กำแพงเมืองซีฮวาตั้งอยู่บนดินแดนอันกว้างใหญ่ แนวผนังเหยียดยาวเหมือนั์ที่เหยียดกางแขนออกไป
ค่ายทหารต้าโจวตั้งประจำการอยู่นอกเมือง มีระยะห่างประมาณร้อยหกสิบหลี่ ธงหลายสิบผืนโบกสะบัดตามกระแสลม บนธงสีดำปักด้วยด้ายสีทองเป็รูปพยัคฆ์ดุร้ายน่ากลัว คล้ายว่ามันจะสามารถกระโจนออกมาฉีกเหยื่อและกลืนกินลงท้องไปได้ทุกเมื่อ
นี่คือค่ายทหารม้าทางใต้ และ ‘กองทัพเสือ’ ซึ่งนำทัพโดยท่านอ๋องผางเซียว
ตัวอักษรใหญ่โตสีดำถูกปักไว้บนพื้นหลังสีแดงถูกเขียนว่า ‘ผาง’ ปลายผ้าปลิวสะบัดไม่ต่างจากธงของกองทัพ
ในค่ายทหารนั้น มีระเบียบเรียบร้อย แต่มีอย่างเดียวก็คือเสียงดังเฮฮาเหมือนในสำนักศึกษา
“ดี!”
“ท่านแม่ทัพเก่งจริงๆ!”
“หวางเอ้อร์หู หรือเ้ากินข้าวไปเสียเปล่าๆ หรือ!”
“คนสี่คนต่อสู้กับแม่ทัพเพียงคนเดียว ถ้าพวกเ้ายังแพ้อยู่ หมั่นโถวคืนนี้จะแจกจ่ายให้กับพี่น้องแล้วนะ!”
...
ในเขตค่ายทหาร ชายจากภาคเหนือสี่คนซึ่งมีแผ่นหลังหนากว้างและมีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อ เปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นคลุ้ง อยู่ท่ามกลางไอน้ำในอากาศหนาวเหน็บที่ปกคลุมอยู่โดยรอบ พวกเขาแต่ละคนนั้นต่างกำหมัดถูกำปั้น และกำลังล้อมรอบชายหนุ่มแข็งแกร่งสวมเสื้อตัวเดียวอยู่ตรงกลาง
แม้ว่าพวกเขาจะต่อสู้จนต้องนอนราบอยู่สองครั้ง แต่ทั้งสี่คนก็ยังไม่ยอมแพ้!
พวกเขาไม่เชื่อ!
ทั้งสี่คนต่างก็เป็ ‘ชายแท้ผู้เข้มแข็ง’ พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ผู้ใดจะต่อกรได้ไม่ว่าจะมวยปล้ำหรือทักษะการต่อสู้ใด แต่พวกเขาสี่คนกลับไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายซึ่งมีเพียงแค่คนเดียวอย่างนั้นหรือ?!
ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับแม่ทัพผางผู้มีร่างกายผอมเพรียว แต่ความจริงแล้วเขาแข็งแกร่งเป็อย่างมาก ทุกคนบอกว่าเขาเก่งกาจและไม่มีทางพ่ายแพ้ ยิ่งเป็เช่นนั้น พวกเขายิ่งไม่เชื่อว่าพวกเขาจะแพ้ในคราวนี้
สี่คนะโดังก้องและจู่โจมเข้าไปพร้อมๆ กัน
เม็ดเหงื่อบนหน้าผากของผางเซียวไหลลงมา ท่ามกลางอากาศเย็นเยียบจนปรากฏไอน้ำสีขาวล่องลอยปะปนอยู่ในสายลมเย็น ั์ตาของเขาส่องประกายด้วยความตื่นตัว เขาหันไปประจันหน้าอย่างรวดเร็ว
“แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่!”
“พวกเ้าก็ใช้แรงให้มากกว่านี้หน่อยสิ!”
...
ทหารคนอื่นๆ ล้อมรอบเพื่อชมการแสดงและะโออกไปอย่างตื่นเต้น
เสือน้อยลูบเคราของเจิ้งเผย ชายผู้มีรูปร่างและเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เขาคอยดูการต่อสู้อยู่ข้างๆ พลางะโให้กำลังใจผางเซียว
เจิ้งเผยสวมเสื้อคลุมหนา มองดูผางเซียวเพียงรอยยิ้มจางๆ รอยตีนกากับรอยยิ้มที่มุมปากของเขา ทำให้สุภาพบุรุษอายุหกสิบปีผู้นี้ ดูเหมือนว่าเป็คนมีความรักและความเมตตาเป็พิเศษ
ผลลัพธ์ของการต่อสู้ปรากฏอย่างรวดเร็ว มวยปล้ำนั้นไม่ได้พึ่งพาความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องใช้ทักษะอีกด้วย
ผางเซียวยื่นมือออกไปดึงคนที่ล้มอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้นมา เขายิ้มอย่างแจ่มใส “คืนนี้เพิ่มอาหารให้กับพวกเขาด้วย วันนี้พวกเรามากินเนื้อกันเถอะ”
“ดี!” ฝูงชนโห่ร้องกันชั่วครู่ใหญ่ สายตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น และความเคารพนับถือที่มีต่อผางเซียว
ผางเซียวหัวเราะฮ่าๆ พลางพูดคุยกับเหล่าทหาร จากนั้นก็เช็ดเหงื่อและเดินเข้าไปหาเสือน้อย
เสือน้อยรีบหยิบเสื้อผ้ากับผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ ก้าวเท้าเข้าไปหาเช่นกัน “นายท่าน เมื่อครู่นี้ท่านยอดเยี่ยมมากเลยขอรับ”
เจิ้งเผยก็ยิ้มแล้วใส่เสื้อคลุมให้ผางเซียว “ท่านอ๋องน้อย ต้องระวังสุขภาพให้ดี ตอนเป็หนุ่มถ้าไม่ใส่ใจกับการดูแลสุขภาพ พอเข้าสู่วัยชราโรคต่างๆ ก็จะเข้ามาหา ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไรเล่าขอรับ”
ผางเซียวเช็ดเหงื่อด้วยผ้าขนหนู ระหว่างเดินไปที่กระโจม เขาคาดสายรัดไปพลาง “ท่านเจิ้งไม่ต้องกังวล พวกเราเคยอยู่ทางเหนือจนเคยชินแล้ว เมื่อมาถึงแคว้นต้าเยี่ยนก็ไม่รู้สึกหนาวเท่าใดนัก ยิ่งออกกำลังกายแล้วก็ยิ่งไม่รู้สึกหนาวเลย”
“ใช่ขอรับ เมื่อสักครู่นี้นายท่านมีพลังมาก เมื่อไรข้าจะสามารถฝึกฝนให้ได้อย่างท่านได้ขอรับ? ท่านมีพลังมากปานนี้ ข้ารู้สึกอายที่จะเป็ทหารองครักษ์ให้ท่านแล้ว” ดวงตาของเสือน้อยสดใสเป็ประกาย
หลังจากก้าวเท้าเข้าไปกระโจม ผางเซียวได้ดื่มน้ำเข้าไปถ้วยใหญ่ เวลาเดียวกัน รู้สึกว่าเหงื่อแห้งแล้ว จากนั้นจึงสวมเสื้อสีดำและมัดผมด้วยเชือกอย่างคล่องแคล่ว
ยามเขาแต่งตัวเรียบร้อย ชายหนุ่มได้กลายเป็ผู้กล้าหาญดูสูงศักดิ์ แตกต่างไปจากเมื่อสักครู่ที่มีความหยาบกระด้างโดยสิ้นเชิง
เจิ้งเผยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
เมื่อผางเซียวยังเด็ก เขาไม่สามารถปกปิดอารมณ์ของตนได้ ไม่ว่าเขาจะมีความสุขหรือมีความทุกข์ ทั้งหมดนั้นมักจะเขียนไว้บนใบหน้าเสมอ
หลังจากได้ฝึกประสบการณ์มายาวนานหลายปี เขาสามารถแปรเปลี่ยนได้ตามความ้า เขาเป็คนหยาบกระด้าง เมื่อ้าเป็คนที่หยาบกระด้าง เขาเป็คนน่ากลัว เมื่อเขา้าเป็คนที่น่ากลัว เมื่อต้องสร้างปัญหาอย่างไร้เหตุผล เขาก็ทำได้โดยไม่ลังเล เพียงแต่ว่าลับหลังผู้คนทั่วไป เขากลับมีท่าทีเป็คนี้เีพูดคุยก็เท่านั้น
“รายงาน!” ข้างนอกกระโจมมีคนกล่าวเสียงดัง
“เข้ามา”
“แม่ทัพ ข่าวมาจากเมืองซีฮวา ฮ่องเต้ราชวงศ์ต้าเยี่ยนเรียกร้องให้แม่ทัพซุนสองคนและสมาชิกในครอบครัวของเขากลับไปยังเมืองหลวง และแทนที่ด้วยแม่ทัพหวางฮุย”
เมื่อผางเซียวได้ยินเช่นนั้นก็โบกมือเพื่อส่งสัญญาณให้เขาถอยออกไป
รอให้ในกระโจมไม่มีคนนอกอยู่แล้ว เจิ้งเผยยิ้ม “ดูเหมือนว่ากลยุทธ์ของฮ่องเต้จะได้ผล ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าเยี่ยนใกลัวแล้วจริงๆ”
เสือน้อยเอ่ยขึ้น “ข้าคิดว่าฮ่องเต้สุนัขคนนั้นเป็เพียงคนโง่อย่างที่สุด นอกจากรักตัวกลัวตายแล้วยังไม่มีสมองอีกด้วย มันน่าเสียดายซุนหยวนิคนนั้น แม้ว่าเขาเคยกล่าววาจาที่น่าโมโหอยู่บ้าง แต่นั่นเพราะเขาอยู่ในสถานะที่แตกต่างจากพวกเราเท่านั้น คนที่ยึดมั่นในความชอบธรรมและไม่ยอมแพ้ เป็ผู้ชายที่สมควรได้รับการยกย่องมากกว่า นายท่าน ท่านว่าใช่หรือไม่ขอรับ?”
ผางเซียวพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “เขาไปก่อน ซึ่งก็เป็วาสนาของเขาเช่นกัน”
เสือน้อยมีความสับสนและเอ่ยขึ้น “อ๊ะ?”
เจิ้งเผยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วอธิบายว่า “ท่านอ๋องน้อยพูดถูก ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าเยี่ยนเป็คนใจเสาะและขี้สงสัย ขี้กลัวดั่งลูกหนู คิดว่าหลังจากที่เห็นจดหมายราชทูตจากทางการของพวกเรา เขาจะยิ่งกลัวความตาย คนมีความสามารถของราชวงศ์ต้าเยี่ยนจะได้เหี่ยวแห้ง และคลังสมบัติของแคว้นก็จะว่างเปล่า ไม่มีใครที่สามารถต่อสู้กับท่านอ๋องน้อยได้ สิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแสวงหาสันติสุข”
“แสวงหาสันติสุขหรือ?” เสือน้อยกะพริบตาอย่างตะลึงงัน “ท่านเจิ้งหมายความว่า ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าเยี่ยนจะตัดหัวครอบครัวซุน?”
"ใช่แล้ว สิ่งที่พวกเรา้าคือสมองของซุนหยวนิ แต่ซุนหยวนิปฏิเสธที่จะให้มัน ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าเยี่ยนไม่เพียงแต่ถูกเราตำหนิเท่านั้น แต่ยังถูกข่มขู่เช่นนี้อีกด้วย คนงี่เง่าปัญญาทึบคนนี้ แน่นอนว่าจะต้องใช้ครอบครัวตระกูลซุนเปิดดาบ เพื่อละลายความโกรธของฮ่องเต้ของพวกเราอย่างไรเล่า”
“คนงี่เง่าคนนี้” เสือน้อยหัวเราะ “เขาฆ่าทุกคนที่มีความสามารถสิถึงจะดี ทำให้คนในแคว้นเ่าั้เกลียดชังเขาให้ถึงที่สุด”
ได้ยินการสนทนาน่าตื่นเต้นของเจิ้งเผยกับเสือน้อย แต่สิ่งที่ผางเซียวนึกถึงคือคนที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวซุน
ครอบครัวท่านแม่ของนางต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นนั้น ชีวิตในอนาคตของนางก็น่าจะได้รับผลกระทบไปด้วย
ผางเซียวมีความกังวลเกี่ยวกับฉินหยีหนิงอยู่หลายส่วน
แม้ว่านางจะเป็ลูกสาวของศัตรู แต่ในใจของเขา นางก็ยังพิเศษอยู่เสมอ
เจิ้งเผยเป็คนฉลาด หลังเห็นสีหน้าของผางเซียว ก็ยิ้มแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านอ๋องน้อยกำลังคิดอะไรอยู่หรือขอรับ?”
เขาถามติดตลกอีกครั้งว่า “ท่านอ๋องน้อยกำลังคิดถึงคุณหนูตระกูลฉินอยู่หรือขอรับ?”
ผางเซียวนั่งี้เีอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกับยกยิ้มเยาะที่มุมปาก ยกคิ้วขึ้นั์ตาเรียวมองเจิ้งเผย
เจิ้งเผยตกตะลึงกับสายตาที่เหลียวมองราวกับว่าเขาสูญเสียเนื้อชิ้นหนึ่ง แต่เพราะเขาเป็คู่หูผู้สมรู้ร่วมคิดกับผางจงเจิ้งและเป็อาจารย์ครึ่งหนึ่งของผางเซียว เขาเห็นผางเซียวเติบโตขึ้นมาด้วยตาตัวเอง เขาไม่ได้หลีกเลี่ยงการพูดแต่อย่างใด
“ท่านอ๋องน้อย มีผู้หญิงสวยงามมากมายบนแผ่นดินนี้ เมื่อดูจากความสามารถของท่านแล้ว้าผู้หญิงแบบใดบ้างที่ไม่มี? เหตุใดจะต้องคิดถึงลูกสาวของฉินเิด้วยเล่า? หรือว่าท่านอ๋องชอบนางเข้าแล้ว?”
“เปิ่นหวางเคยบอกว่าชอบนางเมื่อใดหรือ?”
“ถ้าอย่างนั้นท่านอ๋องหมายความว่า?”
“เปิ่นหวางยังไม่รู้”
“ยังไม่รู้หรือ?” เจิ้งเผยขมวดคิ้ว
ผางเซียวพูดอย่างตรงไปตรงมา “ก็เพราะว่าเปิ่นหวางยังไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไรกับนาง ถึงได้อยากจะตีต้าเยี่ยนให้ล่มสลายเร็วๆ ถึงตอนนั้นจะเอานางมาอยู่เคียงข้าง จากนั้นก็ค่อยคิดช้าๆ ก็ได้แล้ว”
เสือน้อยตาค้างและจ้องมองไปที่ผางเซียว
เห็นชัดเจนว่าท่านตกหลุมรักนางเข้าแล้ว อีกทั้งได้ปล้นปิ่นปักผมดอกไม้ของนางเก็บไว้เป็ของมีค่า ยังมีอะไรที่จะต้องคิดอีกหรือ
ใบหน้าของเจิ้งเผยดูลำบากใจ “ท่านอ๋องน้อย ท่านอย่าลืมว่าก่อนหน้าท่านอ๋องตายไปเช่นไร ถ้าไม่ใช่เพราะหมาขี้ขโมยฉินเินั่น! ครอบครัวผางจะมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”
“กองทัพทั้งสองเผชิญหน้ากัน ตำแหน่งของพวกเขาก็แตกต่างกัน พวกเขาต้องสู้รบ ตายไปก็ไม่มีความแค้น” ผางเซียวชี้นิ้วลงบนโต๊ะ “ฉินเิเป็คนน่ารังเกียจ แต่คนที่ควรโทษมากที่สุด ไม่ใช่คนที่มีความสงสัยต่อท่านพ่อของข้าในตอนแรกหรอกหรือ?”
เจิ้งเผยเลียริมฝีปากของเขาและไม่พูดอะไรเลย
อันที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นฮ่องเต้สารเลวขี้สงสัย กลอุบายที่สามารถตรวจสอบได้ เหตุใดถึงทำให้คนในครอบครัวผางของเขาต้องตายถึงเพียงนี้?
พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ในยามนั้นผางจงเจิ้งเป็ผู้ที่สร้างผลงานได้สะท้านแผ่นดิน ฮ่องเต้หวาดกลัวแล้วก็เท่านั้น
“ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนั้นท่านเจิ้งก็ได้แก้แค้นฉินเิไปแล้วไม่ใช่หรือ?” ผางเซียวเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
เสียงของเจิ้งเผยสูงขึ้นเล็กน้อย “ก็แค่เพียงขโมยเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ข้าเห็นว่าฉินเิไม่ได้เศร้าโศกเสียใจเท่าใดนัก นี่เรียกว่าการแก้แค้นได้อย่างไรเล่า? ตอนนั้นพวกเรา้าแก้แค้นแต่เราไม่มีความสามารถ ถึงต้องทำเช่นนั้น และตอนนี้พวกเรามีทั้งตำแหน่งและมีอำนาจแล้ว ้าบดขยี้พวกเขาเมื่อใดก็ได้ แน่นอนว่าไม่ควรปล่อยฉินเิ”
หัวใจของผางเซียวติดไฟแล้ว แต่บนใบหน้ามีรอยยิ้มประดับอยู่ “ในเมื่อรู้ว่าข้าจะตอบโต้ฉินเิในอนาคต ทำไมข้าต้องชักดาบกับคนไร้เดียงสาด้วยเล่า?”
เจิ้งเผยพูดไม่ออก
ทันใดนั้นมีเสียงแหบห้าวะโมาจากนอกกระโจม “แม่ทัพผางพวกเรามาพร้อมกับคำสั่งลับของฮ่องเต้”
เป็ผู้ตรวจการทหารหลู่!
การออกรบในครั้งนี้ ฮ่องเต้แห่งต้าโจวยังส่งขันทีหลู่เป็ผู้ตรวจการทหารติดตามมาด้วย
เสือน้อยยิ้มและเชิญผู้ตรวจการทหารเข้ามา
ผู้ตรวจการทหารหลู่อยู่ในวัยสามสิบต้นๆ มีรูปร่างปานกลาง รูปหล่อ ใบหน้าขาวไม่มีหนวดเครา เขาค้อมศีรษะเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพต่อผางเซียว ก่อนหยิบจดหมายลับที่มีตราประทับขี้ผึ้งในอ้อมแขนออกมา และยื่นด้วยมือทั้งสองพร้อมรอยยิ้มที่มีเสน่ห์
ผางเซียวเหลือบดูผู้ตรวจการทหารหลู่ จากนั้นเปิดซองจดหมายเพื่อหยิบกระดาษข้างใน
บนนั้นมีเพียงสามคำ ‘สังหารหมู่’
สีหน้าของผางเซียวยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนวางกระดาษจดหมายลง
เสือน้อยและเจิ้งเผยเฝ้าดูความเคลื่อนไหวในทิศทางนี้ตลอดเวลา มุมสายตาของพวกเขาเหลือบไปเห็นคำสามคำในกระดาษ ใจของเขากระตุกขึ้นมาทันที
ผางเซียวคิดอยู่พักหนึ่งแล้วเอ่ยถามว่า “คนที่มาส่งจดหมายยังคงอยู่หรือไม่?”
“รายงานท่านอ๋องน้อย คนคนนั้นได้กลับไปแล้วขอรับ”
“เปิ่นหวางรู้แล้ว รบกวนท่านแล้ว”
“ไม่กล้าขอรับ ไม่กล้าขอรับ” ผู้ตรวจการทหารหลู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม และถอยกลับไปด้วยความเคารพ
ทันทีที่คล้อยหลังอีกฝ่าย เจิ้งเผยยิ้มแล้วพูด “แผนการของฮ่องเต้ ด้วยวิธีนี้ราษฎรต้าเยี่ยนที่เคยถูกโน้มน้าวมาก่อนหน้านี้ คงมีความโกรธเคืองเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน”
ผางเซียวชี้ไปยังทิศทางของเมืองซีฮวาพร้อมถามด้วยรอยยิ้ม “ในเมืองมีผู้หญิง เด็กและทหารที่แท้จริง อยู่จำนวนเท่าใด?”
นี่คือคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
สายลับของต้าโจวได้รู้เกี่ยวกับจำนวนทหาร จำนวนพลเรือนและจำนวนเสบียงอาหารในเมืองซีฮวาอย่างชัดเจน
เมื่อเจิ้งเผยได้ยินในสิ่งที่ผางเซียวพูด ก็เข้าใจความหมายของเขาในทันที และไม่เห็นด้วยจึงเอ่ยขึ้น “ท่านอ๋องน้อย ไม่้าผู้หญิงอ่อนแอ แต่คำสั่งลับก็เป็คำสั่งจากฮ่องเต้เช่นกัน”
“ผู้หญิงอ่อนแอ? อาจจะกระมัง” ผางเซียวหัวเราะประชดประชัน “ราชวงศ์ต้าเยี่ยนอ้างว่าผู้พิทักษ์กำแพงเมืองซีฮวามีจำนวนสามแสนนาย แต่ในความเป็จริงแล้วได้รวมถึงเด็กชายตัวเล็กๆ อายุสิบขวบด้วย ผู้พิทักษ์กำแพงเมืองซีฮวาจริงๆ มีเพียงแค่สามหมื่นนายเท่านั้น าเป็าระหว่างผู้ชาย แล้วเด็ก คนชรา ผู้หญิงรวมถึงผู้ที่อ่อนแอเกี่ยวข้องอะไรด้วยเล่า? ความโกลาหลบนแผ่นดินนี้ คนที่ทุกข์ทรมานก็คือราษฎรทั่วไป หรือว่าคำขวัญของพวกเราในตอนแรกนั้นเป็เท็จ?! ้าให้ข้ายกมีดชักดาบเพื่อฆ่าคนไม่มีทางต่อสู้ ผู้สูงอายุ ผู้หญิงและเด็ก สิ่งที่จะให้ทำนั้นเรียกว่าอะไร เดรัจฉานมากเสียยิ่งกว่าสัตว์เช่นนี้ ใครจะทำ คนนั้นก็ไปทำเถิด แต่ข้าจะไม่ทำ!!”
