ในดวงตาของทุกคนเจือไปด้วยความขบขัน ทว่าอวิ๋นซูกลับทำเพียงก้าวไปข้างหน้าช้าๆ แล้วค้อมกายคารวะ “รบกวนความสำราญของพระองค์ หม่อมฉันสมควรตายหมื่นครั้งเพคะ!”
ไทเฮากวักมือเรียกแม่นมด้านข้างให้นางยกชาเข้ามา บริเวณพระขนงประทับไปด้วยความเย้ยหยัน
ช่างเป็เด็กสาวที่เ้าเล่ห์ รู้จักใช้ลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ด้วย
พระองค์ค่อยๆ หยัดพระวรกายขึ้นตรง ทรงพระสรวลน้อยๆ “เอาเถิด จะอย่างไรก่อนหน้านี้เ้าก็เพิ่งจะถูกรับกลับจวนชางหรงโหวมาไม่นาน อายเจียไม่ตำหนิเ้าที่ไม่รู้มารยาทหรอก”
ใบหน้าของอวิ๋นซูประดับไปด้วยรอยยิ้มบางเบา ยืนอยู่ด้านข้างอย่างไม่ประจบเอาใจและไม่วางก้าม กระทั่งคนเช่นไทเฮาก็ยังมองความคิดของนางไม่ออก
ไทเฮาเลิกพระขนงน้อยๆ ในใจรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่กลับรอให้อวิ๋นซูเอ่ยปากอย่างสงบ หากนางกล้าเอ่ยปากถามพระองค์เื่อาการป่วยในตอนนี้ นางก็จะต้องถูกลงโทษด้วยความผิดโทษฐานไม่เคารพในทันที
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าอวิ๋นซูจะมองความคิดนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทำเพียงยืนรอปรนนิบัติอยู่ด้านข้างด้วยรอยยิ้มบางเบาเท่านั้น
ไทเฮาไม่กล่าวคำใด นางเองก็ไม่กล่าวเช่นกัน
แม่นมทั้งหลายที่ยืนอยู่หลังไทเฮามองดูกันจนร้อนรน หย่งจี๋เสี้ยนจู่ผู้นี้ช่างไม่รู้มารยาทเสียจริง ครึ่งค่อนวันแล้วก็ยังไม่เอ่ยคำใด ช่างน่าโมโหจริงๆ!
ไทเฮารออีกครู่หนึ่ง เพียงแต่ว่าอวิ๋นซูที่อยู่เบื้องพระพักตร์กลับมีท่าทางเรียบเฉยมาโดยตลอด ไม่เอ่ยปาก กระทั่งไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
ความคิดค่อยๆ เปลี่ยนไป พระองค์หยัดพระวรกายขึ้น เกิดเสียงถอนใจหนักๆ ครั้งหนึ่ง ดูเหมือนว่าจะ้าดึงดูดความสนใจของอวิ๋นซู และเตือนถึงจุดประสงค์ที่นางมาในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูกลับทำเพียงเดินมาเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง ถือล่วมยาในมือออกมา
เด็กคนนี้ความคิดลึกล้ำยิ่งนัก!
ไทเฮาอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มเย็นเยียบในใจ “อายเจียรู้สึกไม่ค่อยสบาย ครั้งนี้จึงได้เรียกเ้าเข้าวังมาโดยเฉพาะ ทำไมหรือ ไม่เต็มใจที่จะตรวจรักษาให้อายเจียหรืออย่างไร?”
อวิ๋นซูก้มหน้าน้อยๆ “หม่อมฉันมิได้มีเจตนาเช่นนี้เพคะ”
“ไม่ได้มีเจตนาเช่นนี้?” ไทเฮาแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง “หลายวันมานี้อายเจียเปลี่ยนหมอหลวงไปไม่น้อย ไม่นึกว่าหมอหลวงในวังจะตรวจไม่พบว่าอายเจียไม่สบายตรงไหน ได้ยินมาว่าวิชาแพทย์ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่สูงส่ง จึงได้เรียกเ้ามา เอาล่ะ มิสู้ช่วยมาดูให้อายเจียเสียหน่อยเถิด!”
ไทเฮาทรงทอดพระเนตรไปยังห่อยาในมือของอวิ๋นซูอย่างปิดซ่อนเล็กน้อย ร่างกายของตนเจ็บป่วยหรือไม่ ในใจของพระองค์ย่อมกระจ่างชัดที่สุด หากว่าอวิ๋นซูตรวจไม่พบอาการเจ็บป่วย พระองค์ก็จะสามารถลงโทษที่หลอกลวงเบื้องสูงได้ หากว่าอวิ๋นซูตรวจพบ และกล่าวคำพูดที่น่ากลัวออกมาและตั้งใจหลอกลวง เช่นนั้นนางก็จะต้องมีใจคิดไม่ซื่อ เช่นนี้ก็สามารถลงโทษได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นางในวันนี้ยากที่จะหนีพ้น
อวิ๋นซูหยิบหมอนเล็กๆ ออกมา ส่งสัญญาณให้ไทเฮาวางพระหัตถ์ลงข้างบน นางค่อยๆ จับชีพจรให้พระองค์ เวลาทุกชั่วขณะผ่านไป ทว่านอกจากจะใช้นิ้วจับชีพจรเบาๆ แล้ว อวิ๋นซูก็ไม่ได้กล่าวคำใดอีก
ไทเฮาทรงทอดพระเนตรใบหน้าอันเงียบสงบของสตรีตรงหน้า มุมปากยกยิ้มเ็า ทว่าดวงตากลับเจือไปด้วยความประหลาดใจ พระองค์อยากจะรู้จริงๆ ว่าหลิ่วอวิ๋นซูผู้นี้จะตรวจอะไรออกมากันแน่
อวิ๋นซูค่อยๆ ดึงมือของตนกลับมา เงยศีรษะขึ้น ในดวงตามิได้มีผิดปกติเลยแม้แต่น้อย “ไม่ทราบว่า่นี้ในยามค่ำคืนไทเฮาทรงมิสามารถบรรทมได้ใช่หรือไม่เพคะ? ทรงมักจะแน่นพระอุระและหายใจติดขัด? นี่เป็อาการที่เกิดจากโรคเืลมบกพร่องเพคะ”
ไทเฮารู้สึกประหลาดใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็อาการเล็กๆ น้อยๆ ที่พระองค์เป็มาหลายปีแล้ว ไม่คิดว่านางจะสามารถตรวจออกมาได้ด้วยการจับชีพจรเพียงครั้งเดียว
แม่นมที่อยู่ข้างๆ เห็นว่าไทเฮาทรงไม่ตรัสสิ่งใด ในใจก็กระจ่างชัดถึงพระดำริในตอนนี้ของไทเฮา นางก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง “ไม่ทราบว่าเสี้ยนจู่มีวิธีรักษาอย่างไรเ้าคะ?”
อวิ๋นซูหยิบพู่กันขึ้นเขียนเทียบยาลงไปบนกระดาษแล้วส่งไปให้แม่นมที่อยู่ด้านข้าง
ไทเฮาทรงทอดพระเนตร แล้วจึงอดไม่ได้ที่จะหรี่พระเนตรลง ดูท่าแล้ว นางคงคิดว่าจะให้พระองค์ปล่อยนางไปง่ายๆ เช่นนี้ หากว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วเทียบยาของนางไม่ได้ผล พระองค์ก็จะเรียกนางเข้าวังมาอีก? หึ! ช่างเป็เด็กสาวที่เ้าเล่ห์ยิ่ง! ถึงตอนนั้นไม่ใช่ว่านางจะใช้ข้ออ้างมากมายมาผลักความรับผิดชอบหรอกหรือ?
ไทเฮาทรงสูดพระอัสสาสะลึก ทอดพระเนตรไปยังอวิ๋นซูดวงพระเนตรคมกริบ “หย่งจี๋เสี้ยนจู่มีวิธีการใดที่จะทำให้อายเจียรู้สึกได้ถึงผลลัพธ์โดยทันทีหรือไม่?”
ชุนเซียงที่อยู่ด้านข้างของอวิ๋นซูพลันรู้สึกประหลาดโดยพลัน พระราชดำรัสเช่นนี้ของไทเฮา ไม่ใช่ว่าจงใจกลั่นแกล้งคุณหนูของตนหรอกหรือ? ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้เรียนรู้วิชาแพทย์ แต่นางก็รู้ดีว่าบนโลกนี้ไม่มียาที่เห็นผลได้ในทันที! หากมียาเช่นนี้อยู่จริง บนโลกนี้ยังจะมีโรคที่รักษาได้ยากอยู่อีกหรือ?
อวิ๋นซูหยิบล่วมยาของตนออกมาวางไว้เบื้องหน้าทุกคน จากนั้นจึงพบว่ามีเข็มเงินแต่ละด้านวางเรียงรายกันอยู่ตรงนั้น ประกายคมกริบอันเย็นะเืทำให้ผู้คนที่พบเห็นต้องสั่นสะท้านในใจ
มุมปากของนางค่อยๆ ยกโค้ง สายตามองไปยังไทเฮาอย่างเปิดเผย “หากว่าไทเฮาทรงเชื่อมั่นในวิชาแพทย์ของหม่อมฉัน หม่อมฉันก็เต็มใจจะฝังเข็มให้พระองค์ แล้วจะสามารถทำให้พระองค์รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเพคะ”
สีหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนไป นี่้าจะฝังเข็มให้ไทเฮาตอนนี้หรือ?
อนุภรรยาที่ไร้ความสำคัญคนหนึ่งยังใจกล้ากระทำการบุ่มบ่าม ถึงกับกล้าทำเื่ที่ทำร้ายพระวรกายอันล้ำค่าของไทเฮาออกมาได้เชียว!
ในยามนี้ บนพระพักตร์ของไทเฮาเจือไปด้วยความตกตะลึง กระทั่งรับรู้ได้ถึงสายตาของทุกคนที่ตกอยู่บนพระวรกายของพระองค์ อดไม่ได้ที่จะกัดฟันแน่น สตรีผู้นี้คิดว่าพระองค์ไม่กล้าพอที่จะลองหรือ? เช่นนั้นก็ดี พระองค์กลับ้าให้สตรีผู้นี้รู้ว่า พระองค์สามารถนั่งในตำแหน่งไทเฮาได้ ย่อมมิใช่ว่าจะทำให้พระองค์อับจนหนทางได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค กลับกันหากนางทำให้พระองค์ต้องรู้สึกเ็ปแม้เพียงนิด จะต้องได้รับการลงโทษอย่างรุนแรงแน่นอน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ไทเฮาทรงพระสรวลบางเบา วางพระหัตถ์ของตนลงไปบนหมอนเล็กๆ พระพักตร์สง่างามและเคร่งขรึมเจือไปด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
ในตอนนี้เอง เหล่าแม่นมที่ยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้างเดินเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก กำชับด้วยท่าทางเคร่งขรึม “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ ท่านต้องระวังให้มาก พระวรกายของไทเฮามิอาจทนความผิดพลาดของท่านได้แม้เพียงครึ่งส่วน!”
“ใช่แล้ว หากไม่ระวังแม้เพียงนิด ก็ระวังศีรษะของท่านไว้ให้ดี!”
อวิ๋นซูยิ้มบางๆ “แม่นมทุกท่านโปรดวางใจ”
อย่างไรก็ตาม คำพูดสบายๆ เช่นนี้ของนางกลับทำให้ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ยิ่งรู้สึกกังวล
อวิ๋นซูยื่นนิ้วออกไปเลือกเข็มเงินเ่าั้อย่างไม่รีบร้อนราวกับกำลังคิดใคร่ครวญอยู่ในใจ ทั้งยังคล้ายกับแฝงความหมายบางอย่างไว้ในการกระทำ อีกทั้งการเคลื่อนไหวนี้ของนาง ทำให้พระทัยของไทเฮาเต้นไปตามปลายนิ้วของนาง
อวิ๋นซูล้วนเห็นอยู่ในสายตา รอยยิ้มที่มุมปากอดไม่ได้ที่จะกว้างขึ้น ทว่าในตอนที่นางเลือกได้และเงยหน้าขึ้นมานั้น บนใบหน้าของนางก็ฟื้นคืนสู่ท่าทางสุขุมเยือกเย็นเรียบร้อยแล้ว
ไทเฮาทรงทอดพระเนตรเข็มเงินยาวๆ ในมือของนาง ข้อมืออดไม่ได้ที่จะแข็งค้างอยู่บ้าง แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ แสร้งทำเป็เบี่ยงศีรษะออกอย่างสงบ จากนั้นมีความรู้สึกเย็นเยียบสายหนึ่งแผ่ออกมาจากิั รับรู้ได้ถึงเืที่ค่อยๆ ไหลเวียนไปยังหัวใจ ความรู้สึกที่เดิมทีอัดแน่นอยู่ในใจปลอดโปร่งในชั่วพริบตา ทำให้พระองค์รู้สึกสบายราวกับถูกอาบย้อมไปด้วยลมฤดูใบไม้ผลิ
ชั่วพริบตานั้นรอบด้านพลันเงียบลง ทุกสายตามองไปมายังไทเฮาและอวิ๋นซูตลอดจนเข็มเงินบนมือของนางไม่หยุด เห็นได้อย่างชัดเจนว่าความตึงเครียดในคราแรกของไทเฮาได้ผ่อนคลายลงแล้ว จากนั้นจึงปรากฏท่าทีเกษมสำราญขึ้น พวกนางกลับคาดเดาไม่ออกถึงสาเหตุ และไม่รู้ว่าในยามนี้ไทเฮาทรงมีความคิดอย่างไรกันแน่
เดิมทีคิดว่าไทเฮาจะทรงกริ้วั้แ่แรกเริ่ม เหล่าแม่นมทั้งหลายได้เตรียมคำพูดต่างๆ เอาไว้นานแล้ว จึงอดไม่ได้ที่คำพูดเหล่านี้จะจุกอยู่ในลำคอ
เวลาทุกชั่วขณะผ่านไป ลมหายใจของไทเฮากลับสงบมากยิ่งขึ้น ไม่มีท่าทางของความโกรธเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งอวิ๋นซูเก็บเข็มเล่มสุดท้ายกลับมา กลับมีขันทีผู้หนึ่งวิ่งเข้าตำหนักของไทเฮามาด้วยความตื่นตระหนกราวกับถูกไฟแผดเผา ถวายพระพรไทเฮาด้วยอาการสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัด
ไม่คิดว่าในยามนี้ไทเฮาจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างผ่อนคลายและพึงพอใจอย่างหาได้ยาก “ให้เขารอไปก่อน!”
ท่าทางของพระองค์ในยามนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจอย่างหาที่เปรียบมิได้ หรือว่าวิชาฝังเข็มของหย่งจี๋เสี้ยนจู่จะน่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้?
ในขณะที่ทุกคนเกิดความสงสัยอยู่ในใจนั้น แม่นมคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาจากนอกตำหนักมายังเบื้องหน้า “ไทเฮาเพคะ เสียนเฟยจะทรงมีพระประสูติกาลในเร็วๆ นี้แล้วเพคะ”
ไทเฮาชะงักไปเล็กน้อย ไม่มีการตอบสนองใดๆ ไปชั่วขณะ “อะไรนะ? ผู้ใดจะคลอด?”
ในยามนี้เอง แม่นมผู้นั้นรีบพาขันทีที่รออยู่นอกตำหนักเข้ามาด้านในด้วยความกระวนกระวาย ขันทีผู้นี้ตรงเข้าไปคุกเข่าเบื้องพระพักตร์ขอไทเฮา “ทูลไทเฮา เสียนเฟยจะทรงมีพระประสูติแล้ว เหล่าหมอหลวงต่างรีบไปยังตำหนักของเหนียงเหนียง1แล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าดูเหมือนเหนียงเหนียง...เหนียงเหนียงจะคลอดยากพ่ะย่ะค่ะ...”
สีหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนไป ไทเฮางั้นรีบเก็บพระหัตถ์ของตนกลับมา สายตาของทุกคนไปรวมอยู่บนร่างของอวิ๋นซู
อวิ๋นซูเข้าใจโดยพลัน ที่แท้ขันทีผู้นี้ไม่ได้มาหาไทเฮา แต่มาหาตน
นางมองไปยังพระพักตร์ของไทเฮาด้วยความลำบากใจ “แต่ว่าหม่อมฉันยังรักษาให้ไทเฮาได้ไม่เรียบร้อยเพคะ”
ไทเฮาในตอนนี้ได้ลืมจุดมุ่งหมายดั้งเดิมไปนานแล้ว พระองค์หยัดกายลุกขึ้น ดวงพระเนตรเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “เสียนเฟยร้ายแรงกว่า หย่งจี๋เสี้ยนจู่เ้ารีบไปเถอะ รีบไป!”
อวิ๋นซูมีท่าทีอับจนหนทาง จึงคารวะแล้วรีบเก็บเครื่องมือของตน หันกายเดินออกไปจากตำหนักของไทเฮาพร้อมกับขันทีผู้นั้น
ระหว่างทาง สีหน้าของขันทีผู้นั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก กล่าวเร่งไม่หยุดหย่อน “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ ลำบากท่านได้โปรดเร็วหน่อยเถิด เร็วหน่อยเถิดขอรับ! เกรงว่าเสียนเฟยจะทนไม่ไหวแล้ว!”
อวิ๋นซูขมวดคิ้ว ทำได้เพียงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นพร้อมๆ กับชุนเซียง
บนเตียง ความเ็ปจากการคลอดทำให้เสียนเฟยสลบไสลไปครั้งแล้วครั้งเล่า และไม่นานก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล มีแม่นมวิ่งนำน้ำร้อนเข้ามาไม่หยุด เพียงไม่นานก็ถูกย้อมเป็สีแดงสดบาดตา เสียนเฟยที่อยู่บนเตียงรู้สึกเพียงจิตใจสับสนวุ่นวาย ร่างกายโบยบินราวกับไม่ใช่ร่างกายของตน สีหน้าค่อยๆ ซีดขาว
แม่นมผู้หนึ่งประคองน้ำแกงโสมเข้ามา “เหนียงเหนียง เหนียงเหนียง ท่านดื่มน้ำแกงโสมอีกสักคำเถิดเพคะ จะต้องรักษาแรงเอาไว้นะเพคะ!”
เสียนเฟยส่ายศีรษะ ความเ็ปบริเวณเอวทำให้นางสติพร่าเลือน
ยามเมื่อสตรีงดงามสุขุมมาถึงอย่างรีบร้อน บนใบหน้าของทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะปรากฏความยินดีขึ้น “เหนียงเหนียง พระองค์รีบทอดพระเนตรเถิด หย่งจี๋เสี้ยนจู่มาแล้วเพคะ”
เสียนเฟยที่อยู่บนเตียงได้ยินดังนั้นจึงใช้แรงทั้งหมดในการลืมตาขึ้นโดยพลัน มือข้างหนึ่งยื่นออกไปยังเงาคนอันพร่าเลือนตรงหน้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอิดโรย “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ ท่านจะต้องช่วยเปิ่นกง! เปิ่นกงจะตายไม่ได้ โอรสของเปิ่นกงจะตายไม่ได้!”
ในตอนนี้เอง นอกประตูตำหนักของเสียนเฟย จักรพรรดิเองก็เสด็จมาถึงพอดี
อวิ๋นซูได้ยินเสียงของจักรพรรดิดังมาจากด้านนอก จึงรีบออกไปรับเสด็จ
จักรพรรดิรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ถึงกับสามารถพบอวิ๋นซูได้ที่นี่ตอนนี้ แต่ไม่นานก็โยนความคิดนี้ทิ้งไปจากสมอง “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ สถานการณ์ของเสียนเฟยเป็อย่างไรบ้าง?”
อวิ๋นซูค้อมกาย ใบหน้าเงียบสงบไม่เหมือนกับความกระวนกระวายของคนอื่น บนใบหน้ามีความมั่นใจอยู่หลายส่วน “ทูลฝ่าา สถานการณ์ของเสียนเฟยคับขันยิ่งนัก หาก้ารักษาชีวิตของพระทายาทและเหนียงเหนียง มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นเพคะ!”
จักรพรรดิได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจลึก “หย่งจี๋เสี้ยนจู่กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าวิธีนี้จะต้องอันตรายเป็อย่างมากใช่หรือไม่?”
อวิ๋นซูไม่ได้ตอบ แต่กลับมองตรงไปยังเขาด้วยความสงบ
จักรพรรดิพลันกำมือแน่น “เจิ้นไม่สนว่าเ้าจะใช้วิธีใด เจิ้นอภัยโทษให้เ้าทั้งหมด!”
อวิ๋นซูพยักหน้า หันกายเดินเข้าไปในห้องบรรทม
**************************
1 เหนียงเหนียง เป็คำเรียกพระสนมและฮองเฮาในพระจักรพรรดิ
