วันต่อมา
“สีกา! สีกา!”
“เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ?” หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามองไปยังพระรูปหนึ่งที่ยืนอยู่นอกประตูห้องของอวิ๋นชิง จากนั้นจึงสาวเท้าเดินเข้าไป
“สีกา นี่เป็อาหารเช้าในวันนี้ แต่ว่าในห้องไม่มีการตอบกลับมานานแล้ว ไม่ทราบว่า...”
เลยเวลาอาหารเช้าไปนานแล้ว แต่พระรูปนั้นยังยืนรออยู่นอกห้องเนิ่นนาน เมื่อสอบถามผู้อื่นพบว่าหลิ่วอวิ๋นชิงยังไม่ได้ลุกและเดินออกมาจากประตูห้องเลยแม้เพียงครึ่งก้าว
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ารับกล่องอาหารในมือของอีกฝ่ายมา “ขอบพระคุณพระอาจารย์น้อยมากเ้าค่ะ ข้าจะไปส่งอาหารให้นางด้วยตัวเอง”
“...ลำบากสีกาแล้ว!”
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นค่อยๆ จากไปไกล หลิ่วอวิ๋นฮว๋าก็เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ เดินไปข้างหน้าต่างที่อยู่ด้านหนึ่ง ใช้เล็บเจาะกระดาษหน้าต่างบางๆ จนเป็รู หลิ่วอวิ๋นชิงที่อยู่บนเตียงยังคงหลับลึก เมื่อครู่เสียงเรียกของพระก็ไม่สามารถปลุกให้นางตื่นขึ้นมาได้
เสียงประตูค่อยๆ เปิดออก หลิ่วอวิ๋นฮว๋าสาวเท้าเข้าไป วางกล่องอาหารลงแล้วยืนอยู่ข้างเตียงอย่างเงียบงัน มองสตรีที่กำลังหลับใหล มุมปากของนางประดับไปด้วยรอยยิ้มคล้ายทุกข์ใจคล้ายไม่ทุกข์ใจ จากนั้นจึงส่งเสียงเรียกออกมาเบาๆ “น้องสาว น้องสาว?”
อย่างไรก็ตาม หลิ่วอวิ๋นชิงยังคงดวงตาปิดสนิท จนกระทั่งหลิ่วอวิ๋นฮว๋ายื่นมือออกไปเขย่าตัวนาง นางจึงลืมตาขึ้นมาเงียบๆ
“อืม...ท่านพี่?”
นางค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ยื่นมือออกไปจับหน้าผากของตน “ข้านอนไปนานเท่าใดแล้ว? ตอนนี้ยามใดแล้ว?”
“เห็นเ้าหลับสบายถึงเพียงนี้ ข้าจึงทำใจปลุกเ้าไม่ได้” หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายิ้มบางๆ หันกลับไปกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “รีบกินเถิด อาหารเช้าเย็นหมดแล้ว”
หลิ่วอวิ๋นชิงรู้สึกว่าในสมองของตนเองมึนงง ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้นางยิ่งดูไร้จิติญญา ยืดตัวขึ้นนั่ง เนิ่นนานกว่าจะมีแรงลุกขึ้น “แปลกเหลือเกิน เมื่อคืนเข้านอนเร็วแท้ๆ เหตุใดจึงได้ล้าเช่นนี้?”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าจัดสำรับอาหารให้นางอย่างเอาอกเอาใจ “บางทีอาจเป็เพราะเมื่อคืนถูกทำให้ใกระมัง มาเถิด มาดื่มน้ำก่อน”
“...ขอบคุณเ้าค่ะท่านพี่”
ภายในห้องของเ้าอาวาสมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่อย่างเงียบงัน
เสียงประตูค่อยๆ เปิดออก เฟิ่งหลิงเงยหน้าขึ้น เ้าอาวาสชะงักไปครู่หนึ่ง “คุณชายสาม อาตมานึกว่าท่านไปแล้ว”
“ยังเดินหมากกับไต้ซือไม่จบ จะไปได้อย่างไร?”
เ้าอาวาสแย้มยิ้มอย่างมีความนัย “ฮ่าๆ คุณชายสามมีเื่ในใจเสียมากกว่า”
เขาเดินมาข้างกระดานหมาก หยิบหมากขึ้นมาวางลงไปเม็ดหนึ่ง
เฟิ่งหลิงไม่ได้ปฏิเสธ “ระยะนี้ไม่สามารถล่าสัตว์บนเขาได้ เป็ไปได้มากกว่าสถานการณ์จะร้ายแรงยิ่งกว่าที่พวกเราคิด ”
เ้าอาวาสประหลาดใจอยู่บ้าง “หรือว่าคุณชายจะทราบอะไรมา?” ความจริงแล้วเขาก็ได้ให้พระลงเขาไปบอกกับครอบครัวนายพรานใกล้ๆ แล้วว่าระยะนี้อย่าได้ขึ้นมาล่าสัตว์บนเขา
เฟิ่งหลิงเงียบไปครู่หนึ่ง ในสมองปรากฏภาพสถานการณ์ที่หลิ่วอวิ๋นฮว๋าพบกับบุรุษชุดดำผู้นั้น “เ้าอาวาส เหตุใดคุณหนูทั้งสองของจวนชางหรงโหวจึง้าขึ้นมาขอพรที่วัดเทียนฝู?”
“ใกล้จะถึงวันเกิดของชางหรงโหวแล้ว”
วันเกิด? ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในใจของเฟิ่งหลิงเต็มไปด้วยความร้อนใจ จะมีความเกี่ยวข้องอะไรกันหรือไม่?
“พระอาจารย์ ไม่ดีแล้วขอรับ!”
ในตอนนี้ ด้านนอกมีเสียงะโอย่างร้อนใจดังขึ้น
ประตูถูกเปิดออก พระรูปหนึ่งวิ่งเข้ามาในสภาพเหงื่อเต็มหน้า “พระอาจารย์ ที่นาของพวกเรา...”
ระหว่างป่าและวัดเทียนฝูถูกกั้นด้วยแปลงเพาะปลูกอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง ที่นี่เป็สถานที่ที่วัดเทียนฝูปลูกพืชผักอาหารเจ อย่างไรก็ตาม แปลงผักที่เดิมทีเขียวชอุ่มในตอนนี้กลับไร้ชีวิตชีวา ผักสดใหม่ที่ควรจะได้เก็บกลับปรากฏรอยสีดำและความเหี่ยวเฉา ไม่เหลือรอดเลยแม้แต่ต้นเดียว
กระทั่งดินโคลนสีน้ำตาลเข้มก็ยังเปลี่ยนเป็สีดำที่ทำให้ผู้คนต้องใ ในเวลานั้นมีคนะโออกมา พระหลายรูปล้มลงไปบนพื้นด้วยสีหน้าเ็ป ที่นิ้วของพวกเขาปรากฏสีเขียวอมม่วงในระดับที่แตกต่างกัน ร่างกายชักกระตุกไม่หยุด มุมปากมีฟองสีขาวออกมา...
“อย่าแตะดินพวกนี้!”
เฟิ่งหลิงยื่นมือออกไปขวางคนข้างหลังให้ออกห่างจากที่นาอันแปลกประหลาดนี้ ทุกคนเข้าใจโดยพลันว่าเกิดอะไรขึ้น พระหลายรูปนั้นถูกพิษเข้าแล้ว เป็เพราะเมื่อครู่พวกเขาเข้าไปตรวจสอบพืชผักเหล่านี้จึงได้แตะถูกดิน!
แปลงเพาะปลูกทั้งหมดถูกพิษแล้ว! เฟิ่งหลิงและเ้าอาวาสสบตากันด้วยใบหน้าเคร่งเครียด “รีบสั่งให้คนปิดที่นี่เสีย ไม่ให้ผู้อื่นภายในวัดเหยียบเข้ามาเด็ดขาด”
เ้าอาวาสมองไปรอบๆ ทันใดนั้นจึงจับแขนเสื้อของเฟิ่งหลิง ที่นี่มีสายตามากเกินไป เกรงว่าเฟิ่งหลิงจะดึงดูดความสนใจของผู้มีจิตใจคิดไม่ซื่อ “คุณชายสาม ท่านรีบหลบออกไปจะดีกว่า”
ภายในห้อง เบื้องหน้าของเฟิ่งหลิงมีของสองสิ่งวางเอาไว้ ดินหนึ่งกองและเนื้อสัตว์หนึ่งชิ้น
เ้าอาวาสผลักประตูเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังบุรุษข้างโต๊ะ ถอนหายใจออกมาเบาๆ
เฟิ่งหลิงยืนขึ้น เ้าอาวาสฝืนยิ้มออกมาอย่างจนใจ ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียดาย “แปลงผักนั้นใช้ไม่ได้แล้ว เกรงว่าหลังจากนี้อีกหลายปีก็คงใช้เพาะปลูกไม่ได้”
คิดไม่ถึงว่าจะมีเื่เช่นนี้เกิดขึ้น เหตุใดดินที่ยังดีๆ จึงได้ติดพิษไปได้ สูญเสียพืชพรรณธัญญาหารแปลงนั้นทั้งแปลง ทั้งไม่แน่ว่าสัตว์ที่ตายไปหลายตัวนั้นจะเกี่ยวข้องกับเื่นี้หรือไม่?
“เกรงว่าสองเื่นี้จะเป็ฝีมือของคนคนเดียวกัน”
“...ความหมายของคุณชายสามคือ...” เ้าอาวาสพลันเข้าใจบางอย่างขึ้นได้ในทันที
ในสมองของเฟิ่งหลิงปรากฏภาพที่ทำให้ใจไม่สงบ ราวกับเขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเก็บสีหน้าแล้วเดินออกไปนอกห้อง
ยามค่ำคืน วัดเทียนฝูถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด บรรยากาศแปลกประหลาด
เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบาๆ เงาร่างแบบบางปรากฏอยู่บนถนนเล็กๆ ข้างวัดด้วยความระมัดระวัง
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ากำแขนเสื้อของตนแน่น นางย่อกายลงวิ่งเหยาะๆ ไป สายตากวาดมองไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ถนนอันมืดมิดไม่ได้ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัว ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความแน่วแน่ ราวกับตัดสินใจแล้วว่าจะต้องเดินไปบนเส้นทางอันห่างไกลนี้ให้สำเร็จ
ภายในเงามืด สายตาคมกริบคู่หนึ่งมองตามไปยังเงาร่างนั้นอย่างไม่คลาดสายตา ดวงตาของเฟิ่งหลิงแวววาว เป็ดังที่เขาคาดคิดจริงเสียด้วย
สตรีเบื้องหน้ามาถึงลานแห่งหนึ่งที่ไร้ผู้คน ภายในลานมีบ่อน้ำอยู่ นางมองไปรอบด้านครู่หนึ่งแล้วจึงเดินมาข้างบ่อน้ำ เฟิ่งหลิงมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่านางหยิบขวดเล็กๆ ใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ หยดอะไรบางอย่างไปในบ่อน้ำ จากนั้นจึงปิดขวดด้วยความระมัดระวังแล้วใส่กลับเข้าไปในแขนเสื้อ
จนกระทั่งนางเดินจากไป เฟิ่งหลิงจึงเดินเข้าไปอย่างไร้เสียง ในใจมีความเป็ไปได้หลายอย่างวาบผ่าน
เหตุใดหลิ่วอวิ๋นฮว๋าจึงต้องวางยาพิษ? หากว่าสองเื่นี้ล้วนเป็การกระทำของนาง โดยเริ่มลงมือจากสัตว์ในป่าก่อน จากนั้นจึงวางยาในแปลงปลูกผักของวัด สุดท้ายก็วางยาในบ่อน้ำ เช่นนั้นจุดประสงค์ของนางคืออะไร? พุ่งเป้าไปยังทุกคนในวัดเทียนฝูเช่นนั้นหรือ?
แน่นอนว่าไม่ใช่ วัดเทียนฝูและนางไม่มีความแค้นใดๆ ต่อกัน นางไม่มีเหตุผลที่จะทำเช่นนี้
หรือจะกล่าวว่า ทั้งหมดนี้เป็การชี้นำของบุรุษชุดดำผู้นั้น? เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจุดประสงค์คืออะไร
เฟิ่งหลิงรู้สึกว่าเื่นี้ไม่ง่ายดายเช่นนั้น คงจะไม่ใช่ว่าเกี่ยวข้องอะไรกับอวิ๋นซูกระมัง? หากเป็เช่นนี้จริงๆ เขาก็ควรจะบอกให้นางทราบให้เร็วหน่อยถึงจะถูก
ไม่ ตอนนี้เขาเหมาะสมที่จะไปพบหน้านางอีกครั้งหรือไม่ เฟิ่งหลิงก็ยังคงไม่แน่ใจ มิสู้รอให้ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนค่อยบอกนาง หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายังคงอยู่ที่นี่ ยังสามารถหาเงื่อนงำเบาะแสจากนางได้
…
ยามเช้า
“สีกา สีกา?”
นอกห้องหลิ่วอวิ๋นชิง พระรูปหนึ่งลูบท้ายทอยอย่างสงสัย หลายวันมานี้เหตุใดสีกาภายในห้องถึงนอนจนตะวันโด่งแล้วก็ยังไม่ลุก จะเรียกอย่างไรก็ไม่ตื่น
“พระอาจารย์น้อย”
พระหันไป เห็นหลิ่วอวิ๋นฮว๋าจริงดังคาด
สิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าก็คือ ทุกครั้งตนเองมักจะพบสีกาท่านนี้ช่วยนำอาหารเช้าเข้าไปให้
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ารับกล่องอาหารในมือเขามาด้วยท่าทางธรรมชาติเป็อย่างยิ่ง ยิ้มเล็กน้อย พระรูปนั้นคารวะครั้งหนึ่ง “ลำบากสีกาแล้ว”
เพิ่งจะหันกายเดินไปก็ถูกเรียกเอาไว้ “รอก่อนเ้าค่ะพระอาจารย์น้อย”
“สีกามีอะไรจะกำชับหรือ?”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามองไปยังใบหน้าของเขา ชะงักไปครู่หนึ่ง “วันนี้มีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือไม่เ้าคะ?”
พระไม่เข้าใจความหมายของนาง อีกฝ่ายจึงรีบอธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “หลายวันนี้ในวัดไม่ใช่ว่าเกิดเื่แปลกประหลาดมากมายหรอกหรือเ้าคะ? ผู้น้อยจึงรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง”
ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ พระทำความเคารพอีกครั้งหนึ่ง “สีกาโปรดวางใจ ท่านเ้าอาวาสได้ลงมือตรวจสอบเื่นี้แล้ว วันนี้ทุกอย่างสงบดีขอรับ”
“...เช่นนั้น ไต้ซือตรวจสอบพบอะไรหรือไม่เ้าคะ?”
“เื่นี้...อาตมาก็ไม่ทราบ”
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าสูดหายใจลึกราวกับวางใจ “ใช่แล้ว ที่ลานใกล้ๆ นี้มีบ่อน้ำหรือไม่เ้าคะ?”
“ในสวนชิงซินมีบ่อน้ำอยู่ สีกาเดินไปตามถนนนี้ก็จะหาพบ น้ำในบ่อน้ำใสสะอาดเย็นสดชื่น เพียงแต่อากาศค่อนข้างหนาว หากว่าสีกา้า อาตมาสามารถต้มน้ำร้อนมาให้ได้” พระใคร่ครวญรอบคอบ แต่หลิ่วอวิ๋นฮว๋าราวกับว่ามีความยึดมั่นในบ่อน้ำนั้นเป็อย่างมาก
“ไม่ทราบว่าในยามปกติวัดของท่านดื่มน้ำในบ่อนั้นหรือไม่เ้าคะ?”
“ในยามปกติพระอาจารย์ลุงหลายท่านล้วนใช้น้ำในบ่อชงชาขอรับ”
ในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋ากระจ่างแจ้ง หลังจากกล่าวขอบคุณแล้วก็ยกกล่องอาหารเดินเข้าไปในห้อง
ไม่เหมือนกับวันก่อนๆ หลิ่วอวิ๋นชิงที่อยู่บนเตียงยังคงหลับลึก หลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่ได้เรียกนางอีก ทำเพียงนั่งอยู่ข้างโต๊ะอย่างเงียบงัน ตั้งใจฟังการเคลื่อนไหวด้านนอก
ทว่าวันนี้กลับคลื่นลมสงบ จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกลงหลังเขา หลิ่วอวิ๋นฮว๋าก็ยังไม่ได้ยินเื่ที่นาง้าได้ยิน
ในที่สุดสตรีบนเตียงก็มีการตอบสนองอยู่หลายส่วน หลิ่วอวิ๋นชิงลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบงัน มองไปด้านหน้าอย่างมึนงง มุมปากของหลิ่วอวิ๋นฮว๋ายกโค้งขึ้น ผลักอาหารเช้าข้างมือที่เย็นไปนานแล้วไปให้ “น้องสาว ควรจะทานอาหารได้แล้ว”
ใบหน้ายิ้มแย้มของนางไม่ได้มีความอบอุ่นอีกต่อไป
หลิ่วอวิ๋นชิงไม่ได้กล่าวอะไร ลงจากเตียงอย่างเชื่อฟัง ฝีเท้าสงบนิ่งอย่างน่าแปลกประหลาด จากนั้นจึงนั่งลงเงียบๆ
“ดื่มชาหน่อยเถิด” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าหยิบชาด้านข้างขึ้นมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน แล้วเทน้ำเข้าไปด้านใน ใช้เล็บของตนเองคนน้ำในถ้วย ส่วนหลิ่วอวิ๋นชิงทำราวกับว่าไม่ได้เห็นอะไร ยื่นมือออกไปรับถ้วยชานั้นแล้วยกขึ้นดื่ม น้ำชาไหลล้นออกมาจากมุมปากของนาง
หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายิ้ม ยกผ้าในมือของตนขึ้นช่วยนางเช็ด “เด็กดี”
ภายในสวนชิงซิน พระหลายรูปล้อมอยู่ที่บ่อน้ำกำลังจะทำอะไรบางอย่าง หลิ่วอวิ๋นฮว๋าพาสตรีเงียบงันด้านหลังเดินมาช้าๆ ท่าทางของนางค่อยๆ เปลี่ยนไป วันนี้ทั้งวันล้วนไม่มีเื่ราวอะไรเกิดขึ้น หรือว่าจะถูกพบแล้ว? “พระอาจารย์น้อยหลายท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือเ้าคะ?”
“สีกามาตักน้ำหรือ?” สายตาของพวกเขาตกอยู่บนใบหน้ามึนงงของหลิ่วอวิ๋นชิง ความสงสัยวาบผ่านครั้งหนึ่งแล้วจึงหายไป
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าแย้มยิ้ม “ใช่แล้วเ้าค่ะ ได้ยินมาว่าน้ำในบ่อหวานอร่อย ตักกลับไปชงชาเสียหน่อยน่าจะดี”
พระทั้งหลายปรากฏสีหน้าจนใจ “สีกา น้ำในบ่อนี้ไม่สามารถดื่มได้แล้ว”
“เพราะเหตุใดเ้าคะ?” ในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋ากำลังกู่ร้อง ไม่มีใครใดสังเกตเห็นถึงความตื่นตระหนกในสายตาของนาง
