เย่ฝานหยิบสเต๊กมาสิบจาน เขาเคี้ยวอาหารคำโต ท่าทางการกินแลดูแปลกไม่เหมือนใคร มีผู้คนรอบข้างไม่น้อยที่แอบมองมา
ไป๋อวิ๋นซีเห็นเย่ฝานกินอาหารราวกับผีผู้หิวโหยกลับชาติมาเกิด จึงพูดอย่างจนใจว่า “นายกินช้าๆ หน่อย อาหารพอไหม? ถ้าไม่พอฉันจะไปเอาให้อีก”
เย่ฝานโบกมือปฏิเสธ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงไม่ชัดเจนว่า “ไม่ต้องแล้วล่ะ! ผู้หญิงคนนั้นกล้าบอกว่ากำไลพลิกชะตาที่ฉันมอบให้นายดูน่าเกลียดอย่างนั้นเหรอ ยัยผู้หญิงอัปลักษณ์ไร้วิสัยทัศน์!”
ไป๋อวิ๋นซี “…” กำไลพลิกชะตาที่เย่ฝานให้กับเขาไม่ได้ดูดีเท่าไรนัก แต่ไป๋อวิ๋นซีรู้ดีว่าวิสัยทัศน์ของเย่ฝานมีจำกัด เขาเองจึงไม่คิดจะขออะไรที่มันดูดีไปมากกว่านี้
เขาอยากจะซื้อนาฬิกายี่ห้อดังกี่เรือนก็ได้ แต่กำไลพลิกชะตาไม่เหมือนกัน นี่เป็ของที่เย่ฝานมอบให้ สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและคุ้มครองให้ปลอดภัย
“คุณชายไป๋ คุณชายเย่ เราเจอกันอีกแล้วนะครับ”
เย่ฝานเงยหน้ามองผู้มาเยือนพลางกะพริบตา พลันนึกขึ้นมาได้ “คุณคือคนที่อยู่บนเครื่องบินนี่”
ไป๋อวิ๋นซีมองดูเย่ฝาน คาดไม่ถึงว่าเย่ฝานจะรู้จักกับเฉินซงปิน เฉินซงปินเป็นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในประเทศ เขาหลงใหลในการสะสมของต่างๆ จึงชอบเข้าร่วมงานประมูลสิ่งของทุกประเภท
“คุณชายเย่ มางานประมูลสินค้า มีสิ่งของที่เป็เป้าหมายแล้วหรือยังครับ?” เฉินซงปินเอ่ยถาม
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วตอบกลับไปว่า “ยังไม่มีเลย คุณเฉินมีเป้าหมายอะไรหรือยังครับ!”
“ผมเหรอครับ! เชื่อว่าหลายๆ คนในงานนี้คงจะมีเป้าหมายเดียวกับผม” ผู้าุโเฉินยิ้มพร้อมกับนำรูปใบหนึ่งออกมา
เย่ฝานดูรูปภาพ เขาถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ “ดอกบัวคู่สีเขียว”
ดอกบัวสีเขียวเป็ยาวิเศษชนิดหนึ่ง หากเป็ดอกบัวสีเขียวดอกเดียว คงจะไม่อยู่ในสายตาของเย่ฝาน แต่นี่คือดอกบัวคู่สีเขียว มันทำให้เย่ฝานใจเต้น ยิ่งเป็ดอกบัวสีเขียวสองดอกที่งอกออกจากก้านดอกเดียวกันจะมีประสิทธิภาพทางยามากกว่าดอกบัวสีเขียวดอกเดียวเป็สิบเท่า
“ดอกบัวต้นนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ! เล่ากันว่าเมล็ดพันธุ์ของมันสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในสมัยาทำให้น้ำไหลย้อนกลับ เมล็ดบัวนี้ถูกฝังลงในสุสานมาหลายพันปี พอนำเมล็ดไปลงดิน คาดไม่ถึงเลยว่ามันจะงอกออกมา ช่างเยี่ยมยอดจริงๆ!”
“ถึงแม้ว่าความเป็มาของมันจะไม่ธรรมดา แต่มันก็เป็เพียงดอกบัวคู่หนึ่งเท่านั้น” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ยอย่างราบเรียบ
“จะพูดอย่างนั้นมันก็ถูก ดอกบัวที่มีความพิเศษขนาดนี้ หากซื้อกลับไปได้คงจะเป็เื่ที่เชิดหน้าชูตาได้ไม่น้อยนะ” เฉินซงปินกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะแล้วพูดว่า “ฟังดูไม่เลวนี่ครับ” คนสมัยนี้ซื้อของ คือการซื้อความพอใจของตนมากกว่า? แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ซื้อเพราะเอามาเป็หน้าเป็ตา
“สหายเย่ ได้ยินว่าเถ้าแก่จางคืนดีกับภรรยาเก่าของเขาแล้ว เื่นี้เป็ความดีความชอบของคุณชายเย่แท้ๆ เลย” เฉินซงปินพูด
เย่ฝานตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “รับเงินเขามาแล้ว ก็ต้องคลายทุกข์ให้เขา! มันสมควรทำอยู่แล้ว”
เฉินซงปินหัวเราะ เขาคุยกับเย่ฝานอีกไม่กี่ประโยคก็เดินจากไป
“นายสนใจดอกบัวคู่สีเขียวเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซือถาม
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมกับพูดว่า “ดอกบัวนั่นเป็ยาสมุนไพรวิเศษชนิดหนึ่ง ฉันต้องประมูลมาให้ได้” เย่ฝานคิดในใจ ตนเองช่างโชคดีจริงๆ ได้แก่นอสูรมา แล้วยังได้เจอกับดอกบัวคู่สีเขียวอีก ประสิทธิภาพทางยาของแก่นอสูรปีศาจมีความรุนแรงในระดับหนึ่ง หากได้ดอกบัวนั่นมาปรุงเข้าด้วยกันมันคงดีไม่น้อย
“ดอกบัวต้นนั้นราคาคงไม่ต่ำแน่ๆ” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานถามกลับด้วยความสงสัยว่า “ดอกบัวแค่ต้นเดียว มันจะแพงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าก่อนจะเล่าว่า “มันต้องแพงมากอยู่แล้ว เพราะมีเื่ร่ำลือกันว่า หากใครได้กินเมล็ดบัวของดอกบัวนั่นแล้ว คนผู้นั้นจะเป็ะ!”
เย่ฝานขมวดคิ้ว แล้วหัวเราะเบาๆ “จะเป็ะ? การเป็ะมันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ?”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดว่า “เื่ะมันเป็แค่เื่หลอกเด็กจริงๆ นั่นแหละ แต่ได้ยินว่าน้ำแกงที่ปรุงจากวัตถุดิบของดอกบัวนั่น มีประสิทธิภาพทำให้อายุยืนจริงๆ”
เย่ฝานขมวดคิ้วแล้วคิดในใจว่า บนโลกใบนี้ไม่ได้ขาดแคลนแพทย์แผนจีนที่รักษาโรคได้ล้ำเลิศก็จริง แต่จากระดับความสามารถของคนเ่าั้ คงจะไม่อาจดึงประสิทธิภาพทางยาของดอกบัวคู่สีเขียวออกมาได้ทั้งหมด น่าจะได้เพียงหนึ่งถึงสองส่วนของประสิทธิภาพทั้งหมดเท่านั้น
“ไข่มุกดำที่นายซื้อ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า!” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“นั่นไม่ใช่ไข่มุกดำ แต่เป็แก่นอสูรของปีศาจต่างหากล่ะ!” เย่ฝานตอบกลับ
ไป๋อวิ๋นซีเบิกตากว้างด้วยความตะลึง ก่อนถามว่า “มันมีของแบบนี้อยู่จริงๆ เหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วบอกว่า “มีสิ! ทำไมจะไม่มีล่ะ?”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะ “ฉันนึกว่าของพวกนั้นจะมีอยู่แต่ในนิยาย ครั้งนี้นายได้ประโยชน์จากงานประมูลไม่น้อยเลยนะ”
เย่ฝานพยักหน้าพลางกล่าว “ใช่แล้ว เพราะฉันมีวิสัยทัศน์ที่ดีมาก อยู่กับฉันไม่มีวันเสียเปรียบ”
ในอาณาจักรผู้ฝึกตน แก่นอสูรของปีศาจชั้นต่ำไม่มีมูลค่าเท่าไรนัก ถึงอย่างไรเขาก็เป็ผู้ฝึกตนรุ่นที่สอง พี่ชายของเขาเมื่อออกไปฝึกฝนประสบการณ์ภายนอก ก็สามารถนำแก่นอสูรกลับมาได้หลายสิบเม็ด แต่ว่าแก่นอสูรของปีศาจที่มีจิติญญาของเทพเ้านั้นมีค่าสำหรับผู้ฝึกตนมาก แก่นอสูรที่มีลักษณะเช่นนี้จะช่วยยกระดับความสามารถของผู้ฝึกตนให้สูงขึ้นได้ ซึ่งในอาณาจักรผู้ฝึกตน ของเช่นนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่นี่
“ฉันจะไปหยิบสเต๊กอีกสองชิ้นนะ” ไป๋อวิ๋นซีพูดพร้อมกับยืนขึ้น
“ดีเลย ฉันขอปูขนด้วยนะ!”
ไป๋อวิ๋นซีเหลือบตามองบนแล้วพูดว่า “ได้สิ!”
อวิ๋นซันซันยืนอยู่นอกภัตตาคาร มองไป๋อวิ๋นซีหยิบอาหารให้เย่ฝาน หล่อนกัดริมฝีปากแล้วเดินออกไปจากตรงนั้น!
…
ไป๋อวิ๋นซีเดินชมนิทรรศการเป็เพื่อนเย่ฝานหนึ่งรอบ เย่ฝานก็ถูกใจยาสมุนไพรอีกหลายอย่าง เขาหมดเงินไปอีกยี่สิบกว่าล้านหยวน
“คุณชายไป๋ บังเอิญจริงๆ เลยนะ!” ซ่งฉีิมองเย่ฝาน แล้วหัวเราะอย่างเ็า “คุณชายที่สามแห่งตระกูลไป๋เป็ผู้สูงส่งและบริสุทธิ์ จิตใจแน่วแน่ไม่ว่อกแว่ก นั้นเป็เพราะมีรสนิยมไม่เหมือนใครงั้นเหรอ? ไม่คิดว่านายจะชอบคนเชยๆ ที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะแล้วพูดว่า “คุณชายซ่งมีโชคด้านความรักจริงๆ! คู่ควงที่พามาด้วยแต่ละครั้งไม่ซ้ำหน้ากันเลย ไม่รู้ว่าคุณหนูหลี่จะว่ายังไงบ้าง!”
เดิมทีซ่งฉีิตามจีบเจียงสูหย่าซึ่งเป็หนึ่งในทายาทแห่งสี่ตระกูลใหญ่ แต่เสียดายที่จีบไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจหมั้นกับหลี่ถงแทน หลี่ถงก็เป็คุณหนูหนึ่งในตระกูลใหญ่เช่นเดียวกัน แต่รูปโฉมและฐานะในตระกูลยังห่างไกลจากเจียงสูหย่ามาก
ซ่งฉีิเปล่งเสียงขึ้นจมูก แล้วด่าหนึ่งประโยคว่า “น่าขายหน้า” ก่อนควงหญิงข้างกายเดินจากไป
เย่ฝานมองเงาหลังของซ่งฉีิที่เดินจากไป ก่อนถามอย่างสงสัยว่า “คนเชยๆ ที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง เขาพูดถึงใครเหรอ?”
ไป๋อวิ๋นซีหลับตาแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ตอบว่า “นายคิดว่าใครล่ะ?”
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ ก่อนพูดว่า “หรือจะเป็ฉัน?”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าพร้อมตอบว่า “แน่นอนสิ? นอกจากนายแล้ว ยังจะมีใครอีกล่ะ?”
เย่ฝานหน้าทำหน้าบึ้งตึงพลางพูด “เ้าคนปัญญาอ่อนดวงตาไร้แวว เขากล้าว่าฉันเป็คนเชยๆ ที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง เขาเหมือนจะเป็ปรปักษ์กับนายใช่ไหม!” เย่ฝานอยู่กับไป๋อวิ๋นซีมาระยะหนึ่งแล้ว นี่เป็ครั้งแรกที่เจอคนมีเจตนาเป็ศัตรูกับไป๋อวิ๋นซี
“พวกเราสองคนไม่ค่อยกินเส้นกันสักเท่าไร” ตระกูลซ่ง ตระกูลไป๋ ตระกูลเจียงและตระกูลหลี่ ทั้งสี่ตระกูลใหญ่ล้วนเป็ตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง ซ่งฉีิและเขาจึงมีฐานะที่เท่าเทียมกัน เพราะอย่างนั้นซ่งฉีิจึงไม่จำเป็ต้องไว้หน้าไป๋อวิ๋นซี
“อ่อ ไม่กินเส้นกันเื่อะไรเหรอ!”
“เขาเคยตามจีบผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ชอบเขา แต่กลับมาสนใจฉันแทน เขาคงคิดว่าฉันทำให้เขาเสียหน้า ดังนั้นก็เลยทำตัวเป็ปรปักษ์กับฉันมาตลอด!” ไป๋อวิ๋นซีเล่า
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วกล่าวว่า “หมอนั่นไม่มีความสง่างามเอาซะเลย!”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าแล้วตอบกลับไป “ใช่!”
“ผู้หญิงคนนั้นเป็ใคร?”
ไป๋อวิ๋นซีมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาไม่มีคำพูดอะไรตอบกลับไป ผู้หญิงคนนั้นมาจากตระกูลเจียงซึ่งเป็หนึ่งในสี่ตระกูลดังของเมืองหลวง และเป็สาวงามอันดับหนึ่งในเมืองหลวงด้วย ไป๋อวิ๋นซีรู้สึกว่าเจียงสูหย่าเป็คนที่ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วย
ในปีนั้น ตระกูลไป๋และตระกูลซ่งกำลังจะร่วมมือกัน แต่หล่อนกลับพูดยุแยงไม่กี่ประโยค ก็ทำให้ซ่งฉีิเกลียดไป๋อวิ๋นซีจนเข้ากระดูกดำ ตระกูลไป๋ให้ความสำคัญกับซ่งฉีิมาตลอด แต่ซ่งฉีิกลับไม่คิดอย่างนั้น ทำให้ตระกูลไป๋เกิดอคติกับตระกูลซ่งไปด้วย สุดท้ายความร่วมมือระหว่างสองตระกูลจึงมีอันต้องจบลง
…
“งานจะเริ่มแล้ว พวกเราเข้าไปกันเถอะ” ไป๋อวิ๋นซีพาเย่ฝานเดินเข้าไปในห้องจัดประมูลที่อยู่ด้านล่าง
ในงานประมูลมีแขกนั่งอยู่เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว
ไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝานนั่งลงตามหมายเลขในบัตร
“คุณชายไป๋ ไม่เจอกันนานเลยนะ!”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วทันที “คุณหนูเจียง ไม่ได้เจอกันนานเลย ได้ยินว่าเธอไปเรียนต่างประเทศ ไม่นึกเลยว่าจะกลับมาแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซีทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เขารู้สึกว่าการที่ที่นั่งของเจียงสูหย่าอยู่ข้างที่นั่งของเขาพอดีต้องไม่ใช่เื่บังเอิญ
“ฉันเพิ่งกลับมาน่ะ ฉันสู้คุณชายไป๋ไม่ได้หรอก ฉันไปเรียนต่างประเทศตั้งสองปี เพิ่งจะได้ปริญญาเอกกลับมา อวิ๋นซี ได้ยินว่าเธอไปเรียนแค่ปีครึ่งก็จบแล้วนี่” เจียงสูหย่ากล่าวกลั้วหัวเราะ
ไป๋อวิ๋นซียังไม่ทันจะอ้าปากตอบกลับ เย่ฝานก็ชิงพูดก่อน “อวิ๋นซี! เก้าอี้ของฉันเบาะมันแข็งมากเลย ฉันนั่งจนเจ็บก้นไปหมดแล้ว นายเปลี่ยนที่กับฉันเถอะนะ”
ไป๋อวิ๋นซี “...ได้สิ!”
เจียงสูหย่าสังเกตเย่ฝานอยู่ชั่วครู่ บนใบหน้าของหล่อนยังคงมีรอยยิ้มเช่นเดิม หล่อนเอ่ยว่า “น้องชาย ฉันไม่คุ้นหน้านายเลยนะ!”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ก็แน่ล่ะสิ! เพราะฉันเพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่นาน ดังนั้นเธอไม่รู้จักฉันแน่นอน!”
เจียงสูหย่า “…”
ที่นั่งของอวิ๋นซันซันและเฉินเข่อหลันอยู่เยื้องกับที่นั่งของเย่ฝานและไป๋อวิ๋นซี เฉินเข่อหลันเห็นเจียงสูหย่า หล่อนพูดอย่างประหลาดใจว่า “นึกไม่ถึงว่าเจียงสูหย่าจะกลับมาแล้ว”
ความงามของเจียงสูหย่าเป็ที่เลื่องชื่อลือชา เป็นางฟ้าในใจของคุณชายในเมืองหลวงไม่น้อย เฉินเข่อหลันนึกในใจว่า ทั้งเย่ฝานและเจียงสูหย่าต่างเป็คู่ต่อสู้ที่ต่อกรได้ยาก วันนี้ทั้งสองได้เผชิญหน้ากัน ไม่รู้ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ
“คุณชายเย่กับคุณชายไป๋ดูสนิทสนมกันดีนะ!” เจียงสูหย่าประเมินเย่ฝานดูก่อน
เย่ฝานพยักหน้า แล้วตอบกลับไปว่า “ใช่แล้วๆ! พวกเรามีความสัมพันธ์ที่ดีมาก”
เย่ฝานหยิบแผ่นพับขึ้นมา แล้วชี้ไปที่โคลนสาหร่ายทะเลหยกดำบนแผ่นพับ พูดกับเจียงสูหย่าว่า “โคลนสาหร่ายทะเลหยกดำตัวนี้ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส! ถ้าเธอมีเงินซื้อไว้สักชิ้นก็ได้นะ! ฉันรู้สึกว่าผิวเธอดูจะหมองคล้ำไปหน่อย! เขาว่ากันว่า หากผิวขาวจะปกปิดความอัปลักษณ์ได้ แต่ถ้าผิวดำนี่ถึงกับทำลายรูปโฉมไปทั้งหมด เธอเป็ผู้หญิงผิวหมองคล้ำอย่างนี้คงจะกลุ้มใจแย่เลย!”
ไป๋อวิ๋นซี “…” เจียงสูหย่าเป็ถึงหญิงงามอันดับหนึ่งในเมืองหลวง แน่นอนว่าผิวของเธอไม่ได้ดำ แต่ว่าตอนนี้ไฟยังดับอยู่ จึงทำให้หน้าของหล่อนดูหมองไปบ้าง
ไป๋อวิ๋นซีหลับตา แล้วคิดในใจว่า : เย่ฝานเ้าหมอนี่ กล้าพูดว่าอวิ๋นซันซันดูแก่ แถมยังบอกว่าเจียงสูหย่าผิวดำ! เ้าปัญญาอ่อน พูดล่วงเกินคนอื่นเก่งจริงๆ
“ของชิ้นนี้เหมือนจะแพงมาก วันนี้ฉันพกเงินมาไม่พอ ไม่รู้ว่าคุณชายไป๋ยินดีจะช่วยเหลือกันหน่อยหรือไม่” เจียงสูหย่าพูดแล้วหัวเราะ
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ไม่ได้ๆ เงินของอวิ๋นซีให้ฉันยืมหมดแล้ว ทำไมเธอถึงไม่รู้จักพกเงินมาเยอะๆ ล่ะ”
เจียงสูหย่า “…”
“อวิ๋นซี นายมีแฟนที่น่าสนใจแบบนี้ั้แ่เมื่อไรกัน?” เจียงสูหย่าเอ่ยถาม
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานแวบหนึ่งแล้วตอบกลับว่า “เพิ่งมี่นี้แหละ”
เจียงสูหย่า “…”
เฉินเข่อหลันลูบคาง สังเกตสีหน้าของเจียงสูหย่า ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “คุณหนูเจียงเหมือนจะเสียเปรียบแล้วล่ะ”
อวิ๋นซันซันขมวดคิ้ว คิดในใจว่า เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับเจียงสูหย่า มักจะทำให้เธอรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจทุกครั้ง แต่พอได้เห็นเจียงสูหย่าเสียเปรียบให้เย่ฝาน หล่อนก็ดีใจที่เจียงสูหย่าเป็ฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ “ที่นั่งของคุณหนูเจียงอยู่ข้างคุณชายไป๋ เพื่อที่จะได้ที่นั่งนี้มา หล่อนน่าจะใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อย น่าเสียดายที่...” ต้องมาเจอกับตัวก่อกวนอย่างเย่ฝาน
