ผู้ช่วยที่เดิมทียืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่ระเบียงด้านนอกดีๆ ถูกเสียงดังโครมครามนี้ทำเอาตื่นใ เขาคิดว่าถูกลอบโจมตีอย่างรุนแรงเข้าแล้ว ดังนั้นจึงรีบหมุนตัวกลับมาทันที โทรศัพท์ในมือของเขาถูกขว้างไปกระทบกำแพง จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นชี้ไปทางที่หยางกุ้ยเฟินล้มลงพร้อมกับะโถามเสียงดัง “พวกแกจะทำอะไร?!”
เมื่อเขาเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าชัดเจนแล้ว ก็ต้องนิ่งไป
ผู้ช่วยที่ยามปกติคอยอยู่ข้างกายเฉินเจวี๋ยและทำได้ทุกอย่าง ด้านการงานเขาก็สามารถหยิบปากกามาจัดการงานได้ทั้งหมด ด้านการต่อสู้ก็พร้อมหยิบปืนขึ้นมาจัดการศัตรู แต่ตอนนี้เขากลับทำอะไรไม่ถูก
ฉินซีกระแอมไอเบาๆ เพื่อทำลายความอึดอัดตรงหน้า “ขอโทษครับ ผมคิดว่ามีขโมยเข้าบ้าน” เขาพูดพร้อมกับส่งสายตาเย็นะเืไปทางเฉินเจวี๋ย เป็เพราะเฉินเจวี๋ยไม่ยอมคืนกุญแจบ้านให้เขา แถมนี่ยังกล้าเข้ามาในบ้านอีก นอกจากขโมย เขาก็คิดไม่ออกแล้วว่าจะมีใครทำอะไรบ้าบิ่นได้ขนาดนี้!
เฉินเจวี๋ยยกขาขึ้นเปลี่ยนเป็ท่าไขว่ห้างอย่างสง่างาม เขาพยักหน้าให้ผู้ช่วย “ไปดึงตัวขึ้นมา”
ผู้ช่วยรีบเข้าไปออกแรงกล้ามแขนยกตัวหยางกุ้ยเฟิน และกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นจากพื้น ตอนที่หยางกุ้ยเฟินลุกขึ้นมาแล้ว เธอยังมีอาการตาลายอยู่ เธอจ้องมองไปทางเฉินเจวี๋ยด้วยความมึนงงอยู่นาน จากนั้นก็ถามฉินซีขึ้น “ไอ๊หยา พี่ฉิน นายเลี้ยงเด็กรูปงามเอาไว้ที่บ้านด้วยเหรอ?”
เด็กรูปงามเฉินเจวี๋ย “...”
ผู้ช่วยกำหมัด และส่งเสียงคำรามในลำคอด้วยความโมโห
ฉินซีกุมขมับ เขากำลังคิดว่าทำไมอยู่ๆ ทุกอย่างถึงได้วุ่นวายไปหมดแบบนี้
“เอากุญแจคืนมาครับ” ฉินซียื่นมือไปทางเฉินเจวี๋ย หากวันไหนเป็แบบนี้อีก เขาคงจะไม่เพียงใแล้ว
เฉินเจวี๋ยกระทำราวกับไม่เห็นมือที่ยื่นมา เขาพูดขึ้นอย่างเฉื่อยชา “ฉันรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย ไปหาอะไรทานกับฉันหน่อยสิ”
ฉินซีฉีกยิ้มด้วยความโมโห “คุณเฉิน ผมว่าผู้ช่วยของคุณก็ทานอาหารเป็เพื่อนคุณได้นะครับ ที่คุณมาที่บ้านของผม ก็เพื่อทานอาหารกลางวันถูกๆ ที่นี่เหรอครับ?”
เฉินเจวี๋ยชี้ผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ “เขาทำอาหารได้ ใช่ไหม? ไปทำอะไรมาให้ฉันกับฉินซีทานหน่อยสิ”
นับว่าหยางกุ้ยเฟินดึงสติของตัวเองให้กลับมากระจ่างได้อีกครั้งแล้ว เธอยกมือขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถามขึ้น “้าให้ฉันช่วยไหมคะ?”
“มากับฉัน” ผู้ช่วยพาหยางกุ้ยเฟินออกไปอย่างรู้งาน
ฉินซีไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร เขาปฏิเสธข้อเสนอของเฉินเจวี๋ยไปแล้ว แต่ทำไมเฉินเจวี๋ยถึงยังไปมาหาสู่กับเขาอย่างสบายอารมณ์แบบนี้อีก? เกรงว่าคนที่ไม่รู้เื่คงจะคิดว่าพวกเขาเป็เพื่อนที่สนิทกันดีเข้าจริงๆ แล้ว แต่คนที่ไม่ได้มีชาติตระกูลอะไร ทั้งยังเหลืออีกหลายเดือนกว่าจะอายุครบ 20 ปี การงานก็ยังไม่ทันได้เริ่มต้น และยังเพิ่งก้าวเข้ามาในวงการบันเทิงโดยไร้ชื่อเสียงคนนี้ กลับเป็เพื่อนกับหัวหน้าตระกูลเฉินที่เกิดมาในตระกูลใหญ่ มีอำนาจในมือั้แ่เด็ก ทั้งยังล้ำลึกเกินกว่าจะเข้าใจ เกรงว่าพูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ
ตอนที่หยางกุ้ยเฟินและผู้ช่วยกำลังช่วยกันทำอาหาร เฉินเจวี๋ยก็พูดคุยไปถึงเื่แผนการต่อไปของฉินซีแล้ว
“คิดไม่ถึงว่านายจะถ่ายตำนานยุคฉินเสร็จเร็วขนาดนี้” ในแววตาของเฉินเจวี๋ยปรากฏความเสียดายออกมา “ลงทุนกับละครเื่นี้ไปตั้งมาก แต่นายกลับโผล่มาแค่ไม่กี่ครั้ง เป็โอกาสที่ดีขนาดนี้แท้ๆ” เดิมทีแค่ดูจากหน้าตาของเขา หากฉินซีจะอยากเล่นบทตัวละครหลัก หลินซงกับเฝิงผิงเฉิงก็ไม่มีทางพูดอะไรมากแน่ แต่ฉินซีกลับเลือกตัวละครที่ใกล้เคียงกับตัวประกอบผ่านฉากแบบนี้เสียได้
ฉินซีค่อยๆ ส่ายหน้าไปมา “สิ่งที่ผม้าไม่ใช่บทบาทที่ได้แสดงเยอะหรือได้ค่าตอบแทนมากมาย ผมแค่อยากเลือกตัวละครที่ตัวเองชอบและเหมาะสมเท่านั้นเองครับ”
ในชาติก่อนเขาไม่เข้าใจเื่นี้ ตอนที่เพิ่งก้าวเข้ามาในวงการบันเทิงใหม่ๆ เขาอยากจะรับทุกบทบาทเข้ามา พอมีละครเื่ใหม่จะถ่ายทำ เขาก็รีบร้อนไปออดิชั่น ่แรกเริ่ม เขาถูกกดขี่อยู่ในเทียนหม่าหยูเล่อ เพื่อที่จะได้รับละครเื่หนึ่ง เขาก็ต้องเสียอะไรที่ไม่เป็ธรรมไปมากมาย หลังจากที่ถูกจี่อวี้เซวียนเอาตัวไป ละครที่ถูกนำมาให้เขาก็มีมากขึ้น แต่เขากลับไม่รู้จักเลือก ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี เขาก็จะไปแสดงทั้งหมด และนั่นก็ทำให้ชื่อเสียงในวงการบันเทิงของเขาไม่เด่นชัด เนื่องจากแสดงหลายบทบาทจนวุ่นวายไปหมด เขาก็เลยไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์ฝังลึกในใจผู้คนได้ แถมยังมีอีกหลายบทบาทที่ถูกเขาแสดงออกมาย่ำแย่และยิ่งทำให้ผู้ชมไม่พอใจ
จนกระทั่งเขาค่อยๆ หลงใหลในการแสดงของจางชิวลิ่ง เขาเฝ้าใฝ่หาตัวละครที่อีกฝ่ายแสดงอย่างหยุดไม่ได้ เขาถึงได้ค้นพบว่า ที่แท้ไม่ใช่ว่าแสดงเยอะแล้วจะมีชื่อเสียงและสามารถทิ้งชื่อของตัวเองไว้ในอนุสาวรีย์การแสดงได้
ในแววตาของเฉินเจวี๋ยทอประกายประหลาดใจ ด้วยคิดไม่ถึงว่าฉินซีจะคิดได้มากขนาดนี้ ทั้งที่อายุยังน้อย แต่ก็มองทางตรงหน้าได้กระจ่าง ไม่เหมือนกับพวกหน้าใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงและถูกชื่อเสียงมอมเมาไป
“แล้วแผนการต่อไปหลังจากนี้ของนายล่ะ?” เฉินเจวี๋ยถามต่ออย่างอดไม่ได้ เขาอยากรู้มากว่าหลังจากเซ็นสัญญากับกวงิฟิล์มแล้ว ฉินซีจะทำอย่างไรต่อ ความจริงเฉินเจวี๋ยไม่ได้ใส่ใจกวงิฟิล์มนัก ที่เขามาเมืองหนิงชื่อ ก็มีเป้าหมายจะสร้างเครือข่ายบริษัทบันเทิงใหม่ให้เป็เครือบริษัทการบันเทิงของเขาเฉินเจวี๋ย แม้กวงิฟิล์มจะเป็บริษัทเก่าแก่ แต่แล้วอย่างไรล่ะ? ประธานของกวงิฟิล์มในตอนนี้ เป็เพียงพวกที่สับสนหลงทาง เพียงอาศัยชื่อเสียงที่สั่งสมมา รวมกับอำนาจทางการเงิน พึ่งพาดาราที่ยังมีสัญญาติดตัว ที่นี่ถึงได้ยังมองดูเหมือนพวกั์ใหญ่
ดังนั้นเฉินเจวี๋ยจึงไม่ได้หักห้ามที่ฉินซีจะไปเซ็นสัญญากับกวงิฟิล์มนัก หากหลังจากนี้เขาอยากจะเอาตัวฉินซีกลับมาจากกวงิฟิล์ม มันก็เป็เื่แสนง่ายดายเื่หนึ่ง
ฉินซีพยักหน้า ก่อนจะบอกแผนการออกมาอย่างใจกว้าง “ผมวางแผนว่าจะไปออดิชั่นละครเื่ใหม่แล้วครับ”
เฉินเจวี๋ยถามเขาอีก “อยู่ที่กวงิฟิล์มเป็ยังไงบ้าง?”
สีหน้าของฉินซีหม่นลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้ม “ก็ดีครับ” แน่นอนว่าเขาไม่มีทางบอกเื่ที่ตัวเองได้พบเจอที่กวงิฟิล์มกับเฉินเจวี๋ยไปตามความจริงแน่ ถ้าทำแบบนั้น มันจะไม่ยิ่งทำให้การปฏิเสธก่อนหน้านี้ของเขาดูน่าตลกมากขึ้นไปอีกเหรอ?
เฉินเจวี๋ยเพียงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาแฝงความนัยเล็กน้อย ในวินาทีนั้นฉินซีรู้สึกว่าเฉินเจวี๋ยอ่านความคิดของเขากระจ่างแล้ว
“ถ้าแบบนั้นก็ตั้งใจเข้าล่ะ ถ้าหลังจากนี้นายมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา แล้วฉันบอกคนอื่นไปว่ารู้จักกับฉินซี นี่ต้องทำให้ผู้คนใไม่น้อยแน่” เฉินเจวี๋ยเผยยิ้มออกมา
ฉินซีคิดขึ้นในใจ แน่นอนว่าผู้คนจะต้องใ เพียงแต่ที่เขาในั่นเป็เพราะ หัวหน้าตระกูลเฉินที่สูงส่งมารู้จักกับดารากระจอกๆ นี่ได้อย่างไร?
ระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน หยางกุ้ยเฟินกับผู้ช่วยก็ทำอาหารเสร็จเรียบร้อย มันเป็อาหารตามมาตรฐาน 4 อย่าง และของต้มอีก 1 อย่าง มีทั้งเนื้อและผัก นับว่าฉินซีได้ทานอาหารกลางวันที่รสชาติไม่เลวไปอีกมื้อ ฉินซีหันไปถามผู้ช่วย “คุณเฉินไม่กลับบ้านตัวเองเหรอครับ?”
ผู้ช่วยกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะแสร้งพูดด้วยท่าทางไม่รู้อะไร “บ้านของเ้านายอยู่ที่ฮ่องกงกับออสเตรเรีย แล้วเ้านายจะกลับบ้านได้ยังไงล่ะครับ?”
ฉินซีเพิ่งจะคิดขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เฉินเจวี๋ยพักอยู่ที่โรงแรมมาตลอด คิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกไม่สบายใจที่จะไล่เฉินเจวี๋ยออกไปแบบนี้นัก เขาแอบขบฟัน ก่อนจะฉีกยิ้มออกมาพร้อมเอ่ยถาม “คุณเฉินจะอยู่ที่นี่กี่วันครับ?”
“ตอนที่นายอยู่บ้าน ฉันก็จะพักผ่อนอยู่ที่บ้านนายสักหน่อย” เฉินเจวี๋ยพูดเรียบๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินซีเปล่งประกายขึ้นอีกเล็กน้อยทันที “พรุ่งนี้ผมต้องออกไปออดิชั่น”
“ไม่เป็ไร” สีหน้าของเฉินเจวี๋ยนิ่งเฉยไม่ไหวติง “นายก็ไปของนายสิ ฉันจะรออยู่ที่นี่”
ฉินซีเกือบจะสิ้นหวังแล้ว ไหนความเ็าที่ว่าล่ะ? ไหนล่ะการถือตัว? ไหนที่บอกว่าไม่ชอบเข้าใกล้คนอื่น? เห็นกันอยู่ว่าชาติก่อนก็ปกติดี ทำไมอยู่ๆ ชาตินี้ถึงแปลกไปแบบนี้เล่า? ฉินซีพิจารณาใบหน้าของเฉินเจวี๋ยอย่างละเอียด ก่อนจะรู้สึกว่าอีกฝ่ายแค่ใส่หน้ากากที่หน้าเหมือนเฉินเจวี๋ยในชาติก่อนเท่านั้น
อพาร์ตเมนต์ที่ฉินซีเช่าอยู่มีห้องนอนแค่ห้องเดียว ส่วนอีกห้องถูกปรับแก้มาจากห้องหนังสือจึงสามารถให้คนพักอยู่ได้ แต่ปัญหาในตอนนี้คือ หยางกุ้ยเฟินคืนห้องไปโดยไม่คิดให้ดีแล้ว เธอเป็เด็กผู้หญิงต้องอยู่ห้องแยก แต่ถ้าแบบนั้นเฉินเจวี๋ยจะไปอยู่ที่ไหน? อีกทั้งผู้ช่วยยังแสดงสีหน้า ‘เ้านายของผมอยู่ที่ไหน ผมก็จะอยู่ที่นั่นด้วย’ ออกมาอีก ฉินซีปวดหัวจนแทบบ้า
“ที่นี่เล็กมาก รองรับคนมากมายขนาดนี้ไม่ไหวหรอกครับ”
เฉินเจวี๋ยพยักหน้า “เื่นี้ง่ายมาก” เขาเรียกผู้ช่วยเข้ามา “พาคุณหนูหยางไปพักที่โรงแรมแถวๆ นี้ซะ หลังจากไปส่งเสร็จแล้วค่อยกลับมาอีกรอบ”
ฉินซีเบิกตากว้าง “แบบนี้ไม่ค่อยดีมั้งครับ...”
หยางกุ้ยเฟินเองก็โบกมือปฏิเสธด้วย “นี่คงไม่ค่อยดีมั้งคะ...”
เพียงเฉินเจวี๋ยกวาดสายตามองหยางกุ้ยเฟินเล็กน้อย หยางกุ้ยเฟินก็หุบปากเงียบทันที แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยมีไหวพริบนัก แต่เธอก็รับรู้ได้ถึงความอันตรายจากตัวของเฉินเจวี๋ย เขาไม่ใช่คนที่เธอจะไปยั่วโมโหได้ เมื่อเผชิญหน้ากับคนแบบนี้ แน่นอนว่าการเชื่อฟังย่อมเป็สิ่งที่ดีที่สุด
“ไปเถอะ” เฉินเจวี๋ยตัดสินออกมา
ผู้ช่วยผายมือเชิญเด็กสาวออกมาจริงๆ “คุณหนูหยาง เชิญครับ”
หยางกุ้ยเฟินรีบจะไปหยิบกระเป๋าใบใหญ่ของตัวเอง แต่ผู้ช่วยกลับขวางเธอเอาไว้ด้วยใบหน้าขุ่นมัว “ไม่ต้องเอาของพวกนี้ไปหรอกครับ ที่โรงแรมมีเตรียมเอาไว้ให้หมดแล้ว” จากนั้นหยางกุ้ยเฟินถึงได้เดินตามผู้ช่วยไปอย่างอาลัยอาวรณ์
เมื่อหยางกุ้ยเฟินออกไป สายตาของเฉินเจวี๋ยก็กลายเป็เย็นเยียบ “กวงิฟิล์มส่งคนแบบนี้มาให้นายเหรอ?” เฉินเจวี๋ยไม่อาจเห็นค่าในตัวเด็กสาวที่ดูราวกับต้นหอมคนนี้ได้เลย เอาเถอะ... ถ้าจะบอกว่าเธอไร้เดียงสาก็ถือเป็คำชม แต่หากพูดตรงๆ ก็เรียกได้ว่าซื่อบื้อ คนซื่อบื้อแบบนี้ถูกส่งมาอยู่ข้างกายฉินซี? เฉินเจวี๋ยพอจะเดาได้แล้วว่าฉินซีได้รับการดูแลจากกวงิฟิล์มอย่างไร
ฉินซีไม่ได้ใส่ใจเื่นี้เท่าเฉินเจวี๋ย เขาพูดขึ้นอย่างไม่คิดอะไร “ก็แค่ผู้ช่วยเองครับ ไม่ใช่ผู้จัดการเสียหน่อย ขอแค่เธอเชื่อฟัง ช่วยจัดการเื่วุ่นวาย และรู้จักอดทนก็พอแล้ว”
“นายนี่ใจกว้างจริงๆ” เฉินเจวี๋ยส่งเสียงในลำคอ ก่อนจะลุกขึ้น “ฉันเริ่มง่วงแล้ว ห้องน้ำอยู่ไหน?”
ฉินซีลุกตามมาเพื่อบอกทางให้เฉินเจวี๋ย รวมทั้งบอกว่าครีมอาบน้ำและยาสระผมอยู่ตรงไหน เฉินเจวี๋ยมองตามฉินซีที่เดินออกไปเอาผ้าขนหนูสะอาดมาให้ ก่อนจะเอ่ยถาม “นายมีชุดนอนไหม?”
ฉินซีเข้าใจความหมายของเขาทันที ฉินซีเข้าไปเอาชุดนอนที่ตัวเองไม่ได้ใส่มาให้เฉินเจวี๋ย เฉินเจวี๋ยสะบัดชุดนอนทาบกับตัวเอง “เล็กไปหน่อย”
ฉินซีมองเรือนร่างของเฉินเจวี๋ยด้วยความอิจฉาเล็กๆ ช่างเป็รูปร่างที่สวมเสื้อผ้าแล้วดูผอม แต่ถอดเสื้อผ้าแล้วมีเนื้อ แถมเนื้อพวกนั้นยังเป็กล้ามทั้งหมดอีก ไม่ดูบึกบึนเกินไป แต่ก็ไม่ได้บอบบาง ดูรวมๆ แล้วกำลังดี
เมื่อเฉินเจวี๋ยถอดเสื้อได้ครึ่งหนึ่ง จู่ๆ เขาก็หันหน้ากลับไป สายตานิ่งเรียบเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นราวกับผสมไปด้วยความรู้สึกอื่น ทั้งยังมีความเซ็กซี่เย้ายวนใจแฝงอยู่ “นายจะดูต่อไหม? เข้ามาดูดีกว่าไหมล่ะ?”
ฉินซีรู้สึกอับอายขึ้นมาทันที เขารีบหมุนตัวเดินออกมา
เขานั่งดูรายการบันเทิงในโทรทัศน์เพื่อสงบจิตใจของตัวเอง แต่ใครจะรู้ว่าบนโทรทัศน์บังเอิญกำลังฉายกระบี่เย้ยยุทธจักรอยู่ เขามองตัวเองที่สวมชุดสีแดงนั่งอย่างเย่อหยิ่งอยู่บนบัลลังก์ปรมาจารย์เทพ พร้อมกับก้มลงมองใต้หล้า ความรู้สึกแบบนี้ค่อนข้างน่าประหลาดอยู่เล็กน้อย
เมื่อดูต่อไป เขาก็เริ่มวิเคราะห์ว่าตรงไหนแสดงดีไม่ดี นักแสดงคนอื่นควรแสดงแบบใดจึงจะออกมาดีที่สุดโดยไม่ทันรู้สึกตัว และในตอนนั้นจู่ๆ ประตูห้องน้ำก็เปิดออก เฉินเจวี๋ยยืนเปลือยท่อนบนอยู่หน้าประตู “เหมือนน้ำจะไม่ไหลนะ”
“จะเป็ไปได้ยังไงครับ?” ฉินซีลุกขึ้นมาด้วยความมึนงง จากนั้นก็รีบเดินเข้าไป รอจนเมื่อเขาเข้าไปในห้องน้ำแล้ว เขาก็เพิ่งรู้ว่าบนตัวของเฉินเจวี๋ยสวมเอาไว้เพียงกางเกงใน และความจริงกางเกงในสีขาวก็ไม่ได้ช่วยปกปิดรูปร่างของสิ่งนั้นนัก ฉินซีละสายตาออกมาอย่างไร้สติ ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำว่า ‘ขนาดไม่ธรรมดาเลยนะนั่น’ มือไม้ของเขาพันกันเล็กน้อย จากนั้นเขาก็รีบร้อนเข้าไปลองปรับน้ำทั้งแบบนั้น ก่อนที่จะถูกทำเอาเปียกโชกไปทั้งตัว
ฉินซีที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว เมื่อเปียกชุ่มแบบนี้ มันก็กลายเป็โปร่งแสง และในตอนนั้นฉินซีก็รู้สึกได้ถึงสายตาร้อนแรงจากด้านหลัง ก็ยิ่งรู้สึกอับอายขึ้นไปอีก ราวกับคนที่อยู่ด้านหลังกำลังใช้สายตากรีดเสื้อผ้าของเขาออกทีละน้อย ฉินซีรู้สึกราวกับโดนน้ำร้อนลวก รีบหมุนตัวผลักเฉินเจวี๋ยออก “น้ำไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่ครับ คุณทำแบบเมื่อสักครู่ก็พอ”
“ฉันมองไม่ชัด นายทำให้ดูอีกครั้งสิ” เฉินเจวี๋ยจับมือของอีกฝ่ายไว้
ผู้ช่วยที่เพิ่งกลับมาหลังพาหยางกุ้ยเฟินไปส่งเรียบร้อยแล้ว เดินผ่านประตูเข้ามา ก่อนจะเห็นภาพฉากนี้เข้า “...เ้านาย อ่า ผม… ผมเองก็ต้องไปพักที่โรงแรมหรือเปล่าครับ?” เขาถามเ้านายของตนอย่างรู้งาน
ฉินซีเหลือบมองผู้ช่วย ก่อนจะมองสภาพเปียกปอนของตัวเอง รวมทั้งเฉินเจวี๋ยที่จับมือของเขาไว้ในสภาพกึ่งเปลือย
ผู้ช่วยปิดประตูลงอย่างใส่ใจพร้อมด้วยสีหน้า ‘เข้าใจแล้วครับ’
ฉินซี “...” ไม่! ฟังฉันอธิบายก่อน! มันไม่ได้เป็แบบที่นายเห็นนะ!
