อะไรคือการรับผิดชอบเขา? คำพูดนี้คืออะไร
คำพูดของชายหนุ่ม ทำให้ฉินหยีหนิงหน้าแดงขึ้นมาทันใด ั์ตากลมโตของนางจ้องมองเขาเขม็ง “คุณชายาเ็ก็เพราะว่าช่วยข้า ข้าต้องรับผิดชอบอย่างแน่นอน”
“ทำไมคุณหนูถึงได้รีบอธิบายขนาดนั้นเล่า? ข้าไม่ได้บอกให้เ้ารับผิดชอบเื่อื่นเสียหน่อย และคนที่บอกว่าจะรับผิดชอบใครตลอดชีวิตเมื่อสักครู่นี้ก็ไม่ใช่ข้าด้วย” ประกายตาแฝงความขุ่นเคืองของเด็กสาวทำให้ผางเซียวตื่นเต้นจนต้องเอ่ยหยอกล้อนางอย่างอดไม่ได้
ใบหน้าของฉินหยีหนิงยิ่งแดงขึ้นไปอีก พลางรู้สึกว่าคนคนนี้น่าเกลียดมาก!
นางเจอกับเขาจวบจวนวันนี้ เขาได้เปลี่ยนลักษณะท่าทางกลับไปกลับมาเสียยากเกินจะนับ ถึงแม้จะเป็ใบหน้าเดียวกัน แต่เขาก็มีความสามารถในการแสดงสีหน้าต่างๆ ฉินหยีหนิงไม่ทราบแล้วว่า แบบไหนกันที่เป็สีหน้าที่แท้จริงของเขากันแน่
เมื่อนึกถึงทักษะการต่อสู้ซึ่งลึกลับมิอาจคาดเดาได้นั้น ฉินหยีหนิงก็รู้สึกว่าคนคนนี้ไม่อาจหยั่งรู้ได้
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามันจะไม่อาจหยั่งรู้ได้ แต่ปากของเขากลับไม่มีมารยาทเสียเลย!
ฉินหยีหนิงจ้องมองเขาอีกครั้ง
ผางเซียวกลั้นหัวเราะ เขายกมือขึ้นกุมไหล่ขณะพูดด้วยความเ็ป “ทำความดีแล้ว ถูกเข้าใจผิดจริงๆ ช่วยชีวิตคน แต่กลับถูกรังเกียจ เมื่อสักครู่ยังบอกว่าอะไรนะ หากข้าเป็อัมพาตแล้ว ก็จะรับใช้ข้าตลอดชีวิต ข้ายังไม่ได้เป็อัมพาตเลย เ้ากลับแสดงท่าทีให้ข้าเห็นแล้ว เห็นได้ชัดว่าครู่ก่อน เ้าไม่ได้พูดด้วยความจริงใจ เพียงแต่จงใจเกลี้ยกล่อมข้าก็เท่านั้น!”
ฉินหยีหนิงอยากจะทิ้งเขาไว้โดยไม่ดูดำดูดียิ่งนัก!
แข็งแรงถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำวาจายังแย่มาก ดูแล้วคงไม่น่าจะเป็อะไร!
ปิงถางก็ร้องฮึพลางแอบคิดในใจว่า เ้านายกับลูกน้องสองคนนี้มีความคิดและการกระทำที่คล้ายๆ กัน พูดก็แบบเดียวกันอีก
แต่เสือน้อยตกตะลึงกับลักษณะท่าทางของผางเซียวมากๆ
เขาอยู่กับเ้านายมานานหลายปี เสือน้อยได้เห็นการแสดงออกของเขาในหลายๆ รูปแบบ มีการแสดงออกเป็คนที่เ็าโดดเดี่ยวเดียวดาย บ้างก็เป็คนหยาบคาย ไม่เกรงกลัวใคร บางครั้งเป็คนที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง บางหนเป็คนมีการศึกษา บางคราวเสแสร้งแกล้งเป็คนที่รักตัวกลัวตาย บ้างก็เป็คนโลภต่อทรัพย์สมบัติและผลประโยชน์...
ไม่ว่าจะแสดงบุคลิกแบบไหน ผางเซียวก็สามารถใส่หน้ากากต่างๆ และเปลี่ยนบุคลิกของตัวเองอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งแสดงออกมา เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของตัวเอง
ทว่าเขาไม่เคยเห็นเ้านาย ‘หยอกล้อผู้หญิงจากครอบครัวที่ดี’ เช่นนี้มาก่อนเลย
ั้แ่ได้พบกับคุณหนูฉินคนนี้ ก็ทำให้เขามีประสบการณ์ใหม่แล้ว
ครั้งก่อน เขาฉวยปิ่นปักผมของนางและััใบหน้าของนางยังไม่พูดเลย ซ้ำยังวิ่งไปแอบมองลูกสาวของศัตรูที่ฆ่าบิดาเสียอีก หลังจากแอบมองดูแล้ว ก็ลอบยิ้มโดยไม่มีสาเหตุออกมา ครั้งนี้นึกไม่ถึงว่าเขากำลังแสดงเป็คนน่าสงสารเสียแล้ว
คนนี้ยังใช่เ้านายผู้ที่มีการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด สามารถคิดแผนการวางกลยุทธ์แปลกประหลาดในการบังคับบัญชาดั่งเทพ ยังใช่เขาหรือไม่?
ปิงถางเตรียมเข็มเงิน กิริยาของนางบ่งบอกชัดว่ากำลังโกรธเคือง ถึงกระนั้นมือของนางกลับยังเคลื่อนไหวฝังเข็มให้ผางเซียวอย่างชำนาญการ
ผางเซียวได้เอ่ยถามว่า “อาการาเ็ของข้านี้ จะต้องใช้เวลานานเท่าใดถึงจะดีขึ้นหรือ? การฝังเข็มและการใช้ยาต้องใช้เวลานานเท่าใด?”
“ยานั้นจะต้องใช้เวลาครึ่งเดือน การฝังเข็มเป็ปัญหามากกว่า ต้องฝังเข็มทุกวัน ซึ่งก็ใช้เวลาครึ่งเดือนด้วยเช่นกัน”
ผางเซียวพยักหน้า จากนั้นมองดูที่ฉินหยีหนิงอย่างจริงจัง “อย่างนั้นข้าขอยืมบ่าวคนนี้ของเ้า สักครึ่งเดือนนะ”
ได้ยินเช่นนั้น ฉินหยีหนิงก็ขมวดคิ้วและส่ายศีรษะโดยไม่ลังเล “ทำอย่างนั้นคงจะไม่ได้”
เนื่องจากปิงถางแตกต่างจากบ่าวทั่วไป ฉินหยีหนิงกลัวว่า ถ้าตนไม่ได้อยู่เคียงข้างอีกฝ่าย ปิงถางอาจถูกคนของหวงโฮ่วทำร้ายเอาได้ ให้อยู่ข้างๆ นางยังจะดีเสียกว่า นางจะได้วางใจด้วย
ผางเซียวขมวดคิ้วด้วยความน้อยใจอีกครั้ง “ช่างใจร้ายจริงๆ ดูเหมือนว่าคำพูดของหญิงสาวไม่น่าเชื่อถือทั้งสิ้น เมื่อครู่เพิ่งบอกว่า ถ้าข้าเป็อัมพาตไป จะรับใช้ข้าตลอดชีวิต แต่ตอนนี้แม้แต่บ่าวที่เก่งด้านการแพทย์ ก็จะไม่ให้ข้ายืม”
“เ้า!” ฉินหยีหนิงโกรธจนหน้าแดง นางกัดริมฝีปากของนางก่อนตอบโต้ “เ้าวางใจได้ ถึงแม้ว่าจะทำให้เ้าเสียเวลาไป แต่ข้าจะให้เ้าพักในโรงเตี๊ยมท่าหยุนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ข้าจะให้คนคอยรับส่งปิงถางเพื่อรักษาเ้าทุกวัน จนกว่าเ้าจะหายดี เ้าคิดอย่างไร?”
ผางเซียวปกปิดความพึงพอใจไว้อย่างมิดชิด เขาเสแสร้งทำเป็ลังเลใจ “นี่เป็วิธีแก้ปัญหาหรือ เพียงแต่ค่าที่พักที่โรงเตี๊ยมท่าหยุนก็ไม่ได้แพงอะไรเลย ข้าจะเอาเปรียบจากเ้าได้อย่างไรเล่า”
“เ้าวางใจเถิด โรงเตี๊ยมแห่งนั้นเป็กิจการของข้า อีกอย่างเ้าทำเพื่อช่วยชีวิตข้า ข้าควรจะต้องรับผิดชอบ”
“โอ้!” ผางเซียวครางรับในลำคอเสียงยาว “ในเมื่อคุณหนู้าจะรับผิดชอบ ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงต้องเอาเปรียบเ้าแล้วล่ะ”
ฉินหยีหนิงกะพริบขนตา ยืนมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้เข้าใจการเล่นสำนวนของเขา นางเกลียดชังเขาขึ้นมาฉับพลัน แต่ก็ไม่สามารถเตะเขาได้
ผางเซียวดูไม่เหมือนคนาเ็เลย นึกไม่ถึงว่าเขาจะหัวเราะขึ้นมาอย่างชอบใจ
ปิงถางฝังเข็มสีเงินให้กับเขา “อย่าขยับตัว คุณชายไม่กลัวว่าแผลจะปริหรือ” ชายคนนี้เป็คนเหล็กหรืออย่างไร ไยเขาไม่รู้สึกเ็ปเลย?
ผางเซียวอารมณ์ดีและเริ่มการเจรจาต่อรองอีกครั้ง “ที่สุดแล้ว ข้าาเ็ก็เพราะพยายามช่วยให้เ้ารอดพ้นจากอันตรายนะ เ้าแค่ขอให้คนมารับมาส่งบ่าวเพื่อมาฝังเข็ม ดูไม่ได้ใส่ใจไปหน่อยหรือ”
“นั่นไม่ใช่ว่าช่วยให้เ้าประหยัดค่าใช้จ่ายที่พักที่โรงเตี๊ยมท่าหยุนแล้วนี่” ฉินหยีหนิงเดาไม่ออกว่าเขาจะพูดอะไร
“จะเหมือนกันได้อย่างไร? ใช่ว่าข้าจะไม่มีเงินสำหรับจ่ายค่าที่พักเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ถ้าเ้าจะมาหาข้าวันเว้นวัน ดูแลยกน้ำชา รวมถึงรินน้ำให้ข้า ข้าจะจ่ายเงินให้เ้าสองเท่าของค่าที่พักก็ยังได้?”
“ข้าหรือไม่มีเงินเล็กๆ น้อยๆ เ่าั้?”
ใบหน้าของฉินหยีหนิงราวถูกไฟไหม้เกรียม ถ้านางไม่กังวลเกี่ยวกับอาการาเ็และการเสียเืของเขา นางอยากจะชกเขาจริงๆ!
ทว่าความคิดดังกล่าวของตนกลับทำให้ฉินหยีหนิงตกตะลึง
แม้ว่าอายุของนางยังไม่อาจเรียกได้ว่าเติบโตเต็มที่ แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะได้รับจากประสบการณ์ การสงบสติอารมณ์เมื่อเจอสถานการณ์ก็เป็นิสัยของนางเช่นกัน และมีคนเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำให้นางกรุ่นโกรธได้
ความโกรธเยี่ยงนี้ ไม่เหมือนกับความโกรธที่เกิดมาจากการกระทำของฉินฮุ่ยหนิง
ความโกรธแบบนี้ ไม่มีวิธีใดที่จะเอาชนะได้ คงมีแค่การเอาคืนเท่านั้นที่จะละลายความขุ่นข้องได้ คงต้องชกปากซึ่งพ่นถ้อยคำน่าหงุดหงิดของคุณชายท่านนี้สักครั้งสองครั้ง เพื่อระบายความโกรธก็เท่านั้น
ปิงถางถอนเข็มออกมาแล้วและเริ่มเก็บของ
ฉินหยีหนิงรู้สึกว่า ถ้านางอยู่ที่นี่นานกว่านี้ จะต้องถูกเขาพูดจาหยอกล้ออย่างแน่นอน จึงเรียกชิวหลู่รีบให้สั่งคนไปเตรียมรถ แล้วก็เอ่ยถามว่า “คุณชายจะอยู่ที่นี่ก่อน หรือให้พาไปส่งที่โรงเตี๊ยมท่าหยุน?”
“แน่นอนว่าต้องให้เ้าไปส่งข้าด้วยตนเองสิ”
นางได้บอกว่าจะส่งเขาด้วยตัวเองหรือ?
ฉินหยีหนิงเลียริมฝีปาก ถอนหายใจอย่างหมดหนทางแล้วพูดว่า “เอาล่ะ อีกสักพักเราจะเริ่มเดินทางกันแล้ว”
จากนั้นก็หันไปหาหลิวเซียนกูพร้อมกล่าวอย่างสุภาพ “ท่านยายของข้าอยู่ที่นี่ จะต้องรบกวนกวานจู่แล้วนะเ้าคะ”
“ด้วยพระนามเทพแห่งฟ้า ผินเต้าจะดูแลให้เ้าค่ะ”
“วันนี้ทำให้เกิดปัญหากับกวานจู่ แม้ว่าทหารม้าปกป้องเมืองห้าทิศจะเข้ามาแทรกแซง แต่หากกวานจู่มีปัญหาใดๆ ก็สามารถส่งข้อความมาที่จวนได้นะเ้าคะ” การลอบสังหารคราวนี้ไม่เพียงแต่สูญเสียคนยกเกี้ยวสองคนเท่านั้น แต่ยังมีบรรพชิตเสียชีวิตอีกสามคน
ครอบครัวของคนแบกเกี้ยวแน่นอนว่าจะต้องใช้เงินใช้ทองในการใช้ชีวิต บรรพชิตสามคนก็เป็คนบริสุทธิ์ ฉินหยีหนิงรู้สึกผิดจริงๆ
หลิวเซียนกูเปิดปากจะพูด แต่เดิมนางกำลังคิดว่าจะมีโอกาสได้เงินมาอีก แต่นางเหลือบไปเห็นสายตาของผางเซียวที่เหมือนยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม เป็ผลให้นางต้องเก็บถ้อยคำกลืนกลับไปในท้อง พลางหัวเราะ “ขอบคุณเ้าค่ะคุณหนูฉิน ผินเต้าเข้าใจแล้ว”
ฉินหยีหนิงกล่าวว่า “คุณชายเตรียมตัวไปก่อนนะ ข้าจะไปที่ลานด้านข้าง แล้วอีกสักพักจะกลับมา”
โดยไม่รอให้ผางเซียวตอบรับ นางก็พาปิงถางรีบเดินออกไปแล้ว
ลานบ้านถูกทำความสะอาดแล้ว แต่กลิ่นคาวเืจางๆ ในอากาศ ได้ทำลายความเงียบสงบของสถานที่ไปสิ้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม มีเมฆสีเทาทะมึนกดทับอยู่้าราวกับว่ามันอาจจะมีหิมะตกลงมาเมื่อใดก็ได้
ฉินหยีหนิงไม่กล้านึกถึงเหตุการณ์การลอบสังหารอย่างตรงไปตรงมา นางทำได้เพียงรีบไปที่ลานด้านข้างซึ่งเป็ที่พักอาศัยของสมาชิกหญิงของครอบครัวติ้งกั๋วกง หลังจากที่ได้พบกับฮูหยินติ้งกั๋วกง นางก็ดึงท่านยายมาอยู่ข้างๆ และหยิบตั๋วเงินหนึ่งพันเหลียงที่เตรียมไว้ออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนแอบยัดมันไว้ให้กับหญิงชรา
“ท่านยาย ตั๋วเงินหนึ่งพันเหลียงนี้ พร้อมที่จะรับเงินสดและใช้ได้ในทันที ท่านอาศัยอยู่ที่นี่กับสมาชิกในครอบครัว คงต้องใช้ต้องกิน ก็ล้วนแต่ต้องใช้เงินทั้งนั้น ท่านอย่าทรมานตัวเองเป็อันขาดนะเ้าคะ”
เมื่อฮูหยินติ้งกั๋วกงเห็นสายตาที่จริงใจของฉินหยีหนิง นางไม่ได้โกรธเคืองตัวเองที่หลุดวาจาบอกให้อีกฝ่ายเหินห่างจากกัน ในทางตรงข้ามนางรู้สึกยินดีและสบายใจ อีกทั้งยังรู้สึกเศร้าๆ พร้อมถอนหายใจออกมา นางตบมือฉินหยีหนิงเบาๆ และเอ่ยขึ้น
“ยายจะไม่เกรงใจเ้า เงินเหล่านี้ข้าจะรับไว้นะ เ้ากลับไปครั้งนี้ ต้องดูแลท่านแม่ของเ้าให้มากๆ แม้ว่าบางครั้งแม่ของเ้าจะสับสน แต่ใจที่แท้จริงแล้วนางจริงใจต่อพ่อของเ้า ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ ก่อนหน้านี้ที่เ้ายังไม่กลับมา ทุกครั้งที่พ่อของเ้ารับอนุเข้ามาในบ้าน นางก็จะหาเื่อยู่พักหนึ่ง อนุคนนี้เป็คนที่หวงช่างมอบให้ และต้นกำเนิดนั้นก็ไม่ธรรมดาอีกด้วย เ้าต้องระวังให้มากๆ นะ”
“ข้ารู้เ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงพยักหน้าอย่างเคร่งเครียด พร้อมพูดตอบว่า “ท่านยายมั่นใจได้ ข้าจะทำอย่างดีที่สุด เพื่อปกป้องท่านแม่ของข้าและจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเ้าค่ะ”
“เ้าเป็เด็กที่ฉลาดมีไหวพริบ ยายรู้ว่าเ้าทำอะไรก็ตาม มักมีขอบเขตอยู่เสมอ”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงสั่งสอนฉินหยีหนิงอีกคำหนึ่ง จากนั้นจึงส่งเด็กสาวกลับออกไป
ฉินหยีหนิงหันกลับไปมองสมาชิกในครอบครัวติ้งกั๋วกง ความรู้สึกย่ำแย่พวยพุ่งปะทุอยู่ชั่วอึดใจ
ในแผ่นดินนี้สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ที่สุด ก็คือโชคชะตา
ใครจะไปคิดว่า จวนติ้งกั๋วกงที่ใหญ่โตจะพังทลายไปในชั่วข้ามคืน?
ใครจะไปคิดว่า สมาชิกในครอบครัวต้องแยกออกจากกันโดยไม่มีวันได้พบกันอีกในพริบตา
คู่รักหนุ่มสาวอาจมีเื่ทะเลาะกัน อาจมีความเข้าใจผิดเล็กน้อยระหว่างพี่น้อง แต่เดิมคิดว่าชีวิตนั้นยังอีกยาวไกล และการทะเลาะจะต้องคืนดีกันแน่นอน ความเข้าใจผิดย่อมคลี่คลายเป็แน่แท้
ใครจะคิดว่า มีความเสียใจบางอย่าง ที่มีแล้วก็อาจจะมีตลอดไปก็เป็ได้ ไม่มีใครรับรู้ได้ว่าระหว่างความหายนะกับวันพรุ่งนี้ อย่างไหนที่จะมาถึงก่อนกัน
ฉินหยีหนิงหายใจเข้าลึกๆ แล้วหายใจออกช้าๆ
ไม่ว่าจะกรณีใด นางจะต้องเดินอย่างระมัดระวังทุกย่างก้าว และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียใจ
เมื่อนางมาถึงประตูใหญ่ ฉินหยีหนิงเห็นเกี้ยวถูกแบกมา เพื่อให้นางลงจากูเา
ฉินหยีหนิงไม่้าที่จะนั่งเกี้ยว จึงพาปิงถาง ชิวหลู่และซงหลานลงจากเขาด้วยการเดินเท้า
เมื่อถึงตีนเขา ทั้งสองกลุ่มก็ขึ้นรถม้าไป โดยฉินหยีหนิงไปส่งคนที่โรงเตี๊ยมท่าหยุนก่อน
ฟากฝั่งหัวหน้าจงซึ่งเป็ผู้ส่งพวกนางก่อนออกเดินทาง ได้ยินมาว่าทหารม้าป้องกันเมืองห้าทิศได้ปิดคดีใหญ่ บอกว่าราชวงศ์ต้าโจวได้ส่งมือสังหารมา เขากำลังเป็ห่วงฉินหยีหนิงว่าจะประสบเหตุอันตราย ตัวเขาจึงคล้ายกับมดในหม้อไฟ ดังนั้นเมื่อเขาเห็นผู้คนกลับมาอย่างปลอดภัย เขาถึงโล่งใจแล้ว
ฉินหยีหนิงบอกเล่าเื่ราวกับหัวหน้าจง ดวงตาของหัวหน้าจงมองดูผางเซียวก็เปลี่ยนเป็นับถือมากขึ้น
“คุณชายเหยา ขอขอบพระคุณที่ได้ช่วยชีวิตของคุณหนูเอาไว้นะขอรับ คุณหนูเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตคนในครอบครัวของข้าทั้งครอบครัว และท่านก็เป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคุณหนู ฉะนั้นท่านก็เป็ผู้มีพระคุณของข้าด้วยขอรับ” หัวหน้าจงยิ้มอย่างสุภาพ หันไปยังฉินหยีหนิงและเอ่ย “คุณหนูมั่นใจได้เลย ข้าจะดูแลคุณชายเหยาให้ดีแน่นอนขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เยี่ยมมากเลย” ฉินหยีหนิงมองดูท้องฟ้า นางถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ข้าควรกลับได้แล้ว ถ้ากลับไปสายกว่านี้ กลัวว่ามันจะทำให้เกิดปัญหากับตัวข้าได้”
อันที่จริงแล้วผางเซียวรู้เกี่ยวกับครอบครัวของฉินหยีหนิงทุกอย่าง แต่ในตอนนั้นมันย่อมไม่เหมาะไม่ควรถ้าเขาจะแสดงตัวออกมา จึงเอ่ยถามด้วยความจริงจังเท่านั้น “มีปัญหาอะไรหรือ? ้าให้ข้าช่วยเหลือหรือไม่?”
ฉินหยีหนิงมองเขาแล้วส่ายศีรษะ “เื่ ‘ท้องฟ้ากำลังจะมีสายฝนตกลงมา และแม่ก็กำลังจะแต่งงานกับใครสักคน’ เราจะทำอะไรได้บ้างเล่า”
นางถอนหายใจ พลางรวบรวมพลัง “สกุลของข้าคือฉิน ในครอบครัวข้าอยู่ในลำดับที่สี่ วันข้างหน้าคุณชายสามารถเรียกข้าว่าฉินสี่ ข้ายังไม่ได้ถามเลยว่า จะเรียกเ้าว่าอะไรดี”
ชื่อสกุลของหญิงสาวไม่สามารถบอกผู้ชายคนนอกได้ ทำให้ฉินหยีหนิงต้องแนะนำตัวเองด้วยวิธีนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่านางมีใจที่เป็มิตรให้แล้ว
ผางเซียวหัวเราะแล้วพูดว่า “ข้าน้อยชื่อว่า ‘ต้าต้า’ ”
“เหยาต้าต้าหรือ?” ฉินหยีหนิงอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา จากนั้นนางก็นิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ดูจากดวงตายิ้มได้ของชายคนนี้แล้ว กลับสามารถมองออกได้ว่า นางถูกหลอกอีกครั้งแล้ว นางจึงย่ำเท้าอย่างแรงยามโต้ตอบกลับไป “เ้านี่น่าเบื่อจริงๆ”
ผางเซียวหัวเราะขบขัน ประคองไหล่ที่ได้รับาเ็ และอุทาน “คุณหนูอย่าโกรธเลย ข้ามีนามว่า จือซี เ้าเรียกข้าว่าเหยาจือซีก็ได้แล้ว”
ฉินหยีหนิงเดินต่อไป ไม่แม้แต่จะหันศีรษะทำราวกับไม่ได้ยิน พร้อมพาบ่าวขึ้นรถม้า ออกไปด้วยความเร็ว
ผางเซียวยืนอยู่ที่เดิม มองดูรถม้าของฉินหยีหนิงค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปตามถนนที่เริ่มมืดสลัว จากนั้นจึงเก็บรอยยิ้มพร้อมแสร้งปลอมตัวเป็คนเ็าและสง่างาม
“หลังจากนี้หลายวันต้องรบกวนหัวหน้าจงแล้ว”
หัวหน้าจงยิ้มและพูดว่า “ไม่กล้าขอรับ คุณชายเหยาโปรดตามข้ามาเถิดขอรับ”
