การออกหมายจับของหกคนนี้ส่งให้ทุกสื่อในทันที ทุกสื่อดำเดินการประกาศอย่างให้ความร่วมมือ คนไหนที่พบหนึ่งในพวกเขาทั้งหกคนปรากฏตัว และจัดหาเบาะแสที่มีประโยชน์ ต่างจะได้รับรางวัลเงินสด
ไม่เพียงแค่จ้าวอี้ที่ไล่ตามพวกเขา สำนักงานเทศบาลก็ได้จัดกำลังคนและอุปกรณ์จำนวนมหาศาลให้ดำเนินการค้นหาแบบครอบคลุม สถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ การคมนาคมแบบต่างๆต่างติดตั้งจุดตรวจ ใช้คำว่าแหฟ้าข่ายดิน1มาบรรยาย ก็ไม่เกินจริง ไม่มีใครกล้าดูถูกพวกเขา หกคนนี้ โทษเบาที่สุดคือจำคุกตลอดชีวิต จึงไม่อาจตัดสินได้ว่าพวกเขาได้ทำเื่โเี้ขนาดไหนมา
จ้าวอี้ไปที่เทศบาลเมืองด้วยตนเอง ไปกับเจี่ยงจาวตี้ ฟังรายงานจากรอบด้าน
“ผบ. เจี่ยง มีประชาชนคนหนึ่งได้รายงาน ว่าเขาพบคนหนึ่งในนั้น ตำแหน่งเฉพาะอยู่ที่...”
ตำรวจนายหนึ่งรายงานขึ้นทันที
“ดีมาก! แจ้งลงไป อย่าบุ่มบ่าม ให้ตำรวจในละแวกไปตามรอย รอพวกเราไปสนับสนุน! อีกอย่าง หน่วย SWAT เตรียมตัวให้พร้อม! ถ้าเ้าหน้าที่แกะรอยถูกค้นพบ สามารถดำเนินการจับกุมได้ ถ้าอีกฝ่ายปฏิเสธการจับกุม อนุญาตให้ยิงได้” เจี่ยงจาวตี้ออกคำสั่งอย่างเ็า
“รับทราบ!”
“จ้าวอี้ พวกเราไปดูที่เกิดเหตุหน่อย? ไม่แน่อาจรวบตัวพวกเขาทั้งหมดได้ ไม่แปลกใจที่ไม่มีข่าวคราวอะไรของทางผ่านนอกเมือง เดิมทีพวกเขาใจกล้าขนาดนี้ ยังกล้าอยู่เมือง J อีก คิดว่าที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดจริงเหรอ? พวกเขาดูถูกพวกเราไปแล้ว”
เจี่ยงจาวตี้ตรวจสอบปืนพกเล็กน้อย ยืนยันว่าไม่มีปัญหา กลุ่มคนจึงออกเดินทางอย่างเร่งรีบ
เพื่อหลีกเลี่ยงการแหวกหญ้าให้งูตื่น รถปฏิบัติการที่ผ่านการแต่งเติมจึงไม่ได้เปิดไซเรน
ไม่นานก็ถึงที่หมาย จึงเปิดผ้าม่านออกเป็รอยแง้ม เจี่ยงจาวตี้มองไกลๆไปที่นักโทษแหกคุกคนนี้
“ไอนี่อารมณ์ดีไม่เบา ยังมีอารมณ์มากินข้าวอีก”
เจี่ยงจาวตี้ค่อนข้างหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออกกับคนคนนี้ ที่ปรากฏอยู่ในฉากตรงหน้าพวกเขา
ท่อนบนสวมชุดลำลอง ท่อนล่างสวมกางเกงยีนส์ เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเข้ากับนักโทษแหกคุกคนนี้เท่าไหร่ กำลังทานอาหารตรงหน้าเต็มปาก เนื้อหมูเอย เนื้อไก่ย่างเอย เนื้อวัวเอย วางอยู่เต็มโต๊ะ เขากินอย่างตะกละตะกลาม และคอยดื่มเหล้าขาวอยู่ตลอด ไม่สนใจสายตาประหลาดใจของคนรอบข้างอย่างสิ้นเชิง
“ผบ. เจี่ยง พวกเราจับกุมตอนนี้ไหม?” ผู้ช่วยนายหนึ่งของเจี่ยงจาวตี้ถามอย่างมีแววมุ่งร้าย
“รอก่อน ดูว่าไอนี่จะไปรวมตัวกับคนอื่นรึเปล่า ถ้ารวมตัว พวกเราค่อยรวบตัวพวกเขา” เจี่ยงจาวตี้หยุดยั้งความร้อนรนของลูกน้อง แล้วรออย่างอดทน
คนคนนี้ทานจนเรอออกมา ถึงจะวางลงอย่างอาลัยอาวรณ์ แล้วะโคำหนึ่งด้วยพลังเต็มเปี่ยม “เถ้าแก่คิดเงิน!”
ธนบัตรแดงแจ๋หลายใบ ถูกวางอยู่บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงเตรียมจะจากไป
ร้านนี้มีผลประโยชน์มาก แต่กลับเห็นได้ชัดว่าไม่สามารถใช้เงินมากมายขนาดนี้ได้ เถ้าแก่จึงรีบร้อนะโ “ลูกค้า ยังไม่ได้ทอนเงินคุณเลย”
“ไม่ต้องทอนแล้ว ถือเป็ทิปแล้วกัน!” นักโทษแหกคุกโบกมือไม่กลับมา จากนั้นจึงเดินออกไป
“ไปดูเร็วว่าเป็เงินปลอมรึเปล่า? คนคนนี้ดูแล้วไม่เหมือนคนดีอะไร ทำไมถึงใจกว้างขนาดนี้?” เถ้าแก่เนี้ยหยิบธนบัตรมาตรวจสอบอย่างเป็กังวล
“เธอมันผู้หญิงโง่ เงินจริงเงินปลอมแค่จับดูก็รู้ อย่ามองแค่หน้าตาลูกค้าคนเมื่อครู่ ผู้คนมีจิตใจดี ทีหลังอย่ามองคนแค่ภายนอกอีก เข้าใจไหม?” เถ้าแก่ตำหนิเถ้าแก่เนี้ย ทำให้ลูกค้าในร้านหัวเราะร่า สำหรับพวกเขา นี่เป็เพียงฉากสั้นๆ
พวกจ้าวอี้กลับตื่นตัวขึ้น สตาร์ทรถตามไปด้านหลังเขาอย่างระมัดระวัง
นักโทษแหกคุกเดินไม่เร็ว และคอยมองทิวทัศน์รอบด้านไม่หยุด ราวกับไม่มีเป้าหมาย ทันใดนั้นจึงหยุดฝีเท้าลง
“ไอนี่คิดจะทำอะไร? คิดจะมอบตัวรึไง?”
เจี่ยงจาวตี้มีท่าทางงุนงง เพราะที่ที่นักโทษแหกคุกคนนี้หยุดลงเป็สถานีตำรวจท้องที่พอดี
“น่าจะเป็เช่นนั้น เขาเหมือนกับไม่ได้อยู่กับนักโทษหลบหนีคนอื่น ไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไร พวกเราไปดูกัน” จุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้ชัดเจนแล้ว ถ้างั้นพวกจ้าวอี้ย่อมไม่ต้องเสียเวลาอีกต่อไป
“พวก ฉันหลบหนีออกจากคุกจริง ฉันมามอบตัว!”
นักโทษแหกคุกพูดอยู่ที่แผนกต้อนรับ ตำรวจด้านในดูไม่อดทนอีก
“พูดอะไร ไม่รู้เหรอว่าวันนี้ยุ่งมาก ผมจะบอกกับคุณ รีบไปซะดีกว่า! กลิ่นเหล้าทั้งตัวคุณ ก็รู้ว่าคุณดื่มมากไปแล้ว ถ้ายังไม่ไป ผมจะจับคุณให้เข้าไปสร่างเมา!”
พวกจ้าวอี้เข้ามาก็เห็นฉากนี้
“สวัสดี ฉันมาจากสำนักงานเทศบาล นี่เป็บัตรประจำตัวของฉัน เขาไม่ได้โกหก เขาคือหนึ่งในหกคนที่วันนี้ได้ออกหมายจับ พวกคุณไม่ได้รับหมายจับเหรอ?” เจี่ยงจาวตี้นำบัตรประจำตัวของตนให้เขาดู ด้วยใบหน้าจริงจัง
ตำรวจรับบัตรประจำตัว ในพริบตาบนหน้าผากก็มีเม็ดเหงื่อออกมา เขาทำวัทยหัตถ์ “ผบ. เจี่ยง! นี่...นี่...ในที่ทำการยุ่งมาก ผมไม่ทันได้มอง ผมคิดว่า...”
ที่จริงนี่ไม่แปลกที่เขาไม่ได้ดู เขาจะคาดคิดได้ยังไง เบื้องบนเพิ่งจะออกหมายจับ อีกฝ่ายก็มอบตัวเสียแล้ว ดังนั้น เขาจึงคิดว่าตนเองทำงานอยู่ที่นี่ จะดูหรือไม่ก็ไม่มีประโยชน์
“ฉันจะเอาคนไป ทำงานให้สบายเถอะ!” เจี่ยงจาวตี้ไม่ได้พูดอะไรมาก คิดแล้วถ้าเพื่อนร่วมงานของเขาแค่นำเื่ที่เห็นทั้งหมดไปบอกผอ. ก็พอที่เขาจะรับไม่ไหวแล้ว
เจี่ยงจาวตี้พาคนเดินไป ตำรวจค่อนข้างงุนงง จนมองไม่เห็นคนแล้ว จึงตบหน้าตนเองอย่างแรง “แม่มัน นี่เป็ความดีความชอบที่ส่งให้ถึงที่ ทำไมฉันถึงโง่ขนาดนี้!”
ไม่ผิด ความดีความชอบที่ส่งถึงที่ทำให้เขาผลักออกไป อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง อีกฝ่ายมอบตัว เพียงแค่เขาลงบันทึก ถึงตอนนั้นความดีความชอบนี้ก็จะมีไม่น้อย ครั้งนี้ยังดี ที่ไม่ถูกตำหนิ เกรงว่าเบื้องบนจะมีความทรงจำที่ไม่ดีกับเขาแน่ ก็เขาละเลยหน้าที่นี่
“พูดมาเถอะ ติงต้าเผิง เพื่อนของนายอยู่ทีไ่หน?”
พานักโทษแหกคุกคนนี้เข้าไปในห้องสอบปากคำ จ้าวอี้เพิ่งนั่งลง ก็ออกปากถามอย่างอดไม่ไหว เขามีข้อมูลสถานะอย่างละเอียดของนักโทษหลบหนีทั้งหกคน รู้ชื่อของคนคนนี้จึงเป็เื่ปกติ
“ผมไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน หลังออกจากคุก พวกเราก็เข้ามาในเมืองด้วยกัน ผมจึงเจอโอกาสที่จะแยกตัวจากพวกเขา ขอน้ำให้ผมหน่อยได้ไหม ผมกระหายนิดหน่อย” ติงต้าเผิงพูดอย่างใจเย็น
จ้าวอี้คิด จึงส่งน้ำแร่ให้เขา แล้วถามต่อ “นายไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนแม้แต่น้อยเลยเหรอ? แล้วยังชุดที่นายสวมแล้วยังเงินซื้ออาหารนายเอามาจากไหน?”
สีหน้าของติงต้าเผิงเปลี่ยนทันที แล้วพูดอย่างไม่เป็ธรรมชาติ “ไม่นานพวกคุณก็ค้นพบผมแล้ว...”
“นายคิดว่าไง? ถ้าไม่ใช่เพื่อสองคนนั้น พวกเราคงจับนายกลับมาได้นานแล้ว ยังมานั่งกินนั่งดื่มอยู่ข้างนอกได้อีก?”
เจี่ยงจาวตี้ยิ้มเย็น ทำให้ติงต้าเผิงรู้สึกสำนึกผิด
“พวกเขาต้องออกเมืองแล้วแน่ เพราะหลังจากพวกเราเข้าเมือง งัดแงะร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่ง เสื้อผ้าและเงินก็ได้มาจากที่นี่ แต่นั่น ผมไม่ได้ลงมือ เพียงแค่ตากลม หลังจากออกมาแล้ว น้องชายเหยียนที่เป็หัวหน้าก็จะไป ดังนั้นจึงให้พวกเขาแยกกันไปดูว่ามีรถที่ง่ายต่อการลงมือไหม ผมก็ฉวยโอกาสนี้หนีไป”
ติงต้าเผิงเปิดเผยความเกี่ยวข้องของตน นำเื่ที่เกิดขึ้นพูดไปหนึ่งรอบ
เขาซื่อสัตย์มาก
“บอกที่อยู่ร้านเสื้อผ้านั้นมาหน่อย”
ย่อมไม่อาจที่จะเขาพูดอะไรพวกจ้าวอี้ก็เชื่อ จึงตรวจสอบข้อมูลนี้ในทันที ตามคาด ติงต้าเผิงไม่ได้โกหก มีร้านค้าหนึ่งได้แจ้งความไว้จริง เพียงแต่เื่เล็กเช่นนี้จึงไม่ได้รายงานขึ้นมา
ค้นหาว่ามีรถหายหรือไม่เล็กน้อย ตามคาด ก็ได้รับการแจ้งความจากเ้าของทรัพย์สินเช่นกัน ตรงกับสถานการณ์ที่ติงต้าเผิงบอก คืออยู่ละแวกเดียวกับร้านขายเสื้อผ้า
“รีบแจ้งลงไป ค้นหารถคันนี้...”
จ้าวอี้นำรูปภาพส่งให้ผู้ช่วยด้านข้าง เขารู้ดี แม้ว่าจะหาเจอ แต่เกรงว่าน้องชายเหยียนก็จะจากไปนานแล้ว พวกเขาวุ่นไปถึงเมืองถัดไป ก็อาจจะเปลี่ยนรถ ไม่ต้องสงสัย ทำเช่นนี้ทำให้งานการจับกุมเกิดความวุ่นวายอย่างใหญ่หลวง
“บอกว่าพวกนายหนีออกจากคุกได้ยังไงสักหน่อย? ใครเป็ผู้บงการเื้ั! มีคนภายนอกให้ความร่วมมือไหม? หรือภายใน?”
ติงต้าเผิงได้ยินคำถามนี้ บนหน้าก็เผยท่าทางนับถือ “น้องชายเหยียนคนนี้เก่งกาจจริงๆ ทั้งหมดเป็วิธีที่เขาคิดได้...การกระทำทั้งหมดราบรื่นอย่างผิดปกติ น้องชายเหยียนฉลาดจริงๆ!”
เขาพูดวิธีออกมาโดยพื้นฐานตรงกับการคาดเดาของพัศดี พวกเขาใช้โอกาสต่างๆสะสมอุปกรณ์ จากนั้นกลางดึกทุกคืนก็เริ่มขุดอุโมงค์ ทีละนิดและประสบคามสำเร็จราวกับหนู ตามที่ติงต้าเผิงพูด ตอนที่พวกเขาออกมาจริงๆ รู้สึกราวกับความฝัน
จ้าวอี้นำคำพูดของเขาจดลงในคดี
“เมื่อคุณยกย่องเขาขนาดนี้ ทำไมไม่ไปกับเขา? และยังเลือกที่จะมอบตัว?”
ที่จริงจ้าวอี้ยังสงสัยว่าเขาคิดยังไง เห็นได้ชัดว่าได้หนีออกไปแล้ว แต่ยังคงมามอบตัว ทำไมไม่บอกไปตามตรงว่าจะไม่เข้าร่วมเื่นี้?
ต้องรู้ว่า แม้เขาจะมอบตัว ยังไงก็เป็การแหกคุก ความผิดจึงไม่เบา
ติงต้าเผิงได้ยินจ้าวอี้ถามเช่นนี้ บนหน้าจึงเผยรอยยิ้มขื่น “ผมไม่ตกลงได้เหรอ? พวกเราเป็คนในห้องนั้น ตอนนั้นที่น้องชายเหยียนเสนอแผนการนี้ออกมา ใครจะกล้าไม่ตกลง? ถ้าใครไม่ตกลง ต้องไม่ได้เห็นตะวันในวันถัดไปแน่”
“งั้นวันนั้นนายตกลงไปยังเข้าใจได้ แต่ทำไมต้องช่วยพวกเขาลงมือด้วย? ฉันคิดว่า ในเวลาไม่กี่เดือนนี้ นายต้องมีโอกาสนับไม่ถ้วนแน่ ที่จะสามารถรายงานผู้คุมได้ แต่นายยังไม่ได้ทำเช่นนั้น และเลือกที่จะช่วยเหลือพวกเขา เช่นนี้ นายจะอธิบายยังไง?”
จ้าวอี้เชื่อว่าส่วนมากที่เขาพูดเป็เื่จริง เพียงแต่ยังค่อนข้างไม่แน่ชัดว่าแท้จริงแล้วเขาคิดยังไง
“ไม่มีประโยชน์ ผมทำเพื่อความปลอดภัยของตนเอง แม้จะบอกผู้คุม ผู้คุมก็จะเก็บกวาดพวกเขาสักครู่ ครั้งหน้าพวกเขาก็จะฆ่าผม ไม่ต้องบอกว่าผมสามารถร้องขอเปลี่ยนห้อง ในเรือนจำหนึ่ง มีโอกาสมากเกินไปที่จะลงมือกับผม ตอนแรกผมฆ่าคน เพราะเพราะบันดาลโทสะ ธาตุแท้ของผมไม่ได้เป็คนเลวอะไร แน่นอนว่าไม่อาจเดินไปเส้นทางดำมืดเหมือนพวกเขาได้ อันดับแรก ผมต้องมีชีวิตอยู่ คุณว่าถูกไหม? ผมดูคนออก พวกเขาต่างเป็คนชั่วช้าสามานย์ ไม่สนใจชีวิตของตนเองหรอก ผมไม่เหมือนกับพวกเขา ผมยังคิดจะเปลี่ยนตนเองอย่างจริงจัง มีชีวิตออกไป แค่วันเดียวก็ได้”
คำพูดของติงต้าเผิงต่างเป็ความจริง ไม่ว่าจะแสงสว่างแบบไหนก็ไม่อาจปิดบังการมีอยู่ของความมืด เว้นแต่ในเรือนจำเป็สถานที่รวมตัวของคนเ่าั้
เขาพูดเช่นนี้ จ้าวอี้จึงเข้าใจต้นสายปลายเหตุ
“นายลองคิดดีๆ ยังมีจุดที่ตกหล่นอะไรอยู่ไหม ถ้าไม่มี พวกเราก็จะส่งคุณกลับไป” พวกจ้าวอี้ปรึกษากันเล็กน้อย ตัวของติงต้าเผิง เกรงว่าจะถามไม่ได้ข้อมูลอะไร
“มี...วันนั้นตอนผมนอนหลับ ก็ได้ยินน้องชายเหยียนกับอาหัวคุยกันอย่างคลุมเครือ พวกเขาบอกว่าจะไปหาพี่ใหญ่ พี่ใหญ่เป็ใครผมไม่แน่ชัด ได้แต่คิดว่าสองคนนี้ดูลึกลั ไม่ได้เป็เพียงแค่โจรขโมยสุสานธรรมดา” ติงต้าเผิงนึกย้อนกลับไปด้วยความพยายาม จัดหาเบาะแสมาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อลดทอนความผิดของตน
น้องชายเหยียนไม่ธรรมดาแน่นอน พี่ใหญ่ของเขาเป็ใคร ในใจของจ้าวอี้ก็มีการคาดเดาไว้แล้ว
[1] หมายถึง ล้อมศัตรูไว้อย่างแ่า
