“เพราะนายอยากจะเข้าวงการบันเทิง อยากเป็นักแสดงก็เลยรีบสลัดแฟนสาวอย่างฉันทิ้งใช่ไหม?” ซย่าชิงหลีขบฟันถามอย่างไม่พอใจ
ฉินซีหันหน้ามองกลับเธอ เขาเห็นความไม่พอใจที่คุกรุ่นในแววตาของซย่าชิงหลี เขาพบว่าเด็กสาวที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมอบใจให้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เปลี่ยนไปมากชนิดที่เขาไม่รู้เลยว่า ที่แท้่เวลานี้ของชาติก่อน ซย่าชิงหลีก็ไม่ใช่เด็กสาวผู้ใสซื่อ นิสัยดี และแฝงความถือตัวเล็กน้อยอย่างก่อนหน้านี้แล้ว
คนบางคนไม่ว่าคุณจะพูดอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่มีทางเปลี่ยนความคิดของตัวเอง ซย่าชิงหลีก็เป็คนแบบนั้น เวลาที่เธอดื้อดึงขึ้นมา ก็น่ากลัวมากทีเดียว
“พูดออกมาสิ!” ซย่าชิงหลีตะคอกด้วยความไม่พอใจ
ฉินซีเร่งฝีก้าวเดินเพื่อสลัดซย่าชิงหลีไว้ด้านหลัง ตรงเข้าไปในห้องด้วยความรวดเร็ว เปลี่ยนรองเท้าและปิดประตูอย่างแ่า เมิ่งหลิงเพิ่งออกมาจากห้องนอนพอดี เมื่อเห็นฉินซีก็สะดุ้งใ “ลูกกลับมาได้ยังไง?” แม้จะประหลาดใจอยู่บ้าง ทว่าความดีใจบนใบหน้านั้นกลับไม่อาจซ่อนเอาไว้ได้
ฉินซียกยิ้มขึ้นมา “อาหารด้านนอกไม่อร่อยเลยครับ ก็เลยอยากกลับบ้านมาทานอะไรอร่อยๆ หน่อย”
เมิ่งหลิงกลอกตามองเขา “ก็รู้ว่าแม่ทำอาหารไม่อร่อย ยังจะกลับมาให้แม่ทำอีก” แม้จะพูดแบบนี้ แต่เมิ่งหลิงก็ยังคงหมุนตัวไปหยิบผ้ากันเปื้อนมา ตอนนี้เป็่เวลาอาหารเย็นพอดี
ฉินซีตามติดเข้าไปในครัว เขากดเสียงลงถาม “แม่ ่นี้ได้ดูข่าวบ้างหรือเปล่า?”
เมิ่งหลิงส่ายหน้า “ลูกก็รู้ว่าแม่ไม่ชอบดูข่าว ่นี้มีละครอะไรน่าดูบ้าง? แนะนำหน่อยสิ ่นี้แม่หาอะไรดูไม่ได้เลย” เมิ่งหลิงพูดพร้อมกับเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไป
ฉินซีถอนหายใจออกมาในใจ เขาคิดขึ้น ไม่ต้องอธิบายกับเมิ่งหลิง ถ้าตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ก็ช่วยลดความกังวลใจของเธอไปได้บ้าง รอให้หลังจากนี้เขามีชื่อเสียงและเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวได้ในวงการบันเทิงเมื่อไรค่อยบอกให้เธอรู้ก็ไม่สาย ตอนนี้เธอก็จะรู้สึกเพียงภาคภูมิใจในตัวเขาแล้ว
ตอนที่เมิ่งหลิงยกอาหารออกมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เมิ่งหลิงกำลังจะลุกขึ้นไปเปิดประตู แต่ฉินซีกลับรั้งเธอไว้ “เมื่อสักครู่ผมไปดูมาแล้ว เป็พวกเซลล์ขายของน่ะ อย่าเปิดประตูรับเลยครับ”
เมิ่งหลิ่งเหลือบตามองประตูเล็กน้อย และสุดท้ายก็เชื่อคำพูดของฉินซี
ทั้งสองไม่ได้เจอกันมาสักพักแล้ว ฉินซีทานอาหารไปพลาง พูดหยอกล้อเมิ่งหลิงไปพลาง และระหว่างทานมื้ออาหารนี้ ด้านประตูก็ไม่ได้มีเสียงเคาะดังขึ้นอีก สายตาของฉินซีเผยแววเ็าออกมาแวบหนึ่ง การตามตื๊อถึงบ้านแบบนี้ของซย่าชิงหลี ทำให้เขาทั้งรำคาญใจและรู้สึกไม่ดีเลยสักนิด
คนที่นอกใจก่อนคือซย่าชิงหลี เธอตบตาเขามาถึงสองชาติ! แล้วตอนนี้ยังจะมาโจมตีเขากลับ ไม่ว่าอะไรก็โทษเขาไปเสียหมด
ความรังเกียจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉินซี หากซย่าชิงหลียังตามรังควานต่อไปแบบนี้ เขาก็จะเรียกตำรวจมาสักครั้ง ด้วยนิสัยของซย่าชิงหลีแล้ว ขอเพียงเสียหน้าไปสักครั้ง เธอก็ไม่น่าจะมาอีก คนที่ถือตัวอย่างเธอจะยินดีให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์น่าขายหน้าได้อย่างไร?
เมื่อจัดการเื่ที่บ้านเรียบร้อยแล้ว ฉินซีก็เก็บของก่อนจะไปยังบริษัทกวงิฟิล์ม เขาโทรไปแจ้งหยางจื้อล่วงหน้า เพื่อให้เขาจัดตารางเวลาของตัวเอง และอยู่บริษัทตอนที่เขาเข้าไป
ตอนที่ฉินซีเข้าไปถึงตึกใหญ่ของบริษัท คนในบริษัทกำลังยุ่งวุ่นวาย มีคนจำนวนไม่น้อยรีบร้อนเดินผ่านเขาไป นี่แสดงให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยแรงผลักดัน คนที่นี่จะยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอด พวกเขาต่างก็กำลังมุ่งมั่นและดิ้นรนดันตัวเองสูงขึ้นไป หากมีใครร่วงหล่นลงมาก็อาจจะถูกเขี่ยออกไปในทันที ฉินซีมองสังเกตพวกเขา ก็เกิดความกระตือรือร้นขึ้นมา เขาขึ้นลิฟต์ไปถึงชั้น 4 แล้วเดินเข้าไปในห้องรับแขกเล็กๆ ตามที่นัดเอาไว้
ฉินซีเคยชินกับการมาก่อนเวลาประมาณ 10 นาที หลังจากนั่งลงก็รินน้ำร้อนให้ตัวเอง พร้อมกับหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านช้าๆ
ผ่านไปสักพัก ฉินซียังไม่ทันได้พบหยางจื้อ เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากถังชานเสียก่อน ครั้งนี้น้ำเสียงของถังชานไม่ได้มีความตื่นเต้นทะนงตน อารมณ์ของเขาดูตกต่ำลงเล็กน้อย พอเปิดปากก็ถามฉินซีออกมา “นายดูข่าวแล้วหรือยัง?” ฉินซีไม่เข้าใจอะไร หรือว่า่นี้จะมีข่าวเกี่ยวกับตัวเองถูกปล่อยออกมาอีก? ่นี้เขาได้ยินคำว่า ‘ดูข่าวแล้วหรือยัง?’ จนหูแทบจะด้านชากับคำคำนี้แล้ว
โดยไม่รอให้ฉินซีตอบกลับ ถังชานรีบพูดต่อด้วยตัวเอง “ฉันเดาว่านายคงยังไม่ได้ดูสินะ เหลียนเหล่ยออกมาแถลงข่าวอีกครั้งแล้ว สภาพของเธอ… อืม น่าสงสารมาก...”
ฉินซีอดขมวดคิ้วไม่ได้ “ยังไม่ทันได้ดู ถังชาน นายอยากจะพูดอะไรกับฉันเหรอ?”
“นั่น… นายไม่คิดว่าตอนนี้เหลียนเหล่ยน่าสงสารเกินไปแล้วเหรอ? เด็กสาวเพียงคนเดียว… นายปล่อยไปเถอะ...” ถังชานพูดพึมพำ
“ให้ฉันปล่อยอะไรไป?” ฉินซีสับสนไปหมด คิดไม่ถึงว่าถังชานจะพูดอะไรแบบนี้กับเขา นี่เขาบ้าไปแล้วเหรอ? “ที่เธอกลายเป็แบบนี้ ไม่ใช่เพราะเขาทำตัวเองเหรอ? ฉันพูดได้แค่ ‘กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง’ เท่านั้น นายไม่รู้ว่าคนที่น่าสงสารแบบนี้ มีจุดที่น่าเกลียดชังอยู่บ้างเหรอ? นี่นายยังคิดเห็นใจเธอ? ก็เลยโทรมาหาฉัน?”
“ไม่ใช่นะ ฉัน… นั่นมัน… ไม่ใช่เพราะเธอข่มเหงนาย หลังจากนั้น… ก็มีคนระบายอารมณ์ให้นายหรอกเหรอ?” ถังชานพูดเสียงเบา
แน่นอนว่าถังชานไม่มีทางบอกฉินซีในตอนนี้ว่า เพราะผู้จัดการข้างกายเขาเตือนว่า ฉินซีเป็คนจิตใจโเี้ เขาถึงได้อดโทรหาฉินซีไม่ได้ ระยะเวลาที่ถังชานเข้ามาในวงการบันเทิงยังสั้น เขาคิดว่าที่นี่คือเวทีอันใสสะอาด และหวังว่าคนอื่นก็จะมีน้ำใจ มองโลกในแง่ดี และใสซื่อบริสุทธิ์อย่างตัวเอง
เพียงแต่สำหรับฉินซีแล้ว เขากลับรู้สึกว่าโรคแม่พระกำเริบ ความโกรธแค้นของคนอื่น เื่ที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งก็ไม่ควรยุ่ง ทำไมจะต้องทำตัวเป็คนดีด้วย?
ฉินซีนวดขมับด้วยความปวดหัว ระหว่างที่เขากำลังจะพูดบางอย่าง จู่ๆประตูก็เปิดออก ชายวัย 30 กว่าปีสวมเสื้อโปโลเดินเข้ามา ฉินซีพอจะเดาฐานะของอีกฝ่ายได้แล้ว เขาจึงพูดขึ้นกับถังชาน “ฉันมีธุระ วางก่อนนะ เอาไว้ค่อยคุยกัน” เขาวางสายไปอย่างว่องไวโดยไม่ให้โอกาสถังชานได้เปิดปากพูด
ในตอนที่ฉินซีกำลังพิจารณาอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็กำลังมองพิจารณาเขา
“คุณคือพี่หยางใช่ไหมครับ? ผมคือฉินซี” ฉินซีเป็ฝ่ายยื่นมือเข้าไปจับกับอีกฝ่าย
ฝ่ามือของชายคนนั้นค่อนข้างมีเนื้อหนัง ตอนที่จับมือกัน มือฉินซีก็ััได้ถึงความนุ่มนิ่ม
สีหน้าของหยางจื้ออ่อนโยนลงมาเล็กน้อย เขายิ้มร่า “ฉันคือหยางจื้อ ผู้จัดการของนายหลังจากนี้ นั่งลงเถอะ มีคนบอกกฎของกวงิฟิล์มกับนายแล้วหรือยัง?”
ฉินซีนั่งลงอีกครั้งตามที่อีกฝ่ายบอก เขาพยักหน้าตอบรับ “บอกแล้วครับ”
“ถ้าแบบนั้นก็ดี ตอนนี้นายเป็นักแสดงภายใต้การดูแลของฉันแล้ว ฉันก็มีกฎของฉันเอง นายควรจะจำเอาไว้” หยางจื้อลดรอยยิ้มบนใบหน้าลง และแสดงสีหน้าเคร่งขรึมออกมา “อย่างแรก ห้ามไปเที่ยวคลับ ห้ามเห็นแก่ตัวมีความรัก ห้ามเสพยา ห้ามทุกอย่างที่ทำลายภาพลักษณ์ของนักแสดง”
ฉินซีพยักหน้า “แน่นอนครับ” เดิมทีเขาก็ไม่ได้อยากจะทำเื่พวกนี้อยู่แล้ว แน่นอนว่านอกจากเื่มีความรักที่ดูไร้อิสระไปบ้าง แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว อย่างไรใน่เวลานี้เขาก็ไม่สามารถมีความรักได้ ตอนนี้สิ่งสำคัญก็คือทำอย่างไรจึงจะไปถึงจุดสูงสุดของวงการบันเทิงได้เร็วที่สุด จากนั้นก็ไปจัดการชำระแค้นครั้งเก่าจากการตายอันน่าสลดของตัวเองเมื่อชาติก่อน!
“อย่างที่สอง ฉันหวังว่านายจะเชื่อฟังการจัดการทุกอย่างของฉัน ฉันคือผู้จัดการของนาย เส้นทางในวงการบันเทิงของนายหลังจากนี้จะเป็ยังไง มันก็มาจากการจัดการของฉันทั้งนั้น ฉันไม่้านักแสดงที่ไม่เชื่อฟัง ถ้าเกิดว่านายอยากจะนั่งเหลอหลาอยู่ในวงการบันเทิงเฉยๆ ไม่มีกระแสจนหายเงียบไปฉันก็ไม่ห้ามหรอกนะ แต่ถ้าคิดจะทำแบบนั้นก็ไม่ต้องมาเป็นักแสดงในการดูแลของฉัน” หยางจื้อพูดออกมาอย่างเยือกเย็น
ฉินซีขมวดคิ้วเข้าหากันทันที “พี่หยาง นี่ยังเชื่อฟังการจัดการทุกอย่างเหรอครับ? นอกจากการเปิดตัวแล้ว ยังต้องเชื่อฟังอะไรอีกเหรอครับ?”
ความจริงนิสัยของเขาก็มีความถือตนอยู่แล้ว เพียงแต่ปกติจะซ่อนเอาไว้ภายในไม่ให้คนรู้สึกถึง เมื่อหยางจื้อพูดออกมาเช่นนี้ มันก็เข้าไปสะกิดนิสัยถือตนและความรักในศักดิ์ศรีของเขา อะไรคือการให้เชื่อฟังคนอื่นทุกอย่าง? เขาไม่สามารถ ‘เชื่อฟัง’ ได้ทั้งหมดจริงๆ
น้ำเสียงของหยางจื้อกลายเป็ช้าลง ทว่ายังพูดชัดเจน “นายอย่าคิดว่าฉันเคร่งครัดเกินไปนักเลย พวกนักแสดงก็เป็แบบนี้กันทั้งนั้น ผู้จัดการคืออะไร ไม่ใช่แค่ต้องจัดการงานของนาย แต่ยังต้องรับผิดชอบชีวิตนายด้วย”
ฉินซีเงียบไป ถ้าหยางจื้อไม่พูดให้ชัดว่าเขาต้องเชื่อฟังอะไร เขาก็ไม่กล้าตอบรับไปโดยไม่คิด
เมื่อหยางจื้อเห็นเขาเงียบไปก็คิดว่าอีกฝ่ายยอมรับแล้ว ดังนั้นจึงพูดต่อ “อย่างที่สาม เวลาที่จำเป็ ฉันหวังว่านายจะร่วมมือกับฉัน”
“ตอนไหนเหรอครับ?” ฉินซีถามขึ้นอีก
เมื่อฉินซีเห็นท่าทีของเขาไม่ดีนัก ตัวเขาเองก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจขึ้นมา แต่ก็ยังยับยั้งความรู้สึกเหล่านี้ไว้ และถามเสียงเรียบ “ถ้าแบบนั้นทางบริษัทจะจัดหาผู้ช่วยให้ผมสักคนได้ไหมครับ? ตอนนี้ผมอยู่ในกองถ่ายตำนานยุคฉินคนเดียว ทำอะไรไม่ค่อยสะดวกน่ะครับ”
หยางจื้อขมวดคิ้ว ก่อนจะกดเสียงพูด “ละครที่นายรับมาเอง มันก็เป็ปัญหาที่นายต้องไปแก้ไข ตอนนี้บริษัทขาดแคลนคนมาก ดาราเล็กใหญ่มากมายขนาดนั้น ใครจะมีเวลาว่างมาเป็ผู้ช่วยให้นาย?”
ฉินซีพอจะเข้าใจความหมายของหยางจื้อขึ้นมาแล้ว อย่างไรบริษัทและเขาที่เป็ผู้จัดการก็ไม่ได้รายได้จากเื่นี้ แล้วทำไมจะต้องมามอบทรัพยากรและจัดหาผู้จัดการให้เขาด้วย? แม้ว่าจากมุมมองของนักธุรกิจ เื่นี้จะสามารถเข้าใจได้ แต่ฉินซีก็ยังรู้สึกว่าสำหรับบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งแล้ว มันก็ดูขี้เหนียวมากไปหน่อย
หยางจื้อยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “ฉันยังมีธุระอื่นต้องทำ นายอยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน”
ฉินซีเองก็อึดอัดไม่พอใจขึ้นมาบ้าง เขารู้สึกผู้จัดการคนนี้ไม่ได้มีความรับผิดชอบอะไรนัก ทั้งยังวางอำนาจข่มขู่ลูกน้อง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าหลังจากเข้ามาในกวงิฟิล์มที่เมื่อชาติก่อนเขาเฝ้าฝันถึงแล้ว จะกลายเป็แบบนี้?!
