“แกรู้จักฉัน?” จางอีจื่อกวาดสายตาสำรวจโจวเจ๋อซ่านั้แ่หัวจรดเท้า และเช่นกันเพียงแค่สายตานั้นของเขา กลับทำให้โจวเจ๋อซ่านเหงื่อออกไม่หยุด นี่คือศักดาของผู้เหนือกว่าสินะ
“ผม...ผมเคยเข้าร่วมงานสัมมนาทางการแพทย์แห่งประเทศจีนเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นท่านไปในตำแหน่งบุคคลที่สำคัญที่สุดของงาน...ท่านเป็ที่ตั้งศูนย์รวมของวงการแพทย์ประเทศจีน ผมมีท่านเป็ต้นแบบและกำลังเรียนรู้ที่จะเป็แบบท่านครับ” โจวเจ๋อซ่านเช็ดเหงื่อพลางพูดยิ้มแย้ม เพียงแต่รอยยิ้มที่ออกมากลับดูทุเรศทุรังเสียยิ่งกว่าตอนร้องไห้เสียอีก
“เรียนรู้ที่จะเป็แบบฉัน?...ฮึ...เรียนรู้ที่จะเป็แบบฉัน แกก็เลยใช้อำนาจที่มีเพื่อประโยชน์ส่วนตัวรังแกคนที่อ่อนแอกว่า ไม่คำนึงถึงชีวิตคนอื่น และมองว่าการรักษาและช่วยชีวิตคนเป็แค่เื่เล่นๆ?”
“มะ...ไม่ใช่ครับ” โจวเจ๋อซ่านน้ำเสียงสั่นเครือ
“ในฐานะผู้บริหารสมาคมการแพทย์แห่งประเทศจีน และประธานกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ ฉันขอประกาศั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ฉันขอหยุดพักตำแหน่งคณบดีแห่งโรงพยาบาลประจำเมืองเจียงเฉิงของแกชั่วคราว ส่วนเื่การกระทำของแกเมื่อกลับปักกิ่งแล้ว ฉันจะเป็คนแจ้งเื่นี้ให้คณะกรรมการทุกคนในสมาคมได้ทราบเอง ถึงตอนนั้นฉันจะเรียกประชุมเพื่อทำการลงมติอีกที แต่ก่อนหน้านั้นหน้าที่ทุกอย่างของแกจะถูกส่งมอบให้รองคณบดีทำแทน ตอนนี้แกไสหัวออกไปได้แล้ว”
มาถึงบัดนี้ เซี่ยหลุนเองก็เพิ่งจะรู้ว่าตาเฒ่าที่เดินตัวสั่นทั้งยังเชื่องช้านี้ มีอำนาจถึงเพียงใดในวงการแพทย์ โจวเจ๋อซ่านแม้จะมีอำนาจจำกัดแค่ผู้นำด้านการแพทย์แห่งเจียงเฉิง แต่ตำแหน่งของเขาก็ถือว่าไม่เล็กแล้ว จะถือว่าเป็รองประธานคนหนึ่งเลยก็ยังได้...แต่กลับถูกตาแก่นี่สั่งปลดได้อย่างง่ายดาย
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะมาสนใจในตอนนี้...
เพราะในตอนนี้สิ่งที่เขาใส่ใจจริงๆ ก็คือเซียวปิง ที่เดิมเขาเคยคิดว่าเป็แค่คนธรรมดาๆ จากต่างถิ่น เมื่อมาถึงถิ่นของตน เขาก็ไม่ต่างอะไรจากลูกไก่ในกำมือที่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะรู้จักกับคนใหญ่คนโตถึงเพียงนี้ คาดว่าตัวเซียวปิงเองก็คงจะไม่ธรรมดาเช่นกัน เ้าลูกที่สมควรตายนี่...ชอบหาแต่เื่มาให้ฉันเรื่อย ไว้มันออกจากโรงพยาบาลเมื่อไรฉันจะจับมันขังลืมไปเลยคอยดู
“จาง...จางเหล่า...ท่านฟังผมอธิบายก่อน...เถ้าแก่เซี่ยท่านเป็ถึงเ้าของธุรกิจใหญ่ั์ในเจียงเฉิง ก่อนหน้านี้ก็เคยบริจาคให้ทางโรงพยาบาลไม่น้อย...”
จางอีจื่อไม่สนใจเขาพูดราบเรียบ “ลากตัวมันออกไป”
บอดี้การ์ดด้านหลังเขาฟรอย ก้าวออกมาด้านหน้าก่อนจะจับมันโยนออกไปนอกประตู แล้วจึงกลับมายืนอยู่ด้านหลังจางอีจื่อเช่นเดิม
จางอีจื่อมองไปยังเซี่ยหลุน “ฉันไม่รู้ว่าเธอมีอิทธิพลมากขนาดไหนในเมืองเจียงเฉิง แต่ฉันจะบอกอะไรให้รู้ไว้อย่าง ที่นี่เป็โรงพยาบาลเป็ที่สำหรับรักษาผู้คน อย่างน้อยก็ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่แกจะมาใช้ในการอวดอ้างบรรดาศักดิ์ออกไปได้แล้ว!”
เซี่ยหลุนเริ่มจากการวางมาดไล่ให้พวกเขาออกไปในตอนแรก มาจนถึงตอนนี้ที่สถานการณ์กลับตาลปัตร เซี่ยหลุนราวกับโดนตบหน้าฉาดใหญ่จนเขารู้สึกหน้าชาไปหมด ทั้งหมดนี้เป็เพราะผู้ชายคนเดียว ผู้ชายที่สุดแสนจะธรรมดาคนที่ไม่มีอะไรเลยในสายตาเขา
เซี่ยหลุนส่งสายตาเคียดแค้นไปยังเซียวปิง เขาพูดเสียงต่ำ “เื่ของเรามันยังไม่จบหรอกนะ ฉันกล้ารับประกันได้เลยหากแค่แกยังอยู่ในเจียงเฉิงต่ออีกวัน ฉันจะทำให้แกกับเพื่อนของแกเ็ปราวกับตายทั้งเป็เลยคอยดู”
เซียวปิงหัวเราะเย็นเยือกออกมา เขาพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความรังเกียจ “ฉันจำเป็ต้องบอกอะไรแกหน่อย ลูกชายแกน่ะมันรนหาที่เอง ส่วนแกที่เป็พ่อมันก็ยังจะดันทุรังหาทางสร้างแต่ความอับอายให้ตัวเองอีก ตระกูลเซี่ยของพวกแกทำฉันโมโหขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะ...และสุดท้ายแกขู่ฉันได้นั่นฉันไม่สนใจ แต่ฉันทนไม่ได้ที่แกข่มขู่ไปถึงคนรอบข้างของฉัน...”
ขณะพูดจู่ๆ เซียวปิงก็ก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง รัศมีความโเี้และความน่าสะพรึงปกคลุมไปทั่ว บอดี้การ์ดใบหน้านิ่งเฉยผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังเซี่ยหลุนหน้าถอดสี เขารีบรุดไปข้างหน้าและป้องกันเ้านาย โดยการลงมือจู่โจมก่อนเขาต่อยเข้าที่ท้องของเซียวปิงอย่างแรง หากแต่เซียวปิงกลับยังยืนนิ่งไม่ไหวติง ปล่อยให้อีกฝ่ายต่อยเข้าที่ร่างกายอย่างเต็มใจ
เซียหลุนดวงตาประกายวิบวับ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นสะใจและรอยิ้มที่เืเย็น...บอดี้การ์ดคนนี้ของเขาไม่เหมือนพวกที่เคยโดนเซียวปิงกระทืบ คนคนนี้เป็หนึ่งในยี่สิบอันดับยอดฝีมือแห่งแผ่นดินเจียงเฉิงที่ยิ่งใหญ่นี้ เขาถึงจะเป็สุดยอดฝีมือที่แท้จริง!
เดิมคิดว่าหมัดฮุกที่ส่งไปยังร่างกายเซียวปิงนั้น เพียงพอต่อการล้มเซียวปิงแล้ว แต่วินาทีที่หมัดนั้นัักับร่างกายเซียวปิง เขาก็รู้สึกราวตัวเองกำลังต่อยเข้ากับเหล็กกล้า และแรงสะท้อนกลับของหมัดนั้น ก็ทำให้แขนทั้งแขนราวกับแตกหักออกจากกัน กระดูกทุกชิ้นที่ท่อนแขนแตกออกจากกัน ก่อนจะทิ่มแทงออกมาจากิั ก้อนเนื้อและเม็ดเืผสมปนเปกันไปหมด เืสีแดงสดสาดกระฉูดไปทั่วห้อง
บอดี้การ์ดคนเดิมส่งเสียงร้องที่เต็มไปด้วยความเ็ป และตกตะลึงสุดขีดกล่าวง่า “เขาเป็ิจิ้น1...”
กึก
ตุ้บ
ร่างของบอดี้การ์ดหนุ่มลอยละลิ่วออกไป ก่อนจะกระแทกเข้ากับผนังที่ทางเดินแล้วจึงสลบไป
เซียวปิงก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ทำให้ร่างทั้งสองใกล้ชิดจนราวจะแนบเข้าด้วยกัน เซียวปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็บเฉียบจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนาวสั่น “ฉันก็กล้ารับประกันเหมือนกัน อีกไม่นานแกจะต้องคุกเข่าลงอ้อนวอนขอร้องให้ฉัน อภัยให้กับความโง่เขลาเบาปัญญาของตระกูลเซี่ยของแก และสำนึกผิดกับการกระทำของพวกแกพ่อลูกในวันนี้!”
เมื่อนึกถึงคำพูดสี่พยางค์จากน้ำเสียงสุดหวาดผวาของบอดี้การ์ดเมื่อครู่ ‘เขาเป็ิจิ้น’ ที่หน้าผากเซี่ยหลุนก็มีเหงื่อไหลซิบ และคำพูดเมื่อครู่ของเซียวปิงก็ราวกับคำสาปของมัจจุราช ที่ติดอยู่ในส่วนลึกของหัวใจและคอยวนเวียนในหัวเขา
จางอีจื่อมองไปยังพยาบาลสองคนที่เหลืออยู่ในห้อง เขาพูดเสียงนิ่ง “เอาตัวไอ้คนาเ็นั่นออกไป แล้วเรียกหมอมาดูอาการเขาซะ”
พยาบาลทั้งสองนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบตอบรับคำสั่งนั้น เพียงแต่ทั้งสองรวมกันก็ยังไม่มีพละกำลังเพียงพอที่จะยกเขาออกไปได้ จึงได้แต่รีบวิ่งออกจากห้องไปตามคนมาช่วย
จางอีจื่อเบี่ยงสายตาไปทางเซี่ยหลุนอีกครั้ง เขากล่าวนิ่ง “ตอนนี้เธอก็คงจะเข้าใจแล้ว โรงพยาบาลนี้ไม่ต้อนรับเธอ ไอ้หนุ่มคนนี้เป็คนชอบทำอะไรวู่วาม ฉันไม่อยากให้มีคนเป็อะไรไปอีกคน เพราะฉะนั้นรีบไปซะ”
เซี่ยหลุนเก็บกลั้นความรู้สึกจนใบหน้าม่วงคล้ำไปหมด เขามองเซียวปิงด้วยแววตาทั้งหวาดกลัวและเกลียดชัง ริมฝีปากเขาสั่นเครือไปหมด...ในที่สุดเขาก็เก็บกลั้นอารมณ์เอาไว้แล้วกลั้นใจพูดออกมา “แก...แกมัน...เื่นี้ไม่จบแค่นี้แน่หนี้แค้นนี้ ตระกูลเซี่ยจะต้องทำให้แกชดใช้ให้ได้”
เมื่อพูดทิ้งท้ายแล้ว เซี่ยหลุนก็รีบวิ่งกุลีกุจอจนฝุ่นตลบออกไป
หลี่ชุนหลานและลูกสาวที่เห็นเหตุการณ์ั้แ่เริ่มจนจบ ราวกับเพิ่งจะได้ดูหนังเื่เด็ดไป เริ่มจากการถูกกดขี่ข่มเหงจนเื่ราวกลับตาลปัตรในตอนท้าย พวกคนชั่วพวกนั้นคนหนึ่งรีบร้อนหนีไป ส่วนอีกคนก็โดนไล่ออกจากการเป็คณบดี ช่างไม่คิดไม่ฝันจริงๆ ว่าเื่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ โดยชายที่ชื่อว่าเซียวปิงคนนี้คนเดียว
หลี่ชุนหลานยิ่งนับวันก็ยิ่งอยากได้เซียวปิงมาเป็เขย ส่วนซูเสียวเสี่ยวที่เห็นเซียวปิงช่วยเหลือครอบครัวตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกในใจของเธอยิ่งนับวันก็ยิ่งทวีความหลากหลายเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
จางอีจื่อเดินไปที่หัวเตียงของหลี่ชุนหลาน ฟรอยลากเก้าอี้ตัวหนึ่งวางไว้ด้านหลังจางอีจื่อหลี่ ชุนหลานเห็นจางอีจื่อก็ตะเกียกตะกายจะยกตัวลุกจากเตียง แต่โดนจางอีจื่อพูดปรามเอาไว้ก่อน “นอนลงไปเถอะ ตอนนี้สิ่งที่คุณต้องทำก็คือการพักรักษาตัวให้ดี”
“ท่านนี้คือ...”
เซียวปิงพูดยิ้มๆ “เรียกเขาว่าจางเหล่าก็พอครับ”
“จางเหล่า...เื่เมื่อครู่ต้องขอบใจคุณมากๆ จริงๆ”
“อืม...ไม่ต้องพูดแล้ว ขอฉันลองตรวจชีพจรเธอดูก่อน” จางอีจื่อนั่งลงบนเก้าอี้ รอจนหลี่ชุนหลานยื่นมือออกม าภายใต้สายตาแปลกใจและตกละลึงของหลี่ชุนหลานและซูเสียวเสี่ยว เขาใช้นิ้วมือเพียงนิ้วเดียวแตะไปที่ท่อนแขนหลี่ชุนหลาน และนี่ก็คือที่มาของชื่อจางอีจื่อ ที่แปลว่านิ้วมือเพียงนิ้วเดียวสินะ...ทักษะทางการแพทย์ของเขามาไกลถึงขั้นไร้เทียมทานเลยก็ว่าได้ และเป็เพราะเช่นนี้เขาจึงรู้สึกว่าวงการแพทย์ไม่มีอะไรน่าสนใจอีกต่อไปแล้ว บวกกับนิสัยที่แปลกประหลาดของตัวเขาเอง สองปีมานี้จึงไม่มีใครเคยได้รับการรักษาจากเขาอีกนอกจากครั้งนี้...
จางอีจื่อหลับตาลงแล้วพิจารณาชีพจรที่เต้นนั้นอย่างสงบ ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งแล้วพูดยิ้มๆ “โรคหัวใจเริ่มดีขึ้นแล้ว อีกไม่กี่วันข้างหน้าฉันจะช่วยทำการผ่าตัดให้ ต่อจากนั้นก็แค่พักรักษาตัวให้ดีก็พอแล้ว แต่จำไว้ให้ดี ต่อไปต้องพักผ่อนอยู่แต่ในบ้านเท่านั้น ได้ยินมาว่าตอนนี้เธอกำลังเปิดร้านบะหมี่อยู่? เื่กิจการนั่นคงจะทำต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ”
หลี่ชุนหลานใบหน้าเปี่ยมขอบคุณ “จางเหล่าขอบคุณมากค่ะ”
“ฉันก็ขอบคุณแทนแม่ด้วยค่ะ” ซูเสียวเสี่ยวกล่าว
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ฉันกับเซียวปิงแม้อายุจะห่างกันแต่เราก็เป็เพื่อนที่ดีต่อกัน ถ้าหากเปลี่ยนเป็คนอื่นล่ะก็ ต่อให้เชิญฉันมาฉันก็ไม่มาหรอกนะ ถ้าจะขอบคุณก็ไปขอบคุณเขาเถอะ...เซียวปิงฉันต้องออกไปจัดการเื่ในโรงพยาบาลก่อน ต้องเรียกประชุมบุคลากรระดับสูงทางการแพทย์ซะหน่อย จะได้สะสางเื่คณบดีไร้จรรยาบรรณนั่น”
“ไว้เย็นๆ ฉันจะเลี้ยงต้อนรับ” เซียวปิงยิ้ม
จางอีจื่อหยุดคิดนิดหนึ่ง “นายก็รู้ฉันชอบความสงบ...”
“ฉันรู้น่า” เซียวปิงรู้จักนิสัยของตาเฒ่าประหลาดนี้ดี “ไปกินอะไรเรื่อยเปื่อยกันแค่เราสองคนเท่านั้น”
จางอีจื่อยิ้มพยักหน้ารับ จากนั้นก็ค้ำยันไม้เท้าลุกยืนขึ้น ก่อนฟรอยจะประคองเขาอีกทางแล้วทั้งคู่ก็เดินจากไป
เมื่อจางอีจื่อเดินจากไป หลี่ชุนหลานก็มองไปยังเซียวปิงด้วยสีหน้าจริงจัง “เสี่ยวปิง...ท่านผู้เฒ่าคนนี้คงจะเป็ผู้นำระดับสูงในวงการแพทย์สินะ เธอเชิญเขามาจากเมืองหลวงหรอ?”
เซียวปิงยิ้มรับ “คุณน้าครับวางใจเถอะ เขาไม่เพียงสนิทกับผมแต่ยังเป็เพื่อนกับเพ่ยหย่าด้วย ดังนั้นผมแค่เอ่ยปากเขาก็ยอมมาแล้ว”
หลี่ชุนหลานโล่งอก เดิมทีที่รอดชีวิตมาได้ก็เป็เพราะเซียวปิง ถ้ายังต้องให้เซียวปิงไปติดค้างใครเพราะเื่ของเธออีกล่ะก็ เธอคงจะทดแทนบุณคุณเซียวปิงไม่จบไม่สิ้นแน่...เพียงแต่เธอหารู้ไม่ว่า ตัวเองเหลือเวลาอีกแค่ไม่มากแล้ว
เซียวปิงแค่ดูก็รู้ว่า หลี่ชุนหลานกำลังคิดอะไรในใจ เมื่อเห็นเธอแสดงสีหน้าราวกับแบกภาระความลำบากใจเอาไว้ ก็ยิ้มกล่าวขึ้น “น้าหลี่รีบพักผ่อนเถอะครับ มีจางเหล่าอยู่วางใจเื่การผ่าตัดได้เลย ที่ร้านบะหมี่วันนี้ก็เปิดกิจการแล้ว ผมคงต้องกลับไปก่อน..เสียวเสี่ยวเดี๋ยวคืนนี้ฉันจะมาเปลี่ยนกะดูแลคุณน้ากับเธอนะ”
“ไม่ต้องหรอก คืนนี้พวกเธอกลับบ้านไปทั้งสองคนนั่นแหละ ที่นี่มีนางพยาบาลดูแลก็พอ ยิ่งเมื่อกี้จางอีจื่อประกาศกร้าวแบบนั้นแล้วด้วย พวกนางพยาบาลไม่กล้าทำอะไรฉันหรอก ยังจะตั้งใจดูแลมากขึ้นด้วยซ้ำ” หลี่ชุนหลาน
ซูเสียวเสี่ยวและเซียวปิงพอมาคิดๆ ดูแล้วก็จริงอย่างที่เธอว่า บวกกับด้านการเรียนของซูเสียวเสี่ยวก็ละเลยไม่ได้อีก ดังนั้นพวกเขาจึงตอบรับความเห็นนั้นเ ซียวปิงกล่าว “งั้นผมกลับไปที่ร้านก่อนนะครับคุณน้า...เจอกันที่บ้านนะเสียวเสี่ยว”
ซูเสียวเสี่ยวไม่สนใจเซียวปิงก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แม้ว่าการอยู่ร่วมกับสาวสวยที่เกลียดคุณจะทำให้รู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบกับพวกคนแปลกๆ ในหลงเหมินแล้ว ซูเสียวเสี่ยวก็ยังปกติกว่าอยู่มาก พอคิดแบบนี้แล้วการอยู่ร่วมกับเธอก็คงไม่ยากเท่าไรหรอก...ดังนั้นเมื่อกล่าวคำร่ำลาจบเซียวปิงก็เดินจากไป
ขณะเซียวปิงเดินมาถึงหน้าบันได เขาก็ได้เจอกับเสียวเป่ยที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดี “เมื่อตะกี้นี้ผมไม่ได้ออกตัวเข้าไปช่วย...” เสียวเป่ยพูดเสียงแ่
เซียวปิงตบบ่าเขาพลางพูดเสียงเบาเช่นกัน “ไม่ต้องอธิบายอะไรหรอกนายทำถูกแล้ว ถ้าไม่ถึงคราวจำเป็จริงๆ ก็ไม่ต้องเปิดเผยตัวออกไป...ฉันไปก่อนนะ คืนนี้หลังจากฉันกลับไปแล้วนายเองก็หาที่ดีๆ พักผ่อนเถอะ”
เซี่ยหลุนพาภรรยารีบร้อนหลบหนีออกไปกระหืดกระหอบ ขณะทั้งสองนั่งอยู่ในรถเซี่ยหลุนมีสีหน้าเงียบขรึม ผิดกับภรรยาที่เอาแต่โวยวายไม่หยุด
“ไอ้คนสกุลเซี่ย ลูกชายเธอโดนคนอื่นทำร้ายมา แต่เธอกลับพาฉันกลับบ้านด้วยหน้าซึมจิตเสื่อมแบบนี้เนี่ยนะ น่าขายหน้าจริงๆ ขี้ขลาดขนาดนี้แกยังเป็ลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า”
“หุบปากได้แล้ว ผู้หญิงอย่างเธอจะไปรู้อะไร” เซี่ยหลุนเก็บกักความรู้สึกโมโหอยู่เต็มอก ยัยเมียบ้านี่ก็ยังเอาแต่บ่นไม่หยุดเสียที จนในที่สุดเขาก็ะเิออกมา เขาชี้นิ้วไปที่ภรรยาแล้วด่า “อีเมียเฮงซวย ถ้าเธอยังไม่หยุดอาละวาดอีกฉันจะจับเธอโยนออกจากรถเดี๋ยวนี้แหละ!”
“แก...แก...แกกล้าด่าฉันว่าเมียเฮงซวยเลยหรอ” จางจินหยูหยิบกระเป๋าขึ้นเปิดออก ก่อนจะหยิบทั้งดินสอเขียนคิ้วลิปสติกเงิน...และอะไรต่อมิอะไรโยนใส่หน้าเซี่ยหลุน ทั้งปากก็ยังเอาแต่ทั้งร้องะโ “ฉันไม่อยากอยู่แล้ว...ฉันไม่อยู่แล้ว...ให้ฉันตายๆ ไปซะเถอะ...”
“จะตายก็ไสหัวไปตายไกลๆ” เซี่ยหลุนแย่งกระเป๋าออกจากมือภรรยา ก่อนจะพูดอย่างโมโหสุดขีด “แกไม่รู้หรือไง ว่าไอ้บ้านั้นเป็ยอดนักิจิ้น แกรู้ไหมว่าทั่วทั้งเจียงเฉิงมียอดนนักิจิ้นแค่ไม่เกินห้าคน? แต่ไอ้เด็กเวรนั่นก็ดันหาเื่วุ่นวายขนาดนี้มาให้ข้ากแล้วแกจะให้ข้าทำยังไง?”
จินหยูไม่มีอะไรจะโยนอีก จึงได้แต่พูดโกรธๆ “งั้นจะไม่แก้แค้นให้ลูกแล้วหรือไง? เป็ถึงตระกูลใหญ่แห่งเจียงเฉิง แต่แม้แต่ลูกตัวเองก็ยังปกป้องไม่ได้ ไม่อายคนอื่นเขาหรือไง?”
“ใครว่าฉันจะไม่สนใจล่ะ? แต่ตอนนี้กลับบ้านก่อนฉันจะไปพบคนคนหนึ่ง”
“ใคร?”
“ราชินีแห่งโลกใต้ดิน2ที่ทางเหนือของเมืองเจียงเฉิง าา์เขตเหนือ...เทพธิดาแห่งดอกพิโอนี!”
เซี่ยหลุนเบี่ยงสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนสายตาจะจ้องตรงไปยังโรงพยาบาลที่ไกลออกไปเรื่อยๆ กับความเคียดแค้นเหลือคณนาที่ปรากฏในสายตานั้น
***********************************************
1 ิจิ้น : คือการต่อสู้ด้วยร่างกาย หรือฝึกร่างกายให้แข็งแรงจนถึงขีดสุด และเป็วิชาพื้นฐานที่พวกฝึกวิชาต้องเรียนกันก่อนค่ะ ถ้าฝึกิจิ้นมาไม่ดีการฝึกวิชาอื่นๆ ก็จะพลอยไม่ดีไปด้วย และไม่ว่าจะฝึกวิชาไปถึงขั้นขนาดไหนหรือฝึกเน้นแขนงอะไร สิ่งที่สำคัญหรือหัวใจหลักก็ยังเป็ิจิ้นอยู่ดีค่ะ สรุปง่ายๆ ก็คือพละกำลังและความแข็งแกร่งในร่างกายการต่อสู้ด้วยร่างกายดิบๆ เลยประมาณนี้ค่ะ
2 โลกใต้ดิน : โลกใต้ดินในที่นี้ไม่ได้หมายถึงโลกที่อยู่ใต้ดินนะคะ แต่เป็โลกในด้านผิดกฎหมาย โลกที่มีแต่สิ่งผิดกฎหมายโลกด้านมืดอะไรทำนองนั้นอะค่ะ คล้ายๆ หนังใต้ดินที่แปลว่าหนังผิดกฎหมายก็อบมาอะไรเทือกนั้นแหละค่ะ
