หลิวอวิ๋นชูเอ่ย“ลองชิมขนมที่ข้าตั้งใจห่อมาให้เ้าก่อนเถิด อร่อยหรือไม่”
เฟิ่งสือจิ่นกินขนมหนึ่งคำอย่างให้ความร่วมมือรสหวานหอมของขนมอบอวลอยู่ในปากของนาง และติดตรึงอยู่เช่นนั้นเป็เวลานานเฟิ่งสือจิ่นชะงักอึ้ง “ทำไมขนมนี้ถึงมีรสชาติบางอย่างเพิ่มเข้ามา?”
“รสชาติอะไรหรือ?” หลิวอวิ๋นชูหรี่ตาถามเฟิ่งสือจิ่นคล้ายมีเพียงวินาทีนี้เท่านั้นที่เขารู้สึกมีความสุขจากใจจริง
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “มันมีกลิ่นหอมของดอกไหวเพิ่มเข้ามา”
หลิวอวิ๋นชูยิ้มอย่างพึงพอใจ “ข้ารู้ว่าเ้าชอบกลิ่นหอมของดอกไหวมากดอกไหวในปีนี้ร่วงจนใกล้จะหมดแล้ว นี่เป็กลิ่นหอมระลอกสุดท้ายที่เหลืออยู่แล้วตอนเที่ยง ข้ากับคนรับใช้ช่วยกันเด็ดดอกไม้ชุดสุดท้ายที่เหลืออยู่บนต้นลงมาจากนั้นก็ผสมมันเข้าไปในขนมนี้ ข้าเดาว่าเ้าต้องชอบแน่”
จวนท่านโหวอันกั๋วมีดอกไหวไม่มากนัก ตอนเที่ยงหลิวอวิ๋นชูลำบากไม่น้อยกว่าจะเด็ดดอกไหวช่อสุดท้ายที่เหลืออยู่ลงมาได้สำเร็จ
แม้หลิวอวิ๋นชูจะไม่ได้พูดอะไร แต่เฟิ่งสือจิ่นรู้ดีว่าเขาต้องทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจและจริงจังมากแน่ๆเฟิ่งสือจิ่นก้มหน้าก้มตากินขนมในมือโดยไม่ได้พูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว
หลิวอวิ๋นชูเห็นนางกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย แค่นี้เขาก็ดีใจมากแล้วเมื่อเห็นว่านางกินขนมในจานจนหมด หลิวอวิ๋นชูจึงถามขึ้น “อร่อยหรือไม่?”
เฟิ่งสือจิ่นไม่ใช่คนเลือกกิน เพียงแต่เมื่อเข้ามาในเมืองหลวงหลังได้กินอาหารชนิดต่างๆ มาแล้ว จึงมีอาหารบางอย่างที่นางชอบกินเป็พิเศษเท่านั้นก่อนมาที่นี่ เฟิ่งสือจิ่นกินมื้อค่ำมาแล้ว จึงรู้สึกท้องอืดเล็กน้อยแต่ถึงกระนั้น นางก็ยังกินอย่างเอร็ดอร่อย ตอนที่ขนมเกือบจะติดคอหลิวอวิ๋นชูยื่นสุราจอกหนึ่งมาให้ เฟิ่งสือจิ่นจึงพยายามกลืนมันเข้าไปอย่างยากลำบากทำเสร็จก็พยักหน้าเบาๆ “อร่อยสิ นี่เป็ของที่อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินเลย”
หลิวอวิ๋นชูยิ้มจนตาหยี “ว่าแล้วเชียวว่าเ้าต้องชอบแน่”
เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้พูดอะไรออกไป หลิวอวิ๋นชูจึงถามอีกครั้ง “ทำไมถึงไม่ถามอะไรข้าเลยล่ะไม่ถามหรือว่าข้านัดเ้ามาที่นี่เพราะธุระอะไร?”
เฟิ่งสือจิ่นพูดอย่างสงบ “เ้าก็แค่เรียกข้ามาดื่มสุรากับกินขนมไม่ใช่หรือแค่นี้ก็ถือเป็ธุระแล้วนี่”
“เฟิ่งสือจิ่น เ้าช่างรู้จักพูดจริงๆ” หลิวอวิ๋นชูฉีกยิ้ม “ข้าเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าท้ายที่สุดพวกเราจะกลายเป็เพื่อนสนิทกันเช่นนี้ ในเมืองหลวงแห่งนี้ทุกคนต่างก็เอาใจข้า ไม่มีใครกล้าขัดใจข้าสักคนมีแค่เ้าที่กล้าต่อยตีกับข้ากลางถนน ในตอนนั้นข้าเกลียดเ้าจนอยากขยี้เ้าให้เละเลย หากไม่ใช่เพราะสู้เ้าไม่ไหว ข้าต้องทำเหมือนที่เคยทำมาคือต่อยให้ฟันหน้าของเ้าหลุดออกมาจากปาก ให้เ้าพูดไม่ชัดไปตลอดชีวิตเลย”
เฟิ่งสือจิ่นหลุดหัวเราะออกมาเป็เวลานานกว่านางจะก้มหน้าลงไปมองสุราในมือ ลมราตรีพัดให้ต้นหลิวพลิ้วสั่น และลูบผ่านเส้นผมของนางไปอย่างแ่เบา“หลิวอวิ๋นชู เ้าเสียใจหรือไม่ที่ตัดสินใจแบบนั้นเพราะั้แ่ที่เ้ามาข้องเกี่ยวกับข้า ก็ดูเหมือนจะไม่มีเื่ดีๆเกิดขึ้นกับเ้าเลย”
หลิวอวิ๋นชูพูดเสียงเข้ม “ชู่... อย่าพูดไปเรื่อยเปื่อย ่เวลาสั้นๆ ที่ได้อยู่กับเ้ามันดีกว่า่เวลาหลายปีที่ข้าเรียนอยู่ในวิทยาลัยหลวงเพียงลำพังหลายเท่าเลยข้าไม่ได้เสียใจ แค่ยังค้างคาใจเท่านั้น เสียดายที่่เวลาเช่นนั้นจบสิ้นลงแล้วแม้ข้าจะภาวนา อยากจะขอเวลาเพิ่มอีกแค่วันเดียวก็เป็ไปไม่ได้อีกแล้ว”เขาหันไปมองแม่น้ำที่ทอดยาวอยู่ท่ามกลางราตรี พลางพูดอมยิ้ม“ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะแต่งงานเร็วแบบนี้ ข้าคิดว่าต่อให้ชาตินี้ข้าจะรอให้คนที่รักตอบรับความรู้สึกของข้าไม่ได้ อย่างน้อยข้าก็ต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้ได้เสียก่อน จากนั้น รอจนถึง่อายุที่เหมาะสมแล้วค่อยหาผู้หญิงที่เหมาะสมคนหนึ่งมาเป็คู่ชีวิต เ้าคงคิดเยาะเย้ยข้าอยู่สินะว่าคนที่ไม่เอาไหนอย่างข้าหรือจะสร้างเนื้อสร้างตัวอะไรได้แต่ต่อให้ข้าจะทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง รอจนข้าอายุใกล้สามสิบด้วยฐานะทางบ้านกับหน้าตาของข้า ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องกลายเป็หนุ่มโสดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเมืองหลวงอยู่ดีเ้าว่าจริงหรือไม่?”
หลิวอวิ๋นชูยักคิ้วหลิ่วตา แม้ท่าทางของเขาในตอนนี้จะดูตลกมากก็จริงแต่เฟิ่งสือจิ่นกลับรู้สึกเหมือนมีขนมจุกอยู่ที่คอเช่นนั้นนางหัวเราะไม่ออกเลยสักนิด
“ต่อให้... ต่อให้ข้าต้องแต่งงานเร็วเช่นนี้จริงๆข้าก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนที่ข้าแต่งงานด้วยจะเป็เจี่ยนซืออิน...ข้ามองว่านางเป็น้องสาวมาโดยตลอด...”ในที่สุดหลิวอวิ๋นชูก็ปิดบังความขมขื่นและไร้เรี่ยวแรงในแววตาไม่ไหวอีกต่อไป“ในเมื่อข้าไม่ชอบนาง ในเมื่อนางเคยตั้งตัวเป็อริกับข้า คอยหาเื่ข้าทุกวันข้าจึงกล่อมตัวเองว่าข้าไม่จำเป็ต้องสนใจเื่นี้ไม่จำเป็ต้องเลือกทำเช่นนี้เลยสักนิด...”เขาเงยหน้าขึ้นมามองเฟิ่งสือจิ่นอย่างอ่อนล้า “แต่ข้าพบว่าข้าทำไม่ได้ข้าทิ้งนางเอาไว้แบบนั้นไม่ได้ ข้าทนเห็นนางตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้จริงๆ...ทั้งที่รู้ว่าทั้งหมดเป็แค่กับดัก แต่ข้ากลับควบคุมอะไรไม่ได้เลยข้าจำเป็ต้องะโลงไปติดกับอย่างไม่มีทางเลือก เฟิ่งสือจิ่น ถ้าเป็เ้า...เ้าต้องมีทางออกทางอื่นแน่ แต่ข้ากลับเลือกอะไรไม่ได้เลย ข้าที่เป็แบบนี้อ่อนแอมากเลยใช่ไหม?”
เฟิ่งสือจิ่นไม่หันไปมองหลิวอวิ๋นชู นางเพียงพูดด้วยเสียงแ่เบา“มีแค่คนที่กล้าหาญเท่านั้นถึงจะออกไปเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างไม่หลบเลี่ยงส่วนคนอ่อนแอมักจะหนีปัญหาเสมอ ถ้าเ้าคิดว่าตัวเองในตอนนี้อ่อนแอแล้วคนเช่นไรถึงจะถือว่ากล้าหาญ”
“แต่ข้าเก็บรักษา่เวลาดีๆ ของตัวเองเอาไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำข้าไม่กล้ายอมรับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองด้วยซ้ำ แม้แต่คนที่ชอบข้าก็ยังไม่กล้าหาทางไขว่คว้ามาเลย”
“แต่ตอนนี้ ทั้งหมดนั้นไม่สำคัญอีกแล้ว” เฟิ่งสือจิ่นพูดต่อ“แม้จะมีจุดเริ่มต้นที่ไม่สมบูรณ์แบบ เื่ราวต่อจากนั้นก็ใช่ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบไปด้วยข้าคิดว่าในอนาคต รอให้เ้ามีภรรยาและลูกเป็ของตัวเอง มีครอบครัวที่อบอุ่นถึงตอนนั้น เ้าก็จะนิยามใหม่เองว่าอะไรกันแน่ที่เป็สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของเ้าคนที่ไม่อาจเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้ ก็เป็แค่คนที่เคยผ่านมาในชีวิตเท่านั้นไยต้องไปยึดติด พวกเราเป็เพื่อนกัน ข้าย่อมหวังให้เ้ามีความสุขเสมอไม่ว่าเ้าจะเลือกเส้นทางใด ข้าก็จะอวยพร และสนับสนุนเ้าตลอดไป”
“เ้าจะลืมข้าหรือไม่?”
“เ้าเคยบอกไปแล้วไม่ใช่หรือไง คนเป็เพื่อนกันจะเป็เพื่อนกันไปตลอดชีวิตแม้ในอนาคต เราอาจไม่ข้องแวะกันอีก แต่ข้าก็จะจำได้เสมอว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนที่ชื่อหลิวอวิ๋นชูอยู่ในชีวิต”
หลิวอวิ๋นชูได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา ทว่าน้ำตากลับรินไหลออกมาไม่หยุดเขาใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำมูกและน้ำตาบนใบหน้าพลางพูดขึ้น “เฟิ่งสือจิ่น เ้าช่างเ้าเล่ห์เสียจริงเกือบจะทำให้ข้าหลงกล ข้าเกือบจะลืมจุดประสงค์ของการนัดพบเ้าในวันนี้ไปเสียแล้ว”
เฟิ่งสือจิ่นได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเช่นกัน “หากเ้าลืมได้ก็แสดงว่าจุดประสงค์นั้นไม่ได้สำคัญอะไร ไม่จำเป็ต้องพูดมันออกมาหรอก”นางคล้ายจะรู้ว่าหลิวอวิ๋นชูกำลังจะพูดอะไรกันแน่แตกต่างจากหลิวอวิ๋นชูที่แสนกล้าหาญ เพราะเฟิ่งสือจิ่นเลือกที่จะหลบหนีไม่อยากรับฟัง
ทว่าหลิวอวิ๋นชูกลับพูดขึ้น “ต่อให้เ้าไม่อยากฟังข้าก็จะพูดมันออกไปให้จงได้ ถ้าเป็ไปได้... ข้าเปลี่ยนใจแล้วข้าไม่อยากเป็เพื่อนกับเ้าไปตลอดชีวิต ลุงกงโกหกเพื่อนไม่สามารถอยู่เคียงข้างกันไปตลอดชีวิตเสียหน่อย...วันนั้นที่ข้าขนสินสอดไปที่จวนราชครูข้าไม่ได้ทำไปเพราะความวู่วามโดยไม่คิดหน้าคิดหลังและไม่ได้ทำไปเพราะอยากจะรับผิดชอบและปกป้องชื่อเสียงของเ้าด้วย ความจริงข้ารู้ใจตัวเองมาั้แ่แรกแล้ว รู้ว่าตัวเองอยากจะอยู่กับเ้าไปตลอดชีวิต...”
“เ้าดื่มหนักไปแล้ว” เฟิ่งสือจิ่นพูดแทรก
หลิวอวิ๋นชูเงยหน้าขึ้นมามองนางด้วยดวงตาแดงก่ำ “อย่าพูดไร้สาระเลยข้าไม่ได้เมา กลับกัน ่เวลานี้ เป็่เวลาที่ข้ามีสติมากที่สุดในชีวิตต่างหาก”
“เช่นนั้น ทำไมถึงพูดอะไรบ้าๆ แบบนั้นออกมาทั้งที่เ้ากำลังจะแต่งงานแล้วแท้ๆ”
“เฟิ่งสือจิ่น ถ้าแน่จริงก็ฟังข้าจนจบสิ ข้ากลัวว่าหากไม่พูดมันออกไปตอนนี้ในอนาคต ข้าอาจไม่มีโอกาสพูดมันออกมาอีกแล้ว เ้าอยากให้ข้าเก็บกลั้นไปตลอดชีวิตอดกลั้นมันไปจนตายหรือ?”
“แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา?”
