เพราะจางเซวียนทำงานได้คล่องแคล่ว ไม่นานเขาก็ค้นพบเบาะแสจากข้อมูลของพิพิธภัณฑ์
“คุณชายเย่ จากที่ฉันและศิษย์พี่ไปสำรวจมา บ้านหลังนี้น่าจะอยู่เมืองชี” จางเซวียนเอ่ย
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ ก่อนกล่าวอย่างคาดไม่ถึงว่า “เมืองชี? เมืองนี้เหมือนกับจะอยู่ใกล้ๆ กับเมืองชาง!”
จางเซวียนพยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่แล้ว หากพวกเราเดินทางไปเมืองชี จะต้องผ่านเมืองชาง หรือว่าเราค้างแรมที่เมืองชางก็ได้ บ้านตระกูลอู่ญาติฝั่งแม่ของนายเป็เ้าถิ่นในเมืองชางนี่ บางทีเราอาจถามข้อมูลจากพวกเขาได้”
“งั้นก็ดีเลย! ฉันกำลังคิดอยากกลับไปเยี่ยมหลายชายตัวอ้วนๆ ขาวๆ ของฉันอยู่พอดี หมอนั่นเหมือนจะยังเปิดเทอมอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าระยะนี้เ้าเด็กนั่นจะเจอกับเื่เดือดร้อนอะไรบ้างหรือเปล่า” เย่ฝานพูดพลางคิดในใจ
“เื่นี้หากปล่อยไว้นานยิ่งไม่ดี ถ้าอย่างนั้นคุณชายเย่ พวกเรารีบออกเดินทางกันเถอะ” จางเซวียนถามความเห็นจากเย่ฝานด้วยความกังวลใจ เกรงว่าเย่ฝานจะคิดเื่แผลงๆ อีก
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบตรงไปตรงมา “ก็ดีเหมือนกัน”
จางเซวียนมองเย่ฝานอย่างคาดไม่ถึง “คุณชายเย่ นายเป็คนตรงไปตรงมาดีจริงๆ!” เย่ฝานให้ความร่วมมือดีขนาดนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยชินสักเท่าไร!
“อวิ๋นซีบอกว่าอยากให้ฉันออกจากเมืองหลวงโดยเร็ว เขาบอกว่าหากฉันอยู่ที่นี่ต่อจะไม่ดี ความจริงฉันไม่เคยกลัวว่าจะมีใครมาหาเื่อยู่แล้ว” เย่ฝานพูดด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้ม
จางเซวียนได้ยินเย่ฝานพูดเช่นนั้น เปลือกตาของเขาพลันกระตุก ความคิดร้อยแปดพันเก้าผุดขึ้นในใจ เวลานี้ไป๋อวิ๋นซียังกังวลว่าจะมีคนมาหาเื่เย่ฝานอีกหรือ ที่จริงแล้วคุณชายไป๋เป็ห่วงฝ่ายไหนกันแน่นะ?
เย่ฝานหรี่ตาลง เขาตระหนักดีว่าไป๋อวิ๋นซีกังวลว่าคนของสำนักอสูรเร้นเงาจะลงมือกับเขา ดังนั้นไป๋อวิ๋นซีจึง้าให้เขาจากไปอย่างเร่งด่วน
แต่เย่ฝานรู้สึกว่าหากคนที่คิดจะจัดการเขาคือคนที่จ้องตะครุบตำแหน่งของซ่งผิ่นหยวน อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ซ่งผิ่นหยวนเป็คนไม่เอาไหน หากฝ่ายตรงข้ามฝีมือไม่ต่างจากซ่งผิ่นหยวน ก็ย่อมเป็คนที่ไม่ได้เก่งกาจอะไร ความกังวลของไป๋อวิ๋นซีดูเหมือนจะเกินกว่าเหตุไปหน่อย “ถึงฉันจะรู้สึกว่าเื่นี้ไม่จำเป็ต้องกังวลขนาดนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ควรฟังคำพูดของอวิ๋นซี”
จางเซวียนพยักหน้า แล้วกล่าวอย่างเห็นด้วย “ถูกต้องแล้ว นายตามจีบคุณชายไป๋ ก็ควรฟังคำพูดของเขา...”
พอเย่ฝานลงจากเครื่องบิน อู่ซือหานก็มารับเขาด้วยรถเมอร์เซเดสเบนซ์สุดหรู
“พี่ชาย ่นี้พี่ยุ่งไหม!”
“ยุ่งอยู่เหมือนกัน ่นี้ธุรกิจของบ้านตระกูลอู่ไปได้สวยทีเดียว ทำอะไรอาจจะหลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง” แต่ต่อให้ยุ่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางลืมมารับเย่ฝานแน่นอน
ทังหย่งจินดูแลบ้านตระกูลอู่เป็อย่างดี ่ก่อนที่ตระกูลอู่เจอกับปัญหาวัสดุก่อสร้างเล็กน้อย จางซือเลี่ยงก็กระตือรือร้นติดต่อบ้านตระกูลอู่ด้วยตนเองเพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาให้ ย้อนคิดไปถึงตอนที่จางซือเลี่ยงเคยโทรหาตนเพื่อขอเบอร์ติดต่อกับเย่ฝาน อู่ซือหานก็เข้าใจทันที ที่จางซือเลี่ยงยินดีช่วยเหลือเขาก็เป็เพราะเห็นแก่เย่ฝานนั่นเอง น้องชายของเขาคนนี้น่าจะถือได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว
ตอนนี้บ้านตระกูลเย่น่าจะทราบถึงความสามารถของเย่ฝานแล้ว พวกเขาคงรู้สึกเสียใจจนลำไส้เขียว[1] ไปหมดแล้ว
“น้องชาย คนผู้นี้เป็ใครกัน?” อู่ซือหานมองเย่ฝานแล้วเอ่ยถาม
“เขาชื่อว่าจางเซวียน เป็พวกร่างทรง ไม่มีความสามารถอะไรหรอกครับ เขาตามมาช่วยงานผม” เย่ฝานตอบ
จางเซวียน “…” เขาเป็คนหนุ่มผู้มีความสามารถแห่งเขาหลงหู่! เหล่าคนหนุ่มรุ่นเดียวกับเขาต่างให้ความเคารพและถือเอาเขาเป็แบบอย่าง เขาไม่ได้แย่อย่างที่เย่ฝานบอกเสียหน่อย
อู่ซือหานพยักหน้าให้จางเซวียน เขารู้สึกว่าจางเซวียนไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่เย่ฝานบอก!
“น้องชาย นายรีบกลับมาครั้งนี้ มีเื่อะไรหรือเปล่า?” อู่ซือหานถาม
เย่ฝานหยิบกระดาษออกมาหนึ่งแผ่น แล้วถามว่า “พี่ชาย พี่เคยเห็นบ้านหลังนี้ไหม?”
อู่ซือหานส่ายหน้าพลางตอบ “ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะ แต่ว่ารูปแบบการก่อสร้างของบ้านหลังนี้มีส่วนคล้ายกับการก่อสร้างในเมืองชางมาก น่าจะอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ บางทีคุณพ่ออาจจะรู้”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วบอกว่า “งั้นก็ดีครับ ผมจะกลับไปถามคุณตาดู”
…
เมื่อคนของบ้านตระกูลอู่รู้ว่าเย่ฝานจะมา ก็เตรียมงานเลี้ยงต้อนรับให้เขา
“คุณอาเล็ก กลับมาแล้วเหรอครับ ผมคิดถึงคุณอาเล็กมากเลย”
“อ่อ งั้นเหรอ? ่นี้อายุ่งเื่ตามจีบเมีย ไม่มีเวลามาดูแลนายเลย นายคงไม่โดนใครจับไปมัดอีกแล้วใช่ไหม ดูนายสิตัวกลมๆ ขาวๆ อย่างนี้ ดูแล้วเหมาะเอาไปมัดเล่นเป็บะจ่างมาก” เย่ฝานกล่าว
“อาเล็กใจร้ายจริงๆ เลย ผมอุตส่าห์เจียดเงินค่าขนมมาเลี้ยงเต่าให้อาเลยนะ?”
“เต่าของอาเป็ยังไงบ้าง?”
“เต่าของคุณอากินดี อยู่ดี นอนหลับก็ดี รวมๆ แล้วดีมากเลยครับ คุณปู่ชอบเต่าตัวนั้นมาก คุณปู่เล่าว่า่นั้นที่เขานอนไม่หลับ หลังจากคุณปู่เอาเต่ากลับไปที่ห้อง อาการนอนไม่หลับของเขาก็ดีขึ้นมากเลย” อู่หาวเฉียงพูดพลางยู่ปาก
เย่ฝานเลิกคิ้วขึ้นแล้วคิดในใจว่า คนธรรมดาไม่สามารถััถึงพลังปราณที่มีได้ แต่เมื่อคนธรรมดาได้อาศัยอยู่ในที่ที่มีพลังปราณเข้มข้น กลับเป็ผลดีต่อผู้นั้น
ครั้งที่แล้วก่อนเย่ฝานจะจากไป เขาก็คิดจะนำเต่าไปด้วย แต่ว่าบนเครื่องบินไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงขึ้นไปได้ เย่ฝานกลับมาคราวนี้ได้ฝึกฝนถึงขั้นที่สี่แล้ว เขาสามารถหลอมถุงเก็บสัตว์วิเศษได้ เย่ฝานจึงคิดจะหลอมถุงเก็บสัตว์วิเศษเพื่อพาเต่าไปด้วย
เมื่อเต่าตัวใหญ่ถูกอุ้มออกมา จางเซวียนจ้องมองเต่าตัวนั้น ทว่าเต่าตัวนั้นกลับมองจางเซวียนด้วยสายตารังเกียจ
“คุณชายเย่ เต่าตัวนี้ของคุณดูไม่เลวเลยนะ หากนำไปตุ๋นกินต้องบำรุงร่างกายดีมากแน่ๆ! ”
“กินเหรอ? ก็กินได้นะ แต่ว่ามันน่าจะสิ้นเปลืองมากเลย” เย่ฝานตอบพลางครุ่นคิดเล็กน้อย
เต่าตัวใหญ่ถลึงตาใส่จางเซวียนด้วยความโกรธ แขนขาทั้งสี่ของมันสะบัดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำในอ่างกระเด็นใส่หน้าของจางเซวียน
จางเซวียนเช็ดน้ำบนใบหน้าของตนขณะที่ในใจก็ตกตะลึง เต่าตัวนั้นมีเจตนาเป็ศัตรูกับเขา หรือว่ามันจะฟังภาษาคนรู้เื่ จางเซวียนนึกในใจว่า ไม่เสียแรงที่เป็เต่าของเย่ฝาน ยอดเยี่ยมจริงๆ!
จางเซวียนตามอู่ซือหานไปพบนายท่านบ้านตระกูลอู่
“ท่านผู้าุโครับ ท่านเคยเห็นบ้านหลังนี้ไหมครับ?” จางเซวียนหยิบกระดาษในมือส่งต่อให้อู่เถิงิ
“ฉันเคยเห็นนะ บ้านหลังนี้เป็บ้านของผู้เฒ่าเ้าของที่ดินแห่งบ้านตระกูลสือ แต่บ้านหลังนั้นถูกทำลายไปั้แ่ยุคพิฆาตสี่เก่า[2] เดี๋ยวนี้ที่นั่นเหลือแต่ซากปรักหักพัง ว่ากันว่าที่นั่นเหมือนจะมีผีด้วยนะ”
“บรรพบุรุษบ้านตระกูลสือทำธุรกิจเครื่องปั้นดินเผา ธุรกิจมีขนาดใหญ่มาก แต่ว่าสถานการณ์ในบ้านนั้นไม่ค่อยจะสงบเท่าที่ควร”
มีลูกหลานตระกูลสือรุ่นหนึ่ง เขาแต่งเมียเข้าบ้านสิบกว่าคน ลูกที่เกิดจากบรรดาเมียทั้งหลายถ้าไม่ตายในครรภ์ ก็สิ้นใจตายหลังเกิดได้ไม่นาน
“ทายาทที่อยู่รอดปลอดภัยจนเติบใหญ่มีเพียงสองคนเท่านั้น เป็ลูกชายของภรรยาหลวง และอีกคนเป็ลูกชายของภรรยาน้อย”
หลังจากภรรยาน้อยตายไป บ้านตระกูลสือก็เหลือเพียงลูกชายของภรรยาหลวง เ้าของบ้านฝากความหวังของวงศ์ตระกูลทั้งหมดไว้กับลูกชายคนนั้น ลูกชายก็รับปากตามที่บิดาร้องขอทันที เวลาผ่านไปเหตุการณ์ทุกอย่างเดินไปตามวิถีของมัน ในที่สุดไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดลูกชายของภรรยาหลวงคนนั้นก็ต้องมาจบชีวิตที่หอนางโลม
“บ้านตระกูลสือสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น สุดท้ายธุรกิจใหญ่โตกลับไร้คนสานต่อ ได้แต่มอบให้กับญาติห่างๆ เป็ผู้ดูแลต่อไป บ้านตระกูลสืออาจถูกคำสาปก็ได้”
เย่ฝานคิดในใจว่า “…” ถูกคำสาปอะไรกันล่ะ! ก็แค่เื่ผู้หญิงขี้หึงแก่งแย่งชิงดีกันก็เท่านั้น จะว่าไปแล้วก็ต้องโทษเ้าของบ้านตระกูลสือคนนั้นที่ไร้ความสามารถ แต่งเมียเข้าบ้านเยอะขนาดนี้แต่ไม่มีปัญญาควบคุมดูแล ลูกเกิดมากี่คนก็ตายเกือบหมด
จางเซวียนพูดด้วยความดีใจ “ไม่ผิดแน่ ที่ตรงนั้นต้องเป็บ้านที่เราตามหาแน่ๆ ผู้าุโช่วยบอกทางให้กับพวกเราได้ไหมครับ?”
อู่เถิงิพยักหน้าพร้อมกล่าว “ย่อมได้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ก็ค่ำมืดแล้ว สหายน้อยอยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิ”
จางเซวียนตกปากรับคำอย่างคล้อยตามว่า “ได้ครับ!”
…
รสชาติอาหารของบ้านตระกูลอู่ไม่เลวเลย เย่ฝานกินอย่างเอร็ดอร่อย
“สหายน้อยแต่งงานหรือยัง?” อู่โหวเซวียนถามด้วยความสงสัย
จางเซวียนส่ายหน้า แล้วตอบว่า “ยังครับ”
“แล้วมีคู่หมายหรือยัง?”
“ยังครับ!” คนของเขาหลงหู่ส่วนใหญ่จะฝักใฝ่ในวิถีแห่งเต๋า เมื่อฝึกฝนจนสำเร็จแล้วจึงจะแต่งงาน แต่ก็มีคนในสำนักอีกมากที่ไม่แต่งงาน จางเซวียนอายุเท่านี้ถือว่ายังเร็วไปที่จะมีครอบครัว
เย่ฝานหัวเราะแล้วพูดว่า “คุณลุง อย่าถามเขาเื่นี้เลยครับ ขนาดผมยังไม่มีเมียเลย เขาดูท่าทางอับโชคแบบนี้ จะมีเมียได้ยังไงกัน?”
จางเซวียน “…” เย่ฝานไอ้สารเลว
“สหายน้อย เย่ฝานพูดจาไม่รู้จักกาลเทศะ เธออย่าเอามาใส่ใจเลยนะ ดูจากท่าทางของเธอ ฉันก็รู้ว่าเธอเป็คนมีความสามารถ” อู่เถิงิพบเจอผู้คนมามากมาย เขารู้สึกได้ทันทีว่าที่มาที่ไปของจางเซวียนต้องไม่ธรรมดา
เย่ฝานทำหน้ามุ่ยแล้วพูดว่า “คุณตา ผู้มีความสามารถมันต้องเป็แบบผมครับ มาตรฐานของคุณต่ำเกินไปแล้วล่ะครับ”
อู่เถิงิ “…”
อู่หาวเฉียงส่งปูขนที่แกะเปลือกแล้วให้กับเย่ฝาน ก่อนเอ่ยถาม “คุณอากำลังตามจีบคุณชายไป๋อยู่ไม่ใช่เหรอครับ? ตอนนี้จีบสำเร็จหรือยัง?”
คำพูดนี้ของอู่หาวเฉียงหลุดออกมา ทำให้สีหน้าของคนทั้งโต๊ะเปลี่ยนแปลงไป
“ยังหรอก แต่ว่าอาของนายเป็คนจิตใจแน่วแน่มากนะ นายรอดูได้เลย คราวหน้าอาจะพาอาสะใภ้กลับมาด้วย” เย่ฝานพูดด้วยใบหน้าเบิกบาน
อู่หาวเฉียงพยักหน้าก่อนพูดต่อ “อาเล็กเก่งขนาดนี้ หากอาสะใภ้เป็คนตามีแววละก็จะต้องซาบซึ้งใจแน่ๆ”
เย่ฝานพยักหน้าตอบ “ถูกต้องแล้ว อาของนายยอดเยี่ยมขนาดนี้ คนที่ดูคนเป็จะต้องอยากอิงแอบแนบชิด ซบอยู่ในอ้อมอกของอาแน่ๆ”
จางเซวียนเหมือนกับไม่คุ้นชินคำคุยโวของเย่ฝาน เขาเหลือบตามองบนแล้วพูดว่า “คุณชายเย่ ฉันได้ยินมาว่านายมีคู่หมั้นคนหนึ่ง แต่ขอถอนหมั้นไปแล้วไม่ใช่เหรอ!”
เย่ฝานทำหน้านิ่วคิ้วขมวด “อย่าพูดถึงผู้หญิงคนนั้นเลย หล่อนเป็ผู้หญิงหยาบคาย แถมตายังไม่มีแวว ดีแล้วที่หล่อนขอถอนหมั้น ลดความรำคาญไปได้มากเลยทีเดียว บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถแห่งยุคอย่างฉัน หล่อนไม่มีทางเคียงข้างฉันได้หรอก!”
จางเซวียน “…” เย่ฝานสวมรองเท้าแตะทั้งวัน ยังกล้าพูดว่าตนเองเป็บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถแห่งยุค
“นายท่าน คนบ้านตระกูลเย่มาครับ” พ่อบ้านเข้ามารายงาน
อู่เถิงิขมวดคิ้ว หลังจากที่เย่ฝานจากไป ผู้เฒ่าบ้านตระกูลเย่มาพบเขาหลายครั้ง ทุกครั้งที่มามักกล่าวถึงเื่ที่จะรับเย่ฝานกลับเข้าตระกูล ก่อนหน้านี้ยังบอกว่าจะแบ่งหุ้นส่วนหนึ่งให้เย่ฝาน เพื่อดึงเย่ฝานกลับเข้าตระกูล สำหรับผู้เฒ่าเย่แสนตระหนี่คนนั้นถือว่าลงทุนไม่น้อยเลย ทว่าเย่ฝานในวันนี้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่านั้นมากแล้ว...
“อาฝาน นายคิดว่ายังไง?” อู่เถิงิถามความคิดเห็นของเย่ฝาน
ความสามารถที่เย่ฝานแสดงออกมาเหนือกว่าที่อู่เถิงิเคยรับรู้ นายท่านบ้านตระกูลอู่ในวันนี้ก็ไม่อาจเฉยเมยต่อหลานคนนี้ได้
“บอกพวกเขากลับไปเถอะครับ เวลาของผมมีจำกัด ผมไม่ว่างทักทายพวกเขาหรอก” เย่ฝานกล่าว
อู่เถิงิพยักหน้าพลางตอบ “ได้”
เย่ฝานเอามือลูบคางแล้วคิดในใจว่า ช่างน่ารำคาญจริงๆ! ตอนที่พวกนั้นไล่เย่ฝานออกจากตระกูล ก็ไล่เหมือนหมูเหมือนหมา! แต่ตอนนี้กลับมาตื๊อให้เขากลับตระกูล!
..............................................................................................................
[1] เสียใจจนลำไส้เขียวไปหมดแล้ว เป็สำนวนจีน แปลว่าเสียใจเป็อย่างมาก
[2] ยุคพิฆาตสี่เก่า คือ นโยบายปฏิวัติวัฒนธรรมในสมัยที่เหมาเจ๋อตงเป็ผู้นำประเทศ เขาปลุกระดมให้บรรดายุวชนเรดการ์ดลุกฮือขึ้นมาพิฆาตของเก่าสี่อย่าง ได้แก่ ประเพณีเก่า วัฒนธรรมเก่า นิสัยเก่า และความคิดเก่า เพื่อสร้างจีนยุคใหม่ พวกเขาไม่เพียงพิฆาตสิ่งของ สถานที่ ยังทำร้ายผู้คน ว่ากันว่าตลอดทศวรรษแห่งความคลั่งเหมานี้มีคนตายเป็ล้านๆ คน
