เฟิ่งสือจิ่นสลัดจนสาวใช้สองสามคนที่พยายามล็อกร่างของนางเอาไว้ล้มลง จากนั้นก็วิ่งเข้าไปช่วยหลิวอวิ๋นชูทันที นางผลักสาวใช้สองคนที่ล็อกร่างของหลิวอวิ๋นชูออกไป จากนั้นก็ทั้งต่อยทั้งเตะอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ ดวงตาก็เปลี่ยนมาเป็สีแดงฉานเช่นกัน
กลุ่มคนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ อดใกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ตอนนี้เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูที่ควรจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบกลับพลิกเกมได้เสียอย่างนั้น ซูเหลียนหรูพูดอย่างแค้นเคือง “คิดไม่ถึงว่าพวกมันจะสู้เก่งแบบนี้”
เฟิ่งสือจิ่นพุ่งเข้ามาหาซูเหลียนหรูราวกับคนเสียสติ ซูเหลียนหรูกรีดร้องแล้วถอยกลับไปด้านหลังครั้งแล้วครั้งเล่า ในตอนที่เฟิ่งสือจิ่นกำลังจะจับตัวซูเหลียนหรูได้ สาวใช้หลายคนก็คว้าเสื้อผ้าของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ แล้วดึงนางออกไปเสียก่อน
เฟิ่งสือจาวไม่ยอมให้เฟิ่งสือจิ่นได้เปรียบแน่ แม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ได้เด็ดขาด นางเดินไปสำรวจบริเวณรอบๆ จากนั้นก็มองแผ่นหลังที่น่าเกลียดชังของเฟิ่งสือจิ่นแวบหนึ่ง ไม่นานนางก็วิ่งไปหยิบท่อนไม้ที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมมาจากหน้าประตูห้อง ในจังหวะที่เฟิ่งสือจิ่นถีบสาวใช้ทั้งสองคนออกไป แล้ววิ่งเข้าไปดึงหลิวอวิ๋นชูขึ้นมาจากพื้น เฟิ่งสือจาวก็รีบวิ่งไปหยุดอยู่เื้ัของเฟิ่งสือจิ่น แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความแค้นเคืองและอำมหิต หลิวอวิ๋นชูที่เห็นเหตุการณ์ร้องอุทานขึ้น “ระวัง!”
เขาอยากหยุดยั้ง อยากดึงเฟิ่งสือจิ่นไปอีกทาง อยากกำบังร่างกายของนางเอาไว้ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
เฟิ่งสือจาวผู้แสนอำมหิตเหวี่ยงท่อนไม้มาที่แผ่นหลังของเฟิ่งสือจิ่นสุดแรง เมื่อเสียงครางของเฟิ่งสือจิ่นดังขึ้น การต่อสู้ในครั้งนี้จึงหยุดลงในที่สุด
ก่อนหน้านี้ เฟิ่งสือจิ่นยังมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยพละกำลังอยู่เลย แม้จะถูกเตะและต่อยก็ไม่แสดงท่าทีเ็ปออกมาแม้แต่น้อย แรงจากไม้ท่อนนั้นคงจะรุนแรงมากจริงๆ เฟิ่งสือจิ่นถึงได้ร้องครางออกมาเช่นนี้ เืสดระลอกหนึ่งไหลออกมาจากมุมปากของนาง ขาทั้งสองข้างทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นอย่างไม่อาจควบคุม ร่างบางค่อยๆ ล้มลงอย่างช้าๆ “เฟิ่งสือจิ่น!”
กงเยี่ยนชิวกับเจี่ยนซืออินรู้สึกสะพรึงกลัวเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ซูเหลียนหรูกลับยังมีท่าทีนิ่งเฉยและใจเย็น นางหัวเราะขึ้นเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสะใจจากการล้างแค้น
เมื่อเฟิ่งสือจิ่นล้มลง หลิวอวิ๋นชูก็หมดฤทธิ์ด้วยเช่นกัน เขาถูกสาวใช้สองคนล็อกตัวเอาไว้ หลิวอวิ๋นชูเบิกตากว้างพลางจ้องมองเฟิ่งสือจิ่นที่นอนหมอบอยู่บนพื้นตาไม่กะพริบ ทางด้านของเฟิ่งสือจิ่น ชายกระโปรงของนางมีเศษใบไม้แห้งติดอยู่เต็มไปหมด แผ่นหลังมีรอยเปื้อนสีดำ ซึ่งติดมาจากท่อนไม้ไหม้เกรียมที่เฟิ่งสือจาวเหวี่ยงฟาดนั่นเอง นางนอนอยู่บนพื้นด้วยท่าทางสะบักสะบอม กำลังขยับร่างกายด้วยความเ็ป
หลิวอวิ๋นชูคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคุณหนูใหญ่จากตระกูลสูงส่งเช่นเฟิ่งสือจาวจะลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้ได้ลงคอ
เฟิ่งสือจาวทิ้งท่อนไม้ในมือออกไปแบบส่งๆ แล้วย่อตัวลงมานั่งยองๆ อยู่เบื้องหน้าเฟิ่งสือจิ่น เล็บแหลมๆ จิกลงบนคาง แล้วยกใบหน้าของนางขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้เห็นรอยเืที่มุมปากของเฟิ่งสือจิ่น เฟิ่งสือจาวก็รู้สึกสะใจจนบอกไม่ถูกเลย นางพูดขึ้น “หากอยากจะใช้กำลังต่อยตี ข้าจะเป็คู่ต่อสู้ให้เ้าเอง คิดว่าข้ากลัวหรือไง?”
แสงตะวันค่อยๆ จางลง ความมืดคืบคลานเข้ามาแทนที่ อาคารร้างถูกความหมองหม่นเข้าปกคลุม ซูเหลียนหรูสั่งให้คนรับใช้ลากตัวเฟิ่งสือจิ่นมายืนหันหน้าเข้าหาหลิวอวิ๋นชู เฟิ่งสือจิ่นยืนคอตก ดูไร้เรี่ยวแรงเต็มทน มีเพียงเสียงหอบหายใจอันแสนหนักอึ้งเท่านั้นที่ยังดังให้ได้ยิน หลิวอวิ๋นชูร้อนใจจนแทบบ้า เขาอยากสลัดแขนออกมาจากการพันธนาการ อยากััร่างกายของเฟิ่งสือจิ่นเสียหน่อย น่าเสียดาย แม้เฟิ่งสือจิ่นจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เขาก็ไม่อาจแตะต้องนางได้เลย นอกจากหลิวอวิ๋นชูจะสลัดสาวใช้สองคนออกไปไม่ได้แล้ว ยังเป็เหมือนการเปิดโอกาสให้ซูเหลียนหรูกับเฟิ่งสือจาวเย้ยหยันอีก
ซูเหลียนหรูยกมือขึ้นมาปิดปากพลางหัวเราะเบาๆ “ดูท่า หญิงชายคู่นี้คงมีใจให้กันจริงๆ สินะ ในเมื่อเ้าเป็ห่วงเป็ใยนางเช่นนี้ ข้าจะช่วยให้เ้าสมดังปรารถนาก็แล้วกัน เด็กๆ ปลดเสื้อผ้าชั้นนอกของพวกเขาทั้งสองคนออกเดี๋ยวนี้”
เจี่ยนซืออินสะดุ้งเฮือก นางถาม “องค์หญิงจะปลดเสื้อผ้าของพวกเขาไปทำไมหรือ?” หากเป็แค่เสื้อผ้าของเฟิ่งสือจิ่น นางจะไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย แต่หากหลิวอวิ๋นชูต้องโดนด้วย... แบบนี้จะไม่เกิดเื่ใหญ่ขึ้นหรือ?
รอยยิ้มของซูเหลียนหรูเด่นชัดยิ่งขึ้น “ชายหญิงอยู่ในอาคารร้างเพียงลำพังโดยนุ่งแค่ชุดชั้นในที่เบาบาง จะเป็อะไรไปได้อีกล่ะ? พรุ่งนี้เช้า รอให้นักศึกษาคนอื่นๆ ได้มาเห็นชายชั่วหญิงโฉดคู่นี้เสียก่อนเถอะ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อเื่นี้” นางปรายตามองหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นแวบหนึ่ง “ท่านชายหลิวมีชื่อเสียงด่างพร้อย เป็คุณชายเสเพลอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ทำเื่บัดสีกับสตรีในวิทยาลัยหลวงก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร คงไม่มีใครใส่ใจสักเท่าไร แต่เฟิ่งสือจิ่น... เหอะ นางจะถูกมองว่าเป็หญิงใจแตก หน้าไม่อาย ชื่อเสียงฉาวโฉ่ป่นปี้ ข้าจะคอยดูว่ามันยังจะมีหน้าอยู่ในเมืองหลวงต่อไปหรือเปล่า! เฟิ่งสือจิ่นต้องกลายเป็ตัวตลกที่ถูกทุกคนในเมืองหลวงเยาะเย้ย!”
หลิวอวิ๋นชูหน้าถอดสี “เป็สตรีด้วยกันแท้ๆ เหตุใดเ้าถึงทำลายชื่อเสียงของผู้อื่นเช่นนี้!”
ซูเหลียนหรูพูดระคนหัวเราะ “เ้าควรจะขอบคุณข้าถึงจะถูก ข้าอุตส่าห์มอบสตรีให้เ้าโดยไม่้าสิ่งตอบแทนเชียวนะ” นางปรายตามองเฟิ่งสือจิ่น “เดิมที หากไม่มีเ้า ข้าคงหาชายอื่นมาทำลายความบริสุทธิ์ของนางแทน แต่ตอนนี้ มีเ้าอยู่ทั้งคน ถือเป็ความโชคดีของเ้าแล้ว ดื่มด่ำให้หนำใจเถิด หลิวอวิ๋นชู หากจะโทษก็โทษตัวเ้าเองที่ทำตัวเป็ศัตรูกับข้า ข้าถึงเหมาว่าเ้ากับเฟิ่งสือจิ่นเป็พวกเดียวกันเช่นนี้ ไม่เช่นนั้น ทำไมข้าต้องหลอกเ้ากับเฟิ่งสือจิ่นมาที่นี่ให้ลำบากด้วย? ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยให้พวกเ้าได้อยู่เป็คู่กัน ถึงขนาดนี้แล้ว เ้ายังไม่รีบลงมืออีกหรือ!”
“ปล่อยข้า ถ้าใครกล้าเข้ามาปลดเสื้อผ้าของข้าล่ะก็ พรุ่งนี้ข้าจะสับมันคนนั้นให้เละเป็หมื่นๆ ชิ้นเลย!” หลิวอวิ๋นชูดิ้นพล่านพลางข่มขู่ไปด้วย เขาพูดข่มขู่เสียงหนักแน่น อีกทั้งยังเป็ชายชาตรี การเปลื้องผ้าหลิวอวิ๋นชูจึงกลายเป็เื่ยากสำหรับสตรีทั้งหลาย ไม่เหมือนเฟิ่งสือจิ่น เพราะเป็ผู้หญิงเหมือนกัน ซูเหลียนหรูกับพวกจึงไม่มีอะไรต้องอายอีก แถมเฟิ่งสือจิ่นในตอนนี้ก็ไม่สามารถตอบโต้ใดๆ ได้ด้วย หลิวอวิ๋นชูโกรธจนตาแดงก่ำ “หยุดนะ! ห้ามถอดเสื้อผ้านาง ได้ยินหรือเปล่า!”
หลิวอวิ๋นชูเป็เหมือนตัวตลกที่พยายามจะขัดขวางเื่ราวที่เขาไม่อาจหยุดยั้งได้ด้วยซ้ำ
ผลก็คือ เพียงไม่นาน เสื้อผ้าบนร่างของเฟิ่งสือจิ่นก็ถูกปลดออกมาชิ้นแล้วชิ้นเล่า และถูกโยนทิ้งไปแบบส่งๆ โชคยังดีที่พวกนางยังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง จึงเหลือชุดคลุมชั้นในให้เฟิ่งสือจิ่นคลุมกาย แต่ชุดบางๆ ก็ไม่อาจปิดบังเรือนร่างอันแสนยั่วยวนของนางได้อยู่ดี
คนทั้งหลายเงียบสงัด คล้ายกำลังชื่นชมเรือนร่างอันแสนงดงามของนางอยู่ หลิวอวิ๋นชูเบิกตากว้าง แม้เสียงหนึ่งในสมองจะคอยเตือนว่าห้ามมองเด็ดขาด แต่เขากลับควบคุมดวงตาของตนเองไม่ได้เลย เจี่ยนซืออินเริ่มร้อนรนขึ้นมา นางะโไปปิดตาของหลิวอวิ๋นชูเอาไว้ “นางน่ามองตรงไหน เลิกมองได้แล้ว!”
ซูเหลียนหรูหันหน้าไปมองหลิวอวิ๋นชู “ถอดเสื้อผ้าของเขาเดี๋ยวนี้”
เจี่ยนซืออินพูดอย่างร้อนรน “องค์หญิง แม้พี่อวิ๋นชูจะเคยมีเื่กับท่านมาก่อน แต่นั่นก็เป็เพราะเขาถูกเฟิ่งสือจิ่นยั่วยวนและเป่าหูทั้งนั้น! ปล่อยเขาไปได้หรือเปล่า?”
“ปล่อยเขาไปงั้นหรือ?” ซูเหลียนหรูหัวเราะขึ้นเบาๆ “น้องซืออิน เ้าพยายามขอร้องแทนเขา แต่ดูสิ เขาไม่ซาบซึ้งในน้ำใจของเ้าเลยสักนิด คุณชายที่เที่ยวเสเพลไปวันๆ แบบเขา มีดีตรงไหนกัน คนที่ดีกว่าเขายังมีอีกเยอะ ทำไมเ้าต้องจดจ่ออยู่แต่กับเขาด้วย? วันนี้ เกรงว่าข้าคงทำตามคำขอของเ้าไม่ได้ เขาร่วมมือกับเฟิ่งสือจิ่น ตั้งตัวเป็ศัตรูกับข้าครั้งแล้วครั้งเล่า อย่าหวังเลยว่าข้าจะปล่อยเขาไปง่ายๆ!”
ทว่าแม้ซูเหลียนหรูจะคำรามสั่งอีกสักกี่ครั้ง หญิงรับใช้ทั้งหลายก็ไม่สามารถถอดเสื้อผ้าของหลิวอวิ๋นชูออกมาได้เสียที หลิวอวิ๋นชูโกรธจนใบหน้าและลำคอแดงก่ำ เขากัดฟันพูดอย่างแค้นเคือง “พวกเ้าทำเช่นนี้ ท่านพ่อของข้ากับอาจารย์ของนางต้องไม่ปล่อยพวกเ้าไปแน่!”
ซูเหลียนหรูหรือจะกลัว “แล้วพวกเขาจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือ?”
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เฟิ่งสือจาวก็พูดอย่างใจเย็น “ในเมื่อท่านชายหลิวไม่เต็มใจถึงเพียงนี้ องค์หญิง พวกเราเลิกบีบคั้นเขาเถอะ ปล่อยให้เขากลับไป แล้วค่อยหาคนอื่นมาแทนก็ได้” นางยกมือขึ้นมาจับคาง คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข “กะทันหันเช่นนี้ ข้าเองก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะให้ใครมาทำหน้าที่นี้แทนท่านชายหลิว เอาเช่นนี้เถอะ พวกเราไปจับขอทานที่ข้างถนนมาสักคนดีไหม?” นางปรายตามองเฟิ่งสือจิ่นด้วยรอยยิ้ม “นางงดงามเช่นนี้ ท่านชายหลิวอาจจะข่มใจตัวเองได้ แต่ถ้าเป็คนอื่น พวกเขาต้องหวั่นไหวไปกับเรือนร่างของนางแน่”
