จากการบอกเล่าของเซี่ยจื่ออวี้และเซี่ยต้าจวินความรู้สึกฉันสามีภรรยาระหว่างเซี่ยต้าจวินและหลิวเฟินไม่ได้มีปัญหาที่ร้ายแรง ทั้งหมดคือความขัดแย้งภายในครอบครัวเซี่ยเสี่ยวหลานมีนิสัยค่อนข้างหุนหันพลันแล่น จึงเอ่ยปากให้หลิวเฟินออกจากตระกูลเซี่ยไปกับเธอมารดาคัดค้านลูกไม่ได้ ยอมหย่าร้างกับเซี่ยต้าจวินไปโดยปริยาย
ถ้าสองสามีภรรยาจะแต่งงานอีกครั้ง เซี่ยเสี่ยวหลานก็คงเป็อุปสรรค
ความตั้งใจของเซี่ยต้าจวินคือเขา้าพบหน้ากับหลิวเฟินตามลำพังสองคนปรองดองกันอีกครั้งภายใต้การเป็พยานของอาจารย์ใหญ่ซุนเื่นี้ตัดเซี่ยเสี่ยวหลานออกไปก่อน เธอคงอึดอัดอยู่ไม่กี่วันและทำได้แค่ยอมรับความจริง
ภรรยาอาจารย์ใหญ่ซุนกะพริบตาจนแทบไม่ไหวแล้ว อาจารย์ใหญ่ซุนไม่ได้รับรู้ถึงคำใบ้ของภรรยาแม้แต่น้อย
พอส่งเซี่ยต้าจวินและเซี่ยจื่ออวี้ไป ภรรยาเขาก็กราดเกรี้ยว
“เื่ในครอบครัวของนักเรียนคุณก็ยุ่งคุณไปทำงานสำนักงานท้องถิ่นเลยเสียดีกว่า!”
อาจารย์ใหญ่ซุนรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก
“นี่ผมไม่ได้้าให้เซี่ยเสี่ยวหลานไร้ความกังวลด้านค่าครองชีพกับค่าเล่าเรียนและใส่ใจการเรียนเป็ชีวิตจิตใจหรอกหรือ?”
ภรรยาอาจารย์ใหญ่ยิ้มเย้ยหยัน “ผู้หญิงชนบทคนหนึ่งต้องรวบรวมความกล้าหาญมากมายขนาดไหนถึงจะขอหย่าได้คุณแค่ฟังว่าพ่อของเซี่ยเสี่ยวหลานเธอพูดอะไรสามีภรรยาทะเลาะกันไม่กี่เดือนก็ควรหายเคืองโกรธ ตลอดเวลาที่ผ่านมามีเพียงพ่อแม่ที่สนใจลูกยังจะมีพ่อแม่ที่ไม่แต่งงานอีกครั้งเพราะลูกสาวขัดขวางด้วยหรือ? นั่นเป็พ่อแม่แท้ๆ ของเซี่ยเสี่ยวหลานนะ ถ้าพ่อเธอแสนดีจริงทำไมเธอจะไม่อนุญาตให้พ่อแม่แต่งงานอีกรอบ?”
กระบวนการคิดวิเคราะห์ของหญิงและชายมีความแตกต่างการพิจารณาปัญหาไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดียวกัน
ภรรยาอาจารย์ใหญ่คิดว่ามูลเหตุของเื่นี้อยู่ที่เซี่ยต้าจวินการที่เซี่ยเสี่ยวหลานและมารดาเธอยินยอมอาศัยกับลุงและไม่กลับไปนั้น ‘นิสัยดื้อรั้น’ คำเดียวไม่สามารถอธิบายปัญหาทั้งหมดจนชัดเจนแจ่มแจ้งได้
ภรรยาอาจารย์ใหญ่ซุนบ่นเสียเขาไปต่อไม่ถูกแต่เขาคิดเสมอว่าเซี่ยจื่ออวี้ห่วงใยน้องสาว ส่วนเซี่ยต้าจวินท่าทางเป็ชายชนบทซื่อตรงอ่อนน้อมถ้าเื่นี้สามารถไกล่เกลี่ยได้อย่างที่เซี่ยจื่ออวี้บอกจริงเขาก็กำลังทำความดีนะ คำโบราณมิใช่กล่าวว่า ‘ยอมรื้อสิบวัดแต่ไม่ทำลายหนึ่งงานแต่ง’ หรือไร!
อาจารย์ใหญ่ซุนมีความตั้งใจของตนเอง ภรรยาอาจารย์ใหญ่โมโหจนแทบกระอักเืดึงซุนเถียนซึ่งอยู่ข้างๆ เมื่อครู่เพื่อขอการตัดสิน
ซุนเถียนนิสัยเป็มิตรขี้อาย เดิมทีก็ไม่เก่งในการปฏิเสธผู้อื่นฟังเื่เมื่อสักครู่แล้วรู้สึกว่าผิดปกติอย่างบอกไม่ถูกแต่เธอมีประสบการณ์ชีวิตไม่พอ พินิจสถานการณ์ได้ไม่ชัดแจ้งเท่าภรรยาอาจารย์ใหญ่เธอจึงตอบกลับด้วยความลังเล
“คุณอา ฉันก็บอกไม่ได้ว่าใครถูกใครผิดเหมือนกันแต่จากภาพจำของเซี่ยเสี่ยวหลานที่มีต่อฉัน เธอมีสภาพจิตใจที่ดีมากเห็นได้ชัดว่าเธอพึงพอใจกับชีวิตในตอนนี้ในเมื่อพักความขัดแย้งของพ่อแม่ไว้ก่อนแล้วทำไมไม่รอเซี่ยเสี่ยวหลานสอบเกาเข่าเสร็จแล้วค่อยว่ากัน?”
สภาพเซี่ยเสี่ยวหลาน ณ ตอนนี้มั่นคงมากแท้ๆยังจะพลิกปัญหาของพ่อแม่เธอออกมาให้ได้อีก
จัดการได้ย่อมดี ถ้าความขัดแย้งบานปลายต่อไปมิใช่เป็การกระทบต่อจิตใจของเซี่ยเสี่ยวหลานหรือ? เหลืออีก 5 เดือนก็จะสอบเกาเข่า เวลาแบบนี้ไม่ควรไขว่คว้าชัยชนะท่ามกลางความเสี่ยงควรมั่นคงก่อน จากนั้นค่อยขวนขวายความก้าวหน้า
ภรรยาพูดเช่นนี้ ส่วนหลานสาวก็เหมือนจะไม่ค่อยเห็นชอบ
ความมั่นใจของอาจารย์ใหญ่ซุนเองจึงไม่เต็มเปี่ยมดั่งเช่นตอนแรกแล้ว
“ถ้าอย่างนั้น ลองพูดคุยกับแค่แม่ของเซี่ยเสี่ยวหลานตามลำพังไม่ต้องให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ สำเร็จหรือไม่ก็คงมีผลกระทบไม่มาก!”
อาจารย์ใหญ่ซุนถอยหลังหนึ่งก้าว ภรรยาเขายังคงไม่เต็มใจทว่ารู้นิสัยของอาจารย์ใหญ่ซุนดี ทำได้เพียงฝืนทนเห็นด้วย
ไม่จำเป็ต้องเรียกหลิวเฟินมาโดยเฉพาะ เพราะอีกไม่นานก็มีโอกาสสนทนานักเรียนมัธยมปลายปีสามและนักเรียนซ้ำชั้นของเซี่ยนอีจงจะกลับโรงเรียนพรุ่งนี้ และวันที่สี่ของเทศกาลตรุษจีนมีกิจกรรมพบปะผู้ปกครองโรงเรียนจะเชิญผู้ปกครองของเหล่านักเรียนเตรียมสอบมา เรียกรวมตัวประชุมก่อนการสอบทว่าไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ผู้เข้าสอบแต่เป็ผู้ปกครองของผู้เข้าสอบ...ถือว่าอธิบายย้ำความสำคัญของเกาเข่าสักหน่อย เหลือเวลาอีก 5 เดือนก่อนจะถึงเวลาของการสอบตัดสินชี้ชะตา ในบ้านมีเื่เล็กน้อยเพียงใดก็ไม่จำเป็ต้องรบกวนผู้เข้าสอบแล้วกิจธุระของครอบครัวสำคัญแค่ไหน ก่อนการสอบเกาเข่าล้วนต้องหลบให้พ้นทาง!
ในวันที่สองนี้ หลิวฟางก็มิได้พักที่บ้านแม่ อย่างน้อยเธอก็เป็คุณนายข้าราชการ่ฉลองตรุษจีนคือเวลาที่เหลียงปิ่งอันไม่ว่างและเป็เวลาที่หลิวฟางต้องวิ่งวุ่นสวัสดีปีใหม่ต่อเหล่าหัวหน้าทั้งหลายรับประทานอาหารกลางวันเสร็จเธอก็ไป วันนี้หลิวฟางขี่จักรยานมา...ยุคนี้อย่าว่าแต่คุณนายข้าราชการเลย ข้าราชการส่วนใหญ่ล้วนติดดินยิ่งนักคนที่มีรถเก๋งรับส่งเข้าทำงานนั้นมีเป็ส่วนน้อย ต่อให้ตำแหน่งที่ได้รับจะสามารถมีรถประจำตำแหน่งได้แต่ก็มีน้อยคนมากที่จะใช้รถหลวงเป็รถส่วนตัวรับส่งนอกเวลาทำงาน หาก้าเดินทางไปที่ไหนเพียงถีบจักรยานก็ไปถึงได้เช่นกัน!
เหลียงปิ่งอันยังไม่ถึงระดับที่จะได้รับการจัดสรรรถยนต์เช่นกันข้าราชการระดับเขตขึ้นไปถึงจะได้รับรถ เขาเป็ผู้ดูแลรถส่วนรวมของหน่วยงานพอดีวันนั้นจึงสามารถขับรถพาคนในครอบครัวมายังหมู่บ้านชีจิ่งได้
ตัวหลิวฟางที่ไม่มีสวัดิการเช่นนี้ ดังนั้นเย็นนี้จึงไม่อยู่รับประทานอาหารเย็นเนื่องจากเกรงว่าฟ้ามืดเกินไปจะมองไม่เห็นทาง
เธอพูดจ๊อกแจ๊กจอแจที่บ้านหลิวอยู่นานสองนานกว่าจะส่งเธอกลับได้ช่างยากเย็น เมื่อเธอกลับไปแล้วทุกคนต่างก็รู้สึกโล่งใจ
ก่อนกลับหลิวฟางยังคว้ามือของเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างอาลัยอาวรณ์ด้วย “ต้องมาเยี่ยมน้าบ่อยๆ นะ บ้านน้าก็ไม่ไกล แม่เธอรู้ทางดี!”
พบกันบ่อยครั้งถึงจะเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้นี่นา
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้าสุดแรง รับรองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่มีทางลืมคุณน้าหลิวฟางนึกว่าการแสดงในวันนี้สำเร็จลุล่วงได้ดีมากขี่จักรยานจากไปด้วยความพึงพอใจเหลือแสน หลิวเฟินซื่อตรงเป็อย่างยิ่งน้าของเซี่ยเสี่ยวหลานจากไปแล้ว เธอยังประหม่าอยู่ที่เดิม
“ฉันจำทางได้ที่ไหนเล่า เคยไปครั้งเดียวตอนเธอคลอดเหลียงอวี่นั่นแหละ”
ไม่ผิดจากที่กล่าว หลิวฟางสมรสกับคนที่มีฐานะดีกว่าคนบ้านเหลียงยังไม่ได้กล่าวอะไร ตัวเธอเองก็กลัวไปเสียก่อนว่าเครือญาติทางบ้านแม่จะเกาะเธอไปด้วยขนาดแต่งงานและคลอดเหลียงฮวนยังไม่แม้แต่เชิญหลิวเฟินไป พอให้กำเนิดเหลียงอวี่พ่อแม่สามีตระกูลเหลียงดีใจเหลือเกิน บอกลูกสะใภ้ว่าให้เชิญคนในครอบครัวเธอมารวมตัวกันหน่อยหลิวเฟินถึงได้รับเกียรติก้าวเข้าประตูบ้านเหลียง
“ไม่เป็ไร รอตอนจะไป พวกเราถามทางคนตามแผนที่ก็พอ”
เซี่ยเสี่ยวหลานถือว่าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว น้าคนนี้ของเธอก็คือคนประเภทไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยเหยี่ยว [1] ทำธุระใดต้องไหว้วานผู้อื่นช่วยเหลือ ถึงได้มาเพื่อสานความสัมพันธ์มารดาเธอจำทางได้หรือไม่ไม่สำคัญ เอาเถิด อย่างไรเสีย่นี้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีเวลาแสดงอุปรากรละครแนวความรักครอบครัวเป็เพื่อนน้า...รอวันที่สี่ผ่านไป พวกเซี่ยเสี่ยวหลานจะกลับซางตูไปทำธุรกิจต่อนอกจากเซี่ยเสี่ยวหลานทำธุรกิจยังต้องใส่ใจการเรียนไปพร้อมๆ กันอีกด้วยมีเวลาว่างไปเยี่ยมญาติที่เขตเหอตงเสียเมื่อไร?
ต่อให้หลิวฟางมาเยือนถึงบ้าน ก็ทำได้เพียงพบกับความว่างเปล่า
คนของหมู่บ้านรู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานและครอบครัวอยู่ในเมืองแต่ไม่มีสักคนจะรู้ที่อยู่ หลิวฟางหาตัวละครหลักไม่เจอเท่าไรความกระตือรือร้นในการเป็แม่สื่อแก่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องเจือจางลงไปเท่านั้น
ทำไมต้องวันที่สี่ถึงกลับเมืองได้?
วันที่สามหลี่เฟิ่งเหมยจะกลับบ้านแม่ วันที่สี่หลิวเฟินจะไปโรงเรียนเพื่อเข้าร่วม ‘ประชุมผู้ปกครอง’ ของนักเรียนปีสาม!
เซี่ยเสี่ยวหลานจะไปด้วย ทว่าหลิวเฟินให้เธอทบทวนบทเรียนอยู่บ้าน “แม่เห็นเฉินชิ่งบ้านลุงต๋าถือหนังสือทั้งวันไม่ปล่อยเลย”
หลิวเฟินไม่ได้หมายความว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่พากเพียรเพียงรู้สึกว่าธุระในบ้านเป็ภาระแก่ลูกแล้วและเพราะคะแนนสอบของเซี่ยเสี่ยวหลานมีพัฒนาการมาตลอด มิเช่นนั้นหลิวเฟินคงไม่ยินยอมให้เซี่ยเสี่ยวหลานเดินทางไปหยางเฉิงต่อแน่นอน
ตอนนี้มีหน้าร้านของตนเอง ธุรกิจนี้จึงจัดการได้ง่ายมากขึ้นจำนวนครั้งที่เซี่ยเสี่ยวหลานเดินทางไปหยางเฉิงจึงไม่จำเป็ต้องถี่ขนาดนั้น วานให้ทางหยางเฉิงส่งสินค้ามาโดยตรงเหมือนคราวก่อนก็พอ
“เสี่ยวหลาน ลูกว่าไร่นาที่เราได้มา เข้าฤดูใบไม้ผลิจะปลูกอะไรดี?”
หลิวเฟินคุ้นชินกับการมีเื่อะไรก็ปรึกษาเซี่ยเสี่ยวหลานพอที่นาแบ่งสรรมาสู่มือเธอ ได้คาดเวลาหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีฤดูหนาวแล้ว...อุณหภูมิของฤดูหนาวต่ำมาก นอกจากข้าวสาลีฤดูหนาวพืชชนิดอื่นก็ทนอุณหภูมิต่ำขนาดนั่นไม่ไหวอีกอย่างตอนนี้ชั้นดินแข็งกระด้าง แม้แต่พลิกหน้าดินก็ยังลำบาก
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดหนัก เธอไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับการเพาะปลูกเลย
ชาติก่อนไม่เคยัั และแม้ ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ ชาตินี้จะเป็คนในครอบครัวเกษตรกร แต่ขณะทำงานก็มักจะเกียจคร้านไม่ตั้งใจโดยสิ้นเชิง
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากบอกว่าให้ครอบครัวอื่นเช่าปลูกเสียเลยดีกว่า แค่ไม่ปล่อยให้ที่นารกร้างก็พอแต่หลิวเฟินให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้มาก กลางวันไม่มีงานก็ชอบไปวนเวียนบริเวณที่นาของตนเองชัดเจนว่า้าดูแลที่นาภายใต้นามของเธอและเซี่ยเสี่ยวหลานให้อย่างดี
ฤดูใบไม้ผลิจะปลูกอะไรได้?
ปลูกพวกไชเท้าหรือผักกวางตุ้งหรือ?ขนาดให้ครอบครัวหลิวหย่งรับประทานไม่จำกัดด้วยก็ไม่หมดอยู่ดี
“แม่ตัดสินใจเถอะ เื่พวกนี้ของบ้านเราถือคำแม่เป็เด็ดขาดก็แล้วกัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานออกความเห็นที่สร้างสรรค์ไม่ได้ จึงตัดสินใจโยนหน้าที่นี้ให้มารดาของเธอเสียเลย
เชิงอรรถ
[1]不见兔子不放鹰 ไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยเหยี่ยว หมายถึง ไม่ลงมือทำสิ่งใดง่ายๆหากยังไม่เห็นเป้าหมายชัดเจนหรือยังหาโอกาสที่เหมาะสมไม่ได้
