จี้จิ่นเห็นว่าอวิ๋นซูดูเหมือนจะไม่คิดจะมาสนใจคำพูดของตน ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหมดสนุก เขาถือโอกาสรวบชุดแล้วนั่งลงบนกองหญ้าใกล้ๆ อีกด้านหนึ่ง ท่าทางราวกับกำลังใคร่ครวญอะไรบางอย่าง สมองที่ปลอดโปร่งค่อยๆ ขมุกขมัว ไม่นานบุรุษผู้เหนื่อยล้าก็ปิดตาลงแล้วนอนหลับไป
จี้จิ่นหลับลึกมาก จนกระทั่งองครักษ์ที่ออกไปหายากลับมา เขาจึงตื่นขึ้น
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจก็คือ แผ่นไม้ที่ตอนแรกอวิ๋นซูนั่งขูดอยู่ตลอดคืนนั่นเหลือเพียงแผ่นเล็กๆ แล้ว ขี้เลื่อยของไม้กองอยู่บนชายเสื้อนอกตัวยาวของนาง แม้อาภรณ์เปรอะเปื้อนทว่าสตรีนางนั้นกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
อวิ๋นซูเก็บรวบรวมขี้เลื่อยเ่าั้ หยัดกายขึ้นยืนตรวจสอบวัตถุดิบยาที่เหล่าองครักษ์นำกลับมา สิ่งที่ทำให้นางพึงพอใจก็คือ วัตถุดิบยาเหล่านี้เป็ดังที่นางอธิบายทั้งหมด
เวลามิอาจรั้งรอ อวิ๋นซูให้เหล่าองครักษ์หาภาชนะภายในวัดโทรมๆ แห่งนี้แล้วก่อไฟเตรียมต้มยา
จี้จิ่นมองดูสตรีที่กำลังวุ่นวายตรงหน้า จู่ๆ เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวอะไร
กลิ่นยาอันเข้มข้นฟุ้งกระจายไปทั่ว อวิ๋นซูนำกองขี้เลื่อยที่นางเปลืองแรงเตรียมไปทั้งคืนออกมา หยิบใส่ลงไปในยาจำนวนหนึ่ง นางประคองยาไปเบื้องหน้าองครักษ์ที่ร่างกายบิดงอแปลกประหลาดจนน่ากลัวเพราะอาการป่วย
เขาโค้งกายกัดฟันแน่น ยาที่อวิ๋นซูกรอกลงไปไหลลงมาตามมุมปาก นางขมวดคิ้ว หากกระทั่งยายังกลืนลงไปไม่ได้ เช่นนั้นก็รับมือลำบากแล้ว จี้จิ่นเห็นดังนั้นสายตาพลันขรึมลง เดินเข้ามารับถ้วยยาจากในมือของนางไป “ข้าทำเอง!”
อวิ๋นซูรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง นางมองการเคลื่อนไหวอันพิถีพิถันของเขาอย่างเงียบๆ มีฐานะสูงส่งเป็ถึงอัครมหาเสนาบดี แต่กลับสามารถป้อนยาให้ข้ารับใช้ของตนได้ ดูแล้วเขาคงไม่ได้เย่อหยิ่งอย่างที่แสดงออก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางเดินไปยังหม้อยาที่เหลือ แบ่งออกเป็สี่ส่วนแล้วใส่ขี้เลื่อยลงไป “พวกเ้ารีบดื่ม! ยานี่สามารถรักษาพิษของโรคห่าได้”
ใบหน้าของเหล่าองครักษ์พลันปรากฏความยินดี พวกเขามองไปยังสตรีตรงหน้าอย่างซาบซึ้งใจ ทั้งสองรีบเข้าไปประคองถ้วยยา หนึ่งในนั้นราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ รีบเดินไปยังจี้จิ่นที่ยังคงกรอกยาให้เฉิงหู่อยู่ “ใต้เท้าขอรับ ท่านทานยานี่ก่อนเถิด ยาของเฉิงหู่ให้ข้าน้อยจัดการเอง!”
“ไม่จำเป็ ประเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว!” จะอย่างไรจี้จิ่นก็เป็บุรุษ เมื่อเห็นบุตรีอนุภรรยาที่อ่อนแอสามารถทำงานได้ ตนเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปัดความรับผิดชอบ ย่อมต้องทำให้สำเร็จด้วยมือของตน
อวิ๋นซูประคองถ้วยยาเงยหน้ายกขึ้นดื่ม เห็นได้ชัดว่าควรจะเป็การกระทำที่หยาบกระด้างอย่างมาก แต่เมื่อนางเป็ผู้กระทำกลับให้ความรู้สึกลื่นไหลดุจสายน้ำ ทำให้รู้คนอดไม่ได้ที่จะดวงตาเปล่งประกาย
แม้จะกล่าวว่ายานี้สามารถบรรเทาอาการของโรคห่าได้ แต่ในใจนางรู้ดีว่ายานี้มีขีดจำกัด ความจริงแล้วยานี้ยังไม่สมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตามโชคดีที่เมื่อวานพบไม้กฤษณาบนเศียรของพระพุทธรูปซึ่งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาได้
หลังจากรอคอยอย่างอดทน ในที่สุดองครักษ์ที่ป่วยก็หยุดชัก แม้สีหน้าจะยังไม่น่าดู แต่ทุกคนมองออกว่าอาการของเขาค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว
อวิ๋นซูจับชีพจรให้เขาอีกครั้งแล้วจึงถอนใจออกมาเบาๆ ดูเหมือนยานี้จะได้ผลจริงๆ ตอนแรกนางกังวลเื่สถานการณ์อันซับซ้อนของโรคระบาดที่ปรากฏขึ้น ตอนนี้เห็นแล้วว่าสถานการณ์ยังสามารถควบคุมอยู่ในมือได้ นางเก็บขี้เลื่อยที่เหลือ พริบตานั้น อวิ๋นซูคิดอะไรขึ้นมาได้จึงยืนขึ้นอย่างรีบร้อน มองสำรวจไปรอบๆ อาราม ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเดินไปยังด้านนอกตัวเรือนและทำการค้นหาอย่างละเอียด
จี้จิ่นเดินตามนางออกมา เขาไม่อยากหาเื่ใส่ตัวอีกจึงไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงยืนสังเกตนางอยู่มุมหนึ่งเงียบๆ
คุณหนูหกแห่งจวนชางหรงโหว ว่ากันว่าเพิ่งจะถูกรับกลับจวนมาไม่นาน ก่อนหน้านี้เติบโตมาในชนบท อย่างไรก็ตามสิ่งที่จี้จิ่นไม่อยากยอมรับก็คือ เขามองเห็นความสงบเยือกเย็นบนร่างของนางอย่างที่เหล่าคุณหนูในตระกูลใหญ่ไม่มี บางทีอาจเป็เพราะนางไม่ได้อยู่ในจวนโหวั้แ่เด็กจึงไม่มีความถือดีโอ้อวดดังสตรีอื่น กลับมีความกล้าหาญที่เทียบเท่าได้กับบุรุษ หรือจุดนี้จะได้มาจากชางหรงโหว? จี้จิ่นไม่อยากจะคิดเช่นนี้เลยจริงๆ
การค้นหาของอวิ๋นซูไม่ประสบผล นางถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย ก็ใช่ นางจะโชคดีถึงขนาดหาวัตถุดิบปรุงยาเจอในสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร นางเงยคอที่ปวดเมื่อยเล็กน้อยขึ้น มองไปยังท้องฟ้าที่ยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย เมื่อคิดถึงสถานการณ์ย่ำแย่ของตนในตอนนี้ มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นอย่างเ็า นางจะตายไม่ได้เด็ดขาด นางต้องยืนหยัดต่อไป หากความลำบากเพียงเท่านี้ทำให้นางล้มได้ มิใช่ว่าชีวิตสองชาติภพของนางจะเสียเปล่าหรอกหรือ? ทั้งยังละอายต่อบุตรในชาติก่อนของตนที่ถูกทำร้ายจนตายโดยไม่มีโอกาสได้ออกมาดูโลกอีกด้วย
สมองนึกย้อนไปถึงทารกที่ซูบผอมผู้นั้น ท่าทางของอวิ๋นซูเจือความเศร้าโศกอย่างลึกล้ำ จี้จิ่นััได้ถึงความรู้สึกของนางอย่างเฉียบคม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นท่าทางลึกล้ำเช่นนี้บนร่างของสตรีผู้นี้ นางกำลังคิดอะไรอยู่? ชั่วขณะนั้นจี้จิ่นพลันรู้สึกว่า บางทีบุตรีอนุภรรยาผู้นี้อาจจะไม่เหมือนกับบิดาของนาง
...
วันต่อมา อวิ๋นซูตื่นั้แ่เช้า หยิบแผนที่ที่เตรียมไว้ก่อนแล้วออกมาสำรวจอย่างละเอียด พบว่าระยะห่างจากที่นี่ไปเมืองหยูไม่ได้ไกลมากนัก
นางเก็บแผนที่ให้เรียบร้อย หันไปมองคนทั้งหลายที่ยังพักผ่อนกันอยู่บนกองหญ้า เมื่อคิดอย่างละเอียดแล้วจึงตัดสินใจที่จะไปคนเดียว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันได้ก้าวย่างออกจากอาราม ด้านหลังก็มีเสียงหัวเราะเสียดหูดังขึ้น “ทำไม? คุณหนูหกเตรียมจะกลับจวนโหวแล้วหรือ?” ความจริงแล้ว เมื่อครู่จี้จิ่นตื่นมาเห็นการกระทำของอวิ๋นซูแล้ว ในใจจึงคาดเดาได้หลายส่วน
อวิ๋นซูชะงักเท้า หันไปมองเขาอย่างสงบนิ่ง “ท่านอัครมหาเสนาบดีไม่ต้องกังวลไป ก่อนที่จะควบคุมสถานการณ์โรคระบาดได้ อวิ๋นซูจะไม่จากไปแน่นอนเ้าค่ะ”
“งั้นหรือ? เช่นนั้นเ้าจะไปไหน? ถึงกับไม่บอกกล่าวกันเลย?” คำพูดของจี้จิ่นแฝงไปด้วยความหมาย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประชดประชัน
“เมืองหยู!” อวิ๋นซูไม่อยากจะอธิบายอะไรกับเขามากนัก กล่าวจบก็หันกายเดินมุ่งไปยังด้านนอกของวัดผุพังแห่งนี้
“ข้าจะไปกับเ้าด้วย!” จี้จิ่นไม่ทราบว่าตนเองไม่เชื่อนางหรือกังวลว่าสตรีอ่อนแอผู้นี้จะเกิดอันตรายระหว่างทาง อย่างไรก็ตาม เขาเพียงเป็ห่วงว่าหากบุตรีอนุภรรยาของจวนโหวผู้นี้เกิดภยันตรายที่ไม่คาดคิดขึ้น ชางหรงโหวจะใช้โอกาสนี้โจมตีเขาเบื้องพระพักตร์ฝ่าาก็เท่านั้น
เมื่อได้ยินเสียงดังขึ้น องครักษ์ทั้งสองก็ตื่นตามกันมา หลังจากที่เห็นอัครมหาเสนาบดีและคุณหนูหก และเห็นว่าเฉิงหู่ยังคงหลับลึก ทั้งสองก็หยัดกายขึ้นเดินตามไป
ท้องฟ้ามืดสลัว ไม่มีแสงสว่างเลยแม้แต่น้อย ทำให้ผู้คนคาดเดาไม่ได้ว่าเวลานี้เป็ยามใดกันแน่
ไม่ทราบว่าพวกเขาเดินมานานเท่าไร ท่ามกลางทิวทัศน์ขมุกขมัว ในที่สุดก็เห็นกำแพงเมืองอยู่ไกลๆ
“ผู้ใด?” รองแม่ทัพรักษาประตูสองคนไม่เพียงไม่เปิดประตู ทั้งยังสกัดกั้นผู้ลี้ภัยที่มาจากนอกกำแพงทั้งหมดอีกด้วย ท่ามกลางท้องฟ้าสลัว คนเหล่านี้หมอบคลานอยู่ที่ตีนกำแพงเป็แถวเรียงหนึ่ง คนเป็ คนตาย ทั้งหมดล้วนแน่นขนัด ภาพเช่นนี้ไม่ต่างกับขุมนรกบนโลกมนุษย์
มือเรียวบางที่อยู่ในแขนเสื้อของอวิ๋นซูกำแน่น ระหว่างคิ้วปรากฏความเปล่าเปลี่ยวขึ้นให้เห็น
ตอนนี้เอง องครักษ์ทั้งสองที่ร่วมทางมารีบเดินไปข้างหน้า กล่าวตำหนิเสียงดัง “โอหัง เห็นท่านอัครมหาเสนาบดีแล้วยังไม่รีบเปิดประตูอีก?”
รองแม่ทัพผู้เฝ้าประตูมองหน้ากันไปมา จากนั้นพลันหัวเราะ “อัครมหาเสนาบดี? หากเ้าเป็อัครมหาเสนาบดี พวกเราสองคนไม่ใช่จักรพรรดิเลยหรือ?”
“ฮ่าๆ ...พูดได้ถูกต้อง ปีนี้เื่แปลกอะไรบ้างที่ไม่มี” อีกคนหนึ่งกล่าวเสริม
“ไม่เจียมตัว! พวกเ้าถึงกับกล้าพูดจาโอหังออกมาเชียวหรือ คำว่าจักรพรรดิเป็คำที่พวกเ้าสองคนพูดได้ตามใจหรือ?”
“ฮึ!” รอยยิ้มบนใบหน้าของพลทหารไม่ลดลง ปากยิ่งกล่าวคำถากถางออกมา “สามัญชนอย่างพวกเ้าสิถึงจะพูดจาโอหัง คิดดูว่าอัครมหาเสนาบดีของแคว้นเฉินเป็ผู้มีความสามารถรูปลักษณ์โดดเด่น จะมีท่าทางเหมือนพวกเ้าได้อย่างไร? ทั้งยังกล้ามาวางมาดต่อหน้าท่านปู่อย่างข้าอีกหรือ? ข้าว่า พวกเ้าคงเบื่อชีวิตแล้วกระมัง?”
“รีบไสหัวไปเสีย! ตอนนี้เมืองหยูมีแต่โรคห่าทุกที่ หากพวกเ้ารู้จักแยกแยะก็รีบไปจากที่นี่ มิเช่นนั้นก็อย่ามาโทษที่พวกข้าไม่เกรงใจ” กล่าวจบก็โบกมือครั้งหนึ่ง ทหารรักษาการณ์บนกำแพงยกคันธนูในมือขึ้นง้างเล็งไปยังพวกเขา
“โอหัง! พวกเ้าคงรู้ว่าหากทำร้ายขุนนางของราชสำนักมีโทษปะาเก้าชั่วโคตร!” เหล่าองครักษ์รีบคุ้มครองจี้จิ่นและอวิ๋นซูไว้ข้างหลัง
บนกำแพง รองแม่ทัพทั้งสองราวกับถูกคำพูดนี้ทำให้หวั่นไหว ทั้งสองปรึกษากันเสียงเบาครู่หนึ่ง “ในเมื่อพวกเ้ายืนยันว่าตนเองเป็อัครมหาเสนาบดี เช่นนั้นตราประจำตำแหน่งของพวกเ้าหรือหนังสือรับรองอยู่ที่ใดเล่า?”
อวิ๋นซูมองไปยังจี้จิ่นโดยพลัน ตราประจำตำแหน่ง!
แต่ทว่าบนใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษข้างกายกลับปรากฏแววยุ่งยาก
“ของเล่าเ้าคะ?” อวิ๋นซูยากจะเชื่อ เขาคิดว่าบอกกับนางว่าบนตัวของเขาไม่มีของเช่นนั้นหรือ?
“ตอนที่พวกเรามา มิใช่ว่าเจอดินโคลนถล่มหรอกหรือ?” จี้จิ่นรู้สึกอับจนหนทาง
ใจของอวิ๋นซูด่ำดิ่งลง กล่าวเช่นนี้ก็คือเขาไม่มีจริงๆ!
พริบตานั้น องครักษ์ที่ปกป้องเขาทั้งสองก็รู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว
บนประตูเมือง ทั้งสองเห็นว่าจู่ๆ คนทั้งสี่ไม่ะโเหมือนเมื่อครู่นี้ น้ำเสียงจึงยิ่งทวีความโอหังมากขึ้น “ดูท่าแล้วพวกเ้าคงคิดสวมรอยสิท่า? รู้หรือไม่ว่าสวมรอยเป็ขุนนางราชสำนักก็มีโทษปะาเก้าชั่วโคตร?”
จุ๊ๆ ...ผู้ลี้ภัยพวกนี้ เพื่อที่จะเข้าเมืองอะไรก็กล้าพูดออกมาจริงๆ! ไม่มีอะไรเลยยังกล้าเรียกตนเองว่าอัครมหาเสนาบดีอีก? ช่างไม่รู้เื่เลยจริงๆ!
“ทหาร! ยิงธนู! ยิงพวกมันให้ตาย!”
เมื่อมีคำสั่ง บนกำแพงพลันมีลูกธนูยิงพุ่งออกไปราวห่าฝน
องครักษ์ทั้งสองใ พวกเขาใช้ร่างกายที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อปกป้องคนข้างหลังทั้งสอง
องครักษ์คนหนึ่งอาศัยโอกาส่ที่ท้องฟ้าว่างเปล่าะโทะยานขึ้นไปบนกำแพงสูง ต่อสู้กับหนึ่งในรองแม่ทัพโดยตรง
สถานการณ์การต่อสู้เริ่มย่ำแย่ แม้องครักษ์จะมีฝีมือไม่ธรรมดา แต่สองมือหรือจะสู้สี่มือ เมื่อหลายคนรุมเข้ามาก็ค่อยๆ รู้สึกว่าพลังกายแห้งเหือด จึงะโลงมาจากกำแพงอีกครั้ง
ตอนนี้เอง ดูเหมือนว่ารองแม่ทัพทั้งสองบนกำแพงจะถูกการกระทำเมื่อครู่นี้กระตุ้นให้โมโหเสียแล้ว ทั้งสองไล่ตามลงมาโดยไม่พูดไม่จา
“ฮึ...สู้เก่งนักมิใช่หรือ? หนีทำไมเล่า?” รองแม่ทัพทั้งสองกล่าวพลางพุ่งเข้าไป ด้านขวาคนหนึ่งด้านซ้ายคนหนึ่ง โอบล้อมทั้งสองเอาไว้
“ใต้เท้า! รีบพาคุณหนูหกไปจากที่นี่เถิดขอรับ!” ตอนนี้เองหนึ่งในองครักษ์ะโบอกจี้จิ่นอย่างร้อนรน
รองแม่ทัพผู้นั้นไม่คิดจะปล่อยให้พวกเขาหนีไป เขาโจมตีคู่ต่อสู้อย่างรุนแรงแล้วะโทะยานมาถึงเบื้องหน้าทั้งคู่ ยกดาบขึ้นะโอย่างโเี้ “วันนี้ใครก็อย่าคิดที่จะได้ไปจากที่นี่”
องครักษ์ที่าเ็อดไม่ได้ที่จะใ รีบกลิ้งตัวยืนขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงขว้างดาบในมือออกไป
ดาบยาวในมือรองแม่ทัพถูกกระแทกจนหลุดจากมือ แต่เขาไม่ได้วางมือเพราะเหตุนี้ ั์ตาของเขาสั่นไหว ถอยหลังไปหลายก้าว อีกคนหนึ่งพุ่งทะยานตรงไปยังอวิ๋นซูอีกครั้ง
“ระวัง!” จี้จิ่นตกตะลึง ปกป้องอวิ๋นซูเอาไว้ในอ้อมอกโดยไม่รู้ตัว รับการโจมตีอันรุนแรงนั้นเข้าไป
“ท่าน...”
