ณ บ้านตระกูลไป๋
“คุณปู่กำลังเขียนการ์ดเชิญอยู่หรือครับ?” ไป๋อวิ๋นซีถามก่อนเดินเข้าไปข้างกายไป๋ซื่อหยวน
“ใช่แล้ว!”
“ใบนี้มอบให้เย่ฝานเถอะนะครับ” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
ไป๋ซื่อหยวนพูดอย่างไม่พอใจ “นั่นเป็การ์ดที่ปู่เอาไว้เชิญเพื่อนสนิท มอบให้กับเ้าเด็กนั่นคงไม่ค่อยเหมาะเท่าไรมั้ง!”
การ์ดเชิญงานวันเกิดที่ไป๋ซื่อหยวนเตรียมส่งให้แขกนั้นมีอยู่สองแบบ แบบที่หนึ่งจะส่งให้กับคนสนิทและคนใกล้ชิดทั้งหลาย อีกแบบหนึ่งจะส่งให้เพื่อนทั่วไปและคู่ค้าทางธุรกิจ
ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ส่งแบบนี้ให้เขาเถอะครับ เย่ฝานเขาชอบของเกรดดีครับ”
ไป๋ซื่อหยวนกล่าวอย่างไม่ถูกใจ “ชอบของเกรดดีงั้นหรือ ปู่ดูไม่ออกเลยว่าเ้าหมอนั่นจะดูมีระดับตรงไหน...”
ไป๋อวิ๋นซีหยิบการ์ดเชิญขึ้นมา และไม่พูดโต้ตอบอะไรอีก
ไป๋ซื่อหยวนเห็นสีหน้าของไป๋อวิ๋นซีจึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เอาล่ะ ให้ก็ได้”
......................................................
เพราะความช่วยเหลือจากหวังจิ่งสือ ทำให้รถที่เย่ฝานจะซื้อถูกส่งมาอย่างรวดเร็ว
รถของเย่ฝานเพิ่งส่งมาถึง ไป๋อวิ๋นซีก็โทรศัพท์มา
“อวิ๋นซี มีอะไรหรือเปล่า!”
“วันเกิดของคุณปู่เหรอ ฉันรู้แล้ว ถึงวันงานแล้วฉันจะไปแน่นอน”
“ฉันเพิ่งซื้อรถมาคันหนึ่ง เหมือนกับรถคันนั้นของนายเลย”
“ไม่ให้ฉันแต่งตัวเหมือนคนขายของมือสอง ฉันก็ไม่ได้แต่งตัวเหมือนคนขายของมือสองนี่!”
“ถึงวันงานฉันจะไปเร็วหน่อย นายวางใจเถอะ ฉันจะไม่ทำให้ปู่นายโมโหหรอก ฉันไม่ได้มีความแค้นกับเขาสักหน่อย ทำไมต้องยั่วโมโหเขาด้วย?”
หวังจิ่งสือถาม “...คุณชายไป๋โทรมาหรือครับ?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ก็ใช่น่ะสิ! อวิ๋นซีมักกังวลเกินกว่าเหตุ กังวลนั่นกังวลนี่อยู่นั่นแหละ”
หวังจิ่งสือคิดในใจ “…” ไม่ใช่คุณชายไป๋กังวลเกินกว่าเหตุหรอก แต่เป็เพราะคุณชายเย่ทำให้คนอื่นต้องกังวลมากจริงๆ!
................................................................
เย่ฝานขับรถกลับมายังคฤหาสน์ แต่เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านไม่ยอมเปิดประตูให้เย่ฝานเข้าไป
เย่ฝานโผล่หน้าออกมาจากรถ แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “นี่ฉันเอง รีบเปิดประตูสิ!”
เ้าหน้าที่คนนั้นเพิ่งมาทำงานจึงไม่รู้จักเย่ฝาน พอเห็นรถที่เย่ฝานขับมาก็คิดว่าเย่ฝานเป็บุคคลน่าสงสัย
“คุณมาจากไหน และมาหาใคร?”
เย่ฝานยกคางขึ้นสูงพูดอย่างเบื่อหน่าย “นายไม่รู้เหรอว่าฉันเป็ใคร นายยังอยากทำงานที่นี่อยู่ไหม!”
“เสี่ยวโจวรีบเปิดประตูเร็ว ท่านนี้เป็เ้าของคฤหาสน์” เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกคนหนึ่งรีบออกมาบอก “ต้องขออภัยด้วยครับคุณชายเย่ เ้าหน้าที่คนนี้เพิ่งมาทำงานใหม่ เขาจึงยังไม่รู้จักคุณครับ”
เย่ฝานพูดด้วยความรำคาญว่า “รีบเปิดประตูเถอะ ฉันอยากเข้าไปแล้ว”
เ้าหน้าที่ยกไม้กั้นทางเข้าขึ้น เย่ฝานจึงขับรถเข้าไปในคฤหาสน์
“พี่เจียง เขาเป็ใครกัน! เป็ลูกผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ ทำไมถึงขับรถผู้หญิงได้” โจวไห่ถามอย่างไม่เข้าใจ
เจียงเฉิงตอบด้วยอย่างมีหลักการว่า “เ้าหมอนั่นไม่ธรรมดาเลยนะ นายอย่าได้ล่วงเกินเขาเข้าให้ล่ะ”
“ทำไมถึงล่วงเกินเขาไม่ได้ล่ะครับ?”
“เขาเป็เ้าของคฤหาสน์หลังที่สิบแปด นายรู้จักคฤหาสน์หลังที่สิบแปดไหม มันคือบ้านผีสิงที่ขายยังไงก็ขายไม่ออก เ้าหมอนั่นเขาไปอยู่สักระยะแล้ว แต่ก็ยังสดใสดูมีชีวิตชีวา ั้แ่เขาย้ายมาอยู่ที่คฤหาสน์หลังนั้น มักจะมีคนมาหาเขาบ่อยๆ แต่ละคนล้วนเป็บุคคลมีชื่อเสียง เล่ากันว่าเ้าของคฤหาสน์คนนั้นเขาเป็นักพรต แถมยังมีฝีมือเก่งกาจมากทีเดียว” เจียงเฉิงเล่าด้วยความเลื่อมใส
“เป็นักพรต? เป็นักพรตที่อายุน้อยขนาดนั้น เขาจะมีความสามารถแค่ไหนกัน” โจวไห่อดสงสัยไม่ได้
“ถึงอย่างไรก็ตาม หมอนั่นก็เป็บุคคลไม่ธรรมดา อย่าล่วงเกินเขาก็แล้วกัน” เจียงเฉิงพูดด้วยท่าทีจริงจัง
........................................................
เย่ฝานขับรถไปถึงทางเข้าคฤหาสน์ ก็เห็นคนที่เขารู้จักคนหนึ่ง
“พี่มาที่นี่อีกทำไมกัน?” เย่ฝานมองเย่หลิงแล้วถามด้วยเสียงเบื่อหน่าย
“ฉันมาเยี่ยมเธอไงล่ะ!” เย่หลิงตอบ
“ผมไม่้าให้ใครมาเยี่ยม!” เย่ฝานพูดอย่างเ็า
“อารองมาถึงเมืองหลวงแล้วนะ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม ถ้าเขาคิดว่าจะขอมาพักกับผม บอกเขาว่าให้เลิกคิดได้เลย” เย่ฝานเอามือเท้าเอว พูดด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
เย่หลิงขมวดคิ้วพลางกล่าว “นายวางใจเถอะ อารองเขาพักที่โรงแรม” คฤหาสน์ผีสิงของเย่ฝานหลังนี้ ใครๆ ก็รู้ว่ามีอะไรบ้าง
“อ่อ งั้นก็ดี!”
เย่หลิงลังเลอยู่สักพักก่อนกล่าวขึ้น “ยังไงอารองเขาก็เป็พ่อของนายนะ”
เย่ฝานตอบกลับด้วยความรำคาญว่า “ผมโดนไล่ออกจากตระกูลไปแล้ว ตอนนั้นเป็พวกเขาไม่ใช่เหรอที่ไล่ผมออกจากบ้าน แล้วตอนนี้อยากจะกลับมาสนิทสนมด้วย พี่อาจไม่รู้สึกอะไรแต่ผมน่ะรู้สึกขยะแขยง”
“คุณปู่บอกว่า ถ้านายอยากกลับบ้าน ประตูบ้านตระกูลเย่เปิดต้อนรับนายกลับมาเสมอนะ” เย่หลิงกลั้นใจพูด
เย่ฝานกลอกตามองบนแล้วพูดว่า “บรรยากาศเคร่งเครียด เต็มไปด้วยความวุ่นวายแบบนั้น ผมไม่อยากกลับไปหรอก”
เย่ฝานเปิดประตู เย่หลิงทำหน้าหนาตามเข้าไป
เย่ฝานมองเย่หลิงแล้วพูดว่า “ผมจะนอนแล้ว พี่รีบกลับไปเถอะ”
เย่หลิงกัดฟันกรอด หล่อนทำเป็ไม่สนใจท่าทีของเย่ฝาน หล่อนพูดต่อไปว่า “นายรู้เื่งานเลี้ยงบ้านตระกูลไป๋ไหม”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ผมรู้ ทำไมเหรอ?”
“ตระกูลเย่จะมีคนเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย” บ้านตระกูลเย่มีชื่อเสียงในเมืองชางก็จริง ทว่าเมืองชางไม่ใช่เมืองใหญ่ ระยะนี้บ้านตระกูลเย่กำลังพยายามคบหากับนักธุรกิจที่ร่ำรวยในเมืองหลวง หวังจะเข้าไปในแวดวงนักธุรกิจของเมืองหลวงได้บ้าง
เย่ฝานมองเย่หลิงด้วยความสงสัย “ผู้เฒ่าไป๋เชิญแต่บุคคลที่มีชื่อเสียงไม่ใช่เหรอ? บ้านตระกูลเย่มีคุณสมบัติข้อนั้นด้วยเหรอ ไม่น่าเป็ไปได้!”
เย่หลิงหน้าแดงขึ้นมาทันที เย่ฝาน เ้าหมอนี่พูดจาไม่มีความเกรงใจกันเลย เขาก็มาจากตระกูลเย่แต่กลับดูถูกตระกูลของตนเอง เป็ความจริงที่ผู้าุโไป๋เชิญแต่บุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมงานวันเกิดของเขา พี่ชายของหล่อนรู้จักกับเถ้าแก่คนหนึ่งที่อยู่ในเมืองหลวง เถ้าแก่คนนั้นรับปากว่าจะพาพี่ชายของหล่อนเข้าไปในงานเลี้ยงด้วย
“ตระกูลเย่ก็ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ นะ” เย่หลิงกล่าวเซ็งๆ
“แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก ทรัพย์สินในบ้านรวมกันทั้งหมดคงแค่หลักพันล้านหยวน แต่ต้องแบ่งสมบัติกันตั้งหลายคน” เย่ฝานบ่นพึมพำ
เย่หลิง “…”
เย่หลิงดูเย่ฝานแล้วถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ตอนนี้เงินหลายพันล้านหยวนไม่อยู่ในสายตานายแล้วเหรอ?”
“ตอนนี้ฉันมีทรัพย์สินอยู่พันล้านหยวนแล้ว ด้วยความสามารถของฉัน อีกไม่นานก็จะได้เสพสุขกับเงินหลักหมื่นล้านแล้ว ฉันไม่หวังเงินแค่นั้นของตระกูลเย่หรอก ส่วนเงินของฉันพวกพี่ก็อย่าหวังจะได้เหมือนกัน” เย่ฝานเตือนด้วยความเ็า
“ตระกูลเย่ไม่อยากได้เงินของนายหรอก!” เย่หลิงตอบกลับ พอเย่หลิงได้ยินเย่ฝานพูดว่าเขามีเงินเป็ร้อยๆ ล้านแล้ว ใจของหล่อนก็เต้นไม่เป็จังหวะ แต่ไม่นานจิตใจก็สงบลงทันที เพราะหล่อนคิดว่าเขาขี้โม้
เย่ฝานเหลือบตามองบน แล้วกล่าวว่า “คำพูดอย่างนั้นพี่คิดจะหลอกใครกัน ไม่อยากได้เงินของผมจะมาเซ้าซี้ผมทำไม ไม่ใช่เพราะเห็นผมรุ่งเรืองขึ้นมา ก็เลยคิดจะมาหาผลประโยชน์จากผม พี่คิดว่าผมเป็คนโง่เหรอ ถูกเอาเปรียบมาครั้งหนึ่งแล้วยังจะโดนซ้ำอีกเหรอ พี่เลิกล้มความตั้งใจเถอะ เงินของผม ผมจะเป็คนใช้เอง ส่วนที่เหลือผมก็ต้องให้เมีย ไม่มีส่วนของพวกพี่หรอก”
...........................................................................
เย่หลิงเดินเข้าไปในโรงแรมก็เจอกับเย่เจ๋อฮั่น
“พี่ใหญ่”
เย่เจ๋อฮั่นมองเย่หลิงแวบหนึ่งแล้วถาม “น้องพี่ เกิดเื่อะไรขึ้น?”
“เื่ของเย่ฝานคงหมดหวังแล้ว”
เย่เจ๋อฮั่นหัวเราะแล้วพูดอย่างไม่สนใจ “เขาโดนไล่ออกจากตระกูล ในใจคงโกรธแค้นมาก น่าจะไม่หายโกรธง่ายๆ"
เย่หลิงขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “เย่ฝานนิสัยเปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนเขาเป็คนขี้ขลาดตาขาวและไร้ความสามารถ เห็นแล้วก็รู้สึกเบื่อแต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปเป็คนละคน รู้สึกน่ารำคาญมาก”
“พวกเราประมาทเขาไปจริงๆ บางทีเ้าหมอนั้นคงซ่อนเขี้ยวเล็บของตัวเองเอาไว้ตลอด แต่พึ่งพาเขาไม่ได้ก็ช่างเถอะ พวกเราก็ไม่จำเป็ต้องพึ่งพาเขาขนาดนั้น เถ้าแก่หวงชอบฉันมาก ไม่ต้องพึ่งเย่ฝานฉันก็ไปงานเลี้ยงวันเกิดได้ ตรงกันข้ามฉันคิดว่าตระกูลไป๋ไม่น่าจะเชิญเย่ฝานไปงานเลี้ยงเลยด้วยซ้ำ”
สำหรับเย่เจ๋อฮั่นแล้ว ความทรงจำที่เย่ฝานเป็คนไม่เอาไหนมันฝังรากลึกลงไปในใจของเขาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงแม้จะมีคนไม่น้อยกล่าวว่าเย่ฝานเปลี่ยนไป ทว่าเย่ฝานในความทรงจำของเขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ง่ายๆ
เย่หลิงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ก็อาจเป็ไปได้ งานเลี้ยงวันเกิดผู้าุโไป๋ เชิญแต่บุคคลชั้นนำผู้มีชื่อเสียง ถึงแม้เย่ฝานจะสนิทสนมกับไป๋อวิ๋นซี ก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าไปร่วมงานได้ง่ายๆ” เย่หลิงคิดในใจว่า เย่ฝานเป็คนไม่มีรสนิยมเลยสักนิด คราวก่อนที่เจอกันในร้านอาหาร เขากินอาหารราวกับเป็ผีอดอยากลงมาเกิด หากเ้าหมอนั่นจะไปงานเลี้ยงจริงๆ ก็คงไปก่อเื่ก่อกวนอีก
.......................................................
งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของไป๋ซื่อหยวนเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมงานมากมาย รถหรูหลายยี่ห้อแข่งกันอวดโฉมดูตระการตา ทั้งมาเซราติ ปอร์เช่ แอสตันมาร์ติน เบนท์ลีย์และลัมโบร์กีนี รถหรูที่ปกติพบเห็นได้ยากล้วนมารวมกันอยู่ที่งานนี้
ตอนที่เย่ฝานกำลังจะขับรถมินิคูเปอร์เข้าไปในงาน เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประตูทางเข้า ตรวจสอบการ์ดเชิญของเขาอยู่นานจึงจะปล่อยให้เข้าไป
“เ้าหมอนั่นขับรถมินิคูเปอร์ แต่กลับมีการ์ดเชิญวีไอพี”
พอเย่ฝานขับรถจากไป เ้าหน้าที่ทั้งสองก็เริ่มคุยกัน
“การ์ดเชิญวีไอพี คงไม่ใช่ของปลอมนะ”
“ฉันตรวจดูหลายรอบแล้ว ไม่ใช่ของปลอม”
“การ์ดเชิญวีไอพีทั้งหมดมีอยู่ไม่กี่ใบ เ้าหมอนั่นเป็ใครกันนะ!”
“เขาอาจเป็พวกผ้าขี้ริ้วห่อทอง เป็ทายาทของเศรษฐีร่ำรวยก็ได้” รถมินิคูเปอร์แบบนี้ ราคาแค่สองแสนกว่าหยวน เห็นได้บนท้องถนนทั่วๆ ไป แต่ว่างานเลี้ยงวันเกิดของท่านผู้าุโไป๋ รถที่ถูกที่สุดก็ราคาห้าหกแสนหยวนแล้ว รถมินิคูเปอร์คันนั้นก็เหมือนไก่ในฝูงหงส์
เย่ฝานขับรถเข้าไปกำลังหาที่จอดรถ แต่คนที่มาร่วมงานวันนี้มีมากเป็พิเศษ ทำให้หาที่จอดรถค่อนข้างลำบาก
เย่ฝานขับไปเจอที่ว่างที่หนึ่ง จู่ๆ ก็มีรถสปอร์ตสีแดงคันใหญ่เหวี่ยงท้ายรถเข้าจอดตัดหน้า
เถ้าแก่พุงใหญ่คนหนึ่งลงมาจากรถพร้อมหญิงสาวที่แต่งหน้าจนเข้ม
เย่ฝานถามด้วยความกลัดกลุ้ม “ที่ว่างตรงนี้ฉันเล็งไว้ก่อนแล้ว ไม่เห็นเหรอว่าฉันกำลังจะถอยรถเข้าไป?”
หลี่หงจงหัวเราะเยาะแล้วพูดว่า “งานวันนี้มีรถหรูขับเข้ามามากมาย ฉันว่ารถกระจอกๆ ของนายคันนี้ ขับไปจอดด้านนอกเถอะ อย่ามาจอดตรงนี้ให้เปลืองพื้นที่เลย”
เย่ฝานพูดอย่างไม่พอใจ “นายหมายความว่ายังไง? รถของฉันมันยังไง?”
หลี่หงจงหัวเราะเสียงเ็า แล้วพูดว่า “ก็แค่รถกระจอกๆ คันหนึ่ง”
เย่ฝานมองเงาร่างของหลี่หงจงที่เดินจากไป พลางคิดในใจว่า ไอ้คนตาไม่มีแวว นี่เป็รถที่เพิ่งซื้อใหม่นะ
.................................................
ไป๋อวิ๋นซีดูนาฬิกาข้อมือ ในแววตามีประกายของความสงสัย
เซี่ยวฉือเดินไปข้างกายไป๋อวิ๋นซี เขาเอ่ยถามว่า “เย่ฝานยังมาไม่ถึงเหรอ”
ไป๋อวิ๋นซีทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้วตอบว่า “ยังมาไม่ถึงเลยครับ ถ้าตามหลักเขาควรจะมาถึงได้แล้วนะครับ”
“เ้าหมอนั่นขับรถไม่ได้เื่ คงไม่ขับรถเร็วเกินกว่ากำหนดจนถูกตำรวจจับตัวไว้แล้วหรอกนะ” เซี่ยวฉือบ่นพึมพำ
ไป๋อวิ๋นซีสูดหายใจเข้าแล้วเอ่ยว่า “ก็อาจเป็ไปได้ครับ”
เซี่ยวฉือพูดด้วยความกังวลใจ “ถ้าเป็อย่างนั้นจริงๆ ละก็แย่แน่ เ้าหมอนั่นถ้าอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมา เขาอาจทำร้ายร่างกายเ้าพนักงานได้”
ไป๋อวิ๋นซี “…” ทำร้ายร่างกายเ้าพนักงาน เื่นี้ก็อาจเป็ไปได้
ไป๋อวิ๋นซีโทรไปหาเย่ฝานเพียงครู่เดียวก็วางสาย
เซี่ยวฉือมองไป๋อวิ๋นซี “มีอะไรหรือเปล่า?”
ไป๋อวิ๋นซียิ้มแล้วกล่าวว่า “เย่ฝานมาถึงแล้ว แต่กำลังหาที่จอดรถอยู่ครับ”
เซี่ยวฉือพูดด้วยความรู้สึกยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นว่า “ด้วยฝีมือการขับรถของหมอนั่น อยากจะหาที่จอดรถนั่นคงไม่ใช่เื่ง่ายๆ แน่!”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ผมขอออกไปดูหน่อย”
