ขายดีเป็บ้า!
เปิดร้านวันแรกยุ่งวุ่นวายจนผ่านสี่ทุ่มแล้วถึงส่งลูกค้าคนสุดท้ายออกจากร้านเสร็จ
ร้านเสื้อผ้าสุดแสนสว่างไสวดึงดูดลูกค้ามากมายยามค่ำคืน เซี่ยเสี่ยวหลานมองผนังว่างเปล่ากับราวแขวนผ้าโหรงเหรงเธอยังนึกว่าสินค้ารอบนี้สามารถอยู่ได้จนสิ้นสุดเทศกาลตรุษจีนเสียอีกพรุ่งนี้เพิ่งวันที่ 25 มกราคมยังเหลืออีกตั้งแปดวันกว่าจะปีใหม่ [1] เซี่ยเสี่ยวหลานปรึกษากับหลี่เฟิ่งเหมยแล้วว่าอย่างน้อยวันที่28 เดือนล่า [2] ค่อยพักกิจการ
ก่อนปีใหม่ต้องกลับบ้านเกิดที่ชนบทเพื่อทำความสะอาดบ้านช่องฆ่าไก่เซ่นไหว้บรรพบุรุษ เยี่ยมเยียนพร้อมปัดกวาดสุสานให้ตายายของเซี่ยเสี่ยวหลาน แม้จะทำธุรกิจในเมืองก็ไม่อาจละทิ้งรากเหง้าทั้งหมดอย่างไรเสียบ้านที่อาศัยในเมืองก็เป็ของคนอื่น ธุระเหล่านี้ต้องจัดการในชนบทให้เสร็จสิ้น
“พรุ่งนี้ฉันจะส่งโทรเลขไปหยางเฉิง ก่อนปีใหม่ต้องเติมสินค้าอีกหนึ่งรอบถ้าพลาด่จุดสูงสุดนี้ไปจะน่าเสียดายยิ่งนัก”
เงินสำหรับเติมสินค้าก็ชดเชยด้วยสินค้าที่เธอนำเข้ามาในครั้งนี้
หน้าร้านขนาดสามคูหา หลี่เฟิ่งเหมยคนเดียวย่อมดูแลไม่ไหวหลิวเฟินไม่ต้องไปส่งกากน้ำมันแล้ว ทั้งครอบครัวได้หารือกันแล้วว่าจะให้เธอรับผิดชอบคิดเงินอยู่ที่ร้านเสื้อผ้าในร้านก็ต่อรองราคาไม่ได้ จำหน่ายด้วยราคาที่กำหนด สะดวกต่อการคิดบัญชี เวลานี้ยังไม่มีพวกเงินปลอมการเก็บเงินไม่ถือว่าเป็งานซับซ้อน ใช้เครื่องคิดเลขสักเครื่องร่วมกัน กดง่ายๆไม่กี่ครั้งก็เรียบร้อยย่อมไม่เกิดความผิดพลาดขึ้น
่เวลาทั้งวันนี้พวกเซี่ยเสี่ยวหลานดื่มน้ำรับประทานอาหารแค่พอประทังชีวิตเท่านั้น ยุ่งมากเสียจนเท้าไม่ติดพื้น
ตอนกลางคืนถึงได้คำนวณรายการของเงินที่ขายสินค้าในวันนี้เสร็จสิ้นผลประกอบการรวมทั้งหมด 6448 หยวน
จากราคาที่เซี่ยเสี่ยวหลานกำหนดแก่เสื้อผ้าหักลบค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้า หักค่าไฟฟ้าและค่าเช่าอาคารอย่างน้อยก็รับประกันว่าได้รับกำไรสุทธิหนึ่งเท่าตัว
แสดงว่ามี 3224 หยวน เป็กำไรที่ ‘หลานเฟิ่งหวง’ ทำได้ในการเปิดกิจการวันแรกทั้งหมด!
“ถ้าธุรกิจเป็แบบนี้ก่อนปีใหม่ก็ได้ค่าเช่าอาคารกับค่าตกแต่งภายในกลับมาแล้วไม่ใช่หรือ?”
ขโมยเงินยังไม่รวดเร็วถึงเพียงนี้เลย กลายเป็เศรษฐีหมื่นหยวนภายในสามวันหลี่เฟิ่งเหมยไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ
“ร้านว่างไปครึ่งหนึ่งแล้ว ขายเสื้อผ้าในร้านออกไปมากขนาดนั้นหกพันกว่าหยวนไม่ถือว่าเยอะหรอก อีกอย่างก็เป็การลิ้มลองของสดใหม่เท่านั้นก่อน่ปีใหม่ไม่กี่วันธุรกิจย่อมคึกคัก พอนิยมอยู่ชั่วระยะหนึ่งการค้าขายก็จะนิ่งแล้ว”
ค่าตกแต่งร้านรวมค่าเช่าอาคารจ่ายไปราว 12000 หยวน
ตอนไปซื้อสินค้าที่หยางเฉิงกับคังเหว่ยเซี่ยเสี่ยวหลานนำสินทรัพย์ทั้งหมดติดตัวไป ก็เป็เพียงสินค้ามูลค่ารวมหมื่นหยวนต้นๆเท่านั้น เปิดกิจการวันแรกก็มีผลประกอบการถึง 6000 กว่าหยวน ถ้าคำนวณจากต้นทุนแปลว่าขายเสื้อผ้าไปแล้วหนึ่งในสามส่วนแต่เซี่ยเสี่ยวหลาน้านำเข้าสินค้ามากกว่านี้ เสียดายที่ค่าตกแต่งเกินงบประมาณเธอจึงนำเข้าสินค้าด้วยจำนวนเงินอันฝืดเคืองเท่านั้น
เริ่มแรกเธอลงเงิน 3000 หยวนหลิวหย่งผู้เป็ลุงออก 2000 หยวนทั้งสองคนลงทุนร่วมกันด้วยสัดส่วน 6:4 ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานนำเงินต้นรวมกำไรซึ่งได้จากไป๋เจินจู 3000 หยวนลงในธุรกิจอีก เพื่อคงอัตราส่วนการลงทุนเดิมไว้ หลิวหย่งต้องลงเงินอีก 2000 หยวน มิเช่นนั้นกำไรปันผลก็จะเบาบางลง
ทว่าครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางทำแบบนี้เธอเข้าใจดีกว่าใคร เงินในมือหลิวหย่งก็มีเพียง 5000 หยวนซึ่งได้คืนจากการถอนหุ้นกับมิตรสหายเมื่อตอนนั้นการย้ายเข้าเมือง่เวลานี้ต้องใช้เงินกับทุกสิ่งทุกอย่าง หากนำเงิน 2000 หยวนออกมาลงทุนเพิ่ม ย่อมต้องควักสินทรัพย์ของครอบครัวเกลี้ยงไปจนหมด
ต้องเข้าใจก่อนว่าแรกเริ่มเดิมทีทั้งเงินทุนของทั้งสองคนมีไม่เกิน 5000 หยวน ร่วมหุ้นกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน นี่ยังไม่ถึงสามเดือน รวมค่าใช้จ่ายตกแต่งหน้าร้านด้วยต้นทุนรวมกำไรเพิ่มพูนเป็สองหมื่นกว่าหยวนจากการตั้งแผงลอยที่โดนเ้าหน้าที่ประจำเมืองไล่จับทุกหนแห่งจนกระทั่งมีหน้าร้านเป็กิจจะลักษณะ ในที่สุดธุรกิจนี้ก็เริ่มพัฒนาอย่างมั่นคงแล้ว
สตรีทั้งสามหลับสนิทอย่างเป็สุข
----------------------------------------
เช้าวันต่อมา เซี่ยเสี่ยวหลานไปส่งคังเหว่ยและเส้ากวงหรงยังสถานีรถไฟ
“พวกเธอทั้งสองช่วยเหลือไว้มากในครั้งนี้ฉันไม่รู้ว่าควรขอบคุณพวกเธออย่างไรดี อย่างน้อยอุตส่าห์มาซางตูเอาของดีท้องถิ่นกลับไปกินสักหน่อยเถอะ คังเหว่ยฉันยังต้องรบกวนเธอช่วยฉันนำของเล็กน้อยไปฝากแก่โจวเฉิงด้วย”
เซี่ยเสี่ยวหลานยื่นถุงสามใบโตให้ทั้งสองคน ถุงของโจวเฉิงเขียนชื่อติดไว้จะได้ไม่สับสนปนเปกัน
คังเหว่ยบอกว่าพี่สะใภ้เกรงใจเกินไปแล้ว ในขณะเดียวกันก็ดีใจไม่น้อย
เขากลับไม่ถือสาที่จะช่วยเหลืออะไรเพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขาและโจวเฉิงใกล้ชิดกว่า เส้ากวงหรงเองก็สนิทกับโจวเฉิงถึงอย่างไรก็มิใช่เื่ใหญ่นัก สมกับเป็ว่าที่พี่สะใภ้จัดการทุกอย่างด้วยความเอื้อเฟื้อ
“ภรรยาโจวเฉิงผู้นี้ แบบนี้เลย!”
เส้ากวงหรงยกนิ้วโป้งขึ้น
เขาปากสว่างเล่าเื่โจวเฉิงมีคนรักไปทั่วจนแพร่เข้าสู่ในวงสังคมคนมากมายรอคอยเย้ยหยันโจวเฉิง ว่าคบหากับหญิงสาวต่างถิ่นเป็อย่างนั้นอย่างนี้แต่พอเส้ากวงหรงได้รู้จักกับเซี่ยเสี่ยวหลานเพียงไม่กี่วันต้องนับถือแววตาของโจวเฉิงจริงๆ นอกจากหน้าตาสะสวยเซี่ยเสี่ยวหลานยังมีจุดเด่นอื่นอีกมากมาย ขยันขันแข็ง ใจกว้างปฏิบัติตนต่อผู้อื่นอย่างไร้ข้อบกพร่อง ทั้งมีความตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเว้นแต่มีพื้นเพเป็ครอบครัวชนบทเท่านั้น... จะยกภรรยาหรือแฟนสาวของใครในแวดวงสังคมเดียวกันมาเทียบเคียงกับเซี่ยเสี่ยวหลานได้เล่า?
เช่นแฟนสาวเ่าั้ที่เขาเคยคบหาด้วย รูปลักษณ์สะสวยทว่าล้วนเสแสร้งเพิ่งคบหากันก็คิดจะแต่งงานเข้าตระกูลเขา นอกจากสวยกลับไร้จุดเด่นอื่นใดเส้ากวงหรงไม่อยากสู่ขอมาเป็ภรรยาเลยสักคน
โจวเฉิงแววตายอดเยี่ยมเสียจริง เส้ากวงหรงเปิดถุงตามสะดวกพบว่าใส่พวกของดีท้องถิ่นอวี้หนานไว้ ทั้งมีอีกอย่างที่เก็บแยกกันดึงออกมาก็คือเสื้อนอกหนึ่งตัว
สีน้ำเงินนาวี เนื้อผ้าอ่อนนุ่ม เป็เสื้อนอกขนแพะที่ราคาส่งยังสูงถึง 70 หยวนของเฉินซีเหลียงนั่นเอง
“โอ้ เสื้อนอกนี่สวยมากเลย!”
เส้ากวงหรงและคังเหว่ยซื้อตั๋วตู้นอน ในตู้รถค่อนข้างอบอุ่นเส้ากวงหรงเปลี่ยนมาใส่เสื้อนอกทันที คังเหว่ยก็มีหนึ่งตัวเป็สีน้ำเงินนาวีเหมือนกัน แตกต่างที่ปกเสื้อและแขนเสื้อรวมถึงรายละเอียดของกระดุมแต่การออกแบบคล้ายคลึง
เสื้อนี้เหมาะกับคนตัวสูง คังเหว่ยเตี้ยกว่าโจวเฉิงนิดหน่อยเส้ากวงหรงสูงใกล้เคียงกับเขา ทั้งสองคนต่างสูงเกิน 175 เิเ
คังเหว่ยซาบซึ้งตรึงใจเสียอยากร้องไห้ขี้มูกโป่ง ตอนนี้เขาก็ไม่ขัดสนเสื้อตัวหนึ่งจะซื้อไม่ไหวเชียวหรือ?
ทว่าเสื้อที่เซี่ยเสี่ยวหลานมอบให้ย่อมจับใจมากกว่าเสื้อที่ซื้อเองอยู่แล้ว!
อายุน้อยกว่าเขาและเส้ากวงหรงเสียอีก แต่กลับมีลักษณะของการเป็ว่าที่พี่สะใภ้ทีเดียว
----------------------------------------
‘หลานเฟิ่งหวง’ โด่งดังในชั่วพริบตา
ทุกวันนี้มีสิ่งบันเทิงน้อยของแปลกใหม่โผล่มาทุกคนย่อมชื่นชอบที่จะมุงดูเพื่อความตื่นเต้น
ราวกับหากไม่ไปเดินเล่นในร้าน เมื่อคนอื่นเขาสนทนากันก็จะรู้สึกด้อยกว่าทันทีเสื้อผ้าสวย การตกแต่งของร้านโอ่อ่าน่าประทับใจมากทำเอาธุรกิจอิสระที่ขายเสื้อผ้าราคาย่อมเยาบนถนนซีอีพวกนั้นขุ่นเคือง ลูกค้าเหล่านี้ช่างแปลกประหลาดเสียจริงมีเสื้อผ้าราคาถูกขายกลับไม่ซื้อ จะต้องไปโดนขูดเืขูดเนื้อที่ ‘หลานเฟิ่งหวง’ ให้ได้
เถ้าแก่ของร้านเสื้อผ้าไม่ยอมแน่นอน ปลอมเป็ลูกค้ามาสังเกตการณ์ยังไม่ทันเข้าร้านก็ริษยาแทบสิ้นใจ
ไม่ต้องกล่าวถึงการตกแต่งและปริมาณลูกค้าในร้านเลย ว่ากันแค่ทำเลตรงนี้หน้าร้านต่ำต้อยบนถนนซีอีเ่าั้ำยังจะสามารถสู้ได้หรือ?
ถนนเอ้อร์ชีเป็ละแวกที่เจริญรุ่งเรืองของซางตูแล้วห้างสรรพสินค้าซางตูก็ตั้งอยู่ถนนเอ้อร์ชีเลขที่ 47 ส่วน ‘หลานเฟิ่งหวง’ คือถนนเอ้อร์ชีเลขที่ 45 ตรงกลางไม่ได้คั่นด้วยเลขที่ 46 แต่คั่นด้วยครึ่งจัตุรัสโล่งว่าง อาคารหลังเล็ก ‘หลานเฟิ่งหวง’ นั้นจึงตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นผู้คนที่มาเยือนจัตุรัสเอ้อร์ชีจะเห็นตำแหน่งร้านได้ั้แ่มองแวบแรก!
พวกเขาหาสถานที่เช่นนี้ไม่ได้เนื่องจากไม่มีความกล้าคิดกล้าทำอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานและไม่มีทักษะที่หลิวหย่งสามารถหน้าทนประจบประแจงบิดามารดาเฒ่าของรองผู้อำนวยการโรงงานหากไม่มีเส้นสายสักหน่อย หน้าร้านแบบนี้จะเปิดกิจการได้ยาวนานหรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานกลับไม่หวาดหวั่นต่อจุดนี้ จากงานตัดริบบิ้นวันนั้นหยวนหงกังก็ดี เลขาโหวก็ช่างแค่หัวหน้าหยางมาร่วมพิธีตัดริบบิ้นเปิดกิจการด้วยตนเองสถานีตำรวจแถบนี้ล้วนต้องใส่ใจร้านของเซี่ยเสี่ยวหลาน ไม่ใช่จะมาหาเื่แต่จะดูแลให้มากขึ้นในเวลาปกติ คนของสถานีตำรวจเฉิงหนานคิดเช่นไรอย่างนั้นหรือ? เซี่ยเสี่ยวหลานจัดการติงอ้ายเจินและสมาชิกแนวร่วมป้องกันไปแล้วนี่ก็คือพระโพธิสัตว์หญิงองค์หนึ่งที่ยุแหย่ไม่ได้!
วันที่ 28 สินค้าจากหยางเฉิงจึงจะมาถึงไม่รู้ว่าเฉินซีเหลียงได้รับเงินโทรเลขหรือยัง หากสามารถส่งสินค้ามาทันท่วงทีก็หมายความว่าระดับความไว้เนื้อเชื่อใจของเขาและเซี่ยเสี่ยวหลานมีมูลค่าหลายหมื่นหยวนแน่นอนว่าอาจเป็เพราะเกียรติศักดิ์ของพานซานที่มีมูลค่าหลายหมื่นคนเหี้ยมซึ่งอยู่ดีไม่ว่าดีก็อยากจัดการเคออีสฺยงให้ตายเถ้าแก่เฉินผู้อ่อนด้อยย่อมไม่กล้าหือ เธอส่งโทรเลขค่าสินค้าไป 6000 หยวน เกรงว่าเถ้าแก่เฉินจะส่งเสื้อผ้ามูลค่ารวมหนึ่งหมื่นหยวนมาด้วยซ้ำ
สินค้ารอบนี้ของเฉินซีเหลียงถือเป็ฝนฉ่ำที่ตกลงมาทันเวลา ‘หลานเฟิ่งหวง’ ขายดิบขายดีต่อเนื่องไปได้เพียงไม่กี่วันเสื้อผ้าในร้านก็โดนเหล่าสุภาพสตรีซางตูผู้บ้าคลั่งซื้อสอยจนหมดเกลี้ยง
บางคนไม่ได้ซื้อเพียงหนึ่งตัว เซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักจับคู่พวกเธอจึงซื้อทั้งชุดทันที
หากสินค้าจากหยางเฉิงยังไม่ส่งมา พวกเธอจะไร้สินค้าให้ผู้คนจับจ่ายก่อนปีใหม่ก็คงต้องปิดร้านล่วงหน้าโชคดีที่เฉินซีเหลียงนำสินค้าขึ้นรถไฟด้วยความเร็วสูงสุด เร่งเดินทางจนได้รับสินค้าในวันที่ 28 มือเท้าเป็ระวิงยกใหญ่ สุดท้ายขายจนกระทั่งเย็นวันที่ 29 มกราคม
เซี่ยเสี่ยวหลานนำคนทั้งครอบครัวทำบัญชีค่าสินค้าเรียบร้อยลงกลอนประตูอย่างระมัดระวัง และเอากระดาษแดงซึ่งเขียนไว้ล่วงหน้าแปะไว้บนประตู ‘ร้านปิดวันที่ 30 ม.ค. ถึงวันที่ 5 ก.พ. วันที่ 6 ก.พ. (วันที่ห้าเดือนเจิง [3] ) ดำเนินการปกติ’
“เงินน่ะหาได้ไม่จบสิ้นหรอก ตรุษจีนก็พักผ่อนเสียหน่อยเถอะ”
เชิงอรรถ
[1]ปีใหม่ในที่นี้คือตรุษจีน
[2]腊月 เดือนล่า คือ เดือนที่สิบสองตามปฏิทินจันทรคติ
[3]正月เดือนเจิงคือ เดือนที่หนึ่งตามปฏิทินจันทรคติ
