“พูดได้ดี!ในสายตาปุถุชนเห็นพระบรมศาสดานั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นผูถี (ต้นโพธิ์) ยังรู้สึกว่าพระองค์เป็คนโง่เขลาเสียสติจนกระทั่งท้ายที่สุดกลับสามารถบรรลุมรรคผลกลายมาเป็พระพุทธเ้า ได้รับการยกย่องนับถือดุจดั่งเทพผู้รู้แจ้งดังนั้นสำหรับเื่ที่ผู้อื่นเห็นว่าเป็ความโง่เขลาเบาปัญญา ย่อมมิอาจหาข้อสรุปที่แจ่มชัดได้ั้แ่โบราณกาลมาแล้วใช่หรือไม่หว่านเอ๋อร์?” เยี่ยนหนานเซิงช้อนตาขึ้นมองอย่างเอ้อระเหย แววตาไหวระริกดั่งคลื่นน้ำพร่างพรายมุมปากหยักโค้งเป็มุมกว้างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“หนานเซิงช่างเป็ผู้รู้ใจโม่หว่านโดยแท้”เหยาโม่หว่านคลี่ริมฝีปากยกยิ้ม ส่วนเย่จวินชิงกลับรีบจับโต๊ะไว้แน่น พยายามควบคุมตนเองไม่ให้คว่ำโต๊ะเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
“รู้จงรู้ใจอันใดแค่กลิ่นโสมมลอยมากันเสียไม่ว่า [1] ฮึ!” เย่จวินชิงพรวดพราดลุกขึ้น สะบัดแขนเสื้อจากไปทันทีจนกระทั่งเห็นเขาเดินไปไกลแล้ว เยี่ยนหนานเซิงถึงเก็บแววตาหยอกเย้าลงสู่ก้นบึ้ง หันมามองเหยาโม่หว่านด้วยสีหน้าท่าทางเคร่งขรึม
“แม่นางทำให้เปินเหลยยอมสวามิภักดิ์ได้คิดว่าคงไม่คิดร้ายต่อจวินชิงแน่ แต่หนานเซิงอยากจะถามอีกสักข้อ ไม่ทราบว่าเจตนาที่แท้จริงของแม่นางคือสิ่งใด”แม้ว่าคำพูดของเขาจะเหมือนธุลีบางเบาไม่ชวนตื่นตระหนก แต่กลับเจือไปด้วยการวางอำนาจกดดันที่ทำให้ผู้อื่นมิอาจโป้ปดต่อหน้าเขาได้
“แค่ท่านประมุขตระหนักได้ว่าโม่หว่านไม่คิดร้ายต่อซู่ชินหวางก็ถือว่าดีแล้วส่วนเื่เจตนานั้น สักวันหนึ่งโม่หว่านจะบอกความจริงทั้งหมดให้รับรู้ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาหวังว่าท่านประมุขจะให้อภัย” เหยาโม่หว่านตอบกลับด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
รอจนกระทั่งเยี่ยนหนานเซิงจากไปแล้วเหยาโม่หว่านถึงค่อยปล่อยมือจากเ้าปุกปุย หลังจากนั้นก็เยื้องย่างออกจากตำหนักไปหาเย่จวินชิงนางไม่ได้ไปที่เรือนรับรองปีกบูรพา ด้วยรู้ว่าเขาไปแห่งหนใด ขณะก้าวเดินไปตามเส้นทางที่แสงจันทร์สาดส่องไปถึงหัวใจค่อยๆ สงบนิ่ง ทันใดนั้นก็เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยยืนเอามือไพล่หลังอยู่ท่ามกลางป่าหลิวนอกตำหนักฉางเล่อ
แสงจันทร์สีเงินยวงทาบรัศมีลงมาบนใบหน้าหล่อเหลาเรือนผมสีดำดุจน้ำหมึกพลิ้วสยายไปตามสายลมแห่งรัตติกาล ทำให้เขาดูราวกับขุนพลแห่ง์ที่ขี่เมฆเหยียบจันทราลงมายังแดนมนุษย์งามพิสุทธิ์ไม่เปรอะเปื้อนคาวโลกีย์ ร่างสูงใหญ่ยังคงดูสุขุมหนักแน่นเหมือนในอดีต เป็บุรุษในฝันที่เหล่าคุณหนูในห้องหอมากมายนับไม่ถ้วนต่างยกย่องเลื่อมใสแต่เขากลับมีสายตาให้สตรีเพียงหนึ่งเดียว
ความเ็ปทิ่มแทงร้าวรานอยู่ในหัวใจถ้าหากว่าตอนนั้นตนเองเลือกเย่จวินชิงแทนที่จะเป็เย่หงอี้ ผลลัพธ์จะเป็อย่างไรกันหนอแต่ถึงอย่างไรก็ตาม คำว่า “ถ้าหาก” ยังคงเป็วาจาที่ไร้คุณค่าและไร้ประโยชน์อย่างที่สุด
“ป่าหลิวแห่งนี้คือส่วนหนึ่งของตำหนักฉางเล่อนับได้ว่าเป็เขตหวงห้าม” เหยาโม่หว่านกล่าวพลางเยื้องย่างเข้าไปหาเย่จวินชิง เจตนาคุกคามที่เคลือบแฝงอยู่ในถ้อยวาจากลับไม่อาจเทียบได้กับความห่วงใย
“เปิ่นหวางนึกว่าเ้าจะอยู่ร่ำสุราสามพันจอกเป็เพื่อนบุรุษเสเพลผู้นั้นเสียอีก”เย่จวินชิงแค่นเสียงเยาะ ทว่าสายตากลับไม่ห่างไปจากตำหนักฉางเล่อ
“โม่หว่านเป็เพียงกิ่งหลิวโรยราไหนเลยจะต้องตาจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่วาจาเ่าั้เป็เพียงแค่การหยอกล้อกันเล่น ควรค่าอันใดให้หวางเยี่ยต้องเก็บมาใส่ใจด้วยเล่า?”เหยาโม่หว่านเดินมาถึงข้างกายเย่จวินชิง สายตาทอดมองไปยังทิศทางเดียวกันกับชายหนุ่มนั่นคือสถานที่ที่นำความสุขสำราญมาให้นางกว่าครึ่งชีวิตในกาลก่อน ทว่าบัดนี้กลับเหลือทิ้งไว้เพียงความเคียดแค้นชิงชัง
“คนที่เปิ่นหวางใส่ใจหาใช่เ้าเสียหน่อย”เย่จวินชิงพลันััได้ถึงความไม่ถูกต้อง โต้แย้งกลับไปทันที หัวใจเขามีเพียงโม่ซินเท่านั้นไม่อาจมีสตรีอื่นได้อีก ต่อให้มีสติปัญญาเฉียบแหลมเหมือนกัน มีหน้าตาคล้ายกัน หรือแม้แต่เป็น้องสาวร่วมสายโลหิตแต่สุดท้ายนางก็ไม่ใช่โม่ซิน
“หวางเยี่ยโปรดวางพระทัยโม่หว่านย่อมรู้ตัวดี” เหยาโม่หว่านตอบกลับด้วยความรู้สึกสลดหดหู่ สายตาที่เหม่อมองไปยังตำหนักฉางเล่อบัดนี้เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาหากจะมีบางสิ่งที่ยังมีคุณค่าพอให้หวนรำลึก ก็คงมีแค่่ระยะเวลาสิบเดือนที่จ้งเอ๋อร์ยังอยู่กับนางทุกคราที่ยกมือขึ้นลูบหน้าท้อง ก็รู้สึกััถึงชีวิตน้อยๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในนั้นแต่เพียงชั่วพริบตา ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากลับกลายเป็เหตุการณ์ที่ตำหนักเย็น ความเ็ปกร่อนกินอยู่ในอกเห็นแต่คราบโลหิตอาบย้อมไปทั่วบริเวณ หลังจากนั้นเบื้องหน้าก็กลายเป็ความมืดมิด ได้ยินเสียงร้องเรียกดังแว่วอยู่ไกลๆ
“นี่!เ้า... ไม่เป็อันใดใช่หรือไม่? นี่!” ชั่วขณะที่สติเลือนรางใกล้ดับวูบ นางรู้สึกเหมือนร่างกายอยู่ในอ้อมแขนที่อบอุ่นหลังจากนั้นก็หลับตาหมดสติไป
...
เชิงอรรถ
[1]กลิ่นโสมมลอยมากัน หมายถึงคนที่มีความคิดจิตใจไม่ซื่อตรงหลายคนมาพบกันย่อมไม่มีวันเกิดเื่ดีไปได้คล้ายสำนวนที่ว่าฝนตกขี้หมูไหล
