ศาลาภายในสวนดอกไม้ บุรุษสองคนกำลังนั่งเล่นหมากรุกอย่างจริงจัง ชางติ้งโหวหยุดเดินหมาก เงยหน้าขึ้นยิ้มๆ “เหลียงอี้ ข้ามีคำขอที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง”
ชางหรงโหวชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมองตาของชางติ้งโหวที่เต็มไปด้วยแววขออภัย รอเขากล่าวอย่างสงบ
“เมื่อคืนมารดาข้าส่งคนมารับคุณหนูหกไปช่วยรักษาหลิงเอ๋อร์ที่จวน หลังจากนั้นเขาบอกกับฮูหยินผู้เฒ่าว่าตนเองชมเชยคุณหนูหกมาตลอด”
ชางหรงโหวได้ยินก็ขมวดคิ้วด้วยประหลาดใจ “ได้ยินว่าคุณชายสามไม่เคยออกจากบ้าน เหตุใดถึงเคยพบอวิ๋นซูได้?”
อีกฝ่ายหัวเราะอย่างขมขื่นพลางส่ายหัว “เมื่อก่อนมีข่าวเกี่ยวกับคุณหนูหกมากมาย บอกว่าวิชาแพทย์ของนางสูงส่ง เมื่อเผชิญหน้ากับโจรก็ไม่หวั่นกลัว เป็สตรีประหลาดที่กล้าหาญอย่างหาได้ยาก หลิงเอ๋อร์คงจะได้ยินข่าวคุณหนูหกบ่อยเข้าจึงเทใจให้ เมื่อคืนเขาได้พบคุณหนูหกที่ตนรู้สึกชื่นชอบ ด้วยเหตุนี้...”
เมื่อกล่าวจบ ชางหรงโหวพลันครุ่นคิดอยู่ในความเงียบงัน
เดิมทีระหว่างทั้งสองก็มีสัญญาต่อกัน เขารอชางติ้งโหวเอ่ยปากมาตลอด ความจริงแล้วจุดประสงค์ที่เขาพาอวิ๋นซูกลับมา ก็เพื่อจะแต่งงานทำพิธีชงสี่กับคุณชายสามแทนอวิ๋นฮว๋า นี่คือเจตนาที่แท้จริง ทว่าตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว อวิ๋นฮว๋ากลับจวนแม่ทัพไปกับเหลยซื่อ พวกนางสองคนทำเื่ผิดพลาดหลายอย่าง ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบอวิ๋นฮว๋าถึงขีดสุด กลับจะรักใคร่เอ็นดูอวิ๋นซูเสียมาก
หากตอนนี้เขายกเื่ที่จะให้อวิ๋นซูแต่งออกไปกับคุณชายสามขึ้นมาพูด ชางหรงโหวกังวลว่าเื่จะไม่ง่ายเช่นนั้น
“ให้ข้ากลับไปหารือกับท่านแม่เสียก่อนจะดีกว่า ทุกวันนี้อวิ๋นซูได้รับความรักจากท่านย่าของนางอย่างมาก ยังต้องให้ย่าของนางตอบรับด้วยตัวเองจึงจะสำเร็จได้”
“ฮ่าๆ เช่นนี้ก็ดี เื่นี้หารือกับฮูหยินผู้เฒ่าก่อนจะเป็การดี แต่อย่างไรหลิงเอ๋อร์ของพวกเราก็มีความสามารถ ทั้งยังมีคุณธรรมกตัญญู มิเพียงเท่านี้นะ เขายังหน้าตาหล่อเหลายิ่งนัก ข้าคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ปฏิเสธแน่นอน” ชางติ้งโหวไม่ลืมที่จะพูดให้บุตรชายขี้โรคสักหลายประโยค
ชางหรงโหวแย้มยิ้ม มิน่าเล่าวันนี้เขาถึงได้แพ้ตนเองติดต่อกันหลายกระดาน นำพลทหารไปทำศึกยังสำเร็จ ในด้านกลหมาก ตนเองสู้ชางติ้งโหวไม่ได้จริงๆ
เห็นว่าเขาไม่ตอบ ชางติ้งโหวจึงตบอกตนเอง “ข้าเชื่อมั่นใจตัวหลิงเอ๋อร์ เขายอดเยี่ยมขนาดไหน ข้าเข้าใจชัดเจนดี เขาชอบสนทนากับผู้หลักผู้ใหญ่ที่สุด หากฮูหยินผู้เฒ่าได้พบเขา ข้ามั่นใจว่าหลิงเอ๋อร์จะต้องทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าชอบเขาได้แน่”
ราวกับเขากลัวว่าชางหรงโหวจะไม่รู้ข้อดีของคุณชายสาม จึงเอ่ยปากชมเชยเสียหลายประโยค อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกว่าเื่นี้ควรจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เมื่อก่อนตนเองเคยเปรยกับชางหรงโหวไว้ว่า จะให้หลิงเอ๋อร์กับคุณหนูรองหลิ่วอวิ๋นฮว๋าแต่งงานกัน อีกฝ่ายก็มิใช่ว่ารับปากไปแล้วหรือ ตอนนี้เปลี่ยนเป็บุตรีอนุภรรยา เขาควรจะรีบตอบตกลงทันที อย่างไรก็ตาม เขาทราบดีว่าชื่อเสียงของคุณหนูหกยามนี้โด่งดังมาก กลายเป็หัวข้อสนทนาในวงน้ำชาของเหล่าคุณชายสูงศักดิ์ในเมืองหลวงไม่น้อย ในงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองเขาเองก็ได้เห็น นางดีกว่าคุณหนูรองมากจริงๆ
แต่ว่าคำพูดเหล่านี้ชางติ้งโหวมิอาจพูดออกไปได้เด็ดขาด แต่ไหนแต่ไรหลิงเอ๋อร์ไม่เคยถูกใจสตรีคนไหนมาก่อน ตอนที่ท่านแม่กล่าวเื่นี้ เขายังยากจะเชื่อ ร่างกายของหลิงเอ๋อร์อ่อนแอมาหลายปี เขาเฝ้าตามหาหมอมานานก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ทว่าครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรจะต้องทำให้ความปรารถนาในใจของบุตรชายสำเร็จให้ได้!
ชางหรงโหวคิดเื่ในวันนี้ไปตลอดทาง พริบตาเดียวรถม้าก็กลับมาถึงหน้าประตูจวนโหวแล้ว
“ฮูหยินผู้เฒ่าเล่า?” เมื่อลงรถมาก็พบกับพ่อบ้านชราที่ออกมาต้อนรับ
“ตอบท่านโหว ฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ที่ห้องโถงขอรับ”
บุรุษร่างกำยำรีบสะบัดชายเสื้อเดินมุ่งไปหาฮูหยินผู้เฒ่าที่ห้องโถง
“ลูกคารวะท่านแม่”
“ฮ่าๆ รีบลุกเร็วเข้าเถิด ยังจะมามากมารยาทอะไรอีก ที่นี่ไม่มีคนนอกเสียหน่อย” ฮูหยินผู้เฒ่าหยุดเขาอย่างอ่อนโยน
ท่านโหวลังเลครู่หนึ่ง “ท่านแม่ขอรับ ท่านยังจำความตั้งใจเดิมที่พวกเรารับอวิ๋นซูกลับมาได้หรือไม่?”
“...อืม จำได้ ตอนนั้นที่ให้นางกลับมา เพราะคิดจะให้อวิ๋นซูแต่งกับคุณชายสามจวนชางติ้งโหวแทนอวิ๋นฮว๋า” ฮูหยินผู้เฒ่ามองสีหน้าของบุรุษตรงหน้าอย่างล้ำลึก หรือว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น
“วันนี้ชางติ้งโหวกล่าวเื่นี้กับลูกแล้วขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าวางลูกประคำในมือลง รอเขากล่าวต่อไปอย่างสงบ
“เมื่อวาน ซูเอ๋อร์ถูกคนของจวนชางติ้งโหวรับไปเพื่อช่วยรักษาคุณชายสาม ท่านแม่ทราบหรือไม่?”
“อืม ข้าเองก็เห็นด้วยกับเื่นี้ ทำไมหรือ?”
“ชางติ้งโหว้าให้อวิ๋นซูแต่งออกไป ทำพิธีชงสี่ให้คุณชายสาม”
“...” สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าจริงจังขึ้นมา นานขนาดนี้แล้ว ชางติ้งโหวไม่เคยพูดถึงเื่นี้มาโดยตลอด นางเองก็แทบจะลืมไปแล้ว ตอนแรกที่อวิ๋นซูเพิ่งกลับมา นางยังไม่ได้มีความรู้สึกต่ออวิ๋นซูมากมายอะไร แต่ว่าตอนนี้ไม่เหมือนกัน นางจะทนให้อวิ๋นซูแต่งกับคุณชายสามผู้นั้นได้อย่างไร
แต่ถึงอย่างไรก็ได้ตกลงกับชางติ้งโหวไว้นานแล้ว หากพวกเขาไม่ทำตามสัญญา ก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าใดนัก
ในขณะที่ใคร่ครวญอยู่นั้น กลับเห็นพ่อบ้านชราวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน “ท่านโหวขอรับ มีคนจากในวังมา บอกว่าฝ่าาทรงเรียกพบ!”
“ไปเถิด เื่นี้ค่อยว่ากันวันหลัง!”
“ขอรับ ท่านแม่”
...
ณ ห้องทรงพระอักษรในพระราชวัง
จักรพรรดิเฉินประทับอยู่บนพระที่นั่งด้วยพระพักตร์เคร่งขรึม พระโอษฐ์ปิดแน่น ทำให้ผู้คนคาดเดาความคิดไม่ออก
ตอนที่ชางหรงโหวมาถึง พบว่าขุนนางคนสำคัญในราชสำนักหลายคนเองก็อยู่ด้วย เขารับรู้ได้ถึงความร้ายแรงของเื่นี้ในทันที
จักรพรรดิเฉินทรงเห็นว่าคนมาแล้วจึงทอดพระเนตรไปรอบๆ “ว่าอย่างไร? ขุนนางที่รักยิ่งมีความคิดดีๆ กันหรือไม่?”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา เหล่าขุนนางใหญ่เริ่มส่งเสียงกระซิบกระซาบกันขึ้น
“เ้าบอกว่าเมื่อปีที่แล้วน้ำท่วมเขตเจียงหนานเพิ่งจะบรรเทา เหตุใดปีนี้จึงได้เกิดโรคห่าขึ้นได้เล่า”
“ผู้ใดจะทราบ ได้ข่าวว่าสถานการณ์ยังร้ายแรงมาก เขตเจียงหนานมีประชาชนติดโรคไปไม่น้อยแล้วยังมีที่ล้มตายไปอีก ตอนนี้ไม่ทราบว่าตายไปแล้วกี่คน ไม่มีผู้ใดกล้าไปที่นั่นแล้ว”
“เฮ้อ เื่นี้พูดยาก ฝ่าาให้พวกเราคิดหาวิธี เ้าว่าพวกเราจะทำอย่างไรดี?”
...
ชางติ้งโหวได้ยินคำพูดของขุนนางรอบๆ จึงทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ที่แท้เขตเจียงหนานก็เกิดโรคห่า มิน่าเล่าใบหน้าของฝ่าาถึงได้มิน่าดูเช่นนี้
โรคห่ารุนแรงมาก ทุกคนพูดคุยกันด้วยสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา โรคห่านี้เมื่อเกิดขึ้นก็ยากที่จะระงับ ทั้งยังเกี่ยวพันกับราษฎรจำนวนมาก ในฐานะของจักรพรรดิจึงมิอาจวางใจได้
ขุนนางหลายคนไม่กล่าวอะไร จักรพรรดิเฉินยิ่งไม่พอใจ ขุนนางมากมายถึงเพียงนี้แต่กลับหาวิธีดีๆ ไม่ได้สักคนเดียว “ในเมื่อหาวิธีไม่ได้ เช่นนั้นก็ส่งหมอหลวงไประงับโรคในแต่ละพื้นที่ก็แล้วกัน”
รอบด้านเงียบกริบ ขุนนางทั้งหลายตกอยู่ในความเงียบงัน เมื่อต้องเจอกับเื่เช่นนี้ หากพูดมากขึ้นสักคำเกรงว่าจะเป็การหาเื่ใส่ตัว
ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักหงส์
ฮองเฮายกถ้วยชาสลักลายดอกไม้ในมือขึ้น ปรายตามองตงฟางซวี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ นางเปรยขึ้นมาประโยคหนึ่งคล้ายไม่ได้ตั้งใจ “แม่ทัพเวยหย่วนเสนอให้คุณหนูหกไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ที่แคว้นอี้”
บรรยากาศพลันหนักหน่วง ตงฟางซวี่เก็บรอยยิ้มบนใบหน้า “แม่ทัพเวยหย่วนทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? แต่ไหนแต่ไรไม่เคยได้ยินว่ารัชสมัยไหนมีการส่งบุตรีอนุภรรยาท่านโหวไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์มาก่อน!”
น้ำเสียงของเขาไม่ปิดซ่อนความไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย ฮองเฮามองสีหน้าของเขา เนิ่นนานถึงถอนหายใจออกมาเบาๆ
“รัชทายาท หรือว่าเ้าถูกใจคุณหนูหกผู้นั้น?”
ตงฟางซวี่ชะงักค้าง คำพูดของฮองเฮาราวะเิก้องอยู่ในหัวของเขา
หลายวันมานี้ ทุกคืนในหัวของเขาล้วนปรากฏภาพใบหน้าของอวิ๋นซู ยามนางหน้านิ่วคิ้วขมวด ท่าทางแย้มยิ้ม ความรู้ความสามารถของนาง กระทั่งยามที่นางแต่งกายเป็บุรุษทำให้เขามิอาจลืมเลือนได้
ตนเองหวั่นไหวแล้วจริงๆ หรือ?
“รัชทายาท จะอย่างไรนางก็เป็เพียงบุตรีอนุภรรยาเท่านั้น!” คำพูดของฮองเฮาหนักแน่น ในวันพระราชพิธีเฉลิมฉลองพระองค์ได้เห็นแล้ว แม้ว่าคุณหนูหกจะเก่งกาจกว่าผู้อื่นจริงๆ ก็ตาม
“เสด็จแม่ ท่านทรงทราบดีว่าลูกไม่สนใจเื่พวกนี้”
“เ้าไม่สนใจ แต่แม่สน!” ฮองเฮามีท่าทางไม่ได้ดั่งใจ “รัชทายาท เ้าไม่รู้หรือว่าเหตุใดแม่ต้องให้ลูกถือโอกาสเลือกพระชายาให้เร็ว เ้าเดินทางไปแคว้นต่างๆ มาหลายปี หรือเ้าเห็นเพียงความรักลึกซึ้งระหว่างหนุ่มสาวเท่านั้น?”
“เสด็จแม่...”
ตงฟางซวี่กลับไม่รู้สึกว่าฐานะของอีกฝ่ายสำคัญอะไร มิใช่ว่าควรจะเลือกพระชายาที่ตนพึงใจหรอกหรือ? เขาเกลียดชังสตรีที่ดีแต่ประจบประแจง แต่คุณหนูหกไม่เหมือนกัน เขาเห็นความกล้าหาญที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าบุรุษบนตัวนาง!
ฮองเฮาสูดหายใจลึก ตอนนี้รัชทายาทกำลังหนุ่มแน่น บางทีคงไม่เข้าใจคำพูดของนาง
“หากเ้า้าแต่งนางเป็ชายาย่อมได้ แต่ได้เพียงชายารอง”
“ชายารอง?” ตงฟางซวี่ขมวดคิ้วแน่นขึ้น เขารู้สึกว่าการให้อวิ๋นซูเป็ชายารองถือเป็การไม่ให้เกียรตินาง ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เขาจึงรู้สึกว่าอวิ๋นซูจะไม่ตอบตกลงโดยเด็ดขาด อีกทั้งตนเองไม่้าพระชายาที่ไม่ได้รักมาอยู่ข้างกาย
เมื่อคิดถึงวันเวลาั้แ่นี้ไป ตงฟางซวี่พลันลังเล “เดิมทีลูกสัญญากับคุณหนูหกไว้แล้วว่าจะไม่พูด ครั้งนี้ลูกคงต้องผิดคำพูดเสียแล้ว”
“อะไรนะ?” สัญญา? หรือว่าระหว่างพวกเขาสนิทสนมกันแล้ว?
“เสด็จแม่ ก่อนหน้านี้ลูกเคยบอกว่าจะรั้งอยู่ที่วัดเทียนฝูระยะหนึ่ง”
“แล้วอย่างไร?” เื่นี้ตนเองทราบอยู่แล้ว
นางไม่คิดว่าตงฟางซวี่จะถลกแขนเสื้อของตนขึ้น ปรากฏรอยแผลจางๆ อยู่รอยหนึ่ง ฮองเฮาใจนลุกขึ้นยืน “รัชทายาท นี่...”
“วันนั้นลูกล่าสัตว์ในป่า ไม่คิดว่าจะพบหมีสีน้ำตาลดุร้ายตัวหนึ่ง ผลคือม้าของลูกถูกหมีกัดตาย ส่วนตัวลูกเองก็ได้รับาเ็” ตงฟางซวี่ย้อนคิดไปถึงเื่เมื่อวันนั้น ใจยังคงรู้สึกหวาดหวั่น
“์! เื่ใหญ่เช่นนี้เหตุใดเ้าเพิ่งจะมาบอก! หมอหลวงเ่าั้ถึงกับปิดบังแม่!”
“ตอนนั้นชีวิตลูกอยู่ในวิกฤต โชคดีที่ฮูหยินผู้เฒ่าและคุณหนูหกจวนชางหรงโหวอยู่ที่วัดพอดี เป็คุณหนูหกที่ช่วยลูกเอาไว้ หากไม่ใช่เพราะนาง เกรงว่าตอนนี้เสด็จแม่คงไม่ได้เห็นลูกแล้ว”
ฮองเฮาเข้าใจรัชทายาทของตน ทรงทราบว่าเขาไม่ใช่คนที่พูดจามั่วซั่ว นอกจากนี้พระองค์ยังคิดว่าสถานการณ์ในตอนนั้นจะต้องร้ายแรงกว่าที่เขาพูดเป็แน่ “รีบให้แม่ดูแผลเ้า...”
“ตอนนี้ดีขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ วิชาฝังเข็มของคุณหนูหกน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก นางเย็บแผลลูกด้วยตัวเอง แผลเป็นี้เดิมทีอัปลักษณ์มาก โชคดีที่มียาของคุณหนูหก ตอนนี้จึงเหลือเพียงรอยแผลจางๆ” ตอนที่ตงฟางซวี่กล่าวคำนี้ ใบหน้าเจือไปด้วยความอ่อนโยนของบุรุษ
หากจะกล่าวไป คุณหนูหกผู้นั้นนับเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตรัชทายาท
“ในเมื่อนางมีบุณคุณ เช่นนั้นก็ให้นางเป็ชายารองของรัชทายาท...”
“ไม่! เสด็จแม่ หากได้เป็เพียงชายารอง ลูกไม่เอาเสียดีกว่า!”
“...” คำพูดหนักแน่นเช่นนั้น ทำให้ฮองเฮาต้องสูดลมหายใจลึก
