เฟิ่งสือจิ่นยกมือข้างหนึ่งขึ้นอย่างยากลำบาก นางดึงปิ่นไม้ที่เกล้าอยู่บนหัวออก รอจนเส้นผมสยายลงมา จึงลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เส้นผมยาวๆ บดบังหน้าอกและแผ่นหลังเนียนสวยเอาไว้ นางยืนหันหลังให้หลิวอวิ๋นชู “ห้ามหันหน้ามาเด็ดขาด เ้าโง่หรือไง เมื่อครู่พวกนั้นยอมปล่อยเ้าไปแล้วแท้ๆ ทำไมถึงไม่ยอมไป?”
หลิวอวิ๋นชูพูดด้วยท่าทางดื้อรั้น “ข้าไม่ใช่คนที่จะทิ้งเพื่อนและหนีไปคนเดียวเสียหน่อย”
“ทำไมถึงไม่ออกไปแล้วค่อยเรียกคนมาช่วยข้าทีหลัง?”
หลิวอวิ๋นชูชะงักลงชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้น “ตอนนั้น ข้าไม่ได้คิดอะไรมากมายขนาดนั้น อีกอย่าง ถ้าเกิด... ถ้าข้าออกไปตามคนมาช่วยแล้วพบว่าเ้าถูกคนพวกนั้นรังแกไปแล้วล่ะ จะทำอย่างไร...”
เฟิ่งสือจิ่นยกเท้า ก้าวเข้าไปยังห้องโถงที่อยู่เื้ั หลิวอวิ๋นชูถามขึ้น “เ้าจะไปไหน?”
“อย่าตามมาก็พอ เ้ารออยู่ข้างนอก ส่วนข้าจะอยู่ข้างในนี้” พูดจบเฟิ่งสือจิ่นก็เดินต่อไป เมื่อไปถึงก็เริ่มควานหาบางอย่างจากกองใบไม้ที่ร่วงอยู่บนพื้น
“เ้ากำลังหาอะไรหรือ ให้ข้าช่วยเถอะ”
“ไม่ต้อง” นางใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะหากริชเล่มนั้นเจอ เฟิ่งสือจิ่นจับกริชแน่น มันเป็กริชที่อาจารย์มอบให้เชียวนะ จะทิ้งขว้างง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร
หลิวอวิ๋นชูทำตามที่เฟิ่งสือจิ่นบอก เขานั่งอยู่นอกห้องโถง กวาดใบไม้แห้งบนพื้นมากองรวมกัน และจุดมันด้วยละอองไฟที่หลงเหลือจากการเผาเสื้อผ้า เขานั่งอยู่ข้างกองไฟ ดื่มด่ำกับความอบอุ่นของเปลวไฟในคืนหนาว เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นเงาของเฟิ่งสือจิ่นวิ่งผ่านประตูไปอย่างเลือนราง
หลิวอวิ๋นชูนั่งอยู่ข้างนอกเพียงลำพัง เขาพูดด้วยเสียงคลุมเครือ “แผลของเ้า ไม่เป็ไรจริงๆ หรือ? ออกมาผิงไฟสักหน่อยไหม ข้างในนั้นทั้งสกปรก แถมยังมีของเกลื่อนไปหมด...” สักพักเขาจึงพูดต่อ “ไม่ว่าเ้าจะได้ยินหรือไม่ หากเ้าอยากให้ข้ารับผิดชอบล่ะก็ ข้าจะรับผิดชอบเ้าแน่ อย่างไรเสีย ความบริสุทธิ์ของเ้าก็ถูกทำลายลงด้วยมือของข้า...”
“แทนที่จะพูดเหลวไหล เอาเวลานี้หาทางหนีออกไปข้างนอก แล้วไปตามคนมาช่วยดีกว่าไหม” เฟิ่งสือจิ่นนั่งยองๆ อยู่ในมุมมืดภายในห้อง นางนั่งกอดตัวเอง เส้นผมสีดำหลอมให้ร่างกายของนางกลมกลืนไปกับความมืดด้านหลัง นางนั่งอยู่แบบนั้น และพูดด้วยท่าทางสงบทว่าก็เศร้าสลด
หลิวอวิ๋นชูที่นั่งอยู่ด้านนอกโพล่งขึ้น “ไม่มีประโยชน์หรอก เมื่อครู่ข้าออกไปดูแล้ว ประตูไม้ในอาคารถูกล็อกอย่างแ่าจากข้างนอก ต่อให้พวกเราออกไปจากประตูไม้ของอาคารได้ ก็ยังมีประตูใหญ่ของวิทยาลัยหลวงอยู่ดี ต่อให้เราฝ่าออกจากประตูวิทยาลัยได้... แล้วควรไปขอให้ใครมาช่วยล่ะ? ข้าเองก็ไม่มีเสื้อผ้าเหมือนกัน ต้องถูกมองว่าเป็โรคจิต และถูกชาวบ้านรุมกระทืบจนตายแน่”
“งั้นก็ช่วยปิดปาก หยุดพูดเสียทีได้ไหม”
หลิวอวิ๋นชูพูด “เื่นั้น ข้าจะพยายามก็แล้วกัน”
ลมราตรีที่ไร้ทิศทางพัดให้ใบไม้แห้งบนพื้นลอยวนขึ้นเบาๆ เสียงร้องของอีกาดังขึ้นทั้งใกล้และไกลเป็ระยะ เปลวไฟที่หลิวอวิ๋นชูถนอมดูแลก็เกือบจะดับลงเช่นกัน เขารู้สึกตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูกขึ้นมา จึงถามด้วยเสียงสั่น “เฟิ่งสือจิ่น เ้าจะไม่ออกมาจริงๆ หรือ บรรยากาศตอนนี้มันวังเวง ดูพิลึกแปลกๆ...” คล้ายจะนึกถึงเื่ที่น่ากลัวบางอย่างขึ้นมา หลิวอวิ๋นชูกลืนน้ำลายลงคอหลายอึก “เ้าอาจจะยังไม่รู้ แต่เมื่อหลายปีก่อน เคยมีไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่นี่ ทำให้มีคนถูกไฟคลอกตายตั้งหลายคน... บรรยากาศที่นี่ทั้งวังเวงแถมยังน่าขนลุกขนาดนี้ ว่ากันว่าตอนกลางคืน เคยมีคนได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากที่นี่ด้วย... ที่นี่จะมีผีหรือเปล่า?”
เฟิ่งสือจิ่นห่อตัวลงอย่างเงียบงัน แต่ไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับไป
เสียงร้องของอีกาที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้หลิวอวิ๋นชูใจนดวงิญญาแทบจะหลุดออกจากร่าง ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เฟิ่งสือจิ่นก็พูดขึ้น “หลิวอวิ๋นชู จุดไฟให้แรงขึ้นที”
“ว่าไงนะ?”
นางเงยหน้าขึ้น แสงจันทร์สีขาวที่ส่องเข้ามาทางประตูฉาบทับ สะท้อนให้ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นเปล่งประกายไปด้วยแสงเย็นเยียบ นางบอก “จุดไฟให้ใหญ่ขึ้น อะไรที่เผาได้ก็เอาไปเผาให้หมด”
หลิวอวิ๋นชูถามอย่างไม่มั่นใจ “เ้าหมายความว่า ให้จุดไฟเผาอาคารนี้อีกครั้งหรือ?” การเงียบของเฟิ่งสือจิ่นเป็เหมือนคำตอบแก่คำถามของเขา “หากทำเช่นนั้น จริงอยู่ที่อาจจะดึงดูดให้คนข้างนอกหันมาสนใจทางนี้ได้ แบบนั้น พวกเราก็หนีออกไปได้เช่นกัน แต่ว่า... แต่ถ้าไม่มีใครมา หรือมาช้าเกินไปล่ะ งั้นพวกเรา...”
“เราอาจจะถูกไฟคลอกตายอยู่ในนี้” เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยท่าทางใจเย็น “ต่อให้พรุ่งนี้ คนพวกนั้นจะมาที่นี่พร้อมกับสมน้ำหน้า สิ่งที่พวกเขาจะได้เห็นก็มีแค่ศพที่ไหม้เกรียมสองศพเท่านั้น ทำไม เ้ากลัวหรือ?”
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งหลิวอวิ๋นชูก็แสดงความเด็ดเดี่ยวออกมาทางสีหน้า เขาบอก “ข้าเป็ลูกผู้ชายอกสามศอก เ้ายังไม่กลัวเลย ทำไมข้าต้องกลัวด้วย อย่างมากก็แค่ไปเกิดใหม่เป็ลูกผู้ชายอีกครั้งในชาติหน้า ได้ตายพร้อมกับเ้าก็ถือว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว! แต่หากพวกเรารอดพ้นไปได้ ข้าจะรับผิดชอบเ้าอย่างแน่นอน”
“คิดเื่บ้าอะไรของเ้า”
หลิวอวิ๋นชูพูดแล้วก็ทำทันที สิ่งที่อาคารร้างแห่งนี้มีมากที่สุดก็คือใบไม้แห้ง หลิวอวิ๋นชูกวาดพวกมันมากองรวมกัน ทำให้เปลวไฟลุกแรงขึ้นเรื่อยๆ
อีกด้าน เมื่อซูเหลียนหรู เฟิ่งสือจาวและคนอื่นๆ ออกไปจากวิทยาลัยหลวง เฟิ่งสือจาวก็ย่อตัวเคารพซูเหลียนหรูด้วยท่าทางจริงใจ “หากไม่ได้องค์หญิงช่วยเหลือ สือจาวคงชำระความแค้นที่ฝังอยู่ในใจไม่ได้ สือจาวขอขอบคุณองค์หญิงอีกครั้ง”
ซูเหลียนหรูพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “พวกเรารู้จักและสนิทกันมานานหลายปี เื่ของเ้าก็เป็เหมือนเื่ของข้า ดังนั้น เ้าไม่จำเป็ต้องเกรงใจกันเช่นนี้ก็ได้”
หลังพูดขอบอกขอบใจและถามไถ่กันตามมารยาทอีกสักพัก คนทั้งหลายก็แยกย้ายกันกลับจวนในที่สุด ก่อนไป ดวงตาของเจี่ยนซืออินยังเปียกปอนไปด้วยน้ำตา ท่าทางระหว่างเดินจากไปก็ดูฝืนใจเหลือเกิน นางหันกลับไปมองทิศของวิทยาลัยหลวงทุกๆ สามก้าวเลยก็ว่าได้ หากไม่ใช่เพราะถูกกงเยี่ยนชิวดึงมือเอาไว้ นางคงวิ่งกลับไปตั้งนานแล้ว
ซูเหลียนหรูเห็นดังนั้นจึงพูดแดกดันด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม “น้องซืออิน จนถึงป่านนี้แล้ว เ้าคงไม่คิดจะกลับไปช่วยพี่อวิ๋นชูของเ้าหรอกใช่ไหม? คนฉลาดควรรู้ว่าเวลาใดควรทำสิ่งไหน หากเ้าดึงดันจะกลับไป ข้าก็ไม่รั้ง แต่ต่อไป ข้าจะไม่ออมมือต่อเ้าเช่นกัน”
กงเยี่ยนชิวลากให้เจี่ยนซืออินย่อตัวลงพร้อมกัน ทั้งสองทำความเคารพองค์หญิงเจ็ด กงเยี่ยนชิวพูดด้วยรอยยิ้ม “น้องซืออินแค่ยังทำใจไม่ได้เท่านั้น จะกล้าตั้งตนเป็ศัตรูกับองค์หญิงได้อย่างไร องค์หญิงโปรดวางใจ ข้าจะส่งนางกลับจวนอัครมหาเสนาบดีเอง ไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นอย่างแน่นอน”
ซูเหลียนหรูยิ้มเย็นเยียบ นางบอก “รู้กาลเทศะ สมเป็เ้าจริงๆ จำไว้ล่ะ เื่ในวันนี้ ห้ามบอกให้คนนอกรู้เด็ดขาด ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็ใครก็ตาม ไม่เช่นนั้น พวกเ้ารู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
“ทราบแล้ว องค์หญิง”
กงเยี่ยนชิวรอให้ซูเหลียนหรูเดินจากไป จึงดึงเจี่ยนซืออินมุ่งไปอีกทิศทาง ระหว่างทางเจี่ยนซืออินพยายามขัดขืนเต็มที่ “ปล่อยข้า ข้ารู้ดีว่าตัวเองควรทำอะไร”
กงเยี่ยนชิวพูดอย่างจนปัญญา “จนถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้เ้ากลับไปก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี สู้กลับจวนเสียดีๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจะดีกว่า”
เจี่ยนซืออินดวงตาแดงก่ำคล้ายกำลังจะร้องไห้ “หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นกำลังเปลือยกายอยู่ที่นั่นแค่สองต่อสอง แล้วเ้าจะให้ข้าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร! ข้าไม่สนหรอกนะว่าผู้หญิงชั้นต่ำอย่างเฟิ่งสือจิ่นจะเป็อย่างไร แต่นั่นเป็ถึงพี่อวิ๋นชูของข้าเชียวนะ! องค์หญิงทำเช่นนี้กับเขาได้อย่างไร!”
กงเยี่ยนชิวพูดด้วยท่าทางนิ่งเรียบ “แต่นั่นก็เป็เพราะพี่อวิ๋นชูของเ้าไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไปท้าทายองค์หญิงก่อนไม่ใช่หรือ”
เจี่ยนซืออินพูดไม่ออก นางร้อนใจจนน้ำตาไหลพราก
กงเยี่ยนชิวพูดขึ้นอีกครั้ง “ดูเฟิ่งสือจิ่นสิ ที่นางต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เพราะมีเื่กับองค์หญิงทั้งนั้น” พูดจบก็หันไปมองเจี่ยนซืออิน “หรือเ้าอยากจะเป็เหมือนนาง?”
