พวกของซ่งฉีิบุกไปที่คฤหาสน์ของเย่ฝานพอกลับมาแต่ละคนร้องห่มร้องไห้ราวกับโดนของทำให้ซ่งผิ่นเซิงผู้เป็พ่อของซ่งฉีิขุ่นเคืองไม่น้อย
“รบกวนน้องรองจริงๆ”ซ่งผิ่นเซิงพูดด้วยความซาบซึ้ง
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกพี่ใหญ่ฉีิพักผ่อนสักหน่อย อีกไม่ช้าก็คงได้สติ” ซ่งผิ่นหยวนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ซ่งผิ่นหยวนเป็น้องชายฝาแฝดของซ่งผิ่นเซิงซ่งผิ่นหยวนเป็ที่ถูกชะตาของคนในสำนักอสูรเร้นเงา จึงถูกชักนำให้เข้าสำนักเพื่อฝึกฝนวิชาที่ตระกูลซ่งเจริญรุ่งเรืองมาถึงทุกวันนี้หนึ่งในสาเหตุหลักก็คือได้รับการสนับสนุนลับๆ จากสำนักอสูรเร้นเงา
ส่วนมากคนในนิกายของผู้แสวงความสันโดษมักจะไม่ออกมายังโลกภายนอกแต่ก็ยัง้าคนภายนอกที่คอยเก็บรวบรวมวัสดุต่างๆ ให้ ตระกูลซ่งจึงเป็หนึ่งในตัวแทนผู้จัดการเื่นี้ให้กับสำนักอสูรเร้นเงา
“น้องรองนายดูแล้วอาการของฉีิร้ายแรงไหม?” ซ่งผิ่นเซิงเอ่ยถาม
“ฝ่ายตรงข้ามถือว่ามีการออมมือไว้บ้างไม่ต้องให้ฉันเป็คนรักษา ฉีิก็คงหายดีภายในครึ่งเดือนจะว่าไปแล้วอาจไม่ใช่เป็เพราะฝ่ายตรงข้ามยั้งมือไว้หรอกแต่เป็เพราะวิชายังไม่ถึงขั้น จึงได้แต่ใช้วิชาอำพรางตามาหลอกให้ใ”
ซ่งผิ่นหยวนกล่าว
ซ่งผิ่นเซิงขมวดคิ้วก่อนกล่าว“แม้จะออมมือให้ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ทำเกินไปอยู่ดีอีกอย่างฉันคิดว่ามันไม่ได้คิดจะยั้งมือหรอก แต่เป็เพราะความสามารถไม่เพียงพอมากกว่า!”
ซ่งฉีิเป็ลูกชายของเขาภาพลักษณ์ของเขาเปรียบได้กับหน้าตาของตระกูลซ่งหากมีคนรู้ว่าตอนนี้ลูกชายของเขามีสภาพไม่ต่างจากคนบ้าต่อไปเขาจะมีหน้าไปพบใครได้!
“ฉีิไปทำอะไรล่วงเกินใครเข้าหรือเปล่า?”
ซ่งผิ่นเซิงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนเล่าว่า“เป็คนของตระกูลไป๋ ไป๋อวิ๋นซีแห่งบ้านตระกูลไป๋ร่างกายอ่อนแอั้แ่เด็กหลายปีมานี้คนตระกูลไป๋หาวิธีรักษาเขามานับไม่ถ้วนแต่พักหลังเ้าหมอนั่นเหมือนกับจะคบหาอยู่กับคนที่ชื่อเย่ฝานเย่ฝานคนนี้เหมือนจะมีวิชาอยู่ไม่น้อย”
ซ่งผิ่นเซิงตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่ามือสังหารจากรัฐวะมีความเป็ไปได้ว่าจะตายด้วยน้ำมือของเย่ฝานในใจของเขาสงสัยในตัวเย่ฝานไม่น้อย
“เขาเป็คนของเขาหลงหู่หรือ?”ซ่งผิ่นหยวนถาม
ซ่งผิ่นเซิงส่ายหน้าก่อนตอบ“เขาไม่ใช่คนของเขาหลงหู่ แต่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนของเขาหลงหู่”
“เขาอายุเท่าไร?”
“ยี่สิบปี” ซ่งผิ่นเซิงตอบ
ซ่งผิ่นหยวนหรี่ตาลงแล้วกล่าวว่า“อายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น ต่อให้เก่งยังไงก็คงไม่เท่าไรคงเป็พวกเรียนรู้วิชามาครึ่งๆ กลางๆ อาศัยโอกาสเข้าไปเรียนไม่กี่กระบวนท่าก็คิดว่าตนเองไร้เทียมทาน ถ้ามันไม่เห็นโลงศพก็คงไม่หลั่งน้ำตา”สำนักอสูรเร้นเงามียอดฝีมือมากมาย ยอดฝีมือหลายคนที่มีพร์โดดเด่นอายุห้าหกขวบก็เริ่มฝึกฝนกันแล้ว เย่ฝานอายุยี่สิบหากจะเทียบกับคนของสำนักอสูรเร้นเงา ก็เหมือนกับเขาเพิ่งเริ่มฝึกฝนเท่านั้น
ซ่งผิ่นเซิงพยักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดว่า “น่าจะเป็อย่างนั้น”
“เดี๋ยวฉันจะไปสั่งสอนเ้าเด็กนั่นทำให้มันรู้ว่าคนของตระกูลซ่ง ใช่ว่าจะหยามกันได้ง่ายๆ!”ซ่งผิ่นหยวนเอ่ยด้วยสีหน้าเ็า
ซ่งผิ่นเซิงขมวดคิ้วแล้วพูดด้วยน้ำเสียงลำบากใจ“ผู้เฒ่าไป๋ได้ไปพูดคุยกับคุณพ่อแล้ว ไม่รู้ว่าผู้เฒ่าไป๋คุยอะไรกับคุณพ่อบ้างคุณพ่อถึงได้เรียกฉันไปพบ บอกให้ฉันปล่อยเื่นี้ไปซะ”
ซ่งผิ่นหยวนหรี่ตาลง“ผู้เฒ่าไป๋ออกหน้าเองอย่างนี้ ดูท่าทางเ้าคนชื่อเย่ฝานน่าจะไม่ธรรมดาจริงๆ!แต่ว่าคุณพ่อนี่ก็จริงๆ เลย คนที่ควรสั่งสอนบางทีก็ต้องสั่งสอนกันบ้างนึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องอดกลั้นเอาไว้”
ซ่งผิ่นเซิงพยักหน้าพร้อมกล่าว“จริงอย่างที่นายพูด อาจเป็เพราะคุณพ่ออายุมากแล้วเลยไม่กล้าเสี่ยงโดนคนอื่นรังแกถึงขนาดนี้แล้ว หากพวกเราไม่โต้ตอบกลับไปบ้าง นานวันเข้าใครๆก็จะคิดว่าพวกเราตระกูลซ่งสามารถรังแกได้ง่ายๆ”
“ใช่แล้วพี่ใหญ่ของที่ฉัน้าเตรียมไว้แล้วหรือยัง?” ดวงตาของซ่งผิ่นหยวนส่องประกายชั่วร้าย
ซ่งผิ่นเซิงพยักหน้าพลางตอบ“ฉันเตรียมไว้ให้แล้ว ่นี้หน่วยงานจัดการทรัพยากรมนุษย์เข้มงวดกว่าแต่ก่อนหากมีคนสูญหายเพิ่มขึ้นก็จะถูกเพ่งเล็งจากเบื้องบนทันทีแต่ในเมื่อน้องรองเอ่ยปากขอ พี่ก็ต้องพยายามจัดการอย่างสุดความสามารถเรามีคนอยู่ในคฤหาสน์ย่านชานเมืองสิบคนและทั้งสิบคนล้วนเป็สาวพรหมจรรย์ซึ่งเกิดในวันเดือนปีที่เป็ธาตุหยิน”
ซ่งผิ่นหยวนพยักหน้าแล้วกล่าวว่า“ไม่เลวๆ รอให้ฉันเสพสุขจนอิ่มหนำสำราญใจก่อนแล้วฉันจะจัดการกับคนที่ชื่อเย่ฝานให้นายเอง”
การฝึกตนในสำนักอสูรเร้นเงาคือการฝึกวิชาสังหารมีคนของสำนักอสูรเร้นเงาไม่น้อยที่มีชื่ออยู่ในบัญชีมือสังหารชื่อดังซ่งผิ่นหยวนอยู่ในสำนักนับว่าไม่มีความโดดเด่นมากนัก เขาเดินทางสายอธรรมอาศัยวิชาดูดหยินบำรุงหยางในการฝึกตน ไม่นึกว่าเขาจะยังสามารถอยู่ในสำนักได้อย่างมีความสุข
…
ณ บ้านตระกูลไป๋
“คุณปู่อยากพบผมหรือครับ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“สีหน้าของหลานดีขึ้นไม่น้อยเลยนะ”ไป๋ซื่อหยวนพูดพร้อมกับมองไป๋อวิ๋นซี
ไป๋อวิ๋นซียิ้มตอบ“ผมก็รู้สึกว่าตัวเองดีขึ้นมากเลยครับ” หลังจากทานโอสถที่เย่ฝานมอบให้ไป๋อวิ๋นซีก็รู้สึกไม่หนาวง่ายเหมือนเมื่อก่อน
“ตอนนี้ซ่งผิ่นหยวนแห่งตระกูลซ่งกลับมาแล้วได้ยินว่าหมอนี่ประสบความสำเร็จในสำนักอสูรเร้นเงาไม่น้อย” ไป๋ซื่อหยวนกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีหรี่ตาพูดว่า“ผมรู้สึกมาตลอดว่าหมอนั่นดูท่าทางผิดปกติ ไม่น่าใช่คนดี!”
สี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงล้วนแล้วแต่มีการคบหาสมาคมกับสำนักของผู้แสวงความสันโดษอยู่บ้างสำหรับตระกูลไป๋นั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาหลงหู่
“เื่ที่เย่ฝานก่อเอาไว้ปู่คาดว่ายังไงก็ปิดบังไม่มิด ปู่ส่งของไปขอโทษและมอบเงินทำขวัญให้กับผู้เฒ่าซ่งคิดว่าน่าจะไม่มีเื่อะไรแล้วล่ะ”
ไป๋อวิ๋นซีได้ยินเช่นนั้นก็ถามด้วยความสงสัย“คุณปู่ มอบอะไรให้เขาไปหรือครับ?”
“โอสถเพิ่มอายุขัย”ไป๋ซื่อหยวนตอบ
ไป๋อวิ๋นซีตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ย“คุณปู่ทำไมถึงมอบสิ่งนั้นให้เขาไป”
หลายปีก่อนไป๋ซื่อหยวนเคยช่วยเหลือคนแปลกหน้าคนหนึ่งเขาเป็ยอดฝีมือจากลัทธิเต๋านามว่าสวีหยวนชิงซึ่งเขาเป็ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านการดูโหงวเฮ้ง และการปรุงโอสถ
เครื่องรางคุ้มภัยที่ไป๋อวิ๋นซีพกติดตัวก็เป็สิ่งที่คนผู้นี้ให้นอกจากนี้เขายังปรุงโอสถเพิ่มอายุขัยให้กับไป๋ซื่อหยวน โอสถมีทั้งหมดหกเม็ดสวีหยวนชิงเอาไปสามเม็ด ไป๋ซื่อหยวนกินเข้าไปหนึ่งเม็ด มอบให้ผู้อื่นไปหนึ่งเม็ดจึงเหลือเม็ดสุดท้ายทว่าไป๋ซื่อหยวนกลับมอบโอสถเม็ดสุดท้ายให้กับจิ้งจอกเฒ่าแห่งตระกูลซ่ง
“ความจริงแล้วยาบำรุงครอบจักรวาลของเย่ฝาน ประสิทธิภาพดีกว่ามากนะ” ไป๋ซื่อหยวนกล่าวอย่างจนใจ
ไป๋อวิ๋นซีตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนกล่าว“เป็อย่างนี้นี่เอง! ในเมื่อมอบให้เขาไปแล้วก็ช่างมันเถอะครับ”
ไป๋อวิ๋นซีเคยถามเย่ฝานเขาบอกว่ายาบำรุงครอบจักรวาลก็ไม่ใช่ของวิเศษอะไรขนาดนั้น
…
เย่ฝานเดินไปถึงยอดเขาก็เห็นชายวัยกลางคนในชุดสีดำคนหนึ่ง
เย่ฝานทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้วพูดว่า “นี่ นายเป็ใครกัน! เดี๋ยวฉันจะมีนัดเดตที่นี่นายสละที่ให้ฉันได้หรือเปล่า!”
เย่ฝานมองซ้ายขวาด้วยความแปลกใจว่าเหตุใดไป๋อวิ๋นซีถึงนัดเจอเขาที่ทุ่งหญ้ารกร้างบนสันเขาแบบนี้
ซ่งผิ่นหยวนหันกลับมาเขามองไปที่เย่ฝานแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “นายไม่ต้องรอไป๋อวิ๋นซีแล้วเขาไม่มาหรอก”
เย่ฝ่านขมวดคิ้วดวงตาของเขาเปล่งประกายมืดมน “นายเป็ใครกัน นายรู้ได้ยังไงว่าฉันรออวิ๋นซีอยู่!”
“ฉันน่ะเหรอ?ก็เป็คนที่จะมาเอาชีวิตแกไง!” ซ่งผิ่นหยวนหรี่ตาลงและพูดเย้ยหยัน“ตอนไปเมืองยมบาลรอจะเกิดใหม่แกอย่าลืมเปิดตาให้สว่างไว้จะได้ไม่ล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินอีก”
เย่ฝานเอียงศีรษะไตร่ตรองครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ฉันเหมือนเคยเจอคนแบบนายมาก่อนนะ”
ซ่งผิ่นหยวนหรี่ตาลงถาม“นายเคยเจอฉัน? ที่ไหน?” ซ่งผิ่นหยวนมองเย่ฝานเพราะสงสัยว่าเย่ฝานเคยเจอศิษย์สำนักเดียวกับเขา
“ในโทรทัศน์!ในโทรทัศน์ เห็นคนสมองกลวงอย่างนายโดนฆ่าตายน่ะสิ!” เย่ฝานตอบ
ซ่งผิ่นหยวนโกรธจนหน้าเขียว“นายอยากตายใช่ไหม!”
ซ่งผิ่นหยวนเงื้อดาบฟันแขนเย่ฝานเย่ฝานหลบฉากอย่างปราดเปรียว
“นายเป็ผู้ชายอกสามศอกแต่ทำไมใช้กระบวนท่าของผู้หญิง พลังหยินบนตัวนายเข้มข้นมากนี่นายฆ่าหญิงสาวไปกี่คนแล้ว! เอาเถอะ ฉันจะผดุงความยุติธรรมให้โลกใบนี้เอง”
ซ่งผิ่นหยวนเห็นเย่ฝานเคลื่อนตัวหลบกระบวนท่าของตนได้จึงพูดอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า “มีวิชาเหมือนกันนี่!”
เย่ฝานหัวเราะแล้วพูดเย้ยหยันว่า“มีดของนายไวก็จริง แต่ฟันไม่โดนฉันหรอก!”
“สารเลวดูสิว่านายจะหลบกระบวนท่านี้ได้ไหม” ซ่งผิ่นหยวนด่าด้วยโทสะแล้วฟาดดาบไปทางเย่ฝานอีกครั้งหนึ่ง
“ะเิ”เย่ฝานโยนยันต์สายฟ้าฟาดออกไปแผ่นหนึ่ง ซ่งผิ่นหยวนโดนยันต์ะเิใส่จนศีรษะและใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน“แกบังอาจมาก!”
เย่ฝานใช้ความว่องไวจับข้อมือของซ่งผิ่นหยวนไว้เขาพลิกมือใช้มีดของซ่งผิ่นหยวนตัดลำคอของอีกฝ่าย
เย่ฝานค้นเจอโทรศัพท์มือถือของผู้หญิงจากตัวของซ่งผิ่นหยวนเพียงแวบเดียวเขาก็จำได้ว่ามือถือเครื่องนี้เป็ของผู้ช่วยไป๋อวิ๋นซี “จริงๆ เลยฉันยังนึกว่าเป็การนัดเดตจากไป๋อวิ๋นซีซะอีก ที่แท้ก็เป็ตาเฒ่าเลวนี่”
เย่ฝานส่งลูกไฟดวงหนึ่งพุ่งไปหาร่างซ่งผิ่นหยวนแล้วเผาร่างของเขาจนเหลือเพียงเถ้าธุลี
เย่ฝานดีใจที่ตนเองฝึกฝนจนบรรลุพลังปราณขั้นที่สี่แล้วไม่อย่างนั้นละก็ เขาคงแย่แน่ๆ เมื่อได้เจอกับหมอนี่
…
เย่ฝานเดินลงเขาไปด้วยความเบื่อหน่ายโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น “เย่ฝาน นายอยู่ที่ไหน?”
“ฉันน่ะเหรอ!ฉันกำลังจะกลับไป นายอยู่ที่ไหน?”
“ฉันอยู่ที่บริษัทตระกูลซ่งมียอดฝีมือคนหนึ่งชื่อว่าซ่งผิ่นหยวน ตอนนี้เขากลับมาแล้ว ่นี้นายอย่าไปไหนมาไหนคนเดียวนะ”
“ยอดฝีมือยอดฝีมือระดับไหนกัน!” เย่ฝานถามด้วยความสงสัย
“ไม่รู้เหมือนกันเขาฝึกวิชามาหลายสิบปี ความสามารถน่าจะสูงอยู่มาก” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
“อ่อ ฉันรู้แล้วฉันจะระวังตัวก็แล้วกันนะ” เย่ฝานให้คำรับรองอย่างว่าง่าย ก่อนวางสายโทรศัพท์ไป
ตอนที่เย่ฝานเดินเข้าไปในอะพาร์ตเมนต์ของไป๋อวิ๋นซีไป๋อวิ๋นซีก็ถึงบ้านพอดี
ไป๋อวิ๋นซีกวาดตามองเย่ฝานปราดหนึ่งก่อนถาม“นายไปไหนมาเหรอ?”
“ฉันคิดว่านายนัดเดตกับฉันฉันก็เลยไปตามนัดน่ะสิ!” เย่ฝานหยิบมือถือออกจากกระเป๋าเสื้อวางไว้บนโต๊ะ“เหมือนจะเป็ของเลขานายนะ”
เมื่อไป๋อวิ๋นซีเห็นมือถือใจของเขาพลันเต้นระรัว เพราะเลขาของเขาขับรถชน วันนี้จึงขอลางานแถมโทรศัพท์มือถือยังหายไปอีก หล่อนจึงยืมมือถือของคนอื่นส่งข้อความลางานมาให้เขา
“นายไปเอามาจากไหน?”
“มีคนคนหนึ่งใช้มือถือของเลขานายส่งข้อความให้ฉันบอกว่านายนัดฉันออกไป ฉันก็เลยออกไป”
ไป๋อวิ๋นซีหน้าหมองลงทันทีรีบพูดว่า “รีบทำลายมือถือเร็ว จริงๆ เลย นายเอามือถือกลับมาด้วยทำไมเนี่ย?”
“จะให้ทำลายมือถือจริงๆเหรอ? บนมือถือเครื่องนี้มีโลโก้แอปเปิลอยู่ด้วยนะถึงแม้โลโก้แอปเปิลจะเยินไปหน่อย แต่ได้ยินว่าแอปเปิลแบบนี้ก็มีราคานะ!ถ้ายังไงพวกเราเอาไปขายเป็ของมือสองดีไหม!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“แล้วคนที่นัดนายไว้ล่ะ?”ไป๋อวิ๋นซีถาม
“อ๋อ เขาน่ะเหรอ!ตายแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซีหันมามองเย่ฝานพูดด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “อะไรนะ นายฆ่าคนที่นัดเจอนายแล้ว?”
เย่ฝานมองใบหน้าเคร่งเครียดของไป๋อวิ๋นซีแล้วพยักหน้าก่อนพูด “ก็ใช่น่ะสิ! ไม่ใช่ฉันอยากฆ่าเขานะ เขารนหาที่ตายเองต่างหากฉันผดุงความยุติธรรมให้กับโลกใบนี้นายไม่รู้หรอกว่าบนร่างของหมอนั่นมีพลังพิฆาตธาตุหยินรุนแรงมากหมายความว่าเขาคร่าชีวิตหญิงสาวไปไม่น้อย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีวันเดือนปีเกิดเป็ธาตุหยินฉันเดาว่าเขาน่าจะฝึกฝนวิชาดึงหยินบำรุงหยางซึ่งเป็วิชาของฝ่ายอธรรมแน่ๆ”
ไป๋อวิ๋นซีสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วเอ่ยว่า “คนที่นายฆ่าตายน่าจะเป็ซ่งผิ่นหยวน”
“นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าซ่งผิ่นหยวนร้ายกาจมาก?แต่เ้าหมอนั่นที่ฉันเจอมันอ่อนหัดมากเลยนะ” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซี “…”
