่อนข้างกำกวมแบบนี้ ฉินซีฉลาดมาก เมื่อมีประสบการณ์จากชาติก่อน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ใช่เื่ยาก ดังนั้นแม้ว่าเจี่ยงถิงเฟิงจะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่การสัมภาษณ์ในครั้งนี้ก็จบลงไปด้วยดี สุดท้ายทั้งสองก็ทำอะไรร่วมกับแฟนคลับในเวยป๋อเล็กน้อย จากนั้นก็นับว่าเสร็จสิ้น
หลังจากจบลง พิธีกรก็พูดขึ้นยิ้มๆ “น่าเสียดายนะครับ ดูเหมือนคืนนี้ชิปเปอร์ของพวกคุณจะต้องร้องไห้กันแล้ว...”
เมื่อบอกลาพิธีกรแล้วก็พากันแยกย้ายออกจากห้องถ่ายทอดสด
เจี่ยงถิงเฟิงออกมาเร็วมาก ตอนที่ฉินซีเดินออกมาก็เห็นเจี่ยงถิงเฟิงยืนคุยกับเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งอยู่พอดี แต่ว่าเมื่อคุยกันเพียงไม่กี่ประโยค ทั้งสองก็ขึ้นรถไปแล้ว
หยางกุ้ยเฟินที่อยู่ด้านหลังฉินซีส่งเสียงร้องใออกมา “พระเ้า นั่นมันเสี่ยวฮวาตันของบริษัทภาพยนตร์และโทรทัศน์หมางกู่นี่! สวยมากเลย… ได้ยินว่า่นี้ทั้งสองคนมีข่าวซุบซิบด้วยกันอยู่ด้วยนะ...”
ฉินซีไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงถอนหายใจ ไม่รู้ว่าเจี่ยงถิงเฟิงเป็เกย์โดยกำเนิดหรือเปล่า แต่ถ้าใช่ อีกฝ่ายก็ไม่ควรไปทำร้ายเด็กสาวคนอื่น หากว่าไม่ใช่ แบบนั้นก็ดี ฉินซีรู้ว่าตัวเองในตอนนี้ไม่ใช่เป้าหมายที่ดีในการคบหา
“ไปเถอะ ขึ้นรถ” ฉินซีพูด
