เย่ฝานเดินอยู่บนถนน เขาพบว่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาไม่น้อยมักจะหันกลับมามองเขา
“อวิ๋นซี นายรู้สึกไหมว่ามีคนกำลังมองฉันเยอะแยะเลย นายว่าพวกเขาชอบฉันหรือเปล่า?” เย่ฝานถามด้วยความเบิกบานใจ
ไป๋อวิ๋นซีเหลือบตามองบน แล้วคิดในใจว่า “โรคหลงตัวเองของเย่ฝานกำเริบอีกแล้ว”
“คนส่วนมากที่หันมามองนายมีแต่คนแก่ทั้งนั้น นายคิดว่าพวกเขาจะชอบนายไหมล่ะ?” ไป๋อวิ๋นซีพูดพลางหัวเราะเยาะ
เย่ฝานกะพริบตา “พวกเขาไม่น่าจะชอบฉันได้นะ แต่ละคนอายุเยอะขนาดนั้นแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซีนึกในใจ “ปีศาจเฒ่าบ้านตระกูลหยางนั้น มีบารมีและชื่อเสียงในวงการวิทยายุทธ์โบราณไม่น้อย เย่ฝานจัดการเขาจนพิการก็เป็การยืนยันความสามารถของเย่ฝานได้เป็อย่างดี เพียงชั่วข้ามคืน ภาพลักษณ์ของเย่ฝานในสายตาของผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณ กลายเป็ผู้ลึกล้ำและยากที่จะคาดเดา”
สวีหยวนชิงพามู่เหลียนผิงเดินเข้ามา “คุณชายเย่ ต้องขอโทษจริงๆ ที่เื่ของมู่เหลียนผิงเดือดร้อนไปถึงเธอและคุณชายเย่”
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้า “ไม่เป็ครับ เื่นี้ต้องโทษบ้านตระกูลหยางที่กำเริบเสิบสานเกินไป”
สวีหยวนชิงพยักหน้า “ตระกูลหยางกำเริบเสิบสานเกินไปจริงๆ”
แต่หลังจากที่บ้านตระกูลหยางผ่านเื่นี้ไป พวกเขาก็คงจะอยู่อย่างเจียมตัว ความจริงแล้วระหว่างที่มีงานชุมนุม มีกฎห้ามไม่ให้มีต่อสู้กัน แต่หากยอดฝีมือชั้นนำต่อสู้กันขึ้นมาจริงๆ พวกจิ้งจอกเฒ่าที่ควบคุมเื่กฎระเบียบเอาเข้าจริงๆ ก็กลัวว่าจะเดือดร้อนมาถึงตน จึงเพียงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ
“คุณชายเย่ งานประมูลของใต้ดินกำลังจะเริ่มแล้วนะ พวกเราไปร่วมงานด้วยกันเถอะ” สวีหยวนชิงเสนอ
เย่ฝานได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมา
บริเวณประตูทางเข้างาน มีเสื้อคลุมที่มีหมวกวางขายอยู่ หากสวมใส่เข้าไปในงานก็จะสามารถปกปิดใบหน้าได้ มีแขกไม่น้อยที่ซื้อเสื้อคลุมชนิดนี้ พวกเย่ฝานก็ซื้อมาคนละชุด
งานประมูลสินค้าครั้งนี้ เมื่อเทียบกับงานที่จัดขึ้นในเมืองเล็กอื่นๆ จะมีการตรวจตราผู้ร่วมงานเข้มงวดกว่ามาก
เย่ฝานนั่งอยู่บนที่นั่งของเขาพลางหันมองซ้ายขวา “ยอดฝีมือมาร่วมงานไม่น้อยเลยนะ!”
ปกติเวลาเย่ฝานออกไปข้างนอก เขาไม่เคยพบเห็นยอดฝีมือวิทยายุทธ์โบราณเลย แต่ในสถานที่นี้เย่ฝานััถึงกลิ่นอายของหลายคนซึ่งแข็งแกร่งไม่แพ้กับเขา เป็โอกาสดีซึ่งทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตามากขึ้น
“คุณชายเย่หยุดมองโน้นมองนี้ได้แล้ว ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณหลายคนล้วนไม่ชอบถูกคนแอบมองครับ” มู่เหลียนผิงเตือนเย่ฝานเสียงเบา
เย่ฝานละสายตากลับมา แล้วพูดอย่างเสียดาย “ก็ได้”
“งานประมูลวันนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง!” เย่ฝานถาม
“ได้ยินว่ามีเตาหลอมโอสถชิ้นหนึ่งน่าสนใจมาก”
“เล่ากันว่าเตาหลอมโอสถนั่นเป็ของที่จักรพรรดิจิ๋นซีประทานให้แก่สวีฝู[1] มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสองพันปี สวีฝูเคยใช้เตานั่นหลอมยาอายุวัฒนะด้วยนะ”
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วกล่าวว่า “เื่นี้ฉันรู้ ได้ยินมาว่าจักรพรรดิจิ๋นซีสละทั้งเงินทองและเพชรนิลจินดามหาศาลเพื่อปรุงยาอายุวัฒนะ แต่น่าเสียดายที่ต้องจบชีวิตลงั้แ่อายุยังน้อย กล่าวกันว่าเขาตายเพราะกินยา ช่างน่าขันสิ้นดี ก็เห็นอยู่ว่าเขาอยากกินยาอายุวัฒนะเพื่อชีวิตะ แต่สุดท้ายกลับสิ้นชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะกินยา”
“ผู้คนเล่ากันว่าตอนแรกสวีฝูเจอสมุนไพรวิเศษที่มีชื่อว่าไท่สุ่ย แล้วนำมาหลอมเป็ยาอายุวัฒนะสำเร็จ แต่สวีฝูคิดว่าหากนำยาตัวนี้ถวายจักรพรรดิจิ๋นซีก็น่าเสียดาย เขาจึงได้นำยาลูกกลอนชนิดอื่นถวายให้พระองค์ ส่วนยาวิเศษนั่นเขาได้กลืนลงไปเอง”
เย่ฝานเอ่ยด้วยความไม่เข้าใจ “ไท่สุ่ย?”
“ได้ยินว่ามันเป็สมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายเห็ดหลินจือ แต่มันเป็พืชวิเศษที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ถึงแม้สรรพคุณของมันจะไม่สามารถทำให้เป็ะได้อย่างที่โอ้อวด แต่สามารถทำให้อายุยืนยาว ดูอ่อนวัยและมีชีวิตชีวา” มู่เหลียนผิงกล่าว
เย่ฝานถามด้วยความสงสัย “สมุนไพรนั้นเกี่ยวข้องกับเตาหลอมโอสถงั้นเหรอ?”
“แน่นอนอยู่แล้วครับ เตาหลอมนั่นเคยหลอมสมุนไพรมาหลายชนิด ทั้งโสม หลินจือ และยังเคยหลอมไท่สุ่ยอีกด้วย ภายในเตาหลอมจะมีฤทธิ์ยาสมุนไพรหลงเหลืออยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว เมื่อใช้เตานี้ในการปรุงยา ประสิทธิภาพที่ได้จะเพิ่มเป็เท่าตัว คุณตาของผมสนใจเตาหลอมโอสถชิ้นนี้มาก แต่ราคาของมันน่าจะไม่ต่ำกว่าสองพันล้านหยวน คุณตาซื้อไม่ไหวหรอกครับ” มู่เหลียนผิงกล่าว
เย่ฝานเหลือบตามองบน “ภายในเตาหลอมหลงเหลือกากสมุนไพรที่หมดอายุไปนานแล้ว พวกเขายังใช้มันปรุงโอสถอีก ไม่กลัวกินแล้วไม่สบายหรือไงนะ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
งานประมูลสินค้าใกล้จะเริ่มขึ้น ของที่นำมาประมูลเป็ชิ้นแรกก็คือเตาหลอมโอสถที่มู่เหลียนผิงเอ่ยถึง เย่ฝานขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่านะ!”
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานแวบหนึ่ง แล้วถามว่า “เป็อะไรไปเหรอ?”
“ของชิ้นนี้ไม่เลวเลยนี่” เย่ฝานกล่าว
ทันใดนั้นคำพูดของผู้ดำเนินงานประมูลก็ดังขึ้น
“ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่งานประมูลสินค้าในครั้งนี้ ของชิ้นแรกในวันนี้ก็คือ เตาหลอมโอสถที่สวีฝูได้ทิ้งเอาไว้”
“เตาหลอมโอสถชิ้นนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสองพันปี ไม่ต้องพูดถึงคุณค่าในการหลอมโอสถ แค่ตัวเตาหลอมก็นับว่าเป็ของโบราณล้ำค่ามากแล้ว”
“แน่นอนว่าของสิ่งนี้ไม่ใช่ของโบราณธรรมดา เตาหลอมนี้มีฤทธิ์ของสมุนไพรวิเศษนับไม่ถ้วนตกตะกอนอยู่ ขอเพียงเติมน้ำลงไป ก็จะเปลี่ยนเป็น้ำวิเศษ ดื่มน้ำวิเศษเข้าไปแล้ว จะทำให้อายุยืนนานและสามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ร้อยแปด”
…….........................................................................................
คำพูดของผู้ดำเนินงานประมูลฟังดูเกินจริงไปหน่อย แต่กลับมีพลังปลุกเร้าไม่น้อย ผู้ร่วมงานได้ยินคำพูดเช่นนั้น ต่างเสนอราคากันอย่างดุเดือด
“เตาหลอมชิ้นนี้ราคาเริ่มต้นที่สามร้อยล้านหยวน เริ่มประมูลได้เลยครับ”
“สามร้อยล้านหยวน”
“ห้าร้อยล้านหยวน”
…….......................................................................................
ราคาเริ่มต้นการประมูลของเตาหลอมอยู่ที่สามร้อยล้านหยวน แต่ตอนนี้ราคาไต่ขึ้นไปถึงสองพันล้านหยวนแล้ว
“สามพันล้านหยวน” ไป๋อวิ๋นซีเห็นสีหน้าของเย่ฝานแล้วจึงตัดสินใจร่วมประมูลด้วย
“สามพันสามร้อยล้านหยวน!”
“สี่พันล้านหยวน” เมื่อเห็นราคาพุ่งสูงไม่หยุด ไป๋อวิ๋นซีกลับเสนอราคาต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน
เย่ฝานได้ยินราคาที่ไป๋อวิ๋นซีเปล่งวาจา เขาอดกระตุกมุมปากพร้อมกับคิดในใจไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาเขาทำงานมากมายขนาดนั้น แต่ก็หาเงินได้เพียงหนึ่งพันล้านหยวน ต่อมาเพื่อแต่งงานกับไป๋อวิ๋นซี เขายอมหน้าหนาใช้ของต่างๆ นานาเป็สินสอดมอบให้ผู้เฒ่าไป๋ พอมาวันนี้เขาได้ยินราคาสี่พันล้านหยวนที่ไป๋อวิ๋นซีพูดออกมาอย่างง่ายดาย ทำให้เขาะเืไปถึงตับ
“สี่พันสองร้อยล้านหยวน”
เมื่อได้ยินราคาขนาดนี้ เย่ฝานอดย่นคิ้วไม่ได้ ภรรยาของเขาเสนอราคาสูงขนาดนั้นแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะมีคนแย่งอีก
ในที่สุดไป๋อวิ๋นซีก็ได้เตาหลอมชิ้นนั้นไป ในราคาสี่พันห้าร้อยล้านหยวน
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีพลางกะพริบตา “อวิ๋นซี พวกเรามีเงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าแล้วพูดว่า “มีสิ นายวางใจเถอะ ฉันมีเงินสดที่สะสมไว้อยู่”
เย่ฝานกะพริบตา แล้วเปล่งเสียง “อ่อ” ออกมา
เย่ฝานก้มหน้าพลางคิดในใจ “ภรรยาใช้เงินเก่งขนาดนี้ เขาต้องหาเงินเพิ่มอย่างขยันขันแข็งเสียแล้ว!”
……...........................................................................
สินค้าชิ้นที่สองในงานประมูลสินค้าคือพระพุทธรูปองค์หนึ่ง พระพุทธรูปองค์นั้น ทำให้ผู้ฝึกตนในศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าหลายคนต่างพากันแข่งขันประมูลราคา
“คุณชายเย่ คุณคิดว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็ยังไง?” มู่เหลียนผิงไม่ได้สนใจในพระพุทธรูป แต่ที่ถามเป็เพราะเห็นว่ามีคนไม่น้อยที่อยากได้
“ก็พอได้อยู่นะ ภายในพระพุทธรูปมีอัฐิของนักบวชชั้นสูงถูกบรรจุอยู่สามชิ้นถือว่าเป็วัตถุมงคลที่ไม่เลว” เย่ฝานไม่ค่อยสนใจของที่ทำมาจากอัฐิของนักบวชสักเท่าไร น้ำเสียงจึงฟังดูเนือยๆ
“ของสิ่งนี้หากนำไปขับไล่ภูตผีและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย น่าจะไม่เลวทีเดียว” สวีหยวนชิงเอ่ยปากพูด
สุดท้ายพระพุทธรูปองค์นั้น ก็ถูกนักบวชชั้นสูงรูปหนึ่งประมูลได้ไปในราคาแปดร้อยล้านหยวน
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วพูดพึมพำ “นักบวชสมัยนี้มีเงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”
ผ่านไปไม่นานเย่ฝานก็ได้รู้ว่าเหตุใดนักบวชสมัยนี้จึงมีเงินสะสมมากมาย ของประมูลชิ้นที่สามคือโอสถวิเศษที่ปรุงขึ้นโดยนักบวชนั่นเอง สามเม็ดก็ประมูลได้ตั้งห้าร้อยล้านแล้ว
จำนวนของผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณมีอยู่มาก แต่นักปรุงยามีน้อย อีกทั้งใบสั่งยาที่ตกทอดมาแต่โบราณล้วนขาดหายไม่สมบูรณ์ ใบสั่งยาที่ใช้ได้จริงๆ จึงมีน้อยมาก ดังนั้นโอสถที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาระดับวรยุทธ์ จึงมีคุณค่าไม่น้อย
“ขายได้ราคาขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย เห็นชัดๆ ว่าเป็ยาธรรมดา” เย่ฝานกล่าว
“โอสถที่คุณชายเย่ปรุงต่างจากโอสถพวกนั้นหรือครับ” มู่เหลียนผิงถาม
เย่ฝานพยักหน้าพลางพูด “แตกต่างสิ” แค่ชื่อเท่านั้นที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็สมุนไพรที่ใช้ปรุง อัตราส่วนของวัสดุล้วนไม่เหมือนกันเลย “โอสถของฉันเหนือชั้นกว่ามาก”
“จริงอยู่ที่โอสถของคุณชายเย่มีคุณภาพกว่ามาก ทว่าโอสถของพวกเขามีชื่อเสียงมากกว่า” โอสถของสำนักเส้าหลินตกทอดมาเป็พันๆ ปีแล้ว โอสถของคุณชายเย่ดีกว่าก็จริง แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป
เย่ฝานกลอกตามองบน “ฮึ พวกซื่อบื้อทั้งนั้น”
ในงานประมูลสินค้าครั้งนี้มีของล้ำค่าหายากปรากฏขึ้นมากมาย มีกระบี่พันปี เหล็กอุกกาบาต ยังมีหยกล้ำค่า และเพชรนิลจินดา ถูกนำขึ้นมาประมูลอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ผู้ร่วมงานชื่นชมกันไม่หวาดไม่ไหว
ของชิ้นสุดท้ายในงานประมูลสินค้าครั้งนี้ คือภาพวาดต้นฉบับของภาพวาดที่เย่ฝานซื้อจากหอจิตรกรเทวดาเมื่อครั้งก่อน เป็ภาพวาดที่จิตรกรซึ่งออกทะเลไปคนนั้นเป็คนวาดเองกับมือ
“ภาพวาดนั่นเป็ของวิเศษ ช่างงดงามจริงๆ” มู่เหลียนผิงชื่นชมด้วยความตื่นตะลึง
เย่ฝานพยักหน้า “ทัศนียภาพที่ปรากฏบนภาพสวยงามและเป็ธรรมชาติ มีแก่นธรรมที่ลึกซึ้งแฝงอยู่ในนั้นด้วย” ภาพวาดฉบับคัดลอกที่เย่ฝานซื้อมา แตกต่างจากของจริงไม่น้อย
พอภาพวาดนั้นถูกนำออกมา ก็มีผู้คนแย่งกันประมูลทันที
ราคาไต่ขึ้นไปถึงสามพันล้านหยวนในเวลาอันรวดเร็ว
“เ้าคนซื่อบื้อพวกนี้ เสียเงินตั้งเยอะแยะเพื่อซื้อภาพวาดเก่าๆ ภาพหนึ่ง ถึงแม้จะซื้อไปได้ ก็ใช่ว่าจะหาูเาเซียนได้สำเร็จ”
“นี่เป็โอกาสดีๆ ที่หายาก! นั้นคือูเาเซียนในตำนานเลยนะครับ” มู่เหลียนผิงอดพูดไม่ได้
เย่ฝานเบ้ปากกล่าว “แล้วยังไงล่ะ ก็แคู่เาเซียนเท่านั้น”
เย่ฝานรู้สึกว่าผู้คนบนโลกนี้มักชอบกล่าวอะไรเกินจริง ร้านขายบะหมี่ทั่วไปที่อยู่ข้างถนน ก็บอกว่าอร่อยที่หนึ่งในใต้หล้า คนที่สอบได้อันดับหนึ่งของประเทศ ก็บอกว่าเป็อัจฉริยะหนึ่งเดียวในโลก ดาราสาวธรรมดาคนหนึ่งก็บอกว่าหล่อนสวยเลิศล้ำในปฐี ส่วนูเาเซียนลูกนั้น ก็คงเป็ูเาที่มีแหล่งน้ำอยู่ด้วย ไม่แน่ว่าอาจเป็เพียงูเารกร้าง และบังเอิญมีต้นไม้วิเศษขึ้นอยู่ไม่กี่ต้น
มู่เหลียนผิงส่ายหน้าแล้วคิดในใจว่า เย่ฝานช่างเป็คนที่แตกต่างจากผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณทั่วไป ูเาเซียนเป็สถานที่ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณมากมาย สามารถสละทุกสิ่งเพื่อแสวงหา อย่างไรก็ดี ตอนนี้สถานที่ลึกลับแต่ละแห่งในประเทศล้วนถูกพัฒนา ทำให้ทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝนวรยุทธ์น้อยลงทุกที ถ้าสามารถค้นพบูเาเซียน ก็อาจพบกับสิ่งที่ทำให้วรยุทธ์พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วก็เป็ได้
……................................................................................................
เมื่องานประมูลยุติลงไม่นาน งานชุมนุมแลกเปลี่ยนของผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณก็สิ้นสุดลงเช่นกัน
เย่ฝานนำเตาหลอมโอสถกลับมายังคฤหาสน์ “ในบ้านมีของล้ำค่าอย่างนี้ ฉันต้องเพิ่มการป้องกันมากขึ้นซะแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน “ตอนแรกนายไม่ได้สนใจเตาหลอมโอสถนี้เลย แต่ต่อมากลับถูกใจขึ้นมาซะอย่างนั้น ตกลงเื่มันเป็ยังไงกันแน่!”
“เดิมทีฉันคิดว่าในก้นเตาหลอมโอสถมีกากยาที่ถูกทิ้งไว้เป็พันปี ความจริงแล้วเตาหลอมโอสถทั่วไปหากมีกากยาค้างอยู่ด้านในจะทำให้เกิดพิษ แต่จากที่ฉันเห็นเตาชิ้นนี้ จึงรู้ว่ามันแตกต่าง ฤทธิ์ของสมุนไพรที่เตานี้ดูดซับเอาไว้ ก่อให้เกิดสมดุลอย่างหนึ่งขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ทำให้เตานี้กลายเป็เตาหลอมโอสถที่สมบูรณ์ และที่น่ามหัศจรรย์ไปกว่านั้นก็คือ เวลาหลอมโอสถในแต่ละครั้งจะได้ผลมากเป็เท่าตัว”
เย่ฝานคิดในใจว่า หากใช้เตานี้หลอมโอสถรากฐานปราณ อาจได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง
“อ่อ” ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าเข้าใจ
ในบ้านมีของล้ำค่าเพิ่มขึ้น ทำให้เย่ฝานรู้สึกว่าตนเองอาจโดนปล้นเอาได้
เย่ฝานซ่อนเตาหลอมโอสถไว้ในห้องใต้ดิน และยังวางกับดักไว้ในนั้นอีกหลายชั้น แก้ไปแก้มาอยู่พักใหญ่กว่าจะยอมวางมือ
--------------------------------------------------------------------------------------------
[1] สวีฝู(徐福)ขุนนางสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ ถูกส่งตัวออกทะเลเพื่อเสาะหายาอายุวัฒนะ แต่หาไม่สำเร็จ จึงนำผู้คนที่ติดตามไปด้วยไปตั้งถิ่นฐานที่ประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน
