ในเวลานี้ฉินฮุ่ยหนิงรู้สึกกลัวอย่างไม่เคยมีมาก่อน
คนที่นางกำลังเผชิญอยู่ในขณะนั้น ไม่ใช่คนที่นางสามารถใช้วิธี ‘ร้องไห้ โวยวายและแขวนคอ’ จัดการได้เหมือนกับล่าวไท่จุนและซุนซื่อ แต่เป็ฉินหวยหยวนผู้ที่มีความน่าเกรงขาม แม้ไม่โกรธก็ยังน่าหวาดหวั่น
ฉินหวยหยวนคลุกคลีอยู่ในราชสำนักเป็เวลาหลายปี แม้แต่ขุนนางข้างนอกยังต้องเกรงกลัวเขา ไม่ต้องพูดถึงฉินฮุ่ยหนิง เด็กสาวผู้มีอายุเพียงแค่สิบสี่ปีเท่านั้น
ฉินฮุ่ยหนิงรู้สึกว่า ยามที่ดวงตาแหลมคมของฉินหวยหยวนกวาดมองมาที่นาง ร่างกายราวกับถูกตัดด้วยใบมีดคมกริบและแม้แต่ในหัวมีความคิดที่ไม่ดีเพียงนิดเดียว เขาก็สามารถเห็นได้ชัดเจน การโกหกไม่สามารถปิดซ่อนได้อีก
นางไม่กล้าพอที่จะพูดโกหกต่อหน้าฉินหวยหยวนอย่างแน่นอน
แต่ถ้านางพูดความจริง ตำแหน่งของนางในใจของผู้าุโก็ต้องจบลงนะสิ
เมื่อนึกถึงเื่นั้น ฉินฮุ่ยหนิงกัดฟันแล้วเอ่ยขึ้น “ท่านพ่ออย่าโกรธเลยนะเ้าคะ ข้ารู้ว่าเื่นี้เป็ความผิดของข้า แต่เดิมเป็ข้ากับหยีเจี่ยร์ที่มีความขัดแย้งกัน แม่นมของข้าก็เลยได้ออกความคิดเห็น บอกว่าทำเช่นนี้สามารถระงับความเย่อหยิ่งของหยีเจี่ยร์ได้ ข้าก็ไม่ได้คิดมาก เลยเอาเื่นี้ทิ้งไว้ให้กับแม่นมเป็คนจัดการ ไม่คาดคิดเลยว่านางจะใส่ร้ายรุ่ยหลานบ่าวเคียงข้างฉินหยีหนิงว่าเป็ขโมย”
ฉินฮุ่ยหนิงแอบเงยหน้าขึ้นไปมองฉินหวยหยวนหลังกล่าวจบ ครั้นเห็นว่าเขามีสีหน้านิ่งขรึม และยังคงยืนด้วยท่าทางเช่นเดิมราวกับพระที่นั่งนิ่งสงบเงียบ นางย่อมไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินถ้อยคำของนางหรือไม่ ประโยคต่อมานางจึงละลักละล่ำเอ่ยออกไปอย่างไม่เป็ตัวของตัวเองอีกแล้ว
“ข้า...แต่เดิมข้าอยากจะพูดออกมา ทว่าแม่นมทำไปก็เพื่อช่วยข้า เมื่อคิดๆ ดูแล้วรุ่ยหลานถูกเฆี่ยนตีเพียงแค่สองทีเท่านั้น นางก็ถูกไล่ออกไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าเื่มันจะเป็ไปได้ถึงขนาดนี้”
ฉินฮุ่ยหนิงสะอึกสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อพลางแอบแหงนหน้าขึ้นมองฉินหวยหยวน
ใครจะคาดคิดว่าฉินหวยหยวนก็มองลงมาในเวลานั้นพอดิบพอดี สายตาของทั้งสองประสานกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ ฉินฮุ่ยหนิงสะดุ้งโหยง หัวใจเต้นรัวและเกือบจะล้มไปกองกับพื้นแล้ว
“เ้าไม่คาดคิด?”
“ข้าก็ไม่คาดคิดจริงๆ ข้า...”
“หุบปาก ไม่จำเป็ต้องพูดแล้ว”
เสียงของฉินหวยหยวนจางลง เขาหันหลังกลับไปสั่งฉี่ไท่ผู้ติดตามคนสนิท “เ้าไปบอกคนข้างในว่า ข้อที่หนึ่ง สั่งให้ลากแม่นมของคุณหนูฮุ่ยหนิงออกไปข้างนอกและเฆี่ยนตีด้วยไม้กระดานสี่สิบที ให้นางกลับบ้านและไม่อนุญาตให้ใช้งานตลอดไป ข้อที่สอง สั่งให้เปลี่ยนบ่าวของคุณหนูฮุ่ยหนิงเป็คนใหม่ทั้งหมด แต่เดิมที่เคยรับใช้คุณหนูฮุ่ยหนิงนั้น ให้ล่าวไท่จุนกับฮูหยินใหญ่ส่งไปไว้ที่อื่น และยังมีอีกก็คือ ไม่อนุญาตให้คนเหล่านี้ดูแลรับใช้ใกล้ชิดคุณหนูฮุ่ยหนิงอีก”
ฉินฮุ่ยหนิงจ้องมองบิดาบุญธรรมด้วยความมึนงง ทันใดนั้นนางก็ร้องไห้และกอดขาของฉินหวยหยวน
“ท่านพ่อ ท่านจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะเ้าคะ แม่นมช่ายและคนที่อยู่เคียงข้างข้าต่างก็ไม่ประสาไม่รู้เื่ด้วย อีกอย่างท่านกำจัดพวกเขาทั้งหมดแล้ว อนาคตจะให้ลูกเงยหน้ามองใครได้เ้าคะ? แล้วใครยังจะกล้ารับใช้เคียงข้างลูกอีกเ้าคะ? ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่าน แต่ว่าข้าก็ถูกเลี้ยงอยู่ข้างๆ ท่านหลายปี ท่านไม่สนใจว่าข้าจะมีชีวิตหรือตายไปหรือเ้าคะ”
ฉินหวยหยวนสะบัดเสื้อผ้าเพื่อปัดฉินฮุ่ยหนิงให้ออกห่าง เขายังคงขมวดคิ้วยามเอ่ยสั่งการต่อ “ข้อที่สาม คุณหนูฮุ่ยหนิงทำผิดในครั้งนี้ ก็เพราะว่าบ่าวที่อยู่เคียงข้างยั่วยุ ดังนั้นให้ทุกๆ คนปิดปากตนเองให้สนิท อย่าพูดเื่นี้ลับหลังเด็ดขาด ข้อที่สี่ คุณหนูฮุ่ยหนิงพักอาศัยอยู่ที่เรือนของล่าวไท่จุนไม่เหมาะสมนัก เพราะจะทำให้ล่าวไท่จุนโกรธได้ง่ายขึ้น จึงให้คุณหนูฮุ่ยหนิงออกจากบ้านอบอุ่นของเรือนสื่อเซี่ยว ย้ายออกไปอยู่ที่เรือนเสวี่ยลี่และให้สั่งคนไปที่เรือนเสวี่ยลี่เพื่อช่วยคุณหนูสี่ย้ายบ้านและทำความสะอาด ‘เรือนหญิงงาม’ ให้คุณหนูสี่ได้พักอาศัยและจะได้ไปหาล่าวไท่จุนบ่อยๆ และสะดวกมากยิ่งขึ้น”
เมื่อได้ยินว่าฉินหวยหยวนออกคำสั่งบอกให้ทุกคนไม่ให้พูดคุยเื่นี้แล้ว ฉินฮุ่ยหนิงก็รู้สึกโล่งใจ เพียงแต่ว่าเมื่อได้ยินคำพูดหลังจากนั้น ใบหน้าของนางซีดไม่มีเืแล้ว นางทรุดลงไปกองกับพื้นเย็นๆ ในห้องเก็บฟืนทันที
‘เรือนหญิงงาม’ เป็อาคารขนาดเล็กที่ฉินหวยหยวนเคยอาศัยอยู่คนเดียวตอนที่เขายังเป็หนุ่ม ตอนแรกมันถูกเรียกว่า ‘เรือนจิตสงบ’
เนื่องจากฉินหวยหยวนมีลักษณะหน้าตาโดดเด่น ตอนนั้นท่านปู่ของฉินหวยหยวนยังมีชีวิตอยู่ มีวันหนึ่งได้เดินผ่านสวนดอกไม้มาที่ ‘เรือนจิตสงบ’ จากนั้นได้ชี้ไปที่แผ่นป้ายโลหะสูงเท่าหน้าผากพลางเอ่ยขึ้น “อะไรคือเรือนจิตสงบ ไม่ได้เป็วัดของพระภิกษุเสียหน่อย หลานชายคนโตของข้าหล่อเหลาถึงเพียงนี้ ในอนาคตเขาจะต้องแต่งงานกับลูกสะใภ้หนึ่งคนและมีอนุสวยๆ อีกสักสิบคนถึงจะถูก” จากนั้นก็ดึงตัวฉินหวยหยวนและเอ่ยขึ้น “มา มานี่มา เิเกอร์ท่องบทกวีที่บรรยายถึงคนงามให้ปู่ฟังหน่อยสิ”
ในตอนนั้นฉินหวยหยวนยังเด็กอยู่ เขามีความเขินประหม่าจนใบหน้าและลำคอแดงไปหมด ถึงกระนั้นเขาก็ยังท่องเนื้อหาใน ‘บทกวี’ ที่เขียนถึงสนมจวงเจียงหญิงงามผู้สูงศักดิ์
“หญิงงามร่างใหญ่เรียวงาม สวมเสื้อคลุมปกปิดความงาม...มือขาวดั่งดอกหญ้าคา ผิวขาวดั่งน้ำมันขาว คออวบอ้วนขาวสะอาด ฟันขาวเรียงสวยงาม...”
ท่านปู่ของฉินหวยหยวนจึงเอ่ยว่า “บทกวีนี้พูดเกี่ยวกับหลานชายของข้านี่ ในอนาคตเรือนจิตสงบเปลี่ยนชื่อเรียกเป็เรือนหญิงงามยังจะดีกว่านะ”
คำพูดหนึ่งประโยคจากท่านปู่ของฉินหวยหยวน มีหรือที่ทุกคนจะไม่เชื่อฟัง?
ในตอนนั้นตระกูลฉินยังไม่ได้ร่ำรวยเท่าตอนนี้ และบ้านก็ไม่ได้ใหญ่เท่าตอนนี้ด้วยเช่นกัน มันถูกขยายหนึ่งครั้งและสวนหลังบ้านก็ถูกสร้างขึ้นมาหนึ่งครั้ง แต่ว่าเรือนหญิงงามนี้ยังคงถูกเก็บรักษาอยู่ตลอดมา
ต่อมาท่านปู่ของฉินหวยหยวนเสียชีวิตไปแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ฉินหวยหยวนนึกถึงท่านปู่ เขามักจะไปที่เรือนหญิงงามเพื่อนั่งเล่น
ฉินฮุ่ยหนิงชอบวิวทิวทัศน์ของที่นั่นั้แ่นางยังเป็เด็ก นางออดอ้อนขอท่านพ่อของนางอยู่สองครั้ง แต่ท่านพ่อของนางก็ปฏิเสธที่จะยกให้นาง
ในตอนนั้นท่านย่าปลอบโยนนางโดยบอกว่าเรือนหญิงงามจะต้องยกให้ลูกชายคนโตอาศัยอยู่ นางเป็ผู้หญิงไม่สามารถอยู่ได้ ฉินฮุ่ยหนิงก็ค่อยๆ ล้มเลิกความคิดนี้ไป
โดยไม่คาดคิดเลยว่า ตอนนี้ท่านพ่อของนางมอบเรือนหญิงงามให้กับฉินหยีหนิงแล้ว
ฉินหยีหนิงก็เป็ผู้หญิงไม่ใช่หรือ เหตุใดฉินหยีหนิงสามารถอยู่ได้ แต่นางกลับอยู่ไม่ได้
ทว่าแม้นางจะไม่เต็มใจ แต่มันสายเกินไปที่ฉินฮุ่ยหนิงจะอิจฉาแล้ว
จากนั้นนางก็นึกถึงสถานการณ์ที่น่ากังวลของนางในทันที
นางต้องย้ายจากเรือนสื่อเซี่ยวไปยังเรือนเสวี่ยลี่และทุกคนที่เคยรับใช้นางจะถูกไล่ออกทั้งหมด เท่ากับตาทั้งสองของนางเลือนรางแล้ว นางจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรในอนาคต?
“ท่านพ่อโปรดเมตตาเถิดเ้าค่ะ ท่านทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะเ้าคะ วันข้างหน้าลูกยังต้องใช้ชีวิตนะเ้าคะ ท่านทำเช่นนี้ จะให้ลูกมีหน้าไปมองใครได้เ้าคะ ท่านให้เชือกกับข้าหนึ่งเส้น ให้ข้าแขวนคอตายเถิดเ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงจับขาของฉินหวยหยวนอีกครั้ง
ฉินหวยหยวนก้าวถอยหลังสองก้าว พลางทำหน้าบึ้งและส่ายศีรษะ
ลูกสาวซึ่งถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างๆ ซุนซื่อกับล่าวไท่จุน ผู้ที่คิดว่ามีค่าและเป็ที่รักคนนี้ ในสมองกลับคิดคำนวณได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น โดยไม่ได้มองภาพรวมเสียเลย เมื่อเจอปัญหาก็ร้องไห้ ไม่สามารถเป็ผู้นำได้ เห็นได้ชัดเจนว่าเืเนื้อเชื้อไขนั้นมีความสำคัญอย่างมาก
ในท้ายที่สุดลูกสาวแท้ๆ ของเขาก็ได้รับสายเืจากเขาแล้ว
แม้ว่าฉินหวยหยวนมีความรักต่อฉินฮุ่ยหนิงดั่งพ่อกับลูกสาว แต่ในท้ายที่สุดเขาย่อมรู้สึกไม่พอใจที่ลูกสาวของเขาถูกใส่ร้ายและถูกรังแก
สำหรับสาเหตุที่เขาและองค์ชายรัชทายาทบังเอิญมาได้ยินคำพูดของปี้ถงที่อยู่ด้านหลังูเาหิน ไม่จำเป็ต้องคิด ฉินหวยหยวนก็รู้ว่าเป็ฝีมือของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนนั้น
ตนเองถูกบุตรสาวเล่นงานเสียแล้ว เพียงแค่รู้สึกโกรธมากและตลกมากด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรสั่งสอนลูกสาวก็ควรที่จะสั่งสอน ส่วนคนที่มีจิตใจไม่ดีก็จะต้องลงโทษเสียก่อน
“ฮุ่ยเจี่ยร์” เสียงของฉินหวยหยวนเป็ไปตามปกติ และแม้กระทั่งน้ำเสียงก็ไม่ได้สูงแหลมเจือความขุ่นเคืองแต่อย่างใด เขาเอ่ยพูดอย่างชัดเจน “เ้าในฐานะที่เป็ลูกสาวของข้า ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ในใจของเ้านั้นรู้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว เ้าไม่จำเป็จะต้องเอาเื่แขวนคอมาข่มขู่ข้า ข้าไม่ใช่ล่าวไท่จุน”
ฉินฮุ่ยหนิงใกลัวมากจนกระทั่งน้ำตายังไม่ไหลออกมา
เื่นี้นึกไม่ถึงว่าท่านพ่อจะรู้แล้ว! นางคิดมาโดยตลอดว่าท่านพ่อไม่เข้ามาแทรกแซงเื่ภายในบ้าน
“คนที่คิดไม่ดีกับคนอื่น ก็เท่ากับคิดไม่ดีกับตัวเองด้วย เ้าว่าคนเคียงข้างเ้าทำเื่ไม่ดี ทำให้เ้าต้องมารับผิดชอบด้วย ได้...ข้าจะเชื่อเ้า ก็เลยจัดการคนที่อยู่เคียงข้างเ้าแล้ว ครั้งหน้าถ้าทำผิดอีก ก็ไม่ใช่เพราะคนเคียงข้างเ้ายั่วยุแล้วใช่หรือไม่? ถ้าเ้าไม่มีความสามารถยับยั้งบ่าวได้ ถ้าเช่นนั้นอนาคตของเ้า ข้าก็จะต้องคิดใหม่เสียแล้ว เ้าก็ทำตัวเองให้ดีเถิด”
ฉินหวยหยวนทุบค้อนหนึ่งครั้ง จากนั้นก็เดินออกไป
ฉินฮุ่ยหนิงนั่งมึนงงอยู่สักพักโดยไม่รู้สึกตัว
คำพูดทุกประโยคของฉินหวยหยวนตบใบหน้าของนางอย่างแรง ถึงแม้ว่าใบหน้าของนางไม่ได้ถูกตบจริงๆ แต่ก็รู้สึกร้อนฉ่าจนิักลายเป็สีมะเขือม่วง
แต่ความไม่เต็มใจและความไม่พอใจนั้นยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม
ถึงนางจะไม่ได้เป็ลูกแท้ๆ แต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติต่อนางอย่างนี้ได้ รักนางมาตั้งหลายปีและทันใดนั้นก็บอกนางว่านางไม่ใช่ลูกสาวคนโต และนำทุกสิ่งทุกอย่างที่นางเคยมีเอาไปมอบให้ฉินหยีหนิง นางช่างไร้เดียงสา
**
แม้ว่าฉินหวยหยวนจะสั่งฉี่ไท่แล้ว แต่มีบางคำพูดเขาก็ยังต้องพูดกับล่าวไท่จุนด้วยตัวเอง ดังนั้นเมื่อเขาออกจากห้องเก็บฟืนจึงไปที่เรือนของล่าวไท่จุนโดยตรง
ครู่ก่อน ล่าวไท่จุนถูกทำให้โกรธจนเวียนศีรษะจะเป็ลมและนางแทบจะหายใจไม่ออก ตอนนี้นางผ่อนคลายลงแล้ว กำลังเอนกายลงบนหมอนใบใหญ่เพื่อกินน้ำแกงโสม
ครั้นเห็นฉินหวยหยวนเข้ามา ล่าวไท่จุนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและใบหน้าของนางก็มีรอยยิ้มที่มีความสุขปรากฏอยู่ “เื่ข้างนอก จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือ?”
“ได้จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านแม่...ท่านแม่เป็อะไรหรือ? ร่างกายไม่สบายหรือขอรับ?”
“เฮ้อ” ล่าวไท่จุนถอนหายใจและได้บอกเล่าเื่ที่ซุนซื่อกับนางมีปากเสียงกัน
ฉินหวยหยวนเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ท่านแม่อย่าโกรธเลยขอรับ อารมณ์ของซุนซื่อท่านแม่ก็รู้ดี เดี๋ยวลูกจะพูดกับนางให้นะขอรับ”
นางเห็นว่าฉินหวยหยวนยุ่งอยู่ทุกวันและยังจะต้องมากังวลกับเื่เหล่านี้ ล่าวไท่จุนยิ่งไม่พอใจซุนซื่อมากยิ่งขึ้น แต่เพื่อเห็นแก่หน้าของลูกชายตนเองแล้ว นางไม่สามารถที่จะจับซุนซื่อโดยไม่ปล่อยได้อีกต่อไป
ฉินหวยหยวนบอกถึงการตัดสินใจของตนเองให้ล่าวไท่จุนฟัง
เมื่อนางได้ยินเกี่ยวกับการย้ายฉินฮุ่ยหนิงให้ไปที่เรือนเสวี่ยลี่ ล่าวไท่จุนถึงกับขมวดคิ้ว “คนเคียงข้างนางไม่ดี ลงโทษเฆี่ยนตีก็ได้แล้ว เรือนเสวี่ยลี่อยู่ไกลโพ้น ให้นางย้ายออกจากที่นี่ เพียงแค่ไปที่เรือนซิ่งหนิงก็น่าจะดีแล้ว จำเป็หรือที่จะต้องให้นางไปอยู่ในที่ที่ห่างไกลเช่นนั้น?”
“ท่านแม่ ให้นางอาศัยอยู่ที่เรือนซิ่งหนิงกับซุนซื่อ กลัวว่าจะทำให้เกิดเื่ขึ้น อีกทั้งเรือนเสวี่ยลี่ห่างไกล หยีเจี่ยร์สามารถอยู่ได้ ฮุ่ยเจี่ยร์จะอยู่ไม่ได้หรือ?”
ล่าวไท่จุนถูกปิดปากด้วยคำพูดของฉินหวยหยวน นางเอ่ยขึ้นมาด้วยความเก้อเขิน “ตอนนั้นก็แค่สงสัยสายเืในตัวของหยีเจี่ยร์ ทั้งข้ากำลังโกรธอยู่จึงได้พูดออกมาลอยๆ ประโยคนั้น...หรือว่าข้าเป็ย่าที่ปฏิบัติต่อหลานสาวไม่ดีแล้ว?” ได้เอ่ยพูดอีก “เรือนหญิงงามนั้น เหตุใดถึงได้ยอมมอบให้คนอื่นในที่สุดล่ะ?”
ฉินหวยหยวนก็ไม่อาจจะจับมารดาของเขาไม่ปล่อยเช่นกัน พร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม “ว่างอยู่เฉยๆ หยีเจี่ยร์ก็อายุสิบสี่แล้ว อยู่ได้มากที่สุดก็ไม่กี่ปี จากนั้นก็ต้องออกเรือนแล้ว อนาคตหากมีลูกชายคนโตจะย้ายเข้าไปอยู่ ก็ไม่มีอะไรไม่ดีนี่ขอรับ”
เมื่อพูดถึงเื่งานแต่งงานของฉินหยีหนิง ล่าวไท่จุนพลอยนึกถึงสายตาขององค์ชายรัชทายาทที่มีต่อฉินหยีหนิงในวันนี้ “เป็ไปได้หรือไม่ที่องค์ชายรัชทายาทกับหยีเจี่ยร์...”
ฉินหวยหยวนยิ้มลุ่มลึกอย่างคาดเดาไม่ได้ “ท่านแม่ ตอนนี้ข้าได้กลายเป็ไท่ซือขององค์ชายรัชทายาทแล้ว แน่นอนว่าสถานะของข้าในตอนนี้แตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา หากลูกสาวของข้าจะแต่งงาน เกรงว่าไม่ใช่ครอบครัวของเราที่จะตัดสินใจเองได้แล้ว พวกเราทำได้เพียงเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็เท่านั้นแหละขอรับ”
ล่าวไท่จุนเข้าใจในทันที นางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ถ้าครอบครัวของฮ่องเต้พร้อมที่จะตัดสินเลือกให้ นั่นก็เป็เกียรติสำหรับครอบครัวฉินของเรา หยีเจี่ยร์ไปอยู่ที่เรือนหญิงงามก็ดีเหมือนกัน อยู่ใกล้ๆ ข้าจะไม่ว่า เรือนหญิงงามนี้เป็สถานที่ที่เ้าอาศัยอยู่และอ่านหนังสือนี่ จะได้ติดความหอมของความรู้บ้าง”
“นี่คือสิ่งที่ข้าหมายถึงขอรับ” พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“รายงานล่าวไท่จุน นายท่านใหญ่ ฮูหยินใหญ่กับคุณหนูสี่เตรียมน้ำแกงไก่ดำเพื่อมาส่งให้ล่าวไท่จุนบำรุงร่างกายเ้าค่ะ” จี๋เสียงเข้ามาพลางพูดด้วยรอยยิ้ม
จากนั้นซุนซื่อก็ได้นำภาชนะบรรจุอาหารรูปหอยทากสีดำเข้ามาพร้อมกับใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย ฉินหยีหนิงกลับยิ้มและเดินตามอยู่ข้างหลังนาง และทั้งสองได้คำนับล่าวไท่จุนพร้อมๆ กัน
