ฮูหยินเชวียสวมชุดข้างบนสีฟ้าอ่อนปักด้วยลายฮวาหลัวสวยงามวิจิตรด้านล่างสวมกระโปรงจีบสีฟ้าเข้ม อายุราวๆ สามสิบสี่ สามสิบห้าปีมีใบหน้าละม้ายเชวียหนิงหรานถึงเจ็ดสิบส่วน รูปหน้าขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาแลดูมีความอาจหาญ ทว่าระหว่างคิ้วทั้งสองกลับดูหม่นหมองไปสักหน่อย
ในวันนี้ต้วนชิงิสวมชุดกระโปรงอ่อนสีฟ้าผ้าคลุมสีขาวบริสุทธิ์ แม้จะยังไม่เป็ผู้ใหญ่เต็มตัวแต่สามารถแสดงความงามได้อย่างเต็มที่ ยามพระพายพัดผ่านโบกสะบัดเผยให้ชุดสีท้องฟ้ากับเมฆาสีขาวพลิ้วไหวไปมาให้ความรู้สึกหรูหราดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร
เพราะไปเป็แขกนางจึงตั้งใจเกล้าผมทรงนิยม บนศีรษะไม่ใส่เครื่องประดับชิ้นใหญ่ใส่เพียงชิ้นเล็กชิ้นน้อยไม่กี่ชิ้น ที่คอบรรจงสวมสร้อยมรกตสีม่วงส่าหรีเส้นหนึ่งยามเมื่อต้องแสงยิ่งขับให้ไข่มุกดูเจิดจรัส ขับผิวนางให้ขาวราวกับหิมะโปรยปรายละม้ายเทพธิดาจงมาจุติลงบนโลกมนุษย์
ฮูหยินเชวียพอได้เห็นต้วนชิงิแต่งตัวเรียบง่ายทว่าดูดีอีกทั้งใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสง่างามระคนสูงส่ง ถึงกับเอ่ยชมในใจหนึ่งคำก่อนว่า ‘เยี่ยม’ ผู้หญิงที่มีดวงตาเป็ประกาย มีความฉลาดหลักแหลมและความมั่นคง ผู้หญิงเช่นนี้เหมาะสมมากที่สุดที่จะเป็เพื่อนสนิทของลูกสาวนาง!
เชวียหนิงหรานเป็ลูกสาวภรรยาเอกแห่งจวนเชวียและเป็ลูกสาวคนเล็กของฮูหยินเชวียนางทั้งรักและทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน ดังนั้นสำหรับลูกสาวแล้วจึงคัดสรรสิ่งต่างๆอย่างเข้มงวดเสมอมา
ฮูหยินเชวียเดินเข้าไปจับมือต้วนชิงิด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แสดงให้เห็นถึงความจริงใจอย่างมากมาย “อ่อ มิน่าล่ะ เมื่อหนิงหรานกลับมาจากครั้งที่แล้วก็เอาแต่พูดถึงและชมคุณหนูใหญ่ต้วนอย่างไม่ขาดปาก ที่แท้หน้าตาของเ้า ช่างมีความรู้ความสามารถเช่นนี้...”
นางก้มหน้าลงเล็กน้อยเมื่อฮูหยินเชวียพูดจบพลันหน้าแดงระเรื่อขึ้น กล่าววาจา “พี่สาวช่างเป็คนตรงไปตรงมานางถูกชะตากับข้า ดังนั้นจึงพูดเกินเลยไปมากเ้าค่ะ!”
ฮูหยินเชวียได้ยินแล้วยิ่งเพิ่มความรู้สึกอุ่นใจ พูดขึ้นอย่างเป็กันเอง “คุณหนูต้วนอย่าได้ถือสาหนิงหรานมารบเร้าแต่เช้าให้ออกไปรอรับ พอดีข้ากำลังว่าง จึงออกมาเป็เพื่อนนางยืนหน้าประตูเพียงครู่เดียว”
แม้คำพูดจะแสนเรียบง่ายทว่ากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยจนทำให้ต้วนชิงิที่ได้ฟังรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง นางเข้าใจแล้วว่าเชวียหนิงหรานมีนิสัยที่น่ารักน่าเอ็นดูมาจากใครเพราะดูแลปกป้องมากเกินไป สิ่งนี้นี่เองที่เรียกว่า เืข้นกว่าน้ำขอเพียงเป็ลูกสาวที่คลอดออกมาเอง ถึงจะทำให้ได้ถึงขั้นนี้!
เด็กสาวรีบพูดอย่างรีบร้อน “ฮูหยินอย่าได้เกรงใจ นับดูแล้วพี่เชวียถือว่าเป็พี่สาว ฮูหยินเรียกชิงิก็ได้เ้าค่ะ”
ฮูหยินพยักหน้าโดยไม่เกรงใจ “นับดูแล้ว ท่านแม่ติงโหรวของเ้า ก็เป็เพื่อนสนิทคนหนึ่งของข้าตอนเ้ายังเล็กอยู่ ข้ายังได้พบเ้าอยู่หลายครั้งอย่างนั้นข้าจะถือโอกาสเรียกเ้าว่า ชิงิก็แล้วกัน!”
อีกฝ่ายผลิยิ้มกว้างพยักหน้าตอบ “เ้าค่ะ!”
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกันต้วนอวี้ก้าวเท้าขึ้นมาสองก้าว หันไปทำความเคารพฮูหยินเชวียอย่างตั้งใจ “ต้วนอวี้ คารวะฮูหยินเชวียขอรับ!”
ฮูหยินจึงหมุนตัวกลับมามองเด็กชายที่ผิวขาวเกลี้ยงเกลารอยยิ้มบนหน้าของนางเผยออกมาอีกครั้ง “โอ้นั่นเป็ต้วนอวี้ใช่หรือไม่ สูงขนาดนี้แล้วหรือ? มานี่เร็วให้ข้าดูชัดๆ เสียหน่อย!”
ทางด้านเชวียหนิงหรานที่ไม่เดินตามมาพูดขึ้นเหมือนแกล้งน้อยใจ “ท่านแม่ พวกเขาเป็แขกของลูกทำไมเห็นท่านแล้ว กลับไม่มีใครสนใจลูกเลย?”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา จากนั้นฮูหยินเชวียจึงหันไปจูงต้วนชิงิเชวียหนิงหรานก็จูงต้วนอวี้ทุกคนต่างขึ้นเกี้ยวไปทางประตูชุ่ยฮวาเหมินด้วยความดีอกดีใจ!
ห้องส่วนตัวของเชวียหนิงหรานใหญ่โตโอ่อ่าประดับประดาตกแต่งอย่างวิจิตรแม้ตะเกียงใส่กำยานยังมีกลิ่นบางเบาของไม้จื่อฉานเซียง[1]ภายในห้องยังตกแต่งด้วยเครื่องใช้ทำจากไม้จื่อฉานเซียงเสียทุกชิ้นตรงริมหน้าต่างมีกู่ฉิน[2] เครื่องหนึ่งวางอยู่ ถัดไปคือฉากกันลมลวดลายหญิงสาวสิบสองคนฉากหนึ่งตั้งไว้เพื่อแยกสัดส่วนของห้องออกจากกันแสดงได้ถึงความอ่อนโยนและการศึกษาที่ดีของหญิงสาว
ฮูหยินเชวียเดินไปเป็เพื่อนพวกเขาจนถึงห้องบุตรสาวจากนั้นจึงขอตัวแยกไปทำธุระของนางต่อ เชวียหนิงหรานจับมือต้วนชิงิเดินไปรอบๆห้อง ยกยิ้มบางๆ ขึ้นเอื้อนเอ่ย “นี่เป็ห้องของข้าปกติแล้วไม่มีใครเคยได้มา ครั้งนี้รอเ้ามาเยี่ยมเยือนจนได้!”
อีกฝ่ายยกยิ้มกล่าวตอบ “เ้าก็รอข้าไปเงียบๆ สิเหตุใดยังต้องพาผู้ใหญ่ไปรอรับข้าที่หน้าจวนด้วย ไม่กลัวคนครหาว่าข้าไร้มารยาทหรือเช่นนั้นต่อไปคงไม่กล้ามาหาเ้าที่จวนอีก?”
เมื่อได้ฟังที่นางพูดเชวียหนิงหรานยู้ปากเล็กน้อย “ข้าไม่ได้ให้ท่านแม่ตามไปด้วยสักหน่อยข้าออกไปรอเ้าที่หน้าจวน ท่านแม่ก็ตามข้ามาเอง แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรได้เล่า?”
ต้วนชิงิขยับลุกขึ้นเดินไปที่กู่ฉินพลางใช้นิ้วดีดไปที่สายกู่ฉิน ส่งเสียงบรรเลงเพลงยาวแสนไพเราะเสนาะหูจากนั้นจึงเงยหน้า ส่ายหัวไปมา “เ้านี่...”
หนิงหรานหัวเราะอย่างดีอกดีใจ “ข้าจะบอกอะไรเ้า แต่ห้ามหัวเราะข้าล่ะ ท่านแม่บอกกับข้าบ่อยครั้งว่าข้ามีแต่หัวแต่ไม่มีความคิด ดังนั้นอย่าเอาความชอบของเ้า มายัดเยียดให้กับล่ะข้าไม่อยากได้! ”
ระหว่างที่พูดนั้นหัวหน้าบ่าวรับใช้ไห่ถังของเชวียหนิงหรานยกน้ำชาเข้ามาก็เผยยิ้มไปด้วย “คุณหนูต้วนคงไม่ทราบว่า คุณหนูของพวกบ่าวเหมือนกับเด็กน้อยเมื่อวานั้แ่กลับมาก็เอาแต่บ่นถึงคุณหนูต้วนไม่หยุดเ้าค่ะวันนี้ฟ้ายังไม่ทันสาง ก็บังคับให้พวกบ่าวมาเช็ดทำความสะอาดห้องไปมาให้สะอาดสะอ้านรอคุณหนูต้วนเ้าค่ะ!”
ผู้เป็นายกระทืบเท้าไปทีเมื่อได้ยินที่ไห่ถังพูด “ไห่ถังเ้าบังอาจแต่งเื่หรือ ประเดี๋ยวข้าจะให้เ้าแต่งกับซานเอ๋อร์จือ!”
บ่าวรับใช้ได้ยินนางพูดพลางทำหน้าใไปหมด “คุณหนูเอาอีกแล้ว... บ่าวบอกแล้วว่าจะติดตามคุณหนูและไม่แต่งกับใครทั้งนั้นเ้าค่ะ”
ไห่ถังพูดไปพลางเทน้ำชาไปพลางวางจานธัญพืชลง และหันไปยิ้มเจื่อนให้ต้วนชิงิ “คุณหนูต้วนเชิญทานเ้าค่ะคุณหนูเชิญทานเ้าค่ะ!”
จากนั้นก็ขอตัวออกไป
ต้วนชิงิมองไปที่ด้านหลังไห่ถังที่กำลังเดินออกไปเลิกคิ้วขึ้นพลางยิ้มกว้างออกมา “ไห่ถังคนนี้นับว่าซื่อตรงกับพี่สาวนะ!”
เมื่อเห็นบ่าวรับใช้เดินออกไปเชวียหนิงหรานจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก “ซื่อตรงแล้วอย่างไรกันปีนี้นางอายุสิบสี่แล้ว ถึงเวลาที่จะตบแต่งได้แล้วลูกพี่ลูกน้องผู้ชายของอี๋เหนียงคนที่สามถูกใจกับนาง จึงสร้างเื่ต่างๆ นานาเพื่อหวังว่าจะให้ท่านพ่อยกไห่ถังให้!”
ต้วนชิงิถอนหายใจยาวออกมาดูท่าแล้วจวนเชวียก็ไม่ได้เงียบสงบเหมือนกัน จู่ๆ คิดขึ้นมาได้ว่าต้วนชิงิมาหานางเป็ครั้งแรกถ้าพูดเื่นี้เกรงว่าจะไม่เหมาะไม่ควร นางจึงรีบเข้าไปลากมืออีกฝ่าย “ชิงิ ข้าจะพาเ้าไปเดินเล่นแล้วกัน!”
ต้วนชิงิดื่มชาไปได้เพียงครึ่งแก้วเท่านั้นเมื่อได้ยินที่อีกฝ่ายบอกจึงพยักหน้าอย่างรับอย่างเสียไม่ได้ “พี่เชวียอายุมากกว่าข้าสองปี ปีนี้น่าจะสิบสองแล้วสิท่าแต่ทำไมดูท่าแล้วยังเหมือนกับเด็กอยู่เลย?”
อีกฝ่ายมองค้อนนางไปขวับหนึ่ง “เหมือนเด็กแล้วไม่ดีอย่างไร ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันว่าข้าโตกว่าเ้าอย่างนี้จะดีจริงๆ หรือ?”
พูดเสร็จก็อดจะพูดต่อไม่ได้ว่า “เร็วเข้าไปดูสิว่าพี่ชายข้าพาต้วนอวี้ไปทำอะไรบ้าง!”
เมื่อเข้ามาจวนได้ประเดี๋ยวเดียวพี่ชายทั้งสองของเชวียหนิงหรานก็กลับมาจากข้างนอกพอดีจึงเอ่ยปากช่วยนางดูแลคุณชายตัวน้อยท่านนี้ทำให้นางและต้วนชิงิได้อยู่กันอย่างเงียบสงบ
เด็กสาวจัดชุดให้เข้าที่เข้าทางและช่วยเชวียหนิงหรานไปด้วยทันทีที่มือของเด็กสาวไปอยู่ตรงคอของนางจึงหัวเราะไม่หยุดนางพยายามดึงมือต้วนชิงิออกแล้ววิ่งหนีพลางกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะว่า “ชิงิเ้าอย่าทำแบบนี้ ข้าจั๊กจี้ที่สุด!”
ต้วนชิงิหัวเราะพยายามเข้าไปแกล้งอีกฝ่ายต่อ “โอ้โห นี่เ้ายังมีสิ่งที่กลัวด้วยหรือ”
อีกฝ่ายหัวเราะคิกคัก “ข้าไม่กล้าทำอะไรเ้าหรอก... เหมือนครั้งที่แล้วคนที่ชื่อโจวเซ่อข้าได้ยินมาว่านางน่าสังเวชเชียว เ้าบอกมาสิว่าใช่ฝีมือของเ้าหรือเปล่า?”
ต้วนชิงิส่ายหัวไปมา “ข้าจะไปกล้าทำอะไรนางได้ นางไปล้มอยู่ในอ้อมแขนขององค์ชายสามเอง! ”
อยู่ๆก็นึกถึงเื่วันนั้นขึ้นมา ประโยคสุดท้ายก่อนที่องค์ชายสามจะจากไปต้วนชิงิได้พูดขึ้นอย่างรีบร้อนด้วยไหวพริบว่า “พอแล้วพอแล้ว ต้องไปหาต้วนอวี้แล้ว!”
ทั้งสองคนจับมือกันกำลังจะเดินผ่านประตูชุ่ยฮวาเหมินพลันสายตาเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนสองคนที่กำลังหัวเราะเดินมาทางนี้
เชวียหนิงหรานมองไปยังเด็กผู้หญิงสองคนนั้นปราดหนึ่งสีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที พูดขึ้น “ชิงิเจอหมาบ้าเข้าแล้ว พวกเราเดินอ้อมกันเถอะ!”
เด็กสาวรู้ดีว่านางเจอกับคนที่ไม่อยากเห็นหน้าดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธ ทั้งสองจึงพากันจับมือกันเดินไปอีกทาง
จากนั้นเมื่อพวกนางกำลังหมุนกลับตัวก็มีเสียงหยิ่งผยองร้องเรียกมาจากด้านหลัง “โอ้นี่ไม่ใช่พี่รองหรอกหรือ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้? แล้วที่อยู่กับพี่รองใช่คุณหนูจวนต้วนผู้ไม่มีความสามารถหรือไม่...โอ้ว ใช่จริงๆ ด้วย... คุณหนูใหญ่จวนต้วนผู้ไร้ความสามารถ รูปร่างอัปลักษณ์ช่างเหมาะสมกับพี่รองเสียจริง! ได้ยินว่าพาท่านแม่ไปต้อนรับถึงหน้าจวน...ไม่รู้ทำบ้าอะไรกัน เชอะ...”
…...
[1]จื่อฉานเซียง คือ ต้นประดู่
[2]กู่ฉิน เรียกอีกอย่างว่า พิณเจ็ดสาย มีอายุมากกว่า 3,000 ปี และได้รับการขนานนามว่า “าาแห่งเครื่องดนตรีจีน”ในสมัยก่อน
