สุสานบรรพชนตระกูลโหวสร้างอยู่บนแนวสันเขาที่ยิ่งใหญ่ของแคว้นเฉิน เขาเฟิงสุ่ย เขาเฟิงสุ่ยเป็เขาหินสูงชัน แต่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ยอดเยี่ยม มีแม่น้ำใสสะอาดล้อมรอบ เมฆหมอกล่องลอยกว้างไกล ในยามเช้ามักจะมีแสงอรุณสีทองสาดส่องลงบนยอดเขา น่าหลงใหลราวกับอยู่บนสรวง์
บนทางถนนที่เต็มไปด้วยหินอันขรุขระ โจรกลุ่มหนึ่งกำลังแอบซุ่มรออยู่อย่างร้อนรน
โจรมีทั้งหมดหกคน ที่เอวของพวกมันมีดาบวงโค้งเสียบอยู่ ปากคาบต้นหญ้า หนึ่งในนั้นคนที่ศีรษะใหญ่โตที่สุดยืนอยู่ตรงกลาง ผิวของเขาดำคล้ำ สวมชุดหนังเสือ บนใบหน้าและแขนมีรอยแผลบาดลึกถึงกระดูกอยู่อย่างละหนึ่งรอย ท่าทางดุดันโเี้ทำให้คนที่เห็นเกิดความกลัว
เขาคือหัวหน้าของโจรกลุ่มนี้ และเป็คนที่ปรากฏตัวที่เรือนของเหลยซื่อ นามฮุยหลาง
ดวงตาดุดันของฮุยหลางกวาดมองลงไปยังตีนเขา เห็นรถม้ากลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางมาอยู่รางๆ เขายิ้มกว้างอย่างน่าสะพรึง “ฮึ มาแล้ว”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกไป บนใบหน้าของโจรอีกห้าคนที่เหลือก็ปรากฏความกระตือรือร้นขึ้น การฆ่าคนชิงทรัพย์คือสัญชาตญาณของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากงานสำเร็จยังจะได้รับเงินมากมายอีกด้วย
ฮุยหลางถ่มน้ำลายลงบนพื้น โจรข้างๆ ที่มีหน้าตาเล็กแหลมเหมือนหนูหัวเราะฮี่ๆ “หัวหน้า นายหญิงคนนั้นบอกว่า หากพวกเราจับคนได้ อยากทำอะไรก็ทำใช่หรือไม่!” เขากล่าวไปพลางถูมือทั้งสองของตนไปพลาง
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายตาเดียวที่อยู่ใกล้เขาที่สุดก็สูดน้ำลาย ไม่เก็บซ่อนความโลภโมโทสันบนใบหน้าแม้แต่น้อย “จริงหรือ? นั่นเป็คุณหนูจวนโหวเชียวนะ แค่คิดข้าก็อดไม่ไหวแล้ว” หลายปีมานี้เขาออกปล้นสะดมชาวบ้าน ไม่ว่าอะไรก็เคยทำมาทั้งนั้น มีเพียงเหล่าเชื้อพระวงศ์และพวกขุนนางที่เขาไม่มีโอกาสได้ฉกฉวย
บุรุษหัวโล้นอีกคนหนึ่งยิ้มอย่างอัปลักษณ์ กระทุ้งแขนใส่ชายตาเดียว “ไม่รู้ว่าคุณหนูนางนี้ไปล่วงเกินอะไรนายหญิงคนนั้นเข้า ข้าว่า พวกคนใหญ่คนโตนี่ก็ไม่ได้สะอาดไปกว่าพวกเราหรอก!”
บุรุษหน้าตอบหลังค่อมคนหนึ่งได้ยินก็ยิ้มออกมา “เ้าจะไปสนใจอะไรให้มากความ พวกเรามีเงินก็เอาไปเสีย รีบทำให้เสร็จๆ จะได้ไปดื่มสุราเคล้านารีกันต่อ”
“เ้าค่อมพูดถูก มีเงินมากมายเช่นนั้น อย่าว่าแต่ดื่มสุราเคล้านารีเลย หากพวกเรา้ากลับเนื้อกลับตัวก็ไม่มีปัญหา!” เมื่อคำพูดนี้ออกมาจากปากฮุยหลางกลับกลายเป็เื่ขำขัน กลับเนื้อกลับตัวหรือ? พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อน
ทุกคนหัวเราะฮ่าๆ ออกมา จากนั้นจึงกล่าวคล้อยตาม “พี่ใหญ่พูดถูก พวกลูกน้องฟังคำสั่งท่านก็พอ ถึงตอนนั้นพี่ใหญ่ซื้อตำแหน่งราชการมาได้ พวกเราพี่น้องก็ไปสอบจ้วงหยวน เป็อย่างไร? ฮ่าๆๆ ...”
พวกโจรทางฝั่งนี้คุยกันอย่างออกรส ส่วนอีกด้านหนึ่ง คนจวนโหวแต่ละคนล้วนมีแผนการของตนเอง
ข้างหน้าปรากฏทางขึ้นูเาอันคดเคี้ยว ขบวนเดินทางมาถึงตีนเขาแล้ว ระยะทางในตอนนี้ไม่ไกลจากสุสานบรรพชนครอบครัวท่านโหวมากนัก ความเร็วของคนกลุ่มนี้ก็ลดลงไม่น้อย
อวิ๋นซูเลิกผ้าม่านรถม้าขึ้น สายตาสำรวจไปยังนอกหน้าต่าง
รอบข้างมีูเาล้อมรอบ ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มฟื้นตัวจากความหนาว ต้นหลิวจำนวนหนึ่งมีกิ่งก้านงอกออกมา ทุกที่ต่างดูมีชีวิตเปี่ยมล้น
ที่นี่มีลักษณะพื้นที่เป็ูเาสูง ทางสัญจรไม่ราบเรียบ ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่บนทางขึ้นเขาที่ขรุขระ รถม้าสั่นะเืไม่หยุด ทว่ายังคงมิอาจส่งผลต่ออารมณ์ของอวิ๋นซูได้เลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น บรรยากาศพลันมืดครึ้มลง อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้นมองไปยังท้องฟ้า เห็นเมฆดำทั้งหลายพากันเคลื่อนตัวบดบังดวงอาทิตย์ ลมเย็นๆ นำพาไอน้ำเข้มข้นมาด้วย ทำให้รู้สึกหนาวอยู่บ้าง เกรงว่าฝนใกล้จะตกแล้ว
เป็ดังคาด ผ่านไปไม่นานบนท้องฟ้าก็มีฝนตกลงมาดังเปาะแปะ อวิ๋นซูนั่งอยู่ในรถม้าอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน มองไปยังหินูเารูปร่างแปลกประหลาดที่นอกหน้าต่าง ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง
ไม่ทราบว่านานเพียงใด รถม้าหยุดลงเงียบๆ ดวงตาอันงดงามของอวิ๋นซูลืมขึ้น จึงได้พบว่าเมื่อครู่ตนเองถึงกับหลับไป
“คุณหนูเ้าคะ พวกเรามาถึงยอดเขาแล้วเ้าค่ะ” อวี้เอ๋อร์เข้ามาใกล้ นำผ้าคลุมกันลมมาคลุมให้อวิ๋นซู
อวิ๋นซูพยักหน้า ก้าวลงจากรถม้า ทิวทัศน์รอบด้านทำให้ตรงหน้าของนางดูสว่างไสว
สถานที่ที่พวกเขาอยู่ช่างทำให้โลกทัศน์เปิดกว้าง มองลงไปจากตรงนี้ หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านราวกับถูกูเาโอบเอาไว้ในอ้อมกอด ูเาสูงตระหง่าน บริเวณตีนเขาเป็คูเมือง ทิวทัศน์ทั้งหมดถูกเก็บเอาไว้ในสายตา เป็ดังที่ท่านย่ากล่าวไว้ สถานที่แห่งนี้ล้อมด้วยูเาและแม่น้ำ สร้างสุสานบรรพชนไว้ที่นี่ล้วนสามารถสะสมบารมีให้ลูกหลานจวนโหวได้
บนยอดเขา สุสานบรรพชนที่สร้างจากหินอ่อนสีขาวท่าทางราวกับัตัวเขื่องกำลังคืบคลาน ดูมีอำนาจบารมียิ่งนัก
หลังจากนั้น ครอบครัวสกุลหลิ่วลงจากรถม้าตามลำดับอย่างเป็ระเบียบ เนื่องจากชางหรงโหวมีงานราชการมิอาจมาได้ เหลยซื่อจึงรับหน้าที่แทนบุตรชายคนโตชั่วคราว นางเดินอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเตรียมเข้าไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
ฮูหยินผู้เฒ่าสีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นมา นางมองไปทางอวิ๋นซู “ซูเอ๋อร์ มานี่”
ก่อนหน้านี้ เื่ที่ฮูหยินผู้เฒ่ารักถนอมอวิ๋นซูได้ลือกันไปอย่างครึกโครม ตอนนี้ทุกคนเห็นอวิ๋นซูถูกพ่อบ้านพาไปอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าอย่างโจ่งแจ้งจึงได้เชื่อในที่สุด ที่แท้บุตรีอนุภรรยาที่เพิ่งถูกรับกลับจวนมาไม่นาน ได้รับความโปรดปรานจากฮูหยินผู้เฒ่าได้จริง นี่ทำให้คนของบ้านสามพากันกระซิบกระซาบขึ้นมา
เหลยซื่อตรงกันข้ามกับความอิจฉาริษยาของทุกคน นางมีเพียงความโกรธแค้นเท่านั้น ยามนี้ดวงตาทั้งสองของนางมองไปยังอวิ๋นซูอย่างเหี้ยมเกรียม
อวิ๋นซูเดินผ่านหน้าทุกคนด้วยใบหน้าเรียบเฉย มุมปากยกน้อยๆ เป็วงโค้ง เมื่อเดินไปถึงข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าก็ประคองแขนของนางอย่างเป็ธรรมชาติ โทสะของเหลยซื่อพลุ่งพล่านออกมา นังเด็กสารเลวนี่ อาศัยที่ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดปรานก็ไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตา! แต่ว่าไม่สำคัญ ให้นางได้ใจไปเถิด รอให้ผ่านวันนี้ไป ดูสิว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะยังกล้ารักถนอมนางอยู่หรือไม่!
เมื่อถึงเวลาแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าจึงรับธูปยาวสามดอกมาจากพ่อบ้าน นางจุดธูปแล้วเดินขึ้นไปยังประตูสุสานบรรพชนอย่างระมัดระวังภายใต้การประคองของอวิ๋นซู คุกเข่าลงอย่างเข้มงวด
ยามนี้คนที่อยู่ด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่ามีเหลยซื่อ นายท่านรอง นายท่านสาม ฮูหยินบ้านรองและลูกหลานทุกคนล้วนคุกเข่าลงพร้อมกัน
สาวใช้หลายคนเดินไปข้างหน้า นำของเซ่นไหว้ที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วของแต่ละบ้านมาจัดเรียง
พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษนี้ซับซ้อนเป็อย่างมาก ฮูหยินผู้เฒ่าทำอย่างละเอียดรอบคอบ สั่งให้คนนำถ้วยหยกขาวเรียงเป็แถว นายท่านรองยกไหเหล้าขึ้นเทอย่างสง่างาม กลิ่นเหล้าอันเข้มข้นโชยเข้าสู่จมูก
จากนั้น มีเสียงประทัดดังสนั่นฟ้า ทุกคนยังคงคุกเข่า ท่าทางถูกต้องตามพิธีการทว่ายังคงความรื่นเริง
“เสร็จสิ้นพิธีการ!” พิธีการใช้เวลาครึ่งชั่วยาม ทุกคนในจวนโหวค่อยๆ ยื่นขึ้นท่ามกลางลมฝน เวลาต่อจากนี้เป็เวลาของการเฝ้าบรรพชน
การเฝ้าบรรพชนคือการให้คนรุ่นหลังเฝ้าอยู่ที่นอกสุสานบรรพชน เพื่ออยู่เป็เพื่อนบรรพบุรุษ และเพื่อให้บรรพบุรุษได้เห็นคนรุ่นหลัง ใน่เวลานี้สามารถกล่าวเื่ราวสถานการณ์ของตระกูลต่อหน้าบรรพชนได้
อวิ๋นซูอยู่หลังฮูหยินผู้เฒ่า นางมีท่าทางเคารพเลื่อมใส กระซิบกระซาบกับตนเองเบาๆ สตรีที่อยู่ข้างกายนางจึงไม่กล้ารบกวน
อวิ๋นซูเห็นว่ายามนี้เงียบสงบอย่างหาได้ยาก จึงพิจารณารอบด้านอย่างแเี
ข้างหลังฮูหยินผู้เฒ่าคือนายท่านรองและนายท่านสาม พวกเขาไม่ได้รับสืบทอดบรรณาศักดิ์โหว ด้วยเหตุนี้ตำแหน่งของพวกเขาจึงเทียบกับชางหรงโหวไม่ได้ รูปร่างหน้าตาของทั้งสองคล้ายคลึงกับชางหรงโหว เพียงแต่ดูมีอำนาจบารมีน้อยกว่า บนร่างของนายท่านรองมีกลิ่นอายของบัณฑิตอยู่เล็กน้อย อวิ๋นซูมองแล้วรู้สึกว่าเขากับฮูหยินบ้านรองเหมาะสมกันยิ่งนัก ส่วนนายท่านสามดูเหมือนจะคลุกคลีอยู่ในวงราชการมาหลายปี ลักษณะละมุนละม่อมเข้าได้กับทุกฝ่ายนั้นปกปิดไว้ไม่มิด
สายตาของอวิ๋นซูมองสำรวจไปด้านหลัง เห็นลูกพี่ลูกน้องหลายคนซึ่งเป็สมาชิกของบ้านสาม ในเวลาเดียวกันพวกเขาหลายคนก็ลอบมองนางอยู่พอดี
เวลาเฝ้าบรรพชนล่วงเลยไป ทุกคนค่อยๆ มีชีวิตชีวาขึ้น ฮูหยินบ้านรองเริ่มพูดคุยกับฮูหยินบ้านสามอย่างสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะเบาๆ แว่วมากับสามลมอยู่บ่อยครั้ง ฝนที่ตกโปรยปรายราวกับมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของผู้คน ทว่าเหลยซื่อกลับยืนอยู่ในมุมอย่างโดดเดี่ยวโดยมีหลิ่วอวิ๋นฮว๋าอยู่เป็เพื่อน คล้ายถูกแยกให้อยู่ลำพัง
เหลยซื่อใช้หางตามองปราดไปยังอวิ๋นซูอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เมื่อเห็นนางยืนข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าอย่างเงียบสงบ มีท่าทางง่วงงุนอย่างเห็นได้ชัด ในใจของเหลยซื่อพลันยินดี คนที่ตนจัดเตรียมไว้นั้นกล่าวว่า เขาได้ยินเสียงอวิ๋นซูกินขนมกับบ่าวในรถม้า ตอนนี้ผลของยาใกล้จะออกฤทธิ์แล้ว ตอนแรกนางยังกังวลไปว่านังสารเลวเ้าเล่ห์นี่จะสงสัยอะไรเสียอีก
นางค่อยๆ สงบใจลง มองไปรอบด้านอย่างลำพองใจ พบว่าคุณชายซีเองก็มีท่าทางง่วงซึมไร้เรี่ยวแรงเช่นกัน
ผู้เยาว์ที่ดูราวกับรูปหยกสลักหาวครั้งหนึ่ง กล่าวกับฮูหยินบ้านรองอย่างออดอ้อน “ท่านแม่ขอรับ ซีเอ๋อร์อยากนอน”
กล่าวจบก็เข้าไปคลอเคลียในอ้อมอกของฮูหยินบ้านรอง หาตำแหน่งที่สบายที่สุดแล้วพิงเข้าไป
หลิ่วอวิ๋นหลี่มองเหตุการณ์นี้อย่างเฉยเมย มุมปากแขวนไว้ด้วยรอยยิ้มเ็าอยู่หลายส่วน ทว่ากลับมีน้ำหนักบางอย่างกดทับลงบนไหล่ของนาง เมื่อหันไปก็พบกับอวิ๋นเหยาที่พิงตนเองมาครึ่งร่าง
“เป็อะไรไป? น้องเจ็ดเหนื่อยเกินไปหรือ?”
“...อืม” หนังตาหนักยิ่งนัก สายตาก็ค่อนข้างพร่าเลือน จะอย่างไรน้องเจ็ดก็ยังอายุน้อย หลิ่วอวิ๋นหลี่ไม่ได้คิดไปถึงจุดอื่น สำหรับตนแล้ววันนี้เป็วันสำคัญ ความอัดอั้นตันใจหลายวันมานี้ผ่อนคลายลงอย่างหาได้ยาก น้ำเสียงจึงอ่อนโยนลงไม่น้อย “จะต้องเหนื่อยกับการเดินทางแน่ๆ เส้นทางขึ้นเขานี้ขรุขระเดินทางได้ลำบากนัก คืนนี้กลับไปก็พักผ่อนเร็วๆ หน่อยเถิด”
อวิ๋นเหยาพยักหน้า ในใจซาบซึ้งอยู่มาก พี่สี่ไม่ได้พูดกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนี้มานานเท่าไรแล้วนะ? ั้แ่อี๋เหนียงตายไป พี่สี่เหมือนกับเกลียดตนขึ้นทุกวัน ทว่าครั้งนี้ พี่สี่เข้าหานางก่อนอย่างหาได้ยาก เพื่อให้นางนำขนมไปให้พี่หก
นางเดาได้ว่าพี่สี่กับพี่รองจะต้องปรึกษากันเรียบร้อยแล้วว่าจะจัดการกับพี่หกอย่างไร บทเรียนในครั้งก่อนทำให้ทุกครั้งที่นางเห็นพี่หกจะรู้สึกไม่สบายไปทั้งร่าง หากพี่สี่ทำสำเร็จแล้ว วันหน้านางจะดีกับตนขึ้นบ้างหรือไม่?
ยามนี้ ฝนที่โปรยปรายอยู่ในอากาศพลันตกหนักขึ้นมา สายฝนปะทะพื้นดินดังเปาะแปะ สาดลงจนเป็น้ำโคลน หากตกลงมาบนร่างจะทำให้แสบผิวจนยากจะทนไหว
สายลมพัดมา พัดพาเม็ดฝนปลิวกระจายไปทั่วทุกทิศ
เหลยซื่อเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งไปทางฮูหยินผู้เฒ่าอย่างร้อนรน “ท่านแม่เ้าคะ ฝนตกแรงยิ่งนัก พวกเรากลับกันเร็วเสียหน่อยจะดีกว่า มิฉะนั้นหากเส้นทางบนูเากลายเป็ดินโคลน พวกเราคนเยอะเช่นนี้ เกรงว่าจะอันตราย”
สายฝนสาดเทลงมา ผ่านไปไม่ทันไรก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นทุกคนทยอยกันเข้าไปหลบในรถม้า จึงตอบตกลงไป
เหลยซื่อดีใจ “สะใภ้ทราบทางลัดอยู่ทางหนึ่ง ใช้เวลาไม่นานก็ลงเขาได้แล้วเ้าค่ะ!” กล่าวจบก็มองไปยังอวิ๋นซูอย่างล้ำลึก
