จิ่งฉางเจิงเป็ประธานบริษัทมายาวนาน ทว่าก็ยังไม่เคยเจอใครหน้าด้านขนาดนี้มาก่อน พวกของเล่นเย้ายวนข้างกายลูกชายก่อนหน้านี้ มีใครที่เห็นเขาแล้วไม่ตัวสั่นเป็เ้าเข้าบ้าง? มีเพียงคนคนนี้ที่กระทำราวกับเขาไร้ตัวตน! ใบหน้าของจิ่งฉางเจิงยิ่งกลายเป็แดงก่ำ
“ไปเรียกผู้กำกับและผู้ควบคุมการผลิตมา!” จิ่งฉางเจิงหันหน้าไปสั่งพี่เสี่ยวเยี่ยน
พี่เสี่ยวเยี่ยนก้าวเท้าออกไปอย่างไม่ยินดีนัก
ก่อนหน้านี้พอคุณชายจิ่งมาถึงก็ทำตัวก้าวร้าว พอได้เห็นพ่อของเขามาถึงก็ใส่อารมณ์ไม่แยกแยะแบบนี้อีก เธอก็พอจะรู้แล้วว่า คุณชายจิ่งได้นิสัยแบบนี้มาจากไหน
ฉินซีรู้ดีว่า ไม่ว่าวันนี้ประธานจิ่งจะเรียกใครมาก็ไม่มีประโยชน์ ขอเพียงเขายังมีความเกี่ยวข้องกับเฉินเจวี๋ยอยู่ หลินซงก็ไม่มีทางกล้าทำอะไรเขา เขานั่งนิ่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะแต่งหน้าโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
เมื่อคุณชายจิ่งเห็นพ่อของตัวเอง ก็เป็อย่างกับหนูเห็นแมว เขานั่งอยู่บนเก้าอี้โดยไม่กล้าโวยวายอะไร มีตรงไหนที่ยังทำท่าวางอำนาจอย่างตอนอยู่ในกองถ่ายก่อนหน้านี้บ้าง?
จิ่งฉางเจิงอยากจะลงไม้ลงมือกับ ‘ปีศาจจิ้งจอก’ อย่างฉินซีมาก ทว่าใบหน้าของอีกฝ่ายทั้งงดงามและสง่างาม ทำให้เขาไม่กล้าลงมือ จึงทำได้เพียงยืนหน้าบึ้งอยู่ตรงหน้าลูกชายที่ใช้ไม่ได้ของเขา ในตอนนั้นอยู่ๆ โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของฉินซีก็ดังขึ้น ฉินซีเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเห็นชื่อ ‘เฉินเจวี๋ย’ ปรากฏอยู่้าหน้าจอ นี่มันช่างพูดถึงผี ผีก็มาจริงๆ
“ฮัลโหล” ฉินซีรับสายโทรศัพท์
เสียงของเฉินเจวี๋ยส่งผ่านออกมา “นายอยู่ที่กองถ่ายหรือเปล่า? รอก่อนก่อน ฉันใกล้จะถึงแล้ว”
ฉินซีจำได้ว่าตอนนี้เฉินเจวี๋ยควรจะยุ่งอยู่ แต่ทำไมเขาถึงจะมาที่กองถ่ายล่ะ? ในระหว่างที่ฉินซีกำลังอ้าปากจะกล่าวถาม อีกฝั่งก็ตัดสายไปก่อน ตอนนี้ฉินซีเห็นเนื้อแท้ภายในของเฉินเจวี๋ยกระจ่างแล้ว แม้เขาจะดูนิ่งเฉยไม่สนใจทุกสิ่ง ทั้งยังมีมารยาทและยากจะเข้าถึงราวกับพวกราชวงศ์อังกฤษในยุคก่อน แต่ความจริงเขากลับเป็คนแน่วแน่ พูดคำไหนคำนั้น ตอนที่เขาตัดสินใจทำอะไรสักอย่างแล้ว ปกติเขาจะบอกผลลัพธ์ให้อีกฝ่ายได้รู้ และไม่ยอมให้ใครมาเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น
เหมือนอย่างตอนนี้ แค่โทรมาบอกคำเดียว ก็ตรงเข้ามาทันที
ฉินซีเปิดเกมในโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นด้วยความอึดอัดใจเล็กน้อย
จิ่งฉางเจิงโมโหจนใบหน้าแทบจะเป็สีม่วงเข้ม เ้าเด็กนี่จะเมินเขาเกินไปหน่อยแล้ว?!
ในระหว่างที่เขากำลังหงุดหงิด เสียงเท้าก็ดังขึ้นจากด้านนอก พี่เสี่ยวเยี่ยนเปิดประตูเข้ามา จากนั้นผู้กำกับอย่างเฝิงผิงเฉิงและผู้ควบคุมการผลิตหลินซงก็เดินเข้ามา หลินซงส่งยิ้มให้จิ่งฉางเจิง “ท่านประธานจิ่ง เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ? ทำไมถึงเรียกพวกเรามาที่นี่กันหมด?”
จิ่งฉางเจิงชี้ฉินซีด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “ฉัน้าให้พวกนายไล่คนคนนี้ออกไปจากกองถ่าย”
หลินซงเกือบจะพ่นน้ำลายใส่หน้าเขา สองพ่อลูกนี่ตั้งใจมาสร้างปัญหาให้คนอื่นที่กองถ่ายหรืออย่างไร? ถ้ากล้าเปลี่ยนก็เปลี่ยนไปสิ แต่ฉันไม่กล้า หลินซงคิดแบบนี้ รอยยิ้มอึดอัดใจปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า “ท่านประธานจิ่ง เกรงว่าแบบนั้นจะไม่ค่อยดีนะครับ ฉินซีเป็นักแสดงที่มีความสามารถไม่เลวคนหนึ่งของกองถ่าย แล้วเราจะไล่เขาออกไปได้ยังไงล่ะครับ?”
จิ่งฉางเจิงไม่เชื่อว่าหลินซงจะเป็คนมีคุณธรรมขนาดนั้น เขาคิดว่าจะต้องเป็เพราะเขายังให้ผลประโยชน์กับหลินซงไม่พอ ดังนั้นอีกฝ่ายจึงไม่ยอมรับปาก จิ่งฉางเจิงเหยียดยิ้มออกมา “หลินซง ฉันไม่อยากให้ลูกชายถูกปีศาจจิ้งจอกนี่หลอกลวงให้ลุ่มหลง เพียงเพราะมากองถ่ายแค่รอบเดียวหรอกนะ อีกอย่างพวกนายดูเขาสิ เขาไม่ได้เห็นหัวผู้ลงทุนอย่างฉันเลย ถ้านักแสดงในกองถ่ายของพวกนายเป็พวกชั้นต่ำแบบนี้ ฉันก็ชักจะสงสัยในการคัดเลือกคนของพวกนายแล้วนะ!”
หลินซงอ้าปากกำลังจะอธิบาย
จิ่งฉางเจิงยกมือขึ้นห้ามอีกฝ่าย “หลินซง ฉันขอพูดตรงนี้เลยนะ ฉันจะช่วยคุยเื่นี้กับคุณเฉินให้ ฉันคิดว่าคงไม่เหมาะถ้าจะเก็บคนคนนี้ไว้ในกองถ่าย” เขาพูดออกมาด้วยสีหน้าเยือกเย็น
ฉินซีนั่งอยู่ตรงนั้นราวกับว่านี่ไม่ใช่เื่ที่ที่เกี่ยวข้องกับเขา เดิมทีก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็ศูนย์กลางการพูดคุยของทุกคน แต่ในตอนนั้นหลินซงและเฝิงผิงเฉิงกลับเกือบจะกระอักเืออกมา พระเ้า นายจะไปพูดกับคุณเฉิน? โถ่เอ๊ย! ไล่ฉินซีออกไปเหรอ พลังของลมข้างหมอน[1] จากอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าที่นายคิดนะจะบอกให้! ถึงตอนนั้นไม่แน่ว่ากองถ่ายตำนานยุคฉินอาจจะพังราบเป็หน้ากลองก็ได้!
หลินซงกำลังคิดว่าควรเปิดเผยเื่ความสัมพันธ์ของเฉินเจวี๋ยและฉินซีให้เขารู้ เพื่อเป็การเตือนสักหน่อยดีไหม
แต่ใครจะรู้ว่าขณะนั้น นอกประตูกลับมีเสียงฝีเท้าดังเข้ามา ไม่เพียงเท่านั้น น้ำเสียงเรียบนิ่งไร้ความเป็มิตรของเฉินเจวี๋ยก็ดังขึ้นในเวลาเดียวกัน “ใครไม่เหมาะกับกองถ่าย? เขาเป็คนฉันแนะนำมาให้ ถ้าท่านประธานจิ่งพูดแบบนี้ก็เหมือนตบหน้าผมเข้าจังๆ เลยนะครับ”
จิ่งฉางเจิงนิ่งไปเล็กน้อย ที่นิ่งไปก็เพราะยังไม่ได้สติกลับมาจากประโยคนั้น
แต่คุณชายจิ่งกลับลื่นไถลตกลงมาจากเก้าอี้ลงไปนั่งคุกเข่าที่พื้นแล้ว ที่คุณชายจิ่งกลัวเฉินเจวี๋ยขนาดนี้ มันก็มีเหตุผลอยู่ ในสมัยที่เฉินเจวี๋ยยังเป็เด็ก เขาใช้วิธีการโหดร้ายควบคุมตระกูลเฉินเอาไว้ เขามักจะถูกพ่อแม่ของเด็กวัยเดียวกันนำมายกเป็ตัวอย่าง ในตอนแรกคุณชายจิ่งเกลียดชังเฉินเจวี๋ยเป็อย่างมาก ทว่าหลังจากที่พ่อของเขาทำงานร่วมกับเฉินเจวี๋ย ก็ได้พบเจอชายหนุ่มมากความสามารถทั้งยังหล่อเหลาในตำนาน หลังจากคุณชายจิ่งได้รู้ถึงวิธีการของเฉินเจวี๋ย ก็ได้รู้ว่าที่แท้ความเ็ายากจะเข้าถึงเบื้องหน้าของชายคนนี้ไม่ใช่อะไรเลย ความเืเย็นและโหดร้ายภายในต่างหากที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว
คุณชายจิ่งเคยเห็นเขาจัดการคนทรยศเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นพ่อของเขาก็ถูกทำเอาใกลัวไปยกใหญ่ จากนั้นมาเวลาทำธุรกิจกับเฉินเจวี๋ย พวกเขาจะยังกล้าอาศัยอิทธิพลนักเลงท้องถิ่นไปหาผลประโยชน์จากเฉินเจวี๋ยอีกได้อย่างไร?
ตอนนี้เมื่อคุณชายจิ่งพบเจอเขา แน่นอนว่าก็ต้องใจนตัวอ่อนลงไปราวกับกระต่ายเจอเสือ
ฉินซีอดหัวเราะออกมาไม่ได้
สงสัยว่าจิ่งฉางเจิงจะแก่แล้ว สมองจึงไม่ฉับไวนัก สมองของเขาเพิ่งจะค่อยๆ ตีความได้ เขาชี้ฉินซี ก่อนจะต้องรีบละมือลงในภายหลัง จากนั้นก็ถามเฉินเจวี๋ยขึ้นเบาๆ “นี่คือ… นี่คือ… ของคุณ...” เขาอึกอักอยู่นาน แต่ก็ไม่รู้จะถามว่าเด็กผู้ชายคนนั้นเป็อะไรกับเฉินเจวี๋ย เมื่อเขาหันไปมองใบหน้าของฉินซี เขาก็รู้สึกว่าตัวเองล่วงรู้ความลับบางอย่างเข้าแล้ว ปีศาจจิ้งจอกหนุ่มนี่น่าจะเป็… น่าจะเป็คู่นอนของคุณเฉินสินะ...
คนขี้หวงอย่างเฉินเจวี๋ย เมื่อได้ยินจิ่งฉางเจิงถามแบบนี้ ก็พอดีกับความ้าของเขาพอดี เขาค่อยๆ พยักหน้าลง “อืม ของผม”
คำพูดนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความหมายที่แฝงลึก
ของเขา อะไรของเขาล่ะ? คนของเขา?
ฉินซีเกือบจะโมโหจนหน้าเปลี่ยนสี อะไรของเขากัน?
ตัวเขาก็ต้องเป็ของตัวเขาเองสิ!
จิ่งฉางเจิงไม่อาจคิดว่ากล่าวฉินซีได้อีก ตอนนี้สิ่งที่เขากังวลก็คือ เฉินเจวี๋ยจะไม่พอใจเขาหรือเปล่า ตอนที่จิ่งฉางเจิงยังเด็ก เขาเป็คนไม่ได้เื่คนหนึ่ง ข้างกายของเขาเต็มไปด้วยผู้หญิงและผู้ชาย บางครั้งเขาเองก็สามารถหงุดหงิดเพราะคนงามได้เหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงรู้ถึงอำนาจของลมข้างหมอนดี! และยิ่งคนที่มีตำแหน่งอย่างเฉินเจวี๋ย แม้เด็กนี่จะเป็เพียงคู่นอนที่ไม่ได้สำคัญอะไรนัก แต่ก็แขวนชื่อของอีกฝ่ายไว้ ดังนั้นเฉินเจวี๋ยย่อมไม่มีทางปล่อยให้ใครทำอะไรเด็กคนนี้ ไม่อย่างนั้นก็เป็เหมือนการตบหน้าเขา!
ในตอนนั้น จิ่งฉางเจิงนึกถึงประโยคสุดท้ายที่เฉินเจวี๋ยพูดตอนเดินเข้าประตูมาอีกครั้ง
ถ้าท่านประธานจิ่งพูดแบบนี้ ก็เหมือนตบหน้าผมเข้าจังๆ เลยนะครับ
จิ่งฉางเจิงรู้สึกว่าขาทั้งสองกลายเป็อ่อนยวบ รู้สึกราวกับอยากจะคุกเข่าอ้อนวอนให้เวลาหมุนย้อนกลับไป เมื่อคิดไปถึงว่าตัวเองพูดจาวางอำนาจให้หลินซงไล่เด็กคนนั้น และเขาจะช่วยพูดต่อหน้าเฉินเจวี๋ยให้… เขานี่ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย มีไข่มุกส่องประกายอยู่ตรงหน้า ก็ยังมองไม่ออก!
“ทำไมท่านประธานจิ่งไม่พูดอะไรเลยล่ะครับ?” เฉินเจวี๋ยถามเสียงเรียบ พร้อมกับเดินเข้าไปข้างกายฉินซี ฉินซีกำลังเล่นเกมในโทรศัพท์มือถืออยู่ ผลก็คือตัวละครที่เขากำลังควบคุมตกลงมาตายไปเสียแล้ว ฉินซีขมวดคิ้ว ในระหว่างที่กำลังจะเก็บโทรศัพท์มือถือลงไป จู่ๆ เฉินเจวี๋ยก็ยื่นมือเข้ามากดปุ่มเริ่มใหม่บนหน้าจอ ฉินซีเบิกตากว้าง ทั้งยังหลุดปากพูดออกมา “คุณทำอะไรน่ะ?”
เมื่อจิ่งฉางเจิงเห็นท่าทาง ‘สนิทสนม’ ของทั้งสองแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองคงต้องได้ตายหลายๆ รอบ จนไม่รู้จะตายท่าไหนแล้วเป็แน่
เฉินเจวี๋ยฉวยโทรศัพท์มือถือจากมือของฉินซี นิ้วเรียวยาวแตะๆ จออยู่อย่างนั้นราวกับคนที่ไม่เคยเล่นเกมมาก่อน ใครมองเข้าไปก็ต้องรู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่ได้มีพิษมีภัย แต่เมื่อฉินซีหันไปมองอีกครั้ง เฉินเจวี๋ยกลับผ่านด่านไปแล้ว?! ผ่านด่านแล้ว?! ฉินซีนำโทรศัพท์มือถือกลับมา แล้วรู้สึกเจ็บใจขึ้นมาเล็กน้อย เฉินเจวี๋ยมีต้นตระกูลร่ำรวย จัดการงานเก่งกาจ รูปลักษณ์โดดเด่นก็ไม่เท่าไร นี่ยังเล่นเกมเก่งกว่าเขาอีกเหรอ...
จิ่งฉางเจิงส่งเสียงอย่างอดไม่ได้ “เมื่อ… เมื่อสักครู่ ฉัน… เข้าใจผิดกันทั้งนั้น...”
ฉินซีลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก “ผมไปถ่ายละครก่อนนะครับ”
“อืม ไปเถอะ เดี๋ยวตอนเย็นจะพาไปทานข้าว” เฉินเจวี๋ยพูดออกมาอย่างราบเรียบ
ฉินซีไม่อยากอยู่ดูภาพการสั่งสอนของเฉินเจวี๋ย และฉินซีก็รู้ดีว่า แม้เฉินเจวี๋ยจะจัดการพวกเขาได้ แต่ไม่แน่ว่าคนพวกนี้อาจจะเกิดความไม่พอใจต่อตัวเขาขึ้น ถ้าสมมุติว่าตัวเองไปเห็นสภาพสะบักสะบอมของพวกเขาอีก เกรงว่าจะถูกแค้นฝังใจได้ง่าย ฉินซีรู้ดีว่าตัวเองควรกระทำถึงแค่ไหน
เฉินเจวี๋ยจะออกตัวแทนเขาเองนั่นแหละ
เมื่อประโยคนี้ปรากฏขึ้นในหัวของฉินซี ตัวเขาเองก็นิ่งไป คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาใน่นี้ เขาก็เกิดความเชื่อใจต่อเฉินเจวี๋ยขึ้นมาแล้ว ฉินซีขมวดคิ้วแน่น เพียงแต่ไม่มีใครสังเกตถึงกิริยานี้
นี่ไม่ใช่ลางดีแน่ ฉินซีคิด
เมื่อฉินซีจากไป ผู้กำกับและผู้ควบคุมการผลิตก็ออกมา ผู้ช่วยผู้กำกับเป็ผู้รับไม้ต่อในการถ่ายทำรอบนี้ แน่นอนว่าในตอนนั้นอิ๋งอิ๋งไม่กล้าไปแย่งบทบาทกับนางเอกอีกแล้ว ตอนนี้เธอกำลังนั่งตัวสั่นด้วยกังวลว่าตัวเองจะถูกประธานจิ่งโมโหเอาหรือเปล่าอยู่ที่มุมหนึ่ง นางเอกกวาดสายตาเหยียดหยามไปทางเธอ หลังจากนั้นก็ยิ้มหวานให้ฉินซี “ฉินซี นายแสดงได้ดีจริงๆ”
ความจริงซีนของฉินซีมีน้อยมาก! นางเอกไม่เคยสนใจการแสดงของตัวประกอบอย่างเขามาก่อน แต่กลับพูดชมออกมาอย่างคล่องปาก
ฉินซียกมุมปากขึ้นเป็รอยยิ้ม หลังจากนั้นก็ไปถ่ายฉากต่อไปกับกงเซ่า
“เตรียมตัวพร้อมหรือยัง? เริ่มได้!” กงเซ่าะโออกมา
ฉินซีในชุดเหมี่ยนฝูของฮ่องเต้เดินเข้ามาในกล้อง ตอนนี้เขาเพียงต้องพูดบทออกมาต่อหน้าทุกคนก็พอ
ซีนนี้ฉินซีเคยเห็นมาเมื่อหลายปีก่อน ในตอนนั้นเขาเกิดความเืร้อนพลุ่งพล่านขึ้นมาเพราะคำพูดนี้ จากนั้นก็เริ่มนับถือฮ่องเต้พันปีคนนี้เสมอมา ดังนั้นการได้แสดงบทฉินฮ่องเต้ในครั้งนี้ อย่าได้พูดถึงเฉินเจวี๋ยเลย แม้แต่ตัวเขาเองก็ให้ความสำคัญกับบทบาทนี้มากเช่นกัน เขาหาข้อมูลมาเองไม่น้อย ทั้งยังวิเคราะห์่เวลาในประวัติศาสตร์ที่ฉินฮ่องเต้ปรากฏตัวในละครอย่างละเอียด และยังนำไปรวมเข้ากับเื่ราวเื้ัในตอนนั้น เพื่อพยายามแสดงเป็ฉินฮ่องเต้ที่เข้ากับ่เวลาในตอนนั้นออกมาให้ได้ดีที่สุด
เขาหลับตาลง ในตอนที่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็กลายเป็ฉินฮ่องเต้ที่เต็มไปด้วยความสง่างามอีกครั้ง
“ยามอดีตมีนามไร้คำขาน ่ยุคกลางมีนาม หลังจากสิ้นชีพยังตั้งนามตามการกระทำ เช่นนั้น ลูกตั้งแก่บิดา ขุนนางตั้งแก่ผู้นำ ช่างไร้ความหมาย ข้าไม่สนใจ ั้แ่บัดนี้เป็ต้นไป จงยกเลิกกฎนามหลังสิ้นชีพ รุ่นสอง รุ่นสามจนถึงรุ่นหมื่น สืบต่อไปไม่รู้จบ...
ข้ารวมหกแคว้น คืนใต้หล้าเป็หนึ่ง สร้างกำแพงเมืองจีนครอบคลุมทั้งแผ่นดินดั่งสายเืัเพื่อปกป้องต้าฉิน ป้องกันแผ่นดินของเรา ข้าขอปฏิญาณด้วยชื่อของปฐมจักรพรรดิ ณ ที่แห่งนี้! หากข้ายังอยู่ ข้าจักปกป้องแผ่นดิน ขยายอาณาเขต ยับยั้งต่างแดน เพื่อให้ต้าฉินของเราคงอยู่สืบต่อไป! หากข้าสิ้นชีพ จักขอกลายเป็จิตั ปกป้องแผ่นดินของเราให้คงอยู่สืบไป ไม่ล่มสลาย! คำปฏิญาณนี้ สุริยันจันทราล้วนเป็พยาน ฟ้าดินเป็ประจักษ์ เทพผีปีศาจรับฟังถ้วนหน้า!
……
ข้าคือปฐมจักรพรรดิ รุ่นต่อจากนี้นับต่อไป รุ่นสอง รุ่นสาม จวบจนรุ่นหมื่น สืบต่อไปไม่รู้สิ้น!”
หลังจากเฉินเจวี๋ยเข้ามา ก็ได้เห็นฉินซีในชุดเหมี่ยนฝูสูงสง่ายืนอยู่ภายในโถงราชวังหรูหรา เบื้องหน้าเต็มไปด้วยเหล่าขุนนางหมอบกราบ และเขากำลังพูดประโยคสุดท้ายออกมา
ข้าคือปฐมจักรพรรดิ รุ่นต่อจากนี้นับต่อไป รุ่นสอง รุ่นสาม จวบจนรุ่นหมื่น สืบต่อไปไม่รู้สิ้น
ทุกคนต่างก็สั่นไหวกับอารมณ์ที่ส่งของมาจากภายในเรือนร่างสูงโปร่งของเขา เปลือกนอกที่แสนงดงามละเอียดอ่อนดูราวกับคมมีด ทำให้ผู้คนไม่อาจกล้ามองตรงไปที่เขา มีเพียงเฉินเจวี๋ยที่หรี่ตามองอีกฝ่ายตรงๆ แล้วแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างอดไม่ได้ เขากลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อย จักรพรรดิแสนสูงส่งนั่น หากกดลงให้อยู่ใต้ร่าง มันจะวิเศษแค่ไหนกันนะ...
……
[1] ลมข้างหมอน หมายถึง การพูดจายุยงบนเตียง
